เพลิงอสูรใจทมิฬ

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 6 : เรื่องราวไม่คาดคิด สิ่งที่ไม่คาดฝัน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 

        แสงสีทองโผล่พ้นขอบฟ้ามานานนับสองชั่วโมงแล้ว แต่สองร่างยังกอดก่ายกันอยู่บนแคร่เล็กๆ ที่บุด้วยผ้าขนหนังสัตว์ไม่รับรู้เรื่องราวของโลกภายนอกเลยสักนิด เพราะในเวลานี้ด้านในถ้ำนั้นยังมืดมิด ไร้ซึ่งแสงสว่างจากด้านนอกเข้ามากล้ำกลาย

        เพลิงอัคนีขยับตัวเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเปิดเปลือกตาให้เปิดกว้าง มองหินผาของถ้ำที่อยู่ด้านบน แล้วเบนสายตามามองคนข้างกายที่ยังหลับตาแน่นสนิทอยู่ ดวงตาดำทะมึนของอสูรร้ายยามรัตติกาลจับจ้องดวงหน้าเล็กไม่วางตา มุมปากได้รูปนั้นแย้มยิ้มบางๆ เพียงได้เพ่งพิศเธอ ไม่ว่าจะครั้งแรกหรือครั้งไหนๆ ร่างบอบบางของคนตรงหน้าก็ทำให้ใจกระด้างดวงนี้สั่นไหวได้อยู่ร่ำไป

        มุมปากหยักยกยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นความผิดปกติของดวงหน้าเล็ก ปลายนิ้วเรียวหนาจิ้มไปที่แก้มอิ่มของนิศากรเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

        “ตื่นแล้วก็ลืมตาสิคุณ หลับตาปี๋เชียว”

        “ไปให้พ้นๆ เลยนะ”

        คนแกล้งหลับหลังจากอีกฝ่ายขยับตัวนั้นถึงกับเบิกตากว้าง ส่อนค้อนให้เขาตาปริบๆ ไม่นานก็ผลักอกกระด้างที่อยู่ใกล้แค่คืบให้ออกห่าง แว้ดไล่ออกมาเป็นสิบประโยค

        “ออกไปเลยนะ อย่าเข้ามาใกล้”

        “เอ้า! ได้กันแล้วจะทิ้งขว้างง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ”

        คำล้อเลียนหลุดออกมาจากปากหยักได้รูป ใบหน้าคมๆ นั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ จนลมหายใจแทบเป่ารดหน้าผากเกลี้ยงเนียนของหญิงสาว

        “อ๊าย! คนบ้า”

        มือน้อยๆ ทั้งผลักทั้งข่วนเรือนร่างบึกบึน ดันอีกฝ่ายให้ออกห่าง แล้วก็พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ระดมกำปั้นทุบไปตามหน้าอกแกร่งครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คนที่เธอประทุษรายนี่สิไม่ปริปากด่าว่าออกมาสักคำ นอกจากทำหน้าทำตาตื่นตะลึง ดวงตากลมๆ นั้นจ้องอะไรบางอย่างแล้วเบิกกว้าง จนนิศากรต้องมองตามสายตาคู่นั้นไป

        “มองอะไรยะ”      

        คนถูกตั้งคำถามยิ้มกว้างๆ เป็นคำตอบ แล้วพยักพเยิดให้มองตาม

        ไม่ถึงนาทีเสียงกรีดร้องของนิศากรก็ดังระงม รีบรั้งผ้าห่มผืนเล็กที่ร่วงไปกองอยู่บนพื้นหินนั้นมาห่อหุ้มเรือนร่างเปลือยเปล่าของตัวเองเป็นพัลวัน อุ้งมือน้อยๆ นั้นรีบยกปกปิดส่วนสัดที่โผล่ออกมาให้ชายหนุ่มได้ยลจนมือไม้สั่น

        “ยี๋ นายลามก ไปให้ไกลๆ เลย”

        เธอแว้ดออกมาเสียงเขียว ใบหน้านั้นแดงเรื่อ ทั้งโกรธทั้งอายในเวลาเดียวกัน

        “ผมชื่อฟิวส์เรียกให้ถูก เรียกผัวว่านายลามกมันใช้ได้ที่ไหน”

        ชายหนุ่มดุออกมาเสียงเข้ม หากซ่อนรอยยิ้มไว้ภายใต้ดวงหน้าที่เถื่อนถ่อยนั้น จับจ้องร่างเล็กที่ขยันหน้าแดงหูแดง แล้วเผลอๆ คงแดงไปทั้งตัวเป็นแน่ คิดได้เท่านั้น ปลายนิ้วสากระคายก็เชยคางมนให้แหงนเงยสบตา

        “เมียจ๋า”

        เพลิงอัคนีเรียกออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

        “ใครเป็นเมียนายกัน”

        สุ้มเสียงไม่พอใจตะเบ็งออกมา มือน้อยๆ ปัดป้ายปลายนิ้วอีกฝ่ายให้ออกห่าง แล้วถลึงตาใส่อย่างหมั่นไส้

        “เมื่อคืนไง ตั้งสองยก หรือเอายกสามรับอรุณดีไหมฮึ!

        เขาแกล้งเย้า หนำซ้ำยังโถมร่างกายเข้ามากกกอดร่างเล็กไว้แนบแน่น อีกฝ่ายดิ้นรนเป็นพัลวัน พยายามยกมือน้อยๆ นั้นดันไหล่กระด้างไม่ให้แนบชิดไปมากกว่าที่เป็นอยู่

        “ทะลึ่ง ไปไกลๆ เลยนะ ออกไปเลย”

        โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเครียดจัด หากมือใหญ่ที่กำลังจะร่างเวทมนตร์สำรวจเธออีกครั้งนั้น ทำให้มือน้อยๆ ระดมกำปั้นไปตามอกกระด้างนั้นไม่ยั้ง พร้อมคำบริภาษด่าทอออกมาเป็นกระบุงใหญ่

        “นี่แหนะคนบ้า! คนทุเรศ คนเลว”

        “โอ๊ย! คุณนี่นะ ทุบมาได้ผมไม่ใช่กระท้อนนะ ยิ่งทุบจะได้ยิ่งหวานน่ะ”

        ชายหนุ่มร้องครวญออกมา หลังจากให้มือน้อยๆ ได้ทำร้ายเนื้อตัวของตัวเองอยู่สักพักใหญ่ อุ้งมือหนาทรงพลังนั้น จับมือเล็กทั้งสองข้างไว้เพียงมือเดียว ส่วนอีกข้างนั้นรั้งร่างอรชรเข้ามาโอบกอด แทบให้เธอได้ก่ายเกยอยู่บนอกกระด้างเลยด้วยซ้ำไป

        “ปล่อยนะ ปล่อยฉันสิ!

        นิศากรดิ้นรน พยายามทำให้ตัวเองเป็นอิสระ แต่ยิ่งดิ้นร่างแน่งน้อยก็ต้องพลั้งเผลอมาบดเบียดแนบชิดเรือนร่างของบุรุษเพศ จนเพลิงอัคนีต้องลอบผ่อนลมหายใจทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้ว่าแม่คุณตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกันแน่ ถึงได้ขยันเอาเนื้อนุ่มๆ มาถูไถให้ร่างกายของเขาร้อนฉ่าไปทุกส่วนสัดแบบนี้

        “ปล่อยนะคนเลว!

เสียงแหลมเล็กแหวใส่ออกมาอย่างเอาเรื่อง

        “เสียใจ ยิ่งคุณดิ้น ดูสิ! คุณไม่รู้รึไง ว่าน้องชายของผมมันตื่นขนาดไหน”

        คำตอบของชายหนุ่มมาพร้อมกับการโน้มใบหน้าคมๆ เข้ามาซุกไซ้กับซอกคอขาวๆ ขณะที่นิศากรกำลังเบือนหนี พยายามดิ้นรนอย่างเต็มความสามารถ เมื่อร่างเล็กต่อต้าน ลมหายใจอุ่นร้อนก็พาดผ่านไปตามปลายคางแล้วไถลขึ้นสู่แก้มอิ่มทั้งสองข้าง สุดท้ายเรียวปากหยักได้รูปก็ครอบครองเรียวปากอิ่มของหญิงสาวอย่างถนัดถนี่

        จูบแล้วจูบเล่าเฝ้าแต่จูบอยู่อย่างนั้น จนมือน้อยๆ นั้นดิ้นรนออกจากอุ้งมือใหญ่ แล้วเป็นฝ่ายยื้อไหล่บึกบึนไว้เสียเอง

        “ฟะ...ฟิวส์...อื้อ...”

        นิศากรครางออกมาหลังจากเรียวปากอิ่มหลีกหนีการรุกล้ำของปลายลิ้นของอีกฝ่าย ในขณะที่พญาโจรผู้ยิ่งใหญ่กำลังรานรุกทั้งปากทั้งมือทั้งร่างกาย ร่วมกันทำหน้าที่อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง

        “อื้อ...ปล่อยนะ...”

        เมื่อรับรู้ว่าผ้าห่มผืนเล็กกำลังจะถูกมือใหญ่กระชากออกห่าง มือน้อยๆ นั้นก็ไขว่คว้าไว้ พลางร้องค้านเมื่อเรือนกายกำยำเคลื่อนเข้ามาทาบทับแทบไร้ช่องว่าง เพลิงอัคนีใช้โอกาสที่ร่างเล็กดิ้นรนนั้น แทรกเรียวขากำยำเข้าไปแล้วบุกรุกด้วยอาวุธร้ายของบุรุษเพศ

        “คุณพร้อมแล้ว ไม่รู้ตัวรึไงฮึ”

        เมื่อเฉียดใกล้จุดอ่อนไหวเสียงห้าวทุ้มก็กระซิบแผ่วๆ พร้อมกับผลักตัวตนเข้าไปในโพร่งนุ่มๆ ที่หยาดไปด้วยน้ำทิพย์อันสวยสด

        “อื้อ...ยะ...อย่า...”

        นิศากรร้องห้าม ขยับสะโพกเล็กๆ ให้หนีห่างจากสะโพกแกร่ง แต่มันก็ไม่ได้ผล เมื่อเธอกับเขาหล่อหลวมจนเป็นเนื้อเดียวกัน เรือนร่างที่มีจุดประสานนั้นช่างงดงามและลงตัว สลักเสลาดังรูปแกะสลัก

        “คุณต้องการผม ลูกจันทร์ได้โปรด...อย่าปฏิเสธเลย...”

        เสียงห้าวทุ้มกระซิบแผ่วๆ พร้อมขบกัดที่ใบหูสะอาด แล้วค่อยๆ ขยับสะโพกสอบไปตามจังหวะจะโคลน เชื่องช้าแปรเปลี่ยนเป็นรัวเร็ว จนร่างเล็กๆ นั้นถึงกับสั่นคลอน

        “อื้อ...ฟะ...ฟิวส์...”

        เสียงครางระงมดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง มือน้อยๆ นั้นบีบไหล่แกร่งแล้วกดเล็บลงไปสุดแรง เธอเสียวซ่านแทบขาดใจ

        “เห็นไหม มันเยี่ยมมากเลย คุณรู้ใช่ไหมฮึ...”

        เขาว่าพร้อมถาโถมสะโพกเข้าใส่ วาดมือเคล้นไปทั่วเรือนร่างเปลือยเปล่า ขยี้ขยำไปตามอณูเนื้อทุกส่วนสัด เสียงครางแผ่วๆ พร้อมเด้งสะโพกขึ้นรับของร่างเล็กนั้น สามารถฉุดรั้งสตินึกคิดทุกอย่างจนหมด ไม่น่าเชื่อว่าลูกจันทร์คนงามจะกระชากวิญญาณของเพลิงอัคนีจนหลุดลอย ในหัวสมองของชายหนุ่มว่างเปล่า มีแค่เพียงภาพร่วมรักระหว่างเธอและเขาเท่านั้น

        เสียงห้าวทุ้มสลับกับเสียงแหลมเล็กยังดังขับขานก้องถ้ำ ไม่รู้ว่าฤทธิ์รักครั้งนี้จะสิ้นสุดลงตอนไหน ความร้อนแรงยังพร่างพราวไปทั่วเรือนกายสลักเสลาของทั้งคู่ ไม่นานนิศากรก็หวีดเสียงร้องดังลั่น พร้อมๆ กับเสียงครางแหบๆ ของเพลิงอัคนีที่ดังแผ่วๆ ก้องหู แต่นั่นคงไม่ใช่ครั้งเดียวที่รับกับวันใหม่ เช้านี้ยังมีอีกสองครั้งที่ตามกันมาติดๆ

 

        กว่าร่างสูงใหญ่จะรู้สึกตัวอีกครั้ง หลังจากผจญกับสมรภูมิพิศวาสอันร้อนแรงร่วมกับหญิงสาวตะวันก็คล้อยมายังฝั่งตะวันตก อีกไม่ถึงห้าชั่วโมงคงเคลื่อนลาลับขอบฟ้าไป เพลิงอัคนีค่อยๆ วาดท่อนแขนกำยำของตัวเอง หวังจะตะกองกอดร่างอรชรที่ทำให้ตัวเองอิ่มเอมทั้งกายและใจให้อิ่มหน่ำ หากแต่ต้องทำหน้าย่นเมื่อรู้ว่าข้างกายว่างเปล่า

        “หายไปไหนแล้วเนี่ย”

        บ่นพึมพำเพียงแค่นั้น ก่อนจะรีบดีดเด้งวาดขาลงจากแคร่ไม้ที่โงนเงน สงสัยมันอาจจะหักในไม่ช้า หากเขายังใช้งานมันหนักจนเกินควร นำพาตัวเองมายืนอวดเรือนร่างได้สักพัก ถึงได้โน้มตัวลงหยิบเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายมาสวมใส่ ดูเหมือนเสื้อผ้าของหญิงสาวที่เขาถอดออกไม่บันยะบันยังเมื่อคืนก็หายไปด้วยเช่นกัน

        “ลูกจันทร์”

        เพลิงอัคนีตะโกนร้องเรียก หันซ้ายแลขวาหวังจะได้เห็นร่างเล็ก แต่แล้วรอบๆ ถ้ำกับว่างเปล่า เธอไม่ส่งเสียงตอบสนองเลยสักนิดเดียว คนใจคอไม่ดีรีบก้าวเร็วๆ ออกนอกถ้ำ ท่าทีนั้นร้อนรนกระวนกระวาย

        “หวังว่าเมียคืนเดียวคงไม่หายไปหรอกนะ”

        พึมพำเบาๆ แล้วก้าวยาวๆ ไปยังทิศทางที่จะมีร่างบอบบางอยู่ เพลิงอัคนีมุ่งตรงมาจนถึงน้ำตก และร่างอรชรที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำนั้นทำให้ชายหนุ่มใจชื้นขึ้นเป็นกอง เผลอทอดสายตามองด้วยความสุขล้ำ นึกอยากจะว่ายน้ำเล่นกับแม่ปลาโลมาแสนสวยยิ่งนัก แต่เพียงแค่จะรั้งเสื้อกล้ามออกจากเรือนกาย เจ้าโทรศัพท์เครื่องจิ๋วที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงกลับสั่นสะเทือนขึ้นมาซะนี่

        “ใครโทรมาวะ หมูจะหามดันเอาคางเข้ามาสอด”

        บ่นออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แล้วจัดการล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกง ชื่อที่โชว์หราอยู่นั้นทำให้คิ้วเข้มต้องย่นเข้าหากัน ดวงตาดำทะมึนกราดไปมองร่างอรชรอย่างแสนเสียดายอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเร็วๆ ออกห่างจากจุดนั้น แล้วกดปุ่มเล็กๆ เพื่อรับสาย

        “ฟิวส์นายอยู่ไหนวะ”

        ทันทีที่เพลิงอัคนีกรอกเสียงลงไป คนที่โทรมาก็โพล่งเสียงดังก้องประสาท

        “มีอะไรวะ ไอ้เอก” ชายหนุ่มเป็นฝ่ายซักถามบ้าง ได้ยินคนปลายสายถอนหายใจทิ้งเฮือกใหญ่

“ฉันอยู่ที่เรือนศิรานนท์ นายมาหาฉันหน่อยสิ”

        “โลกจะแตกรึไง แกถึงได้มาหาฉันถึงที่ไร่”

        เพลิงอัคนีถามออกมาอย่างแปลกใจ น้อยครั้งนักที่ผู้กองเพื่อนรักจะมาหาถึงไร่ ตอนนี้จะให้บอกตรงๆ ก็คือชายหนุ่มไม่อยากก้าวห่างจากถ้ำไปแม้แต่ก้าวเดียว ใครอยากจะปล่อยแม่ยอดขมองอิ่มไว้เพียงลำพังได้เล่า

        “เออ! โลกได้แตกแน่ ถ้าแกไม่รีบมา”

        น้ำเสียงร้อนรนจากผู้กองเอกดังก้องเข้ามาอีกครั้ง จากน้ำเสียงของเพื่อนรักทำให้คิ้วเข้มๆ ของมหาโจรต้องเลิกขึ้นสูง ปกติเอกฤทธิ์จะไม่แสดงท่าทีแบบนี้หากไม่จำเป็น

        “เดี๋ยวไป ครึ่งชั่วโมงถึง” ชายหนุ่มรีบบอก

        “แกอยู่ในถ้ำอีกแล้วใช่ไหม” เสียงผู้กองหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างรู้ทัน เพราะน้อยครั้งนักที่จะได้เห็นเพื่อนรักขลุกอยู่บนเรือนพักอาศัย ครึ่งชีวิตของเพลิงอัคนีจะอยู่ในถ้ำซะเป็นส่วนใหญ่

        “เออน่า โทรตามพี่เฟนย์มาคุยเป็นเพื่อนก่อนเลย”

        “นั่งอยู่ข้างๆ นี่แหละ รอนายคนเดียว”

        เอกฤทธิ์บอกเพื่อน เพลิงอัคนีได้แต่พยักหน้าแล้วครางอืออาตอบรับ แล้วรีบกดตัดสัญญาณก่อนจะมุ่งหน้าไปยังลำธารที่นาทีนี้ร่างระหงยังคงสนุกสนานอยู่กับสายน้ำที่เย็นจัดนั้น เมื่อก้าวมาถึงหลังโขดหินขนาดใหญ่เสียงห้าวทุ้มก็ตะเบ็งบอก

        “คุณ อย่าเล่นน้ำนานนะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

        “ว้าย!

คนถูกเรียกไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยร้องวี้ดว๊ายออกมาดังลั่น ก่อนจะหันมาถลึงตาใส่พร้อมนำพาตัวเองหลบไปยังโขดหิน หันหลังให้ชายหนุ่มที่จ้องตาวาวอยู่ไม่ไกล

        “มาทำไมคนบ้า! ออกไปเลยนะ คุณนี่โรคจิตหรือไง”

        เสียงแหลมเล็กบริภาษออกมานับสิบประโยค ชายหนุ่มทำได้เพียงตีสีหน้ายิ้มๆ จะว่าไปเขาทำยิ่งกว่าแอบดูซะอีก เนื้อตัวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าน่ะ เขาสำรวจมาแล้ว ไม่รู้แม่คุณจะอายอะไรนักหนา

        “ผมไม่ได้มาแอบดูคุณอาบน้ำหรอกน่า สบายใจได้ แค่จะมาบอกว่ารอผมสักพักนะเดี๋ยวกลับมา”

        “นายจะไปไหน”

        นิศากรโพล่งถามออกมาอย่างอยากรู้ หากคำตอบของเขาทำให้เธอต้องหุบปากฉับ แล้วถลึงตาใส่อย่างนึกหมั่นไส้

        “เป็นห่วงหรือไงล่ะ”

        “เชอะ!” ทำเสียงขึ้นจมูกแล้วสะบัดหน้าพรืด

“จะไปที่ไหนก็ไปเลย”

        เอ่ยปากไล่แค่นั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของชายหนุ่มค่อยๆ ก้าวห่างออกไป ดวงหน้าเล็กชะเง้อมองเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะแหวกว่ายอยู่ในสายน้ำที่เย็นจัด เธอลืมเลือนคำบอกกล่าวของเขาเมื่อครู่นี้ไปเสียสนิท ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ร่างอรชรนั้นเลือกใช้สายธาราเย็นๆ ปัดเป่าความเจ็บร้าวในอณูเนื้อของร่างกาย

       

        เพลิงอัคนีก้าวเร็วๆ ออกจากถ้ำ ตรงดิ่งไปยังรถยนต์ที่ถูกจอดทิ้งไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นไปแล้วเหยียบคันเร่งออกไปราวกับพายุ ฝุ่นดินแดงตลบอบอวลจนฝุ่นคลุ้งกระจาย หากชายหนุ่มไม่คิดจะใส่ใจสักนิด รีบเหยียบคันเร่งหมุนพวงมาลัยไปยังเรือนศิรานนท์ที่ตอนนี้มีเพื่อนสนิทรอคอยเขาอยู่ เมื่อวิ่งผ่านถนนที่ตัดอยู่กลางไร่ ลูกน้องคนงานต้องมองจนเหลียวหลัง

        เอี๊ยด!

        เสียงแตะเบรกดังสนั่นจนคนในบ้านต้องชะเง้อคอมอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครต่างก็ม้วนตัวกลัว มีเพียงย่าแพรวพัตราเท่านั้นที่ก้าวเร็วๆ ไปหาหลานรัก ส่วนคุณปู่เพลิงอาจนั้นท่านยังยุ่งอยู่กับกล้วยไม้เช่นเดิม

        “ฟิวส์หลานย่า”

        คุณย่าโผเข้าไปหาพลางกอดหลานรักเบาๆ

        “ฟิวส์คิดถึงคุณย่าจังครับ”

        “ไม่ต้องมาปากหวานเลยนะ”

คนชราแจกค้อนให้วงใหญ่ ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มบางๆ

        “แล้วคุณปู่ คุณพ่อและคุณแม่ล่ะครับ”

        “ปู่เราน่ะยุ่งอยู่กับกล้วยไม้ ส่วนพ่อเราก็อยู่ที่ออฟฟิศโน่น แม่เราก็เหมือนกันนั่นแหละ”

        เสียงย่าแพรวบรรยายก่อนจะทำตาโต

“แล้วไม่คิดจะโกนหนวดโกนเคราให้เป็นผู้เป็นคนเลยรึไงเราน่ะ”

        เพลิงอัคนีได้แต่ยิ้มแหยก่อนจะชะเง้อมองไปที่มุมระเบียงบ้าน ซึ่งตอนนี้มีผู้ชายสองคนกำลังนั่งสนทนากันอย่างออกรส สายตาของหลานชายทำให้ผู้เป็นย่านึกขึ้นมาได้

        “รีบไปสิ สองคนนั้นเขารอเราอยู่”

        “ก็ฟิวส์อยากคุยกับย่านี่ครับ”

        “ไม่ต้องมาพูดดี อยากคุยกับย่าแต่วันๆ น่ะหมกตัวอยู่แต่ในถ้ำ”

        ท่านเอ่ยกับหลานรักด้วยน้ำเสียงแง่งอน ร้อนจนเพลิงอัคนีรีบโน้มใบหน้ามาหอมแก้มนุ่มหยุ่นเพื่อเป็นการง้องอน สักพักย่าแพรวก็ยิ้วกว้างเป็นฝ่ายพยักพเยิดให้ชายหนุ่มก้าวไปหาพี่ชายและเพื่อนสนิทเสียเอง

        “คุยธุระกับทั้งสองคนเสร็จแล้ว ก็รีบมาหาย่าล่ะ”

        ก่อนจะหมุนกายกลับเข้าเรือน ย่าแพรวยังหันมากำชับหลานรักอีกครั้ง เพลิงอัคนีได้แต่ฝืนยิ้มเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าย่ามีหัวข้อสนทนาอันใดกับเขา คงไม่พ้น เรื่องเมียๆ ในอนาคตทั้งหลายนั่นแหละ จะว่าไปหากคุณย่ารู้ว่าเขามีเมียแล้วจะเป็นยังไงบ้างนะ คิดพลางก้าวขายาวๆ ตรงไปหาพี่ชายและเพื่อนที่ยังรอคอยการมาร่วมวงพูดคุยของเขา

        “มีเรื่องอะไรวะ ถึงได้หอบสังขารมาถึงนี่”

        ทันทีที่ก้าวเข้ามายังมุมระเบียงบ้าน เสียงห้าวเข้มก็โพล่งถามออกมา แล้วนำพาตัวเองหย่อนก้นลงนั่งกับเก้าอี้ไม้สักขนาดใหญ่ วาดวงแขนไปตามพนักพิงของเก้าอี้ ยกยิ้มทักทายคนทั้งสองที่จ้องมองแทบตาถลน

        “ว่าไงล่ะ อย่ามัวแต่ตะลึงในความหล่อสิ”

        เพลิงอัคนีโพล่งออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ทั้งสองคนร่วมใจกันสั่นศีรษะแรงๆ

        “หนวดเคราเมื่อไรจะโกนสักทีล่ะฟิวส์”

        เป็นฝ่ายเพลิงอัคคีที่หันไปเอ่ยกับน้องชาย หลังจากใช้สายตากวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

        น้องชายฝาแฝดพ่นลมหายใจทิ้ง

“พี่เฟนย์เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ เมื่อกี้คุณย่าก็กรอกหูมาซะหูจะยานอยู่แล้ว”

โอดครวญออกมายาวเหยียดก่อนจะหันไปมองหน้าตำรวจหนุ่มเพียงคนเดียว

        “ว่าไงคิดถึงฉันหรือไง ถึงได้หิ้วบ่าประดับดาวมาถึงที่นี่”

        “ฉันคงไม่ได้เป็นโรคคิดถึงแกหรอกไอ้ฟิวส์”

        ร้อยตำรวจเอกฤทธิ์ เทพฤทธิ์เอ่ยขึ้นมาเสียงเข้ม นั่นทำให้มุมปากได้รูปของเพลิงอัคคีพี่ชายฝาแฝดต้องยกยิ้ม ส่วนเพลิงอัคนีน่ะหรือ ทิ้งแผ่นหลังแนบกับพนักพิงของเก้าอี้อย่างเซ็งๆ

        “เล่ามาสิ อย่ารีรอ ฉันไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น” มหาโจรหนุ่มรีบบอก

        คำพูดเมื่อครู่ของโจรเถื่อนทำให้หนุ่มหล่อสองคนต้องมองหน้ากัน

        “ไม่ยักรู้ว่านายมีงานรัดตัวขนาดนั้น”

เป็นฝ่ายตำรวจหนุ่มที่เอ่ยออกมาอย่างรู้แจ้ง

“งานบริษัทก็ไม่ค่อยได้เข้ามาจับ งานไร่ก็ไม่แตะ วันๆ อยู่แต่ในถ้ำ แกยุ่งขนาดนั้นหรือวะ หรือว่า...ซ่อนผู้หญิงไว้”

        “เปล่าเว้ย!

        เพลิงอัคนีรีบปฏิเสธออกมาเสียงเข้ม ลอบผ่อนลมหายใจอึดอัดออกมาเมื่อเจอสายตาจับผิดของคนทั้งคู่

        “มีอะไรก็รีบๆ พูดมาสิ”

โจรหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่อง ทำให้คิ้วเข้มๆ ของพี่ชายต้องย่นเข้าหากันอย่างสงสัย แน่นอนล่ะอากัปกิริยาของน้องชายเมื่อครู่ทำให้ต่อมอยากรู้ของเพลิงอัคคีทำงานอย่างอัตโนมัติ ท่าทีแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมามันเป็นอาการโกหกที่น้องชายฝาแฝดมักแสดงออกเสมอ

เอกฤทธิ์ทำหน้าเครียดก่อนจะเป็นฝ่ายทิ้งแผ่นหลังแนบกับพนักพิงของเก้าอี้ไม้สักบ้าง พ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นั่งตัวตรงแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

        “น้องฉันหายไป อยากให้นายสองคนช่วยสืบให้หน่อย”

คิ้วเข้มๆ ของสองพี่น้องเลิกขึ้นเป็นเชิงประหลาดใจ

“แกเป็นตำรวจนะเว้ยไอ้เอก ทำไมไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเอง”

เพลิงอัคนีเป็นคนโพล่งประโยคนี้ออกมา ในขณะที่แฝดผู้พี่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของตัวเพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งบิดาของเพื่อนอย่างผู้พันฤทธิ์ ที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งได้รับการยอมรับจากคนเมืองเหนือทั้งแถบ

“ใช้ตำรวจมากไปฉันกลัวน้องฉันจะเป็นอันตราย”

เสียงเครียดของตำรวจหนุ่มเอ่ยออกมา คราวนี้ทั้งสองหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ อย่างเข้าใจ

        “น้องสาวหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” เป็นฝ่ายเพลิงอัคคีที่ถามขึ้นบ้าง

        “เมื่อสองวันก่อน”

        ลางสังหรณ์บางอย่างบอกทำให้เพลิงอัคนีเกิดอาการนั่งไม่ติด อุ้งมือใหญ่เอื้อมไปคว้าน้ำเย็นที่วางอยู่ใกล้ๆ ยกขึ้นมาดื่มจนหมดแก้ว แล้วตั้งใจฟังสิ่งที่เพื่อนรักกำลังจะหลุดปากเล่าให้ฟัง

        “บอกตามตรง ถ้าฉันไม่ได้ตัวน้องสาวคืนภายในวันสองวันนี้ คุณย่าต้องอาการทรุดหนักแน่ และคุณแม่ท่านก็เป็นลมเป็นแล้งวันละหลายสิบหน ฉันอยากให้นายสองคนช่วยจริงๆ ว่ะ”

        ยิ่งได้ฟังเพลิงอัคนีก็สีหน้าแปรเปลี่ยน ลอบพ่นลมหายใจทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อเพื่อนรักเอ่ยจบนั่นแหละ ถึงได้วางแก้วน้ำเปล่าๆ ลงบนโต๊ะเช่นเดิม รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยออกมา

        “มีรูปถ่ายไหม แล้วน้องนายชื่ออะไร...โทษทีนะพอดีฉันลืมว่ะ”

        ร้องถามเสียงแผ่วๆ สักพักผู้กองหนุ่มก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ พลางยืนรูปใบเล็กๆ ภาพถ่ายครึ่งตัวของหญิงสาวให้

        “ลูกจันทร์ นิศากร นี่รูปถ่ายของเธอ”

        ภาพที่เพื่อนยื่นมาให้นั้น ทำให้หัวใจของโจรหนุ่มกระตุกวูบ รีบคว้ามาดูด้วยมือสั่นๆ แต่เมื่อถูกจ้องมองก็ตั้งสติแล้วเพ่งพิศดูหญิงสาวที่ปรากฏในภาพถ่าย เหมือนกันราวกับฝาแฝด ประโยคเดียวที่เพลิงอัคนีนึกออกในเวลานี้ ทั้งที่ใจจริงนั้นเพิ่งรู้ดีแก่ใจเมื่อครู่นี้เอง ว่าผู้หญิงที่เขากกกอดมาสองวันนั้นคือน้องสาวของเพื่อนรัก

        ไม่อยากจะคิดถ้าหากมันรู้เรื่องนี้เข้า สายสัมพันธ์ของคำว่าเพื่อนอาจขาดสะบั้น

        “โอ้ว! พระเจ้า เขาทำอะไรลงไป”

ชายหนุ่มได้แต่ร้องถามตัวเองในใจอย่างไม่อยากเชื่อ กระทั่งเสียงห้าวเข้มของผู้กองหนุ่มร้องเรียกเสียงดัง

        “ไอ้ฟิวส์! ไอ้ฟิวส์ เป็นไรวะ ที่ฉันพูดได้ยินรึเปล่า”

        “เออได้ยินแล้ว”

        หลังจากดึงสติตัวเองให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเพลิงอัคนีก็รับปากออกมาเสียงดัง

        “เมื่อกี้เหม่อเชียวนะ นึกว่าหลงรักน้องสาวฉันซะอีก เป็นไงล่ะ ลูกจันทร์สวยไหมวะ”

        “หลงรักเหรอ เธอเป็นเมียฉันแล้วโว้ย!

ชายหนุ่มร้องลั่นในใจ ก่อนจะพึมพำตอบเพื่อนออกมา

“สวย”

“ถ้านายหาน้องฉันเจอ ฉันอาจจะขออนุญาตคุณพ่อให้แกแจกขนมจีบเธอก็ได้นะ”

เพลิงอัคนีแสยะยิ้มที่มุมปากน้อยๆ จีบหรือ จีบเมียตัวเองเนี่ยนะ มันเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงทีเดียว แต่ที่ร้ายยิ่งกว่าเขาจะบอกเพื่อนออกไปได้อย่างไร ว่าคนที่จับตัวน้องสาวของมันไปก็คือเขาที่นั่งทนโท่อยู่ตรงนี้

“บอกตามตรงนะ ฉันเป็นห่วงน้อง ยัยลูกจันทร์ไม่เคยออกจากบ้าน ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นยังไงบ้าง หากโชคร้ายถูกคนชั่วแตะต้องแล้วล่ะก็ ฉันขอเป็นคนเป่ากบาลมันด้วยตัวเอง พวกนายก็แค่จับตัวมันมาให้ฉันก็พอ”

คำพูดของเพื่อนที่แฝงไปด้วยความเอาจริงเอาจังนั้นทำให้เพลิงอัคนีพูดไม่ออก ได้แต่แค่นยิ้มจืดๆ ออกมา

        “ฝากด้วยนะ ฉันต้องคงต้องกลับแล้ว มีงานต่อน่ะ”

        ตำรวจหนุ่มเอ่ยขอตัว ทั้งสองหนุ่มพยักหน้าให้พร้อมรับปากว่าจะช่วยจัดการเรื่องนี้ เมื่อพ้นแผ่นหลังของผู้กองหนุ่ม เพลิงอัคนีต้องลอบพ่นลมหายใจอย่างหนักอึ้งออกมา อาการของน้องชายฝาแฝดทำให้พี่ชายต้องย่นคิ้ว

        “ฟิวส์ มีอะไรรึเปล่า”

        “เปล่าครับพี่เฟนย์ ผมก็แค่คิดว่าใครจับยัยคุณหนูนี่ไป”

        แสร้งเอ่ยออกมากลบเกลื่อนความรู้สึกที่แสดงออกทางแววตาของตัวเอง

        “แน่ใจนะ ว่าไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องบอกพี่”

        พี่ชายฝาแฝดเอ่ยออกมาราวกับเข้ามานั่งในความคิด หากคำตอบก็ยังคงเหมือนเดิม มหาโจรหนุ่มผู้ปากแข็งรีบส่ายหน้าปฏิเสธจนคอแทบหลุด ทั้งที่อีกใจหนึ่งอยากบอกพี่ชายออกมาใจแทบขาด

        “ผมขอตัวไปหาคุณย่าก่อนนะครับ”

        รีบหาทางชิ่งให้ตัวเอง เพลิงอัคคียกยิ้มอย่างรู้ทัน

“จะคุยเรื่องหลานสะใภ้ใช่ไหมล่ะ”

        “ครับ”

รับปากส่งๆ แค่นั้น ร่างมหาโจรหน้าเถื่อนก็ก้าวเร็วๆ ตรงไปหาคนเป็นย่า ซึ่งตอนนี้ท่านน่าจะอยู่ทีห้องนั่งเล่นกับคนเป็นปู่ ปล่อยให้พี่ชายต้องมองตามด้วยความสงสัย ได้แต่หวังว่าสิ่งที่สัมผัสได้จากแววตาน้องชายเมื่อครู่คงไม่เป็นอย่างที่คิด ไม่เช่นนั้นแล้วล่ะก็น้องชายของเขาอาจจะเจอศึกหนัก ระดับเหนือเมฆด้วยซ้ำไป

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ"

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha