เพลิงอสูรใจทมิฬ

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : โจรปล้น (หัวใจ) จริงหรือ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 

 

        คนอาบน้ำด้วยดีกรีราคาแพง บิดเอี้ยวตัวไปมาด้วยความเมื่อยขบ โสตประสาทรับรู้การขับขานเพราะพริ้งยามเช้าของสัตว์ป่านานาชนิด เสียงหรีดหริ่งเรไรเงียบหาย มีเพียงเสียงไก่ที่ขับขานต้อนรับอรุณมาแทนที่ พร้อมๆ กับเสียงโวยวายของวิหคบนท้องฟ้ากว้าง ดวงหน้าเหนื่อยหน่ายกับสภาพเมาค้าง ทำให้คิ้วดกดำทั้งสองข้างต้องย่นเข้าหากัน อุ้งมือร้อนผ่าวนั้นตบหนักๆ ลงบนท้ายทอยสองสามที ก่อนจะสลัดผ้าห่มผืนโตออกจากร่างกายบึกบึน วาดลำขาเพรียวยาวลงไปแตะพื้นไม้เย็นเฉียบ มือทั้งสองข้างยกขึ้นขยี้ศีรษะหนักๆ รู้สึกถึงอาการปวดหนึบๆ ที่วิ่งพล่านไปทั่วศีรษะ สงสัยเจ้าดีกรีราคาแพงคงยังออกฤทธิ์อาละวาดไม่สร่าง

        ร่างสูงยาวละจากเตียงนุ่ม คว้าผ้าขนหนูสีขาวสะอาดผืนโตพาดไว้บนไหล่กระด้าง ก่อนจะก้าวช้าๆ ไปยังอีกฝั่ง ดีหน่อยที่พี่ชายสั่งทำห้องน้ำเพิ่ม หลังจากยกเรือนนี้ให้กับภรรยาสุดที่รัก หากเวลานี้ตกทอดมายังเขาผู้เป็นน้อง ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำร่วมชั่วโมง ถ่ายเทความเมื่อยล้าไปกับสายน้ำที่รินผ่านฝักบัวจนเย็นฉ่ำ คืนความสดชื่นกลับสู่ร่างกายจนกระปี้กระเปร่า หลังจากนั้นก็ก้าวกลับเข้าห้องจัดการแต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีเทาขุ่น พร้อมกางเกงยีนสีซีดตัวใหม่

        เมื่อพ้นประตูห้อง จุดมุ่งหมายก็คงไม่พ้นมุมกาแฟสุดโปรด นึกอยากจะซัดกาแฟทั้งโรงงานให้ความง่วงนี้หายออกไปเป็นปลิดทิ้ง นานๆ ครั้งที่คว้าเหล้ามากรอกปาก ทำให้ร่างกายเกิดความไม่คุ้นชิน แต่สาบานได้ว่า ต่อจากวันนี้ไปคงได้เพื่อนใหม่เป็นขวดเหล้าอย่างไม่ต้องสงสัย ก็เพราะประกาศิตอันใหญ่ยิ่งจากคุณย่า ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ถอนหายใจทิ้งเฮือกใหญ่พร้อมกับคว้ากาแฟร้อนๆ แก้วโต ก็นำพาร่างกายตัวเองไปหย่อนนั่งบริเวณเฉลียงของบ้าน ในมือนั้นอุตส่าห์ติดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไปด้วย แน่ล่ะข่าวสารบ้านเมืองคนอย่างเพลิงอัคนีมีหรือจะพลาด

        เสียงรถแว่วเข้ามาให้ได้ยิน ทำให้เรียวปากหยักยกยิ้มน้อยๆ สงสัยข่าวที่เขาไปคว่ำบ่อเหล้ามาคงรู้ถึงหูใครบางคน ถึงได้วิ่งแจ้นกันมาก่อนมื้อเช้าจะเริ่มขนาดนี้ ใบหน้าเถื่อนๆ  ด้วยหนวดเคราชะเง้อมอง ก่อนจะอมยิ้มโล่งใจ อย่างน้อยคนที่มาเยือนก็ไม่ได้น่ากลัวจนเกินไป หากเป็นคนอื่นแล้วล่ะก็ เขาคงได้ใส่ตีนผีวิ่งหลบเข้าถ้ำแทบไม่ทัน หลังจากรถจอดสนิท ไม่นานนักน้ำเสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นเบื้องหลัง

“ไง ไอ้น้องชาย!

        มือหนายกกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะหมุนกายหันไปเผชิญหน้ากับพี่ชาย ดวงตานั้นมีแววเย้าแหย่ตามประสา

“พี่เฟนย์มาทำไมแต่เช้าครับ หรือว่าทนคิดถึงผมไม่ไหว”

คนมาใหม่ถึงกับต้องถอนหายใจทิ้ง ยกฝ่ามือตะปบเข้าที่ไหล่ผู้เป็นน้องเบาๆ แล้วทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ

“ก็ลุงธงน่ะสิ รีบส่งข่าวรายงานพี่ตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน ว่าเราน่ะไปอาบเหล้ามา ดีนะที่คุณแม่กับคุณย่าไม่อยู่ด้วย ถ้ารู้ถึงหูเข้าคงได้บ่นยาว แต่นายก็สบายอยู่แล้วนี่ ถึงยังไงเสียงคุณย่าก็มาไม่ถึง แต่พี่กับพ่อโดนเต็มๆ”

 เงียบไปอึดใจ จ้องมองเสี้ยวหน้าน้องชายอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ

“ทำไมฮึ! หาเมียไม่ได้จนต้องซัดเหล้าหนักขนาดนั้นเลยรึไง กลุ้มมากล่ะสิท่า”

        “ไม่ใช่หาไม่ได้ครับ”

คนถูกบังคับให้มีเมียโพล่งออกมาดังลั่น

“แค่ไม่อยากมี พี่ก็รู้ผมต้องการอยู่เป็นโสด และอีกอย่างผู้หญิงที่เป็นเมียผมคงต้องโชคร้ายสุดๆ เพราะไม่มีทางจะได้อยู่สุขสบายบนบ้านหลังใหญ่โตเด็ดขาด ผมจะพาเธอไปอยู่ในถ้ำ”

        “เฮ้ย!

เพลิงอัคคีถึงกับร้องอุทานเสียงหลง “นายจะบ้าเหรอฟิวส์ ไปอยู่แบบนั้นก็น่าสงสารแย่ ยังไงบ้านนี้แกก็ขยับขยายสิ คุณย่าต้องรีบจ่ายเงินสักสิบล้าน เนรมิตเรือนไม้ไว้ต้อนรับหลานสะใภ้คนโปรด”

        “เหมือนพี่ปรับเรือนลีละเดชาใหม่ทั้งหลังน่ะหรอ”

คนเป็นน้องบอกอย่างรู้ทัน ก็แน่ล่ะ ยิ่งจะมีเจ้าตัวเล็ก พี่ชายเขาลงทุนปรับเรือนลีละเดชาใหม่หมด ตอนนี้ใหญ่โตกว้างขวาง ราวกับจะรองรับสมาชิกใหม่นับสิบๆ คน เรียวปากผู้พี่ยิ้มกว้าง นัยน์ตาทอประกายแห่งความสุขเสมอ เมื่อนึกถึงครอบครัวของตัวเอง

“แน่นอนสิ ลองมีเมีย แล้วแกจะรู้ว่าสวรรค์เป็นเช่นใด”

        ผู้น้องชายถึงกับสำลักกาแฟที่ยกขึ้นจิบ ยกมือห้ามปรามจ้าละหวั่น ก่นด่าตัวเองในใจเบาๆ ไม่น่าหยิบเรื่องนี้มาพูดคุยสักนิด ความหวานของพี่ชายจะทำให้เขาขนลุกเกรียวกราว

“พอๆ พี่เฟนย์ ยิ่งฟังฟิวส์ยิ่งกลัวการมีเมีย”

        “อ้าว! ไอ้น้องเวร”

น้ำคำด่าทอไม่จริงจังสักนิด มีแววเย้าแหย่ “ยังไงแกก็ต้องหาสะใภ้ให้คุณย่า แต่อย่าไปคว้าพวกผู้หญิงเกรดต่ำนะเว้ย! ไอ้พวกที่ซื้อได้ด้วยเงินน่ะ อย่าเอามาเป็นน้องสะใภ้พี่เป็นเด็ดขาด และอีกอย่างเชื่อสิ คุณท่านๆ ทั้งหลายไม่โปรดแน่ หาเมียทั้งที แกไม่ต้องมองที่รูปร่างหน้าตา ถ้าแกเห็นใครแล้วโดนน่ะ จัดการเลย”

น้องชายที่คลอดทีหลังเพียงไม่กี่หน้าทีกำลังตีหน้ายุ่ง สงสัยไม่หายจากอาการเมาค้าง เมื่อเห็นสีหน้านั้นผู้พี่จึงชี้ทางให้

“หรือไม่ก็ก็ใช้สัมผัสพิเศษสิวะ นายเก่งเรื่องนี้นี่”

        คิ้วเข้มของเพลิงอัคนีย่นยู่ เส้นหยักในสมองกำลังขบคิด

 “สัมผัสพิเศษ...”

        “ถ้าจิตส่วนลึกแกบอกว่าใครใช่ ก็อย่ารีรอ”

ดวงตาของเพลิงอัคคีเต้นระริก หากคนที่ต้องหาเมียให้ทันก่อนกำหนดทำหน้าขยาดพิกล

 “เอาเป็นว่าถ้าผมรู้สึกแบบนั้น ผมจะฉุดขึ้นรถก็แล้วกันนะพี่”

        “ไอ้บ้า! ผู้หญิงเขาก็มีญาติผู้ใหญ่”

        “อย่าให้เหมือนพี่ใช่ไหม พ่อตาเกือบเอาตาย”

คราวนี้เป็นฝั่งพี่ชายที่ต้องทำหน้าสยองบ้าง นึกถึงเรื่องราวตัวเองแล้วก็อดหวาดหวั่นไม่ได้ หากไม่มีแม่ยายคนสวย ป่านนี้เขากับน้ำพั้นซ์คงไม่ได้พบกับความสุข บางทีพ่อตาสุดโหดคงเป่ากบาลเขาให้เป็นรอยแยกไปนานแล้ว แก้มสากทั้งสองข้างของผู้พี่ขึ้นสีเรื่อเข้มจัด หากนาทีต่อมาก็รีบเปลี่ยนโหมด

“เอาน่า ยังไงฉันกับพ่อตาก็สมานฉันกันเรียบร้อย ยิ่งจะมีเจ้าตัวเล็ก พ่อตาฉันยิ่งพูดง่าย”

        “แหงล่ะ ก็พ่อตาพี่มีแม่ยายคนสวยคอยเป่าหูให้เข้าข้างลูกเขยอยู่นี่”

        “คนดีก็งี้แหละ”

        เพลิงอัคคีไหวไหล่น้อยๆ แน่ล่ะตอนนี้แม่ยายยืนเป็นเกราะกำบังชั้นดี พ่อตามีหรือจะกล้าหือ หากแต่อดแหย่น้องชายไม่ได้

“นายก็เหมือนกัน ระวังพ่อตาแกจะโหดกว่าพ่อตาของพี่”

        “ผมว่า...ไปเสาะแสวงหา ผู้หญิงที่ไม่มีพ่อมีแม่ไม่ดีกว่าเหรอ ง่ายกว่ากันเยอะ”

        “คงเจอหรอก ระวังเจอตอก็แล้วกัน”

        “พอๆ เถอะ พี่เลิกพูดเรื่องนี้ ฟิวส์จะเข้าถ้ำสักหน่อย”

เพลิงอัคนีรีบเปลี่ยนเรื่อง ยิ่งคุยเรื่องนี้เขายิ่งกลุ้ม ตอนนี้ในใจฝักใฝ่หาความเงียบสงบ อยากนั่งสมาธิทำใจให้สงบ แต่เสียงพี่ชายก็ทำลายสวรรค์ตรงหน้า

 “เลิกกบดานเถอะ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันเอง ผู้หญิงที่ถูกใจหายากนะไอ้น้องชาย แล้วผมเผ้า หนวดเคราน่ะ จัดการซะบ้าง หมดหล่อแล้วรู้ตัวรึเปล่า พวกคนงานเห็นนายแต่ละคนส่ายหน้าพรืด กลัวคนลุกขนพอง ระวังเขาจะเข้าใจผิด คิดว่านายเป็นโจรป่าเถื่อน ดีไม่ดี เกิดเอาปืนลุกขึ้นมากราดยิงเข้าอย่าหาว่าพี่ไม่เตือน”

        “ผมไม่กลัวหรอกครับ ถึงยังไงผมก็มีรูปร่างหน้าตาเป็นอาวุธ”

อวดสรรพคุณเสร็จสรรพ หากแต่มีหรือใครจะกล้าแหย่ คนอย่างเพลิงอัคนี อภิศิรานนท์ เพียงแค่คิดก็ผิดแล้ว ชายหนุ่มอารมณ์ร้อยยิ่งกว่าพี่ชาย ถึงสีหน้าและแววตาจะมีทะลึ่งทะเล้น หากอีกมุมคนในไร่ศิรานนท์รู้ดี ว่ามันช่างแตกต่างจนน่าสะพรึงกลัว

        ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อย กับดวงตาทำมึนรัตติกาล เพียงแค่สบมองศัตรูอีกฝ่ายก็อ่อนปวกเปียกในพริบตา ไหนจะความสามารถลึกลับที่ปู่ทวดทิ้งไว้ให้อีก เรียกได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคำนิยายของความน่ากลัวทุกรูปแบบ

        “แล้วพี่จะมาบ่นแทนคุณแม่ทำไมเนี่ย อุตส่าห์หนีมาอยู่ท้ายไร่แล้วแท้ๆ”

โอดครวญออกมาเบาๆ หากคนโดนต่อว่ายกยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งให้ พร้อมคิ้วทั้งสองข้างเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม

“จะให้พี่มาหรือจะให้คุณแม่มาเองล่ะ”

        เพลิงอัคนีส่ายหน้ารัวเร็วโดยไม่ต้องขบคิด

“อย่าดีกว่า เดี๋ยวคุณแม่ท่านจะองค์ลง”

จบประโยคสองพี่น้องก็กลั้วหัวเราะในลำคอเบาๆ แทบพร้อมเพียงกัน ใครบอกว่าคุณแม่เนยไม่กล้าดุด่าว่ากล่าว หากเกิดอาการทนไม่ไหว แม้แต่คุณพ่อที่คุณแม่รักนักรักหนา ยังต้องศิโรราบ อีกอย่างเมื่อใดที่แม่เนยออกฤทธิ์ คุณย่าแพรวก็เป็นกำลังเสริมชั้นดี ข้อนี้ใครๆ ก็รู้กันทั่วทั้งจังหวัด ว่าแม่ย่ากับลูกสะใภ้ตระกูลนี้ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เรียกได้ว่าหากผสมโรงกันเมื่อไหร่ ผู้ชายในบ้านรวมถึงคนงานในไร่ ต้องพ่ายแพ้ไม่มีชิ้นดี

        เสี้ยวหน้าหล่อเหลาของพี่ชายแหงนเงยมองท้องฟ้ากว้าง ผละจากเก้าอี้ที่หย่อนก้นลงนั่งมาหมาดๆ

“เหลือเวลาอีกไม่มาก หาให้ได้นะเมียน่ะ พี่เอาใจช่วย”

        น้องชายแค่นยิ้มส่งให้พร้อมถ้อยคำประชดประชัน

“ครับ ได้กันทุกคน คุณย่าได้หลานสะใภ้ คุณแม่ได้ลูกสะใภ้ ส่วนพี่ชายที่เคารพรักก็จะได้น้องสะใภ้ด้วย พอใจไหมขอรับ”

        “เร็วๆ ด้วยล่ะ ทุกคนรออยู่”

 พี่ชายย้ำสำทับอีกรอบ เล่นเอาสีหน้าน้องชายเกิดอาการบึ้งตึงขึ้นมา หากแต่ยังอุตส่าห์เหน็บแนมพี่ชายอีกเล็กน้อย

“เอาน่า ถ้าเจอรับรอง แถมเจ้าตัวเล็กให้ด้วย ลูกผมจะได้เกิดไล่เลี่ยลูกของพี่ไง”

        “ฮ่าๆ ได้แบบนั้นคุณย่าคงต้องปิดจังหวัดเลี้ยง”

เสียงหัวเราะของพี่ชายเล่นเอาใบหน้าที่ยิ้มกริ่มเมื่อครู่หุบฉับ เมื่อปล่อยระเบิดลูกโตเสร็จ เพลิงอัคคีก็ขอตัวกลับเพราะตอนนี้ใกล้ถึงเวลามื้อเช้าเข้ามาทุกที หากไปช้ามีหวังโดนภรรยาสุดที่รักบ่นอุบ พร้อมงอนให้อีกยกใหญ่แน่ เพลิงอัคนีได้แต่มองตามแผ่นหลังพี่ชายด้วยสีหน้ายิ้มๆ เมื่อต้องอยู่คนเดียว ความเครียดก็เข้ามาคุกคามอีกครั้ง ยกกาแฟที่เหลือค่อนแก้วขึ้นจิบจดหมด ก่อนจะพ่นหายใจทิ้งอย่างเซ็งๆ

 

        เมื่อคล้อยหลังพี่ชายผู้ประเสริฐ เพลิงอัคนีก็นำพารูปร่างสูงใหญ่ พร้อมลำขากำยำ ก้าวออกจากบ้าน ไม่คิดจะใส่ใจสำหรับอาหารมื้อเช้าที่มีคนนำมาส่งให้ทุกวันเลยด้วยซ้ำไป เลือกที่จะหลบเงียบปลีกวิเวกเหมือนเช่นเคย หนุ่มหน้าโจรกับดวงตาดำทะมึนก้าวยาวๆ ไปยังบริเวณด้านหลังของบ้าน ลัดเลาะไปตามลำธาร มุ่งสู่ใจกลางป่า

        เสียงฝีเท้าที่ดังแว่วเข้ามาทำให้หน่วยพยัคฆ์ตื่นตัว แต่เสียงสัญญาณอันคุ้นเคยนั้นส่งผลให้หนุ่มใหญ่นับห้านายก้าวออกจากที่ซ่อน พยัคฆ์ขาวและพยัคฆ์ดำรีบออกมารับหน้า

        “สวัสดีครับ คุณฟิวส์”

ทักทายพร้อมค้อมตัวให้ คนมาใหม่กวาดสายตาดุกร้าวไปทั่วทั้งผืนป่า ก่อนจะยิ้มเย็น

“ผมเบื่อๆ น่ะน้าขาว เรามาซ้อมมือกันหน่อยดีไหม”

คนถูกชวนทำหน้าเหยเก ซ้อมมือที่ว่าคงไม่พ้นพวกหมัดมวยเข่าศอก หรือไม่ก็ซ้อมยิงปืนตามเป้าเคลื่อนที่เช่นเคย บ่อยครั้งที่เพลิงอัคนีมักชวนฝึกอาวุธและศิลปะป้องกันตัว

        “วันนี้จะซ้อมอะไรดีครับ”

        “มีดบินครับ”

นายหนุ่มพูดโดยไม่ต้องคิด

“แต่ขอเป้ามีชีวิตหน่อย”

พยัคฆ์ขาวจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป้าที่ว่าหมายถึงใคร ก็พวกเขาทั้งหลายนี่แหละ ถึงแม้จะมั่นใจฝีมือเจ้านาย แต่หากพลาดขึ้นมาจะทำยังไงกัน อารมณ์และสมาธิคุณฟิวส์ยิ่งไม่อยู่กับร่องกับรอย อดคิดไม่ได้ทำไมวันนี้โปรแกรมซ้อมมือเปลี่ยนไป ยังไม่ทันเอ่ยถามเจ้านายน้อยก็ส่งแววตาดุกร้าวส่งให้

        พยัคฆ์ขาวพยักหน้าให้ลูกน้องออกมาจากที่ซ่อน พร้อมๆ กับเตรียมมีดขนาดเล็กให้กับเจ้านาย ก่อนจะส่งผลส้มให้ลูกน้อง ทุกคนย่อมรู้ดีว่าควรทำอย่างไร มือสั่นๆ ของหน่วยพยัคฆ์ผู้โชคร้าย เอื้อมมารับผลส้ม พร้อมก้าวไปยังตำแหน่งพิกัด หยิบผลไม้เจ้ากรรมวางไว้บนศีรษะ อดที่จะกลั้นใจไม่ได้ ไม่รู้ว่านาทีข้างหน้าจะเป็นหรือจะตาย

        “อย่าสั่นนักสิ เดี๋ยวฉันก็ปาพลาดหรอก!

ขู่ออกมาเสียงเขียว เมื่อเป้าที่ควรจะนิ่ง เกิดอาการสั่นขึ้นมา ริมฝีปากหยักนั้นเหยียดยิ้มเย็น

“เอาน่า ถ้าพลาดโดนตรงไหน จะส่งไปหาหมอให้ทัน แต่ถ้าไม่ทัน เดี๋ยวจะทำศพให้อย่างงดงาม ไอ้เขี้ยวยักษ์มันอดอาหารมาหลายวัน”

ยิ่งผู้เป็นนายพูดออกมามากเท่าไหร่ ลูกน้องก็ทำหน้าอยากตายซะให้รู้แล้วรู้รอด

        ผ่านไปหลายชั่วโมง เป้านิ่งก็ผ่อนลมหายใจได้สะดวกสบายขึ้น เมื่อฝีมือผู้เป็นนายยังคงแม่นยำราวจำวาง นาทีนี้การซ้อมเปลี่ยนเป็นการสู้แบบตัวต่อตัว เพลิงอัคนีระบายความเครียดไปได้เยอะทีเดียว จวบจนตะวันใกล้ตกดินนั่นแหละถึงได้หยุด และขอตัวกลับด้วยใบหน้าที่ดีขึ้น ชายหนุ่มจะรู้ตัวบ้างไหม ว่าหน่วยพยัคฆ์ทุกนายเปิดรอยยิ้มกว้างแค่ไหน ที่รอดจากการบาดเจ็บในครั้งนี้ มีแผลแค่ฟกช้ำนิดหน่อย ดีกว่าเลือดอาบไปทั้งตัว

        ชายหนุ่มนำพาร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อก้าวผ่านหน่วยพยัคฆ์ทุกคน ตรงไปยังน้ำตกซึ่งอยู่ด้านหลังของเรือนไม้ จัดการสลัดอาภรณ์ที่ห่อหุ้มร่างกาย ให้เหลือเพียงชั้นในสีน้ำตาลเข้ม กระโจนลงไปในน้ำตกจนน้ำแตกซ่ากระเด็นฟุ้งรอบกาย แหวกว่ายอยู่ในนั้นดุจปลาหนุ่มที่ไร้ซึ่งความเหน็ดเหนื่อย ดูเหมือนวันนี้เพลิงอัคนีจะใช้เวลาไปกับการออกกำลังกายให้เหน็ดเหนื่อย มากกว่าจะคิดฟุ้งซ่านเรื่องหาหลานสะใภ้ให้คุณย่า

        เล่นน้ำจนชุ่มฉ่ำปอด ก้าวขึ้นมาสวมเพียงกางเกงยีนตัวเดียว พาดเสื้อยืดไว้บนไหล่ เส้นผมที่เปียกชื้นนั้นถูกสะบัดไล่หยาดน้ำให้ร่วงหล่น นาทีนี้คงตรงดิ่งกลับสู่บ้านพัก พร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ทั้งๆ ที่คิดไว้แล้ว จะไม่ออกจากบ้านไปท่องผับในเมือง หากแต่ความเบื่อหน่ายก็ส่งผลให้เปลี่ยนความคิด บางทีออกไปคราวนี้อาจจะเจอผู้หญิงที่ใช่เข้าสักครั้ง

        ทุกอย่างต้องหยุดชะงักลง เมื่อได้ยินเสียงคำรามของเจ้าเสื้อโคร่งตัวยักษ์ รอยยิ้มที่ห่างหายไปบนใบหน้ากลับมาอีกครั้ง ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา ขายาวๆ ก็นำพาร่างสูงเพรียวกำยำหนั่นแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ มุ่งตรงไปยังตำแหน่งกรงเจ้าเขี้ยวอย่างที่ต้องการ นาทีที่ชายหนุ่มไปถึง ลุงธงก็เดินมาพร้อมกับเนื้อไก่นับสิบกิโล

        พรานธงทนจัดการส่งอาหารให้เจ้าเสือตัวยักษ์ พร้อมยิ้มให้เจ้านายด้วยความห่วงใยเช่นเคย

“เมื่อครู่มันคงหิวครับนาย ถึงได้คำราม”

        เพลิงอัคนียิ้มบางๆ หันไปมองเสือโคร่งที่ตะปบฉีกเนื้อไก่ กลืนเข้าลำคอ

“ไงไอ้เขี้ยว กินให้มันน้อยๆ หน่อย ไก่เป็นสิบๆ กิโล อย่าตะกละให้มากนัก”

        จู่ๆ ซุ่มเสียงเกรงใจของพรานธงก็เอ่ยถาม

“หายแฮงก์เหล้าแล้วหรอครับ”   

ชายหนุ่มถึงกับยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งให้

“เจอพี่เฟนย์สวดยับนะสิลุงธง ผมยังไม่ได้ต่อว่าเลยนะครับ ที่กรุณาไปยกพระมาเทศน์ชุดใหญ่แต่เช้า” ประโยคท้ายนั้นดูคล้ายไม่จริงจังมากนัก หากพรานธงก็ตีสีหน้าลำบากใจ พร้อมพึมพำอย่างรู้สึกผิด

 “ขอโทษครับ”

        “ช่างเถอะ ผมรู้ว่าลุงเป็นห่วง”

        จบประโยคนี้ เพลิงอัคนีก็เงียบไป เพ่งสายตามองไปยังกรงเสือตัวใหญ่ ที่เคี้ยวเนื้อไก่เข้าปากด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย สักพักสีหน้าและแววตาดูเหมือนจะหมองหม่นลง พรานธงส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้   

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะครับคุณฟิวส์”

        “เปล่าครับ แค่คิดว่าจะไปหาหลานสะใภ้ให้คุณย่าได้ที่ไหน”

ชายหนุ่มบอกอย่างที่คิด “ผมจะเข้าไปในเมือง ฝากไอ้เขี้ยวยักษ์ด้วยนะครับ ดึกๆ ผมคงกลับมาให้ลุงหิ้วขึ้นบ้านพักอีก แต่คราวนี้ไม่ต้องรบกวนไปบอกใครนะครับ หูผมยังไม่หายชาเลย”

        ลูกพญาอินทรีย์ได้รับรอยยิ้มขอโทษขอโพยเป็นสิ่งตอบแทนกลับมา ก่อนพรานธงจะเอ่ยขึ้น

“แล้วสตรีคนที่สาม คุณฟิวส์มีสัมผัสพิเศษเกิดขึ้นบ้างรึเปล่าครับ”

        เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่สำคัญ ภารหน้าที่ของตระกูล ใบหน้าก็เครียดยิ่งกว่าเดิม       

“เรื่องนี้ก็เหมือนกันครับ ดูเหมือนญาณวิเศษของผมมันจะหายไป ท่าทางเราคงไม่เจอเธอง่ายๆ เพราะรอบๆ ตัวผม มันไร้ร่องรอยเหลือเกิน”

        “คงอีกไม่นานหรอกครับ”

“ผมหวังว่าให้เป็นแบบนั้น แต่ดูท่าทางเธอยังเป็นวุ้นในอากาศ หวังว่าไอ้เขี้ยวคงไม่ตรอมใจตายไม่ซะก่อน”

ท้ายประโยคหันไปพาดพิงถึงเสือหนุ่ม เพราะรู้กันดี ว่าเจ้าเขี้ยวปักษากับเหยี่ยวเวหา ก็รอคอยสตรีในตำนานคนที่สามเช่นกัน ดูคล้ายเสือโคร่งหนุ่มจะรับรู้ ถึงได้ละจากอาหาร นำพาร่างใหญ่ๆ ของตัวเอง ก้าวมาประชิดกรง

“ไม่พอใจฉันรึไงไอ้เขี้ยว”

เพลิงอัคนีต่อว่าพร้อมพูดคุยอย่างเป็นนิสัย และรู้ดีว่าเจ้าเสือตัวนี้มันรู้เรื่อง

“เจ้านายก็รีบหาสิคร้าบ ผมจะได้ไม่ตาย ผมจะได้อยู่กับนายนานๆ”

        “ถ้าเป็นเสือสาว ฉันคงคิดว่าแกหลงรักฉันนะโว้ย! ไอ้เสือกลัดมัน”

ต่อว่าออกมาด้วยสุ้มเสียงที่ไม่จริงจังนัก ก่อนจะยกคิ้วให้เสือหนุ่มนิดๆ หมุนกายหันหลังหนีห่าง ก้าวออกมาพร้อมเอ่ยเบาๆ กับพรานธงที่จ้องอยู่เป็นนิจ

“ผมไปก่อนนะครับ”

        “คุณฟิวส์จะไปตามหาหลานสะใภ้ให้แม่เลี้ยงแพรวพัตราจริงๆ หรอครับ”

        “คงต้องอย่างนั้นแหละ ไม่อยากฟังคุณย่าบ่น แค่ผมหายไปขลุกอยู่ในถ้ำหูคนอื่นก็ชาจะแย่อยู่แล้ว”

หากแผ่นหลังทรงพลังก้าวไปเพียงเมตรเศษก็หมุนกายกลับมาเผชิญหน้า แล้วน้ำคำแกมเหน็บแนมก็ดังขึ้น

“แต่บางที ผู้หญิงโชคร้ายคนนั้นอาจไม่มีอยู่บนโลกก็ได้ครับ ดีเหมือนกันผมจะได้อยู่เป็นโสด”

        “คงครองความโสดได้ไม่นานหรอกครับคุณฟิวส์”

        พรานธงได้แต่ครุ่นคิดไปตามหลัง มองแผ่นหลังสูงใหญ่ไปจนลับสายตา อยากเห็นภรรยาคุณฟิวส์ใจแทบขาด เธอคงสวยหยาดฟ้ามาดิน นิสัยใจขอราวกับเทพธิดา ทุกคนในไร่ ต่างก็ลุ้นระทึก ว่าสตรีใดจะโชคดีทำให้คุณฟิวส์ตัดผม โกนหนวดโกนเคราได้ เพราะเจ้านายได้โพล่งออกมาแล้วว่า หากเมื่อใดมีหญิงที่ถูกใจ ความหล่อเหลากระชากใจจะกลับมาแทนความป่าเถื่อนที่ฉาบไปทั้งเนื้อทั้งตัว

        รถโฟร์วิลสีดำสนิท ถูกเหยียบคันเร่งด้วยร่างสูงใหญ่ ในอัตราความเร็วที่เรียกว่าฝุ่นตลบ หากคราวนี้ชายหนุ่มเลือกใช้อีกเส้นทาง เพราะไม่อยากให้คนอื่นๆ เห็นว่าเขามุ่งหน้าออกไปจากไร่ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ คนเทศนาต้องเปลี่ยนจากพี่เฟนย์เป็นคุณแม่หรือคุณย่า อย่างไม่ต้องสงสัย เส้นทางสายนี้มุ่งตรงสู่บ้านพักเท่านั้น ชายหนุ่มอุตส่าห์สั่งให้หน่วยพยัคฆ์จัดเส้นทางด้วยตัวเอง รอบๆ ก็เลยเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่หนาทึบ เรียกว่ากลางวันยังมืดมิด กลางคืนไม่ต้องพูดถึง ไร้ซึ่งความสว่างนำทาง

        พ้นจากตัวป่าใหญ่ เรื่อยๆ ไปจนใกล้เมือง โทรศัพท์เครื่องหรูที่วางอยู่หน้าคอนโซลหน้ารถ เลขหมายที่ปลายทางก็คงไม่พ้นเบอร์ของเพื่อนรักเพื่อนสนิท รอสายไม่นานเมื่ออีกฝ่ายกดรับ เสียงห้าวทุ้มก็กรอกลงไปโดยไม่รั้งรอ

เฮ้อ! ไอ้เอก แกอยู่ไหนวะ มาซัดเหล้าเป็นเพื่อนหน่อย เบื่อจะแย่อยู่แล้ว”

        “ฉันไม่ว่างโว้ย!

ผู้กองหนุ่มกระซิบเบาๆ โดยไม่ต้องคิด

“แกอย่าดื่มนักเลย เอาเวลาไปเปิดนิตยสารหาสาวๆ สวยๆ สิวะ เดี๋ยวมีเมียไม่ทันใจคุณย่าหรอก”

คนเป็นเพื่อนโพล่งออกมาแต่ยังบังคับไม่ให้เดซิเบลสูงเกินไป พร้อมชี้ทางสว่างให้เสร็จสรรพ หากมหาโจรหนุ่มกลับทำหน้าเบื่อหน่าย แน่ล่ะ เพลิงอัคนีเบื่อสาวๆ ในวงไฮโซ โดยเฉพาะพวกดารานางแบบที่โพสท่าอยู่ตามนิตยสารแฟชั่นชั้นนำ ถอนหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ก่อนจะพึมพำออกมาแผ่วๆ

 “อย่ามาเทศน์ ฟังพี่เฟนย์ก็หูชาแล้ว ที่บอกว่าไม่ว่าง แกทำไรอยู่วะ หรือแอบจู๋จี๋กับน้องฟองน้ำของแกอยู่ ระวังเถอะจะได้แต่งงานวันนี้พรุ่งนี้”

เย้าแหย่อย่างรู้ดี เล่นเอาคนปลายสายใบหน้าขึ้นสีเข้ม

“ไอ้เพื่อนปากไม่ดี ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้เลย ถ้าอยู่ใกล้พ่อจะฟาดด้วยด้ามปืนสักทีสองที”

น้ำเสียงที่เถียงออกมาทำไมฟังดูแล้วไม่จริงจังสักนิด ได้ยินเพื่อนรักพ่นหายใจหนักๆ พร้อมกระซิบกระซาบ

“ฉันกำลังซุ่มจับผู้ร้าย แค่นี้นะโว้ย! อย่าโทรมาอีก เดี๋ยวงานจะล้มเหลว”

        “อ้าว! แล้วก็ไม่บอก โชคดีขอให้มีดาวประดับบนบ่าอีกสองสามดวง”

        “เออ! ว่างๆ เจอกัน”

        โทรศัพท์มือถือถูกวางลงไว้ที่เดิม คิ้วเข้มดกดำสีเดียวกับม่านตาเครียดเขม็ง ปลายเท้ายังคงเหยียบคันเร่งไปเรื่อยๆ ก่อนจะฉวยโทรศัพท์มือถือมาอีกครั้ง พร้อมเลื่อนหาเบอร์สาวๆ ในสต๊อก ขบคิดอย่างหนักทีเดียว ว่ารายชื่อเป็นร้อยในนี้มีใครที่เข้าขั้นจะเป็นหลานสะใภ้คุณย่าแพรวพัตราได้บ้าง หากเลื่อนดูนับยี่สิบรายชื่อ เรียวปากนั้นก็ได้แต่เหยียดออก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ผู้หญิงที่เข้าตาลูกชายพญาอินทรีย์หายากเต็มทน

“ผู้หญิงที่จะหามาทำเมียนี่ ทำไมหายากจังวะ ถ้าโผล่มาเวลานี้ พ่อจะลากเข้าป่าซะให้เข็ด”

สิ้นเสียงรำพันกับตัวเอง ดวงตาทั้งสองข้างต้องเบิกกว้าง ปลายเท้าเหยียบคันเร่งจนตัวโก่ง

        เอี๊ยด!!

        บ้าเอ้ย! อยากตายรึไง”

สบถด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะหักรถหลบข้างทางด้วยสีหน้าถมึงทึง พร้อมผลักประตูลงมา ก้าวอาดๆ ไปเอาเรื่องกับคู่กรณี ที่ตอนนี้ยังคงซบใบหน้าลงกับพวงมาลัย ยิ่งเห็นว่าเป็นหญิงความเยาะหยันก็วิ่งพล่านเต็มใบหน้า ฝ่ามือหนาจัดการเคาะกระจกด้วยความรุนแรง พร้อมตะเบ็งเสียงดังลั่น

“นี่คุณ! ขับรถประสาอะไร”

ทุบหนักๆ ลงไปอีกสองสามที “ลงมาเดี๋ยวนี้เลย!

        เมื่ออีกฝ่ายยังคงไม่ขยับเขยื้อน คนใจร้อนก็จัดการอีกชุดหนึ่ง

“ลงจากรถ หูแตกรึไง บอกให้ลงจากรถ!

ใครบางคนที่ยังตกใจไม่หาย ถึงกับกะพริบตาปริบๆ ยกมือบางแตะหน้าผากตัวเองที่กระแทกกับพวงมาลัยรถเมื่อครู่ สีหน้าและแววตาขุ่นเคือง เชื่อได้ว่าสาวน้อยต้องลุกขึ้นมาเอาเรื่องเช่นกัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายทุบกระจกรถของตัวเองด้วยท่าทีไม่ทะนุถนอม คนที่มีนิสัยดื้อดึงอยู่เป็นนิจผลักประตูรถก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ใครบางคนอยู่กับอาการค้างเติ่ง

        “ขับรถประ...”

        คำพูดที่เพลิงอัคนีกำลังเปล่งออกมาเงียบหายราวอากาศ ดวงตาสีดำทะมึนจ้องร่างอรชรด้วยประกายตาบางอย่าง กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่รวยรินแตะจมูกนั้น ทำให้ความเร่าร้อนตีกันวุ่น หน้าท้องแข็งกระด้างเกลื่อนไปด้วยมัดกล้ามทรงพลัง เกิดสภาวะตีรัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หากคำพูดของสาวสวยนี่สิ เล่นเอาชายหนุ่มอ้าปากพะงาบๆ

        “อีตาบ้า! ขับรถยังไง เกือบชนฉันเห็นไหม และนี่คุยโทรศัพท์อยู่ใช่ไหม ถึงได้เหยียบคันเร่งไม่ดูตามาตาเรือ เคยหัดเรียนการขับรถจากกรมขนส่งบ้างไหม ใบขับขี่น่ะคุณซื้อมารึยังไงไม่ทราบ ทำผิดแล้วยังจะหน้าด้านมาโทษคนอื่นอีก ไอ้โจรเถื่อน!

        ไม่พูดเปล่าสายตาเจ้าหล่อนยังจ้องเขม็งมายังโทรศัพท์ที่ติดมือของชายหนุ่มไม่วางตา ขณะที่ปากทำงานตวาดแว้ดๆ มือบางทั้งสองข้างก็ยกขึ้นกอดออก ท่าทางไม่ได้หวาดหวั่นต่อภาพพจน์ของคู่กรณีเลยสักนิด ประโยคท้ายยังเน้นย้ำไปอีกว่าคนที่อยู่ตรงหน้า อภิมหาโจรขนาดไหน

        ชายหนุ่มยังควานหาลำเสียงของตัวเองไม่เจอ ได้แต่ถอนหายใจฮึดฮัดพร้อมสบถเบาๆ ให้ตายสิ ปากหรือกรรไกรวะ คมชะมัด!! เมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะจัดชุดใหญ่อีก เส้นเสียงแข็งกระด้างถึงได้ทำงาน

“นี่คุณ ก่อนจะด่าผมนะ แหกตาดูซะบ้าง ว่าใครอยู่เส้นทางหลักใครอยู่เส้นทางรอง ไม่ใช่เอาแต่เฉ่งเป็นแม่ค้าตลาดสดอยู่แบบนี้”

ดวงตาคมกริบสีดำทะมึนกราดมองร่างระหงขึ้นๆ ลงๆ พร้อมเบะปาก

“หน้าตาก็ไม่ดี ยังจะทำอวดเก่ง”

        ใครบอกว่าหล่อนหน้าตาไม่ดี สวย...สวยราวเทพธิดาทีเดียว สัดส่วนกลมกลึงน่าขย้ำชะมัด แต่เมื่อได้ฟังเสียงเจ้าหล่อนเมื่อครู่ ความงามก็ดูคล้ายจะติดลบ คู่กรณีสาวยังกัดปากข่มฟันไว้แน่น

หากมือทั้งสองข้างรวบเข้าหากันคล้ายก้อนกลมๆ ก่อนจะชี้กราดมาตรงหน้า

อ๊าย! นายนี่มัน..”

        “ทำไม จะด่าว่าอะไรอีก”

เพลิงอัคนีย่างสามขุมเข้าหา ขณะคนถูกคุกคามถอยร่นประชิดตัวรถคันโปรด

“ไอ้มหาโจร! หลุดมาจากโลกเถื่อนๆ รึไง ถึงได้ไร้ความเป็นสุภาพบุรุษขนาดนี้ ถอยไปห่างๆ ฉันนะ!

เชิดหน้าใส่แม้ในใจจะหวาดหวั่น บุตรสาวสุดรักสุดหวงของพลตำรวจเอกฤทธิ์ เทพฤทธิ์หัวใจเต้นโครมคราม เธอหวาดหวั่นกับดวงตาของคนตรงหน้า ว่าใบหน้าเถื่อนถ่อยน่าขยะแขยง หากรัศมีดวงตาที่เพ่งมองเธอนั้นน่ากลัวยิ่งกลัวเป็นร้อยเท่า

        คนไม่เคยถูกชายแปลกหน้าแตะต้องตัวมาก่อนถึงกับสะดุ้งสุดตัว เมื่ออุ้งมือร้อนผ่าววาดพันธนาการรัดเรียวแขนนุ่มนิ่ม พร้อมรั้งเข้ามาใกล้สุดตัว คุณหนูลูกจันทร์หลับตาปี๋ ตวาดออกไปด้วยเสียงสั่นๆ

อ๊าย! นายอย่ามาถูกต้องตัวฉัน ยี๋ไม่รู้มีเชื้อโรคอยู่รึเปล่า หน้าตาก็เถื่อน กริยาก็ถ่อย ไปห่างๆ เลยนะ”

        “เธอดีตายล่ะ แต่งตัวยังกับจะไปมั่วผู้ชายที่ไหน”

คนฟังกัดฟันกรอด จ้องมองหน้าชายหนุ่มด้วยความเคืองขุ่น เธอก็แค่ใส่ชุดเดรสสีชมพูหวาน ความยาวเหนือเข่าเพียงคืบเดียว มันไปหนักหัวอีตานี่ตรงไหน ใครๆ เขาก็ใส่กันทั้งนั้น

        “ฉันจะไปมั่วกับใครมันก็สิทธิ์ของฉัน นายเกี่ยวอะไรด้วย”

        “เผอิญว่าตอนนี้ผมอยากเกี่ยว”

ทั้งหน้าทั้งตาเต็มไปด้วยความหมาย อยากเกี่ยว อย่างเห็นได้ชัด อุ้งมือร้อนผ่าวขวาหมับที่ข้อมือเล็กพร้อมร้องบอก

 “มานี่เลย แม่ตัวดี! เราควรจะเกี่ยวข้องกันทั้งเนื้อทั้งตัว มานี่!

คนอยู่ในโหมดไม่พอใจในคำพูดของหญิงสาวเมื่อครู่ รั้งร่างบางกระแทกกับอกกระด้าง หากสาวน้อยก็ขืนตัวเองไว้อย่างเต็มความสามารถ ใบหน้าสะสวยด้วยเครื่องสำอางบางเบาส่ายกระจาย เส้นผมที่รังสรรค์ปั้นแต่งมาอย่างดีเริ่มหลุดลู่ วันนี้เธอมีนัดทานมื้อเย็นกับเพื่อนรัก ถึงได้ออกมาจากบ้านเพียงลำพัง หากรู้ล่วงหน้านิศากรคงโทรเลื่อนนัดเพื่อนเป็นอีกร้อยชาติพันชาติ จะได้ไม่ดวงซวยมาเจอกับผู้ชายหน้าทรามใจทรามคนนี้

        “ปล่อยนะ” สะบัดแขนเท่าไหร่ก็ไม่หลุดพ้น

“จะพาฉันไปไหน อย่ามาแตะฉันนะ ไอ้บ้า! ปล่อยเซ่!

        “ปล่อยเหรอ ฝันกลางวันไปเถอะ!

ดวงตาสำรวจพุ่งมองสัดส่วนของหญิงสาว พุ่งเป้าหมายไปที่ก้อนกลมกลึงของอกอวบที่ผลิออกมาอร้าอร่ามอย่างปิดไม่มิด เล่นเอาคนถูกมองถึงกับหน้าร้อนผ่าว หากคำที่หลุดออกมานี่สิ หนูลูกจันทร์อยากจะฝากเรียวนิ้วประดับบนใบหน้ายิ่งนัก

 “คุณรู้อะไรไหม ผมกำลังอยากได้ผู้หญิงสักคนอยู่พอดี คุณนี่มาได้จังหวะจริงๆ”

        “อ๊าย! ถ้าอยากมากนัก นายก็ไปกว้านเงินซื้อตามซ่องสิ หรือไม่มี ฉันให้เอาไหม กระเป่าตังอยู่ในรถ ฉันจะไปหยิบให้ เท่าไหร่ล่ะหมื่นหนึ่งพอไหม หรือสองหมื่น หน้าเถื่อนๆ อย่างนายต้องใช้เงินเยอะหน่อย ฉันพกติดตัวมาสามหมื่นยกให้หมดเลย แต่นายต้องปล่อย..”

        “หุบปาก!

        หญิงสาวผู้ไม่คุ้นเคยกับน้ำเสียงเกรี้ยวกราวหุบปากฉับพลัน อ้าปากค้าง ยิ่งน้ำเสียงทระนงที่สาดใส่ใบหน้า สาวน้อยคนงามเพิ่งผจญกับโลกภายนอก และได้รับอิสระในการไปไหนมาไหนเพียงลำพังยังไม่ถึงหนึ่งเดือน อยากลงไปนอนแดดิ้นตายซะตอนนี้  อดนึกถึงปืนคุณพ่อที่อยู่ในห้องนอนไม่ได้ เธอน่าจะใจกล้าพกติดตัวมาด้วย แม้จะยิงไม่เป็นแต่ขอลองกับผู้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก

        หากนาทีต่อมาภวังค์ความคิดกลับถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ เพราะน้ำเสียงกระลิ้มกระเหลี่ยที่มาพร้อมกับดวงตาปรารถนา

“เก็บเงินคุณไว้เถอะ เพราะผมเลือกแล้ว ผมอยากได้คุณ”

        ได้ฟังแล้วนิศากรก็ออกแรงฮึด สะบัดเรียวแขนออกจากพันธนาการที่แน่นหนานั้น ไม่รอช้าตะเบ็งเสียงต่อว่าให้สาสมกับความหยาบคายที่ได้รับ

“ไอ้บ้า! นายถามฉันสักนิดบ้างไหม ว่าอยากได้นายรึเปล่า”

        “เอาน่า ผมจะทำให้คุณลืมไม่ลง ผมอึดนะเจ็ดวันเจ็ดคืนยังไหว รับรองฟิตปั๋ง”

        คำโอ้อวดนั้นทำให้ลูกจันทร์ถึงกับกะพริบตาปริบๆ เธอไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้ ยิ่งคำพูดส่อไปทางอนาจารยิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน ปกติพี่ชายเธอก็ทะเล้นอยู่แล้ว แต่เทียบกับอีตาบ้านี่ไม่ติดฝุ่น ปลายนิ้วเรียวข้างที่เป็นอิสระ พยายามแกะไม้แกะมือของอีกฝั่ง แต่ยิ่งออกเรี่ยวแรงก็ต้องทำหน้าเบ้ เมื่อฝ่ามือร้อนผ่าวนั้นบีบซะแขนเธอเป็นรอยแดงปื้นไม่น่ามอง

        “ฉันเจ็บ ปล่อยนะ!

        ฝ่ามือร้อนๆ นั้นยอมปลดเธอให้เป็นอิสระ แต่อึดใจเดียวร่างเธอก็ลอยละลิ่วห่างจากพื้นถนนนับเมตร พาดบนไหล่กระด้าง คนถูกอุ้มในระยะเวลาที่พระอาทิตย์จวนเจียนจะลาลับพ้นขอบฟ้า ดิ้นพล่านสุดแรง เรียวขานั้นตะบี้ตะบันเตะอีกฝ่ายไม่ออมแรง กำปั้นหนักๆ ทุบไปตามเนื้อตัวคนทำหน้าที่แบกเธอขึ้นไหร่ หากทำไมอีกฝ่ายไม่สะดุ้งสะเทือนสักนิด

        “ปล่อยนะ โอ๊ย!...

ดิ้นรนอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องโอดครวญเมื่ออุ้งมือใหญ่ฟาดเข้าที่แก้มก้นงอน คนไม่เคยถูกตบตีมาก่อนถึงกับน้ำตาเล็ด มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นหลุดออกจากเรียวปากเต้นระริก พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลนองอาบแก้ม เพลิงอัคนีได้แต่หัวเราะในลำคอ พร้อมส่ายหน้า เจ้าหล่อนทำราวกับเขาลงมือฟาดเต็มแรง ก็แค่ตีเบาๆ พร้อมบีบเคล้นนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง ก้าวมาถึงตัวรถประตูเปิดออกกว้างเสร็จสรรพก็จัดการยัดคนสะดีดสะดิ้งเข้าไปเต็มแรง ให้สาสมกับแรงมดที่ยุ่มย่ามกับเนื้อตัว เล่นซะเขาแทบจุก

        “โอ๊ย! ไอ้บ้าโยนมาได้ ฉันไม่ใช่สิ่งของนะ ฉันเป็นคน!

ร้องด่าเสียงดังหากอีกฝ่ายก็ปิดประตูปังใส่หน้า วิ่งเร็วๆ อ้อมมายังอีกฝั่ง หันมาคาดเข็มขัดนิรภัยให้พร้อมชี้นิ้วสั่ง

“นั่งนิ่งๆ แล้วปากน่ะ ก็หัดหุบให้เงียบๆ ซะบ้าง ถ้าหลุดออกมาอีกประโยคเดียว ผมจะปล้ำคุณในรถนี่ มีอะไรกันในรถมันก็ไม่เลวหรอกนะ คุณลองไหม! ผมว่าสักยกสองยกก็ไม่เลว!

        คนที่จ้องจะอ้าปากต่อว่าถึงกับเงียบกริบ ถอนหายใจฮึดฮัด รู้สึกอยากตะบันหน้าอีกฝ่ายด้วยหมัดน้อยๆ ของเธอสักทีสองที

“จะพาไปตายที่ไหน ก็ไปสิ! แต่ขอเตือนไว้ ถ้าพ่อฉันรู้เรื่องนี้ ศพนายเละยิ่งกว่าหมาเน่าๆ ข้างถนนแน่!

คำขู่นั้นทำให้เพลิงอัคนีได้แต่หัวเราะขำๆ อยู่ในลำคอ ในใจอดลิงโลดไม่ได้ เสียงกระซิบบางอย่างแว่วเข้ามาในโสตประสาท บางทีเขาอาจจะได้หลานสะใภ้ไปฝากคุณย่าแพรวพัตราสมใจ อาการยิ้มหน้าเป็นของคนข้างๆ ทำให้คุณหนูลูกจันทร์แทบปล่อยโฮ ปากอิ่มเม้มแน่นพลางร้องภาวนาในใจ ให้เธอรอดพ้นจากไอ้โจรหน้าเถื่อนคนนี้ สาบานถ้าหลุดรอดไปได้ เธอจะขอปืนคุณพ่อกราดยิงอีตานี่ให้ตายดับ!!       

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ"

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha