เพลิงอสูรใจทมิฬ

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : เมียนั้นสำคัญไฉน


ตอนต่อไป

เสียงดนตรีอื้ออึงดังรอบตัว แสงสีสลัวลางสาดส่องไปทั้งพื้นที่นับสองร้อยตารางวา ผับใหญ่กลางใจเมืองเชียงรายในโรงแรมหรู กำลังเป็นที่ครึกครื้นเฮฮาสำหรับนักท่องเที่ยวราตรี ชั้นหนึ่งและชั้นสองของผับเต็มไปด้วยลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มหรือสาวสวยตาน้ำข้าวของยุโรปหรือเอเชีย สะโพกสะโอดสะองยักย้ายไปตามจังหวะเพลง ชุดที่สวมใส่ก็พร้อมพรักสำหรับโชว์ความงามของเรือนร่าง ปกปิดสรีระยั่วยวนตานั้นไว้ไม่มิด แต่หนุ่มหล่อเจ้าของนัยน์ตาสีรัตติกาลทะมึน ผู้มีผมยาวระต้นคอ สวมกางเกงยีนขาดวิ่นกับเสื้อยืดตัวเก่าๆ สีน้ำตาล ซึ่งนั่งอยู่บนชั้นสองของผับและกำลังนั่งกรอกเหล้าเข้าปากเป็นว่าเล่น

ริมฝีปากหยักนั้นเหยียดออก เมื่อสายตาปะทะกับความเชิญชวนจากสาวนิรนามที่อยู่เบื้องล่าง เธออยู่ในชุดรัดรูป โชว์สัดส่วนกลมกลึงทั้งเนื้อทั้งตัว หล่อนโยกย้ายราวกับยั่วยวนเขา แต่ให้ตายเถอะ! วันนี้ เพลิงอัคนี อภิศิรานนท์เกิดอาการเบื่อผู้หญิง ไม่อย่างนั้นคืนนี้หล่อนคงได้โชว์เรือนร่างบิดส่ายด้วยความรัญจวนอยู่บนเตียงเป็นแน่ สาเหตุหลักก็คงจะมาจากประกาศิตของคุณย่าแพรวพัตราผู้เคารพรัก

ฟิวส์ต้องหาสะใภ้ให้ย่าภายในสามเดือน ไม่อย่างนั้นย่าจะยกสมบัติในส่วนของเราให้นายเก่งกล้า”

        สมบัติหรือไม่เห็นอยากได้เลยสักนิด แต่จะทำไงได้ ในเมื่อสิ่งนี้เป็นความต้องการของคุณย่าสุดที่รัก มหาโจรหนุ่มทอดถอนหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ สามเดือน อยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง ปล่อยเวลามัวแต่หมกมุ่นอยู่ในถ้ำ เพิ่งรู้ว่าสามเดือนตอนนี้เหลือเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น มือหนายกขยี้ศีรษะทุยค่อนข้างแรงพลางขบคิดว่าหนึ่งเดือนจะไปหาเมียให้ย่าแพรวได้ที่ไหน!

        มีนมีนา ชื่อนี้ดังก้องเข้ามาในโสตประสาท แต่กลับส่ายหน้าระอาใจ เบื่อลูกท่านหลานเธอ อีกอย่างเจ้าหล่อนเห็นเขาน่ารังเกียจยิ่งกว่ากิ้งกือไส้เดือนซะอีก จะว่าไปเขาก็ไม่ใคร่จะชอบหล่อนสักนิด หน้าตาก็งั้นๆ รูปร่างก็งั้นๆ ข้างหน้าข้างหลังแทบแยกแยะไม่ออก อีกอย่างคงไม่ดีนักหรอก ก็พี่สาวของหล่อนเพิ่งจะผิดหวังจากรักของพี่ชายเขานี่นา สงสัยสองพี่น้องคงเกลียดตระกูลเขาเข้าไส้

        ความคิดที่ก้องอยู่ในภวังค์ต้องหยุดชะงักลง เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ข้างขวาถูกฝ่ามือใครบางคนตะปบเข้าให้ น้ำเสียงที่คุ้นหูทำให้ชายหนุ่มต้องเอียงหน้ากลับไปมอง

“เฮ้ย! ไงเพื่อน”

ผู้กองหนุ่มร้องทัก ก่อนจะเอ่ยต่อ แถมท้ายๆ ประโยค ยังเหน็บด้วยความกวนประสาทเช่นเคย

“นึกยังไงออกจากถ้ำได้วะ ตั้งแต่งานแต่งงานของไอ้เฟนย์แกก็กบดานตลอด ทำอะไรคิดถึงคนอื่นซะมั้งสิ เดี๋ยวโลกก็แตกหรอก”

        ดวงตารัตติกาลจ้องเขม็ง จัดการเทเหล้าในขวดลงแก้ว ยกขึ้นซัดรวดเดียวหมด ก่อนจะตะเบ็งเสียงออกมา

“กลุ้มโว้ย!

        “ไอ้นี่ท่าจะบ้า แหกปากซะฉันหูชาเชียว”

ร้อยตำรวจเอกฤทธิ์ เทพฤทธิ์ส่ายหน้าอย่างระอา ไอ้หมอนี่โทรเรียกมาดึกดื่น ยังจะทำหน้ากวนโมโหใส่อีก ไม่ติดว่าเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เล็ก พ่อจะฟาดด้วยด้ามปืนซะให้เข็ด กำลังจะอ้าปากถามอีกประโยค ฝ่ามือของเพื่อนรักก็ยกขึ้นเป็นเชิงห้าม

“แกอย่าพูดมากไอ้เอก แค่นี้ฉันก็จะบ้าอยู่แล้ว ก้นน่ะ พกมาก็ช่วยกระแทกลงนั่งด้วยเว้ย! ยืนค้ำหัวอยู่ได้”

        “เป็นไรอีก ออกมาจากถ้ำทั้งที ทำตัวให้สดชื่นหน่อยสิโว้ย!

หย่อนก้นลงนั่งข้างๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปรับแก้วเหล้าอีกใบจากบริกรหนุ่ม เห็นสภาพเพื่อนแล้วต้องถอนหายใจอย่างเซ็งๆ

“เอ็งดูสิ สาวๆ เต็มไปหมด เห็นแบบนี้ น่าจะลากไปฟาดสักคนสองคน”

        คนรับฟังถึงกับต้องย่นคิ้ว

“ถามจริงเถอะ แกเป็นตำรวจหรือคนชั่วกันแน่วะ”

        “อ้าว! ไอ้นี่ ตำรวจก็มีความอยากนะโว้ย! จะให้ตัดกิเลสทำไม่ได้หรอก ของอย่างนี้มันต้องมีบ้าง”

ตอบกลับไปด้วยสีหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูง

“แล้วเอ็งกลุ้มไรนักหนาวะ ซัดเหล้าลงคอซะขนาดนี้”

        “อีกหนึ่งเดือน..”

        “หนึ่งเดือนทำไม”

        “หนึ่งเดือนฉันต้องมีเมีย ฉันต้องมีเมียโว้ย! จะไปหาเมียได้ที่ไหนวะ”

คนฟังปล่อยเสียงหัวเราะร่วน ชี้ไม้ชี้มือไปยังสตรีมากหน้าหลายตาที่ดีดเด้งสะโพกไปตามจังหวะดนตรี

“ฮึ! แกก็ดูสิ ผู้หญิงเยอะแยะไป เลือกเอาสักคนสิวะ แค่บอกว่าจะได้ขึ้นเตียงกับเพลิงอัคนี อภิศิรานนท์ ขี้คร้านจะวิ่งเข้ามาหาจนแกแทบเลือกไม่ไหว ว่าแต่แกจะมีแรงเหรอ”

        ดวงตาสีดำทะมึนขึ้นสีขุ่น มือที่กำลังยกแก้วเข้าปากหยุดชะงัก ก่อนจะโพล่งออกมาเสียงดัง

“เมียนะโว้ย! แม่ของลูกน่ะ ไม่ใช่นางบำเรอ จะได้ชี้นิ้วเลือกได้ตามสถานเริงรมย์แบบนี้”

        “แกก็หาผู้หญิงสักคนสิวะ อุปโลกน์ว่าเป็นเมีย คุณย่าไม่รู้หรอกน่า”

        เพลิงอัคนีเงียบกริบ ครุ่นคิดตามคำที่เพื่อนรักพูด ก่อนนัยน์ตาดำมืดจะเต้นระริก ยักคิ้วล้อเลียน

“เออว่ะ...ทำไมฉันโง่อยู่ได้ตั้งนานวะ”

        “แกจะบอกว่าฉันฉลาดก็พูดมาเถอะ”

ผู้กองเอกยืดอกขึ้นให้กับความเก่งกาจของตัวเอง ฝ่ามือนั้นตบลงบนไหล่ของเพื่อนรักเบาๆ

“อย่าคิดมากน่า ดื่มดีกว่า เหลือเวลาอีกตั้งเดือน”

        ลูกหลานพญาอินทรีย์ส่ายหน้าพรืด

“ไอ้เพื่อนเวร แค่เดือนเดียวโว้ย! ไม่ใช่ตั้งเดือน พูดให้มันถูกด้วย”

จบประโยคนั้นทั้งสองคนก็ตั้งหน้าตั้งตาดื่มเหล้า ดวงตากลมๆ สาดส่องหาอิสตรีสาว เผื่อจะเจอของสาวๆ งามๆ ที่จะถูกใจตัวเอง คนแล้วคนเล่า ต่อให้อวดรูปโฉมขนาดไหน พญาโจรสุดหล่อก็ไม่แลสายตามอง ท้ายสุดผู้กองสุดหล่อต้องสั่นศีรษะแรงๆ

        “เฮ้ย! เบาๆ สิวะ เหล้านะเว้ย! ซัดยังกับน้ำเปล่าไปได้”

อดออกปากห้ามออกมาไม่ได้ เมื่อแก้วแล้วแก้วเล่าผ่านเข้าลำคอทองแดงของเพื่อนรัก คนถูกห้ามทำหน้าเบื่อหน่าย ก่อนจะร้องถามออกมา

“ถามจริงเถอะ แกคิดจะมีเมียบ้างไหมวะไอ้เอก”

        “เมียหรอ...” ผู้กองหนุ่มครุ่นคิด

“ไม่ว่ะ! ฉันว่าเอาเวลาไปจับผู้ร้ายสนุกกว่ากันเยอะ ผู้หญิงน่ากลัวจะตายไป เรื่องมากก็ที่หนึ่ง”

มาถึงประโยคนี้อดคิดไปถึงใครบางคนไม่ได้ สาวน้อยแก่นกะโหลก ว่าที่ลูกสะใภ้คนโปรดของคุณแม่ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเป็นฝ่ายถามเพื่อนบ้าง

“แล้วแกล่ะไอ้ฟิวส์”

        เจอคำถามย้อนกลับ ใบหน้าเถื่อนถ่อย รุงรังไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อยของหนุ่มที่ขลุกอยู่ในป่ามาหลายปี ถึงกับปิดอาการเบื่อหน่ายไม่มิด

        “ฉันเห็นพี่เฟนย์แล้วขยาดว่ะ ห่างเมียเกินชั่วโมงทำหน้าเหมือนจะตายซะให้ได้ แกไม่รู้หรอกเวลาน้ำพั้นซ์ไม่อยู่ พี่เฟนย์ทำฉันขนลุก” เมื่อเอ่ยถึงพี่ชายและพี่สะใภ้ ดวงตาหม่นๆ นั้นทอประกายระยิบระยับชวนมอง แต่ยังอุตส่าห์พูดออกมาหน้าตาเฉย

“ผู้หญิงเหมือนยาเสพติด ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น”

        “แล้วแกจะทำยังไง คุณย่าให้แกหาภรรยาให้ได้ ไม่ใช่หรอ”

        “ฉันไม่เข้าใจ คุณย่าจะบังคับทำไมวะ ทั้งๆ ที่น้ำพั้นซ์ก็ตั้งครรภ์ได้สามเดือนกว่าแล้วนะโว้ย! นึกว่าจะลืมเรื่องนี้ไป ที่ไหนได้”

คิ้วเข้มกำลังนึกถึงพี่สะใภ้คนสวย ตอนนี้ทุกคนในบ้านอภิศิรานนท์ก็เห่อเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในครรภ์กันถ้วนหน้า แต่คุณย่าท่านก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจ หากเขาหาภรรยาไม่ได้ภายในสามเดือน ภาระหน้าที่นั้นก็จะตกไปถึงนายเก่งกล้า ผู้เป็นเสมือนน้องชายบังเกิดเกล้า แต่พอนึกถึงใบหน้าของย่าแพรวยามที่เขาบอกว่าไม่คิดจะมีเมีย หัวใจโจรทระนงเกิดอาการอ่อนยวบอย่างประหลาด

        “แกก็ยกสมบัติให้ไอ้เก่งไปสิ หมอนั่นมันไม่เรื่องมากนี่”

เอกฤทธิ์พูดออกมา เพราะรู้เรื่องของครอบครัวนี้ดี ก็แน่ล่ะพ่อของเขาและพ่อของไอ้เพื่อนยากคนนี้ สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก นั่นก็พลอยให้ลูกหลานสนิทกันไปด้วย แต่แค่เขาคนเดียวหรอกนะ ส่วนน้องสาวคนสวยคุณพ่อหวงยิ่งกว่าไข่ในหินซะอีก วันๆ ยัยลูกจันทร์แทบไม่ได้ออกจากบ้านเลยด้วยซ้ำ

        คนฟังถอนหายใจทิ้ง “ฉันไม่กลัวหรอกว่าจะไม่ได้สมบัติน่ะ ไม่มีสมบัติคุณย่าฉันก็ไม่อดตาย”

        “แล้วทำไมวะ แกหวั่นอะไรนักหนา”

        “แค่ไม่อยากเห็นคุณย่าไม่สบายใจ ทำหน้าหม่นๆ หมองเศร้าใส่ ท่านเล่นขอนี่หว่า...ฉันดันเกิดเป็นหลานผู้มีความกตัญญูเป็นเลิศซะอีก โว้ย! มหาโจรกลุ้ม!” ประโยคสุดท้ายถึงกับระงับความเครียดตัวเองไม่ไหว ตะโกนออกมาสุดเสียง จนทั่วทั้งผับต้องเงียบไปนับห้าวินาที เพื่อนร่วมโต๊ะแทบตะโกนปิดปากเพื่อนไว้ แต่ก็ช้าไป

ไอ้บ้า! ตะโกนทำไม เดี๋ยวบาทาก็วิ่งมาราวติดจรวดหรอก”

        “แกเป็นตำรวจกลัวไรวะ” บอกอย่างไม่แยแส

        “อ้าว! ฉันเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จะให้รังแกประชาชนได้ไงวะ”

ผู้กองหนุ่มพ่นลมแผ่วๆ ออกจากปากอย่างระอาใจ หากคนฟังนั้นเหยียดยิ้มน่าสะพรึงกลัว ไม่ได้หวาดหวั่นสักนิด หากใครมีปัญหาคนอย่างเพลิงอัคนีก็พร้อมตั้งรบ

“ช่างเถอะ ใครอยากมีเรื่อง พ่อจะจัดให้”

        “เออ! เดี๋ยวส่งเข้าคุกเอง”

        คำพูดที่หลุดออกมาจากปากเพื่อน ทำให้เพลิงอัคนีต้องกรอกเหล้าเข้าปากอีกครั้ง ดวงตาหม่นแสงกราดมองรอบๆ ตัว ราวกับประเมินผู้หญิงที่ยักย้ายส่ายสะโพก โชว์เรือนร่างน่าเจี๊ยะที่เห็นอยู่ไม่ไกลเอื้อมมือ หากต่อให้จ้องจนตาถลน ก็ไม่มีใครผ่านเกณฑ์ประเมินเลยสักคน หากลากผู้หญิงในผับไปเป็นสะใภ้ให้คุณย่า มีหวังท่านต้องช้ำใจตายก่อนวัยอันควรแน่ๆ

        การหาหลานสะใภ้ให้ย่าแพรวพัตราไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด ไหนจะคุณแม่เนยคนสวยอีก เพลิงอัคนีเฝ้าบอกตัวเองว่า ถึงแม้จะเป็นเมียจอมปลอมหรือเมียจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นต้องเพียบพร้อมไปด้วยความงดงาม ไม่ว่าจะรูปกายหรือจิตใจ คิดแล้วเส้นหยักในสมองถึงกับเต้นไม่เป็นจังหวะ แต่มือที่กำลังยกเหล้ากรอกปากต้องหยุดชะงัก เมื่อเพื่อนรักเอาแต่จ้องไปยังกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล

        “มองไรนักหนาวะไอ้เอก! เหล้าจะกลายเป็นน้ำอยู่แล้วนะนั่น ดื่มๆ เข้าไปสิวะ”    

        ทักท้วงออกมาอย่างอดไม่ไหว หากอีกฝ่ายกลับวางแก้วเหล้าไว้ที่เดิม พร้อมร้องบอกออกมาแผ่วๆ

        “เดี๋ยวมา”

        “เอ้าไอ้นี่! สงสัยเจอสาวเดินลิ่วๆ เชียว ไอ้เพื่อนเวรเจอผู้หญิงแล้วทิ้งเพื่อน”

        ออกปากบ่นแค่นั้น ก็หันมาจัดการกับเหล้าตรงหน้าต่อ หนำซ้ำยังร้องสั่งไปอีกขวดใหญ่ ชีวิตของลูกพญาอินทรีย์ผู้ยิ่งใหญ่ ต้องมาตกม้าตายเพราะคำประกาศิตของคุณย่าบังเกิดเกล้า ยิ่งคิด เพลิงอัคนีก็ซัดเหล้าเข้าลำคอมากกว่าเดิม ไม่อนาทรต่อรสชาติอันขมจนกลืนแทบไม่ลงนั่นสักนิด

        ช่วงขาเพรียวยาวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนรักษาสมรรถภาพของตำรวจหนุ่ม ก้าวเร็วๆ นำพาตัวเองในชุดเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนตัวเก่งไปหาหญิงสาวที่ตกเป็นเป้าสายตาเมื่อครู่ที่ผ่านมา เมื่อมาใกล้ๆ ถึงกับต้องยกมือขยี้ดวงตาหนักๆ คิ้วทั้งสองข้างย่นยู่เข้าหากัน ภาพตรงหน้าต้องร้องในใจว่าไม่คาดฝันที่จะเห็นเลยสักนิด

        ตำรวจหนุ่มนอกเครื่องแบบ นำพาเรือนร่างกระชากใจสาวๆ แหวกฝูงชนจนคว้าเรียวแขนกลมกลึง ของน้องสาวในชุดสีม่วงองุ่นด้วยแววตาที่ไม่อยากเชื่อ มาถึงตัวแล้วยังต้องกะพริบตาปริบๆ

 “ลูกจันทร์!

ร้องเรียก พร้อมรั้งให้สาวน้อยบอบบางก้าวเดินห่างจากฝูงชนนั้น 

        นิศากร เทพฤทธิ์ หรือหนูลูกจันทร์ บุตรสาวผู้พันฤทธิ์ถึงกับเบิกตากว้าง วันนี้ต้องเกิดอาเพศใหญ่โตแน่ๆ เธอไม่น่าตบปากรับคำเพื่อนสนิท ว่าจะมาร่วมในงานฉลองการจบการศึกษาในครั้งนี้เลยสักนิด ดวงดันซวยมาเจอะเจอพี่ชายเข้าให้ เรียวปากบางสีกลีบกุหลาบอ้าพะงาบ เปล่งเสียงออกมาอย่างยากเย็น

“พะ..พี่เอก”

        แรงขืนตัวของร่างบอบบางทำไมปลายเท้าที่จ้ำอ้าวอยู่นั้นหยุดชะงัก ไรขนสีจางๆ ของหนวดที่ทิ่มออกมาผ่านอณูเนื้อบริเวณปลายคางถึงกับเต้นยิกๆ

“มาทำอะไรที่นี่ คุณพ่อไม่รู้เรื่องนี้ใช่ไหม”

กระซิบเค้นเสียงลอดไรฟันถาม คนฟังแค่นยิ้มที่ฝืดเฝื่อน ระงับอาการเหงื่อแตกพลั่ก ยกมือเล็กปัดป้ายความร้อนชื้นที่เห่อขึ้นบริเวณขมับบาง ก่อนจะบอกออกไปเสียงสั่นๆ

“ลูกจันทร์แค่มาฉลองสอบเสร็จ ลูกจันทร์เรียนจบแล้วนะคะ มาเที่ยวกับเพื่อนบ้างก็แค่นั้น”

        “แต่นี่มันสถานบันเทิงนะลูกจันทร์ พี่มั่นใจว่าท่านผู้พันกับคุณหญิงต้องไม่ชอบใจแน่”

ดวงตาของพี่ชายที่หวงน้องสาวไม่ต่างจากผู้เป็นบิดาถึงกับเบิกจ้า ดูชุดที่น้องสาวสวมใส่นี่อีก โชว์ความขาวเนียนเย้ายวนยิ่งกว่าอะไรอีก ถ้าหากไม่ทิ้งแจ็กเก็ตไว้ในรถ เชื่อมั่นได้เลยว่าชายหนุ่มจะสวมให้กับผู้เป็นน้องในทันที

        “พี่เอกอย่ามองลูกจันทร์แบบนั้นสิคะ”

อดต่อว่าไม่ได้ ก็สายตาพี่ของเธอ กวาดมองขึ้นๆ ลงๆ ราวกับเธอเป็นคนประหลาด เล่นซะคนสวยหมดความมั่นใจหมด ผู้กองหนุ่มส่ายหน้าให้แทบไม่ทัน

“ก็ดูชุดที่เราใส่สิ ไอ้พวกผู้ชายในผับ ยิ่งบ้ากามกันอยู่ด้วย”

เค้นเสียงออกมาต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก เพราะดูๆ แล้ว ชุดที่น้องสาวสุดหวงเลือกสวมใส่ มันก็ไม่โชว์หวือหวามากนัก แต่แค่มันสั้นไปหน่อยเท่านั้นเอง สาบานได้หากคุณพ่อคุณแม่เห็นคงได้ลมจับกันแหละคราวนี้

        ส่วนคุณย่าไม่ต้องพูดถึง ยัยลูกจันทร์แสนดื้อ ต้องถูกสั่งเปลี่ยนแทบไม่ทัน รวมถึงชุดนี้อาจถูกทำลายจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี เมื่อเห็นแววตาของพี่ชาย สาวสวยก็ยิ้มประจบ

“พี่เอกก็อย่าบอกคุณพ่อคุณแม่สิคะ ลูกจันทร์ขอวันนี้แค่วันเดียว นะ...นะ” ออดอ้อนอย่างทุกคราที่เคยใช้ได้ผล ก่อนคิ้วเรียงเส้นสวย กับดวงตากลมโตจะเบิกกว้าง

เอ๊ะ! แล้วพี่มากับใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย”

ผลัดเปลี่ยนหน้าที่ของตัวเองกลับมาเป็นผู้สอบสวนคดีเสร็จสรรพ ปลายนิ้วเรียวของผู้กองหนุ่มดีดเข้าให้ที่หน้าผากเกลี้ยงเนียน พร้อมขยี้ผมนุ่มสลวยผะแผ่ว

“น้อยๆ หน่อย พี่ไม่ได้มากับผู้หญิงหรอกน่า พี่มากับเพื่อน ผู้ชายมาดแมน” ยืนกรานเสียงแข็งในประโยคท้าย อันที่จริงต้องบอกไปว่า มากับโจรดีๆ นี่เอง

        “แล้วไป ไม่งั้นลูกจันทร์จะไปฟ้องยัยฟองน้ำ”

ได้โอกาสสาวน้อยก็ยักคิ้วหลิ่วตาเป็นการใหญ่ ชื่อที่หลุดออกมาเล่นเอาดวงหน้าคมคร้ามถึงกับเครียดเขม็ง ดวงตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่ส่อแววกร้าวแข็งขึ้น นึกถึงสาวน้อยที่คุณแม่รับมาอุ้มชู ส่งเสียเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ หนำซ้ำยังยกตำแหน่งลูกสะใภ้ให้อีกด้วย แค่คิดผู้กองหนุ่มถึงกับตีมาดเซ็ง

        หันมามองน้องสาวคนสวยแล้วต้องส่ายหน้า เห็นแก่การเลี้ยงฉลองที่เพิ่งจบการศึกษา อย่างน้อยครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรก อีกอย่างลูกจันทร์ก็โตขึ้นมาก จะบังคับกะเกณฑ์เป็นเด็กๆ ก็คงจะไม่ไหว เดี๋ยวน้องสาวคนเดียวจะหัวระเบิดชิงตายไปซะก่อน ความคิดนี้คงเป็นของเขาเพียงคนเดียวในตระกูล สำหรับผู้ใหญ่ในบ้านทุกๆ ท่าน ลูกจันทร์น้องรักก็เป็นเพียงเด็กสาวที่ต้องอยู่ในสายตาเท่านั้น เบนหน้าจับจ้องดวงตาละห้อยก็ได้แต่ยิ้มบางๆ ส่งให้

“โอเค ก็ได้ ถือว่าครั้งนี้พี่จะปิดหูปิดตา แล้วเราก็อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกยัยเด็กแสบนั่นล่ะ พี่ขี้เกียจทะเลาะด้วย”

        “อะไรพี่เอก พูดดีๆ หน่อย นั่นสุดที่รักของคุณแม่นะ เดี๋ยวเถอะ ถ้าหากคุณหญิงรัชนีได้ยินเข้า จากที่งานแต่งจัดขึ้นปีหน้าจะได้เลื่อนมาเป็นวันนี้พรุ่งนี้ไม่รู้ด้วย”

ยิ่งเรียวปากอิ่มจิ้มลิ้มโพล่งออกมามากเท่าไหร่ พี่ชายถึงกับต้องทำหน้ายุ่ง ยกมือตะปบเรียวปากอิ่มในประโยคท้ายแทบไม่ทัน

“ปากไม่เป็นมงคล”

        “โอ๊ย! พี่เอก ลิปสติกลูกจันทร์เลอะหมด”

โอดครวญออกมาพร้อมยิ้มหวานส่งให้ คนเป็นพี่สั่นศีรษะหนักๆ ไปหลายที

“อย่ากลับดึกล่ะ พี่ไม่อยากหูชาไปด้วย คำบ่นจากคุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยเท่าไหร่ อย่าให้คุณย่าศศิออกโรงเอง รับรองเละแน่ๆ”

        “รู้แล้วน่า พี่อย่าห่วงเลย ลูกจันทร์เอาอยู่!

        ฟังแล้วผู้กองหนุ่มต้องระเบิดเสียงหัวเราะกังวานออกมา ขยี้ศีรษะน้องสาวด้วยความรักความเอ็นดู

“ยัยเด็กดื้อ ดูแลตัวเองดีๆ”

ท้ายประโยคเล่นเอาคนฟังทำหน้าซึ้ง ก่อนจะตีบทเจ้าเล่ห์ตามนิสัย

“เจ้าค่า...คุณพี่ผู้ประเสริฐ”

นิศากรได้แต่จับจ้องแผ่นหลังของพี่ชายคนเดียวไปจนลับสายตา ไม่ว่าจะก่อเรื่องรุนแรงแค่ไหน พี่ชายสุดที่รักก็จะอยู่เคียงข้างเสมอ อมยิ้มกริ่มในสีหน้า ก่อนจะก้าวเร็วๆ กลับไปยังโต๊ะ พอมาถึงก็เจอเข้ากับดวงตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนสนิท

        “ใครอะแก หล้อหล่อ ฉันจีบได้ปะ”

เนตรดาว โสพรรณภี กระแซะกายใกล้ชิดเพื่อนสนิท พร้อมส่งลักยิ้มที่มุมปากให้ นิศากรส่ายหน้าพรืดเป็นคำตอบ

“ไม่ได้ เขามีเจ้าของแล้ว กินแห้วไปเลยยัยดาวเอ้ย!

        “ฉันล่ะเซ็ง!

        บอกออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย หากดวงตายังคงสอดส่ายไปยังเทพบุตรสุดหล่อคนนั้น อยากรู้ใจแทบขาดว่าเขาเป็นใคร ท่าทางมาดแมนแสนเท่ ยกตำแหน่งผู้ครอบครองหัวใจให้เลย แต่เมื่อชะเง้อเท่าไหร่ก็ไม่เห็น ท้ายสุดสาวสวยก็ต้องยกน้ำพันซ์ขึ้นจิบไปเรื่อยๆ ไม่นานนัก เนตรดาวก็จับจูงมือลูกจันทร์คนสวย ไปดิ้นอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆ ที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกด้วยความรื่นเริง ไม่นานนักเนตรดาวคนสวยก็กระซิบอีกครั้ง เมื่อเห็นจุดหมายที่ปรารถนา

“ไม่บอกหน่อยหรอว่าเขาเป็นใคร อย่าใจร้ายนักสิลูกจันทร์”

        คุณหนูแห่งเทพฤทธิ์หัวเราะคิก “แกจำพี่ชายฉันไม่ได้หรอยัยดาว นั่นน่ะ พี่เอกย่ะ ผู้กองเอกฤทธิ์ไง สนปะล่ะ”

ได้ยินชื่อแล้วถึงกับส่ายหน้าพรืดโดยไม่ต้องคิด

“ไม่เอาแล้ว พี่แกหรอนั่น ฉันนึกถึงความร้ายกาจแล้วขนลุกอะ เสียดายความหล่อ เสียดายความรวยชะมัด”

        “ทำไม พี่ฉันก็แค่ปากเสียเป็นที่หนึ่ง เจ้าอารมณ์ไม่มีใครเกิน ดิบๆ โหดๆ ซ้อมผู้ต้องหาที่มันกวนประสาทก็แค่นั้น”

        “ยัยบ้า! ฉันไม่เอาหรอก อีกอย่างมีคู่หมั้นคู่หมายแล้วไม่ใช่รึไง”

        “อืม...ยัยฟองน้ำน่ะ ว่าที่ลูกสะใภ้ของคุณแม่ฉันล่ะ”

        “จะไหวเหรอ ฉันว่าสองคนนั้นถ้าแต่งงานกันจริงๆ ต้องทะเลาะกันสามครั้งหลังอาหาร บ้านแตกแน่ๆ ยัยฟองน้ำถึงจะเรียบร้อยอ่อนหวานในสายตาคุณแม่ของเธอ แต่แสบไม่ใช่ย่อยนี่”

พูดพลางนึกถึงความร้ายกาจ ฟองน้ำ หรือ ฑิฆัมพร อิศวการ ที่เคยเห็นบ่อยๆ เวลาไปทำรายงานที่บ้านเพื่อนรัก ดูท่าทางเรียบร้อยแต่ใครจะคิด หากโมโหขึ้นมา ขนาดพี่เอกยังเคยหัวแตกมาแล้ว

        “ทำไงได้ ก็คุณแม่ชอบฟองน้ำ รักและสงสารมากๆ ด้วย”

        ลูกจันทร์เอ่ยออกมา พร้อมหวนไปถึงว่าที่พี่สะใภ้ ฟองน้ำอายุอ่อนกว่าเธอเพียงปีเดียวเท่านั้น คุณพ่อและคุณแม่ของเธอ ถูกฆาตกรรมตายพร้อมๆ กัน ไปเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอกับครอบครัวอยู่ข้างบ้านข้างเรือน คุณแม่กับคุณย่านึกสงสาร เลยให้ย้ายมาอยู่ด้วยพร้อมชุบเลี้ยง ส่งเสียเล่าเรียนจนเติบใหญ่ หนำซ้ำคุณแม่ยังหมายมั่นปั้นมือยกตำแหน่งลูกสะใภ้คนโปรดให้อีก ออกปากดังลั่นบ้าน ถ้าหากพี่เอกไปคว้าคนอื่นมาแล้วล่ะก็ มีหวังบ้านแตกเป็นเสี่ยงๆ แน่

        “ฉันไม่เอาหน้าสวยๆ ไปพาดเครื่องประหารดีกว่า ปล่อยพี่เอกให้ยัยฟองน้ำไปก็แล้ว...”

ยังไม่จบประโยค เนตรดาวก็ทำตาโต

ว้าย! พี่ชายแกคุยกับใคร พ่อเทพบุตรสุดเถื่อนของฉัน”

คำพูดของเพื่อนรักทำให้ดวงตากลมๆ ต้องมองตามแล้วถึงกับขนลุกขนพอง ขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน

        “แกบอกฉันหน่อยสิ ว่านั่นคือคน มนุษย์เดินได้เหมือนๆ กับเรา”

พูดพลางทำหน้าสยอง คนเป็นเพื่อนรักถึงกับต้องป้องปากหัวเราะ

“แกก็ปากเสีย เขาหล่อแบบเถื่อนๆ หรอกย่ะ ดูหน้าตาสิ คมคายซะยิ่งกว่าอะไร”

        คนฟังสั่นศีรษะแรงๆ พร้อมเบะปากอย่างนึกหมั่นไส้ ไม่รู้พี่ชายเธอ มีเพื่อนน่ากลัวแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

“ปีศาจชัดๆ แก”

        “ฉันเบื่อรสนิยมผู้ชายของแกจริงๆ จะไปหาที่ไหน หน้าตี๋ๆ ตัวขาวๆ สูงยาวเข่าดี ที่สำคัญไม่เจ้าชู้น่ะ”

พูดเสร็จนันย์ตาของเนตรดาวก็พราวระยับ จ้องไปยังสองหนุ่มตาเขม็ง โดยเฉพาะหนุ่มมาดเซอร์ที่สวมเพียงเสื้อยืดตัวเก่ากับกางเกงยีนสีซีด แต่ดันเรียกอารมณ์บางอย่างให้วิ่งพล่าน เพียงแค่ได้มองแผ่นหลังกระด้าง ร่างกายของเธอยังเต้นระริกจนน่ารังเกียจ หากหันหน้ามาให้เห็นชัดๆ เชื่อว่าสายตาของเขาคงเปลื้องเธอให้เหลือแต่เพียงเรือนร่างเปลือยเปล่า ลูกจันทร์ได้แต่ส่ายหน้าให้กับเพื่อนรัก เมื่อกี้ยังหลงพี่ชายเธออยู่เลย ยังไม่ทันถึงห้านาที ก็ใจลอยไปหาหนุ่มอีกคน และช่วยยืนยันได้ไหม ว่านั่น คือคนปุถุชนธรรมดาเหมือนๆ กับเธอ ไม่ใช่อสุรกายตัวเป็นๆ ที่หลุดออกจากนรกภูมิ

 

        รถโฟร์วิลสีดำสนิท เคลื่อนเข้าสู่ท้ายไร่ศิรานนท์ด้วยความเร็วไม่มากนัก ตัวรถส่ายไปมาซ้ายทีขวาที ขณะคนขับกำลังปรือตามองเส้นทางด้วยความง่วงจับจิต ดวงตาเหนื่อยล้าเพ่งมองเบื้องหน้า หมุนพวงมาลัยรถไปตามเส้นทางลูกรังของดินแดงด้วยความยากลำบาก ขับรถขณะมีสติเต็มร้อยก็ไม่เท่าไหร่ แต่นี่อาการเมาวิ่งพล่านไปทั่วร่าง

        เสียงวิหคตัวใหญ่บินว่อน โห่ร้องไปทั่วท้องฟ้า พรานธงทนซึ่งเฝ้าอยู่นอกกรงไอ้เขี้ยวปักษา เสือหนุ่มกลัดมันต้องสะดุ้งน้อยๆ ย่นคิ้วคาดคิดว่าเสียงบนท้องฟ้านั้นก็คงไม่พ้นเป็นของเจ้าเหยี่ยวเวหาเป็นแน่ แต่ทำไมมันถึงได้ส่งเสียงน่าสะพรึงกลัวแบบนี้ ครุ่นคิดพร้อมกับกำลังจะเอนหลังลงนอนในกระต๊อบอีกรอบ หากคราวนี้ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเสือหนุ่มก็คำรามดังลั่น

        “เอาเข้าไป เอ็งสองตัว จะไม่ให้ข้าได้นอนเลยรึไง”

บ่นแค่นั้น แต่ก็จำต้องพาร่างกายพร้อมอาวุธปืนในมือ ก้าวออกจากที่พัก หันซ้ายแลขวาเมื่อรอบกายไม่มีสิ่งผิดปกติ ก็หวนไปถึงใครบางคน นายหนุ่มอาจะอยู่ที่เรือนไม้ คิดเพียงเท่านั้นช่วงขาทรงพลังก็ก้าวมาหาคนเป็นนายทันที เรือนไม้นี้เป็นของคุณไฟแต่บัดนี้ยกให้กับบุตรชายคนเล็กซึ่งตั้งเด่นหราอยู่ไม่ไกล แต่ไฟในบ้านก็ดับพรืดจนแทบมองอะไรไม่เห็น ตะโกนร้องเรียกอยู่สักพัก หากคนบนบ้านก็เงียบ

“สงสัยคุณฟิวส์คงอยู่ในถ้ำ”

รำพันกับตัวเอง แต่แล้วต้องย่นคิ้ว เมื่อแสงสว่างพร้อมเครื่องยนต์ของรถคุ้นเคย วิ่งตรงเข้ามาในอาณาเขตท้ายไร่

        “อ้าว! คุณฟิวส์ไปข้างนอกตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”

ยกมือเกาศีรษะแกรกๆ ก่อนจะทำตาโต เมื่อตัวรถที่มุ่งหน้าเข้ามาใกล้ วิ่งออกนอกเส้นทางไปซ้ายทีขวาที ทำหน้าขยาดหลายหนกว่าตัวรถจะจอดสนิทได้ ดีหน่อยที่เจ้านายหนุ่มอุตส่าห์ประคองตัวรถคันโปรดจนมาถึงจุดมุ่งหมาย เมื่อนายหนุ่มดับเครื่องยนต์ พรานธงก็รีบจ้ำอ้าวไปใกล้

        “คุณฟิวส์ คุณฟิวส์ครับ”

เคาะกระจกเรียก พร้อมอีกฝ่ายพยายามเปิดประตูรถก้าวลงมา กลิ่นเหล้าคละคลุ้งออกมาจากเรือนกายกำยำ

“ทำไมกลิ่นเหล้าหึ่งอย่างนี้ล่ะครับ” บ่นออกมาแต่ก็อุตส่าห์ประคองคนเป็นนายก้าวลงจากรถได้สำเร็จ เมื่อรับรู้ว่าข้างกายมีเงาตะคุ่ม ดวงตาที่ปรือปรอยอยู่นั้นก็ค่อยๆ เบิกออกกว้างอย่างช้าๆ

“คราย...อ้าว...ลุงธงนี่เอง”

        คนเมาอุตส่าห์จำได้ แขนกำยำวาดพาดไหล่อีกฝ่ายทันที

“ผมม่ายเมานะคร้าบ..แค่ดื่มหนาก..ปายหน่อย..”

พรานธงได้แต่ส่ายหน้า ไม่เมาหรอกครับเจ้านายที่เคารพ หากแต่เสียงนี่ ยานยิ่งกว่าผู้เฒ่าพันปีซะอีก

“ไปครับ ลุงจะพาขึ้นไปพักบนเรือน คุณไฟรู้เข้ารับรองหูชาแน่ๆ”

        “เอิ๊กก...คุนพ่อม่ายท่าวไหร่...คุณย่าหนาก..กว่า..เอิ๊กก”

เสียงคนเมาเปล่งออกมา แทบจับใจความไม่ได้ แต่พรานธงต้องส่งยิ้มเศร้าให้

“นี่กลุ้มเรื่องหาหลานสะใภ้ให้คุณย่าแพรวใช่ไหมครับ ถึงได้ดื่มเหล้าเยอะขนาดนี้”

        “เมียน้าน..สามคานนากหรืองาย”

        “อันนี้ต้องไปถามคุณเฟนย์ครับ ลุงไม่รู้ ลุงก็อยู่คนเดียวมาตลอด คุณฟิวส์ก็เห็น”

        แน่ล่ะพรานธงทนอยู่แต่กับไอ้เขี้ยวยักษ์เท่านั้น สาวๆ ไม่เคยพบเจอ คนงานในไร่ก็ไม่มีใครค่อยสุงสิงกับแก ที่จะสนิทที่สุดก็คงไม่พ้นคุณฟิวส์คนเดียวเท่านั้น พรานธงทนรักคุณฟิวส์และคุณเฟนย์ราวกับลูกแท้ๆ

        “ผู้หญิงน่าเบื่อทู้กคน ผมม่าย..อยากมีเมียสาก..นิด คุณย่านะคุณย่า ทามมายทาม..กับฟิวส์แบบนี้”

เสียงคนเมายังอ้อแอ้ออกมาเถียง ลุงธงรีบพาเจ้านายผู้ไม่เมาก้าวขึ้นเรือนด้วยความทุลักทุเล กว่าจะถึงห้องต้องฟังคำคนเมานับสิบๆ ประโยค และไม่พ้นอาการน้อยใจ ที่ต้องหาเมียให้ทันก่อนครบกำหนดสามเดือน เป็นอันว่าเรื่องนี้คนทั้งไร่รับรู้ และยังรวมไปถึงไร่ข้างๆ อย่างลีละเดชา ซึ่งเป็นสมบัติของแม่เลี้ยงเนย์ญรินทร์คนงาม เมียรักของพ่อเลี้ยงเพลิงอินทรีย์

        เมื่อผลักประตูเข้ามาได้ พรานธงก็จัดการประคองเจ้านายหนุ่มให้นอนบนเตียง จัดการถอดรองเท้าให้เสร็จสรรพ

“นอนพักดีกว่านะครับ” เลื่อนผ้าห่มมาจนถึงช่วงอกกระด้าง

“จะว่าไปคุณฟิวส์น่าจะมีภรรยานะครับ เมามายกลับมาจะได้มีคนดูแล”

น้ำเสียงห่วงใยเปรยออกมาเบาๆ แต่คนฟังก็ยังอุตส่าห์ค้าน

        “มีเมียทามมัย ไม่อาว...ฟิวส์ม่าย...อาวเมีย”

        “เฮ้อ! คุณฟิวส์นะคุณฟิวส์ กินเหล้าหนักขนาดนี้ เดี๋ยวได้ตับแข็งตายก่อนจะมีเมียจนได้”

        อดต่อว่าออกมาอีกประโยคไม่ได้ หลังจากนั้นลุงธงก็ได้เห็นคนเมาเงียบเสียง ดวงตาปิดสนิท มือทั้งสองข้างวางลู่แนบลำตัว เวลาเจ้านายหนุ่มหลับอย่างนี้ดูไร้พิษสง หากเมื่อไหร่ที่คุณฟิวส์โกรธ อารมณ์รุนแรงกว่าคุณเฟนย์หลายเท่านัก และอีกอย่าง ผู้ชายคนนี้ยังมีอำนาจบางอย่างที่น่าทึ่งอีก เล่นอ่านใจคาดการณ์และรู้ความเคลื่อนไหว ของคนที่ต้องการล่วงหน้า พ่อมหาเวทย์ดีๆ นี่เอง อำนาจนี้คงสืบทอดมาจากคนเป็นปู่ทวด พญาเสือผู้หญิงใหญ่ ปู่อินทร์ เพลิงอินทร์ อภิศิรานนท์

        ประตูที่ปิดสนิทนั้น เงียบไปพร้อมกับเสียงโห่ร้องของสัตว์ตัวใหญ่ที่โผบินบนท้องฟ้า รวมถึงเสียงคำรามของเสือตัวใหญ่อีก คนเป็นพรานมาหลายสิบปีต้องส่ายหน้า เพราะอย่างนี้นี่เอง เจ้านายผู้ประเสริฐมีปัญหา เจ้าสองสัตว์ถึงได้คำรามดังลั่น เมื่อม่านฟ้าตรงหน้าเงียบสงบ สายตาของพรานธงก็เพ่งเล็งไปยังหน้าห้องเจ้านายหนุ่มอีกครั้ง

        “สงสัยถึงเวลาที่ผู้ครอบครอง สิ่งประเสริฐชิ้นที่สามจะต้องปรากฏแล้วมั้งครับคุณฟิวส์”

       

 


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ"

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha