เพลิงอสูรใจทมิฬ

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 7 : หัวใจหนักอึ้ง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 

        ช่วงขากำยำภายใต้กางเกงยีนตัวเก่ง กับเสื้อกล้ามสีดำสนิทที่ติดกายตั้งแต่เมื่อวาน ก้าวยาวๆ ออกจากมุมระเบียงเพื่อไปหาผู้เป็นย่า เมื่อเข้ามาภายในห้องนั่งเล่น สายตาก็ปะทะเข้ากับคนเป็นปู่ที่ตอนนี้กำลังยืนฉีดน้ำให้กับดอกไม้อันแสนโปรดปราน

        “สวัสดีครับคุณปู่”

        เพลิงอัคนีร้องทักก่อนจะขยับกายเข้าสู่ด้านใน ไม่นานก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หวายตัวยาวที่ตั้งอยู่กลางห้อง เสียงทักทายอันคุ้นหูนั้นทำให้เพลิงอาจ อภิศิรานนท์เอี้ยวตัวกลับมามอง เรียวปากที่มีรอยย่นน้ำฉีกยิ้มกว้าง

        “อ้าว! ออกจากถ้ำแล้วหรือฟิวส์”

        คำทักทานประโยคแรก เล่นเอาชายหนุ่มต้องสั่นศีรษะแรงๆ

        “คุณปู่...”

        โอดครวญออกมาพร้อมๆ กับฉีกยิ้มเอาใจส่งไปให้ คนเป็นปู่ได้แต่ยิ้มบางๆ ไม่นานย่าแพรวพัตราก็ก้าวเข้ามา แค่เห็นหลานชายสุดสวาท คนเป็นย่าก็ปรี่ไปนั่งข้างๆ

        “ไงล่ะคุณแพรว มีอะไรจะคุยกับหลานรักคุณบ้างไหมล่ะ” ปู่เพลิงหันมาเย้าเมียรัก

        “คุณอยู่เงียบๆ ไปเลยค่ะ”

        ย่าแพรวดุคุณปู่เล็กน้อยก่อนจะหันมาคุยกับหลานชาย แววตาผู้ชรานั้นวาววับเจ้าเล่ห์ไม่ผิดจากช่วงสมัยสาวๆ เลยแม้แต่น้อย เล่นเอาหลานรักต้องนั่งตัวเกร็งทีเดียว

        “ฟิวส์หลานย่า”

        คำเรียกขานช่างไพเราะจับใจหากคนฟังถึงกับขนลุกขนพอง

        “ครับคุณย่า”

ชายหนุ่มพยายามบังคับสุ้มเสียงตัวเองให้เป็นปกติ ไม่แสดงออกว่าเขาน่ะเริ่มหวาดกลัวย่าตัวเองขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ หันไปมองคุณปู่เพื่อขอความช่วยเหลือ ท่านก็เอาแต่ก้มๆ เงยๆ ยุ่งอยู่กับกล้วยไม้พันธุ์โปรด

        “เป็นไงบ้างจ้ะ ว่าที่หลานสะใภ้ของย่าเจอบ้างหรือยังเรา ให้ย่าหาให้ดีหรือเปล่า”

        ย่าแพรวพัตราเสนอทางออก รอยยิ้มนั้นกว้างขวางน่ามอง ส่วนเพลิงอัคนีนั้นได้แต่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

“เอ่อ...ผมขอหาเมียเองนะครับคุณย่า”

        เพลิงอัคนีรีบเอ่ยออกมาเสียงสั่น แต่เมื่อเห็นสีหน้าคนเป็นย่าหมองลงก็เลยเสนออีกทางให้

“ผมว่าคุณย่าลองเมียงมองผู้หญิงให้นายเก่งกล้าดูสิครับ”

        “คนโน้นก็เหมือนกัน วันๆ ขลุกอยู่แต่ในไร่ ไม่ยอมออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเลย ผิดจากยัยเด็กดื้อ ส้มหวานนะออกจากบ้านแทบทุกวัน ไม่รู้มีธุระอะไรนักหนา ย่าก็ให้พี่เราตามสืบอยู่”

        คราวนี้ย่าแพรวพัตราบ่นออกมายาวเหยียด จนหลานชายสุดสวาทได้แต่แค่นยิ้มจืดๆ

        “ก็ยัยส้มต้องติดต่อกับลูกค้านี่ครับ” ชายหนุ่มร้องท้วงออกมาแผ่วๆ

        “ไม่รู้ล่ะ ใครจะมาเป็นหลานเขย ย่าก็ต้องขอดูสักหน่อย”

        “ผมว่าก่อนที่ย่าจะห่วงยัยส้ม ย่าน่าจะห่วงผู้ชายที่จะมาเป็นสามียัยส้มมากกว่านะครับ”

        เพลิงอัคนีออกความคิดเห็นออกมาบ้าง ทุกคนทั้งไร่รู้ดีว่าส้มหวานนั้นแก่นแก้วเซี้ยวซนขนาดไหน แต่พ่อไฟมักเคยพูดเสมอว่า ส้มหวานนั้นถอดแบบจากน้าลิ้นจี่มาราวกับพิมพ์เดียวกันก็ไม่ปาน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือหน้าตา รวมถึงความใจกล้าด้วย ตอนนี้ได้ยินว่าคุณน้าต้นกล้ากับคุณน้าลิ้นจี่กำลังกลัดกลุ้ม สงสัยเป็นเพราะวีรกรรมในวัยรุ่นของคนทั้งคู่

        “เรานี่นะ...ไปว่าน้องเขาทำไม”

        ย่าแพรวออกโรงปกป้องหลานสาวบ้าง ทำให้ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มบางๆ ต่อให้เก่งกล้าและส้มหวานไม่ได้เกิดมาจากสายเลือดศิรานนท์โดยแท้ แต่คุณย่ากับคุณปู่และทุกคนในไร่ก็รักและเอ็นดีสองคนนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเขาและพี่ชาย

        เพลิงอัคนีใช้เวลาคุยกับคุณปู่คุณย่าร่วมครึ่งชั่วโมง เมื่อภวังค์ความคิดหวนไปถึงร่างเล็กที่ปล่อยไว้ให้อยู่ลำพังที่ถ้ำ เสี้ยวหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ก็พลันห่อเหี่ยวฉับพลัน เขานึกเป็นห่วงเธออย่างประหลาด และตอนนี้ความรู้สึกหนักอึ้งกำลังเข้ามาแทนที่ ใช่สิ! เขารู้แล้วนี่ว่าเธอคือใคร ดูท่าทางปัญหาที่เขาสร้างขึ้นมันอาจจะเลวร้ายมากกว่าที่เป็นอยู่

        “ถ้าคุณย่าถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฟิวส์ขอตัวก่อนนะครับ”

        ชายหนุ่มเอ่ยออกมาน้ำเสียงนั้นเกรงใจอยู่ในที คุณปู่และคุณย่าจ้องมองหลานรักเป็นจุดเดียว ไม่นานปู่เพลิงอาจก็เอ่ยขึ้น “แล้วไม่อยู่กินข้าวทานปลากันก่อนรึไงฟิวส์ มาทั้งทีก็อยู่รอพ่อกับแม่เขาสักหน่อยสิ”

        “นั่นสิ เดี๋ยวย่าจะเข้าครัว ทำของโปรดของเราให้”

        ย่าแพรวรีบร้องบอกออกมาอย่างเห็นด้วย ท่าทีนั้นกระฉับกระเฉง จนคนที่คิดปฏิเสธเกิดอาการพูดไม่ออก นานๆ ครั้งเขาจะแวะมาที่บ้าน สงสัยครั้งนี้จำต้องนั่งทานมื้อค่ำกับครอบครัวอย่างช่วยไม่ได้ ทว่า...ร่างเล็กจะอยู่ยังไง กว่าเขาจะกลับไปถึงมันคงค่ำมืดซะก่อน

        “แต่...”

ชายหนุ่มพยายามจะคัดค้านออกมา หากมืออุ่นๆ ของย่าแพรวก็รีบวางบนท่อนแขน สายตานั้นวิงวอนอยู่ในที ท้ายสุดใบหน้าสากระคายจำต้องพยักน้อยๆ เป็นการตอบตกลง นาทีต่อมาคุณย่าแพรวพัตราก็รีบกระวีกระวาดเข้าไปทำมื้อค่ำในห้องครัว แถมยังสั่งให้เพลิงอัคคีไปรับหลานสะใภ้คนโปรดที่เรือนลีละเดชามาทานมื้อค่ำร่วมกันด้วย เรียกได้ว่างานนี้คงครบองค์ประชุมพอดี

เมื่อคุณย่าก้าวออกไปแล้วชายหนุ่มก็หันมาเอ่ยกับคนเป็นปู่

        “คุณปู่ครับ ผมขอไปไหว้คุณปู่ทวดสักครู่นะครับ”

        ชายชราพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ

“อืม...เรื่องของสำคัญชิ้นที่สามไม่มีวี่แววเลยหรือ”

        “ยังเลยครับ”

เสียงห้าวที่เปล่งออกมานั้นช่างฟังดูแล้วเหนื่อยล้ายิ่งนัก เห็นท่าทีของหลานชายปู่เพลิงก็ก้าวยาวๆ เข้ามาใกล้ วางมือนุ่มๆ ไว้บนไหล่กระด้างแล้วบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ

        “ไปเถอะ ไปคุยกับท่าน เผื่อบางทีจะมีสัญญาณอะไรบอกเราได้บ้าง”

        “ครับ”

        จบคำเพลิงอัคนีก็ก้าวออกจากห้องนั่งเล่น ตรงไปยังห้องพระของเรือนศิรานนท์ เมื่อมาถึงชายหนุ่มก็ลงมือจุดธูปกราบกรานพระรัตนตรัย แล้วสุดท้ายก็หันมาไหว้ปู่อินทร์ในรูป ชายหนุ่มค่อยๆ นั่งขัดสมาธิแล้วดำดิ่งภวังค์ความคิดให้สงบนิ่ง พูดคุยกับปู่ทวดผ่านญาณวิเศษที่มีติดตัวมาแต่ไหนแต่ไร ทว่า...กว่าจะก้าวข้ามไปในดินแดนสมาธินั้น กลับลำบากยากเย็นกว่าเคย รู้สึกว่าสมาธิของตัวเองนั้นจดจ่ออยู่ที่ร่างบางในถ้ำเพียงจุดเดียวเท่านั้น

        เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ ก็เป็นไปดังคาด ทุกคนนั่งอยู่กันพร้อมเพรียง ร่วมรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ชายหนุ่มพยายามบังคับตัวเองให้มีอรรถรสไปกับทุกๆ คนในบ้าน กระทั่งถึงเวลากลับนั่นแหละ คุณแม่เนยสุดสวยก้าวมาส่งที่รถพร้อมยื่นปิ่นโตให้

        “แม่เห็นฟิวส์ทานนิดเดียว เอาติดตัวไปด้วยนะลูกเผื่อหิวยามดึก”

        ชายหนุ่มมองหน้ามารดาด้วยความรัก เขายังคิดอยู่เลยว่าจะสั่งให้หน่วยพยัคฆ์จัดหามื้อเย็นให้ร่างบอบบางที่อยู่ในถ้ำ แม่ของเขาท่านช่างน่ารักน่าเทิดทูนเสมอ

        “ขอบคุณครับแม่”

ฝ่ามือบางๆ ของมารดาวางไว้บนหลังมือของบุตรชาย

        “ส่วนเรื่องเมียของเราน่ะ อย่ากังวลเลยนะ”

        “ผมไม่ห่วงเรื่องนี้หรอกครับ”

        “หมายความว่ายังไงหรือฟิวส์”

เนย์ญรินทร์รีบโพล่งถามลูกรัก หากอีกฝ่ายก็ทำเพียงยื่นหน้ามาจูบหนักๆ ลงบนแก้ม แล้วหุนหันขึ้นรถไป ปล่อยให้ผู้เป็นแม่ได้แต่มองตามไปจนลับสายตา แต่นางก็ยิ้มบางๆ เพราะความรู้สึกบางอย่างบ่งบอกว่าในไม่ช้านี้ นางจะได้เห็นหน้าลูกสะใภ้คนเล็กเป็นแน่นอน

 

        เพลิงอัคนีรีบเหยียบคันเร่งไปยังท้ายไร่ แล้วเลือกใช้เส้นทางที่ใกล้ที่สุด นั่นคือจอดรถทิ้งไว้บริเวณเรือนไม้สัก แล้วเดินเท้าลัดเลาะไปด้านหลังเมื่อถึงลำธารก็ก้าวไปเรื่อยๆ เพียงห้าร้อยเมตรก็ถึงถ้ำ ซึ่งเป็นที่หลบทำสมาธิของเขามาหลายปี เมื่อมาถึงก็เห็นแผ่นหลังเล็กของหญิงสาวนั่งอยู่บนแคร่ไม้นอกถ้ำ รอบๆ กายนั้นมืดสนิท มีเพียงแสงนวลๆ ของบุหลับที่ทอแสง ไร้ซึ่งความสว่างไสวจากตะเกียงดังเช่นเคย

        ชายหนุ่มรีบไปจุดให้แสงนวลๆ ของตะเกียงนั้นเปล่งแสง แล้วรีบก้าวยาวๆ ไปใกล้ร่างบาง

        “มานั่งทำอะไรตรงนี้คุณ”

        คนถูกถามได้แต่นั่งเงียบ มีเพียงแผ่นหลังเล็กๆ เท่านั้นที่สั่นไหว อาการของคนตรงหน้าทำให้เพลิงอัคนีอยากตะบันหน้าตัวเองสักหมัดใหญ่ๆ เขาก็น่าจะรู้ว่าเธอหวาดกลัวขนาดไหน ถึงรอบๆ จะมีคนของหน่วยพยัคฆ์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด หากไม่มีคำสั่งของเขาก็ไม่มีใครกล้าเฉียดกรายมาให้เธออุ่นใจเลยสักคน

        นี่เขาย่ำแย่เหลือเกินที่ทิ้งให้ร่างเล็กแสนบอบบางนี้ผจญอยู่กับความมืดมิด ชายหนุ่มค่อยๆ วางอุ้งมือร้อนผ่าวของตัวเองไว้บนไหล่มน พร้อมโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้พลางกระซิบ

        “ร้องไห้ทำไมฮึ! คิดว่าผมจะทิ้งคุณหรือยังไง”

        หญิงสาวถอนหายใจฮึดฮัดออกมา นึกอยากจะตบพ่อโจรใจร้ายนี่สักทีสองทีให้สาแก่ใจ เขาหายไปเกือบห้าชั่วโมง ทิ้งให้เธออยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางเสียงหรีดหริ่งเรไร และความมืดมิด มีหน้ามาพูดจาแสนน่าตบแบบนี้ ร่างระหงหมุนกายออกมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มก่อนจะก้าวเพียงครั้งมาหยุดอยู่ตรงหน้า กำปั้นน้อยๆ ซัดเข้าที่กลางอกแกร่งเต็มแรง พร้อมโพล่งออกมาเสียงดังลั่น

        “นายปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียวได้ไงฮ้า! รู้ไหมว่าในป่านี่มันน่ากลัวขนาดไหน”

        ว่าพลางยกมือปัดป้ายคราบน้ำตาเม็ดเล็กให้ร่วงออก ก่อนจะสูดหายใจเข้าปอดลึก จ้องมองหน้าชายหนุ่มด้วยแววตาถมึงทึง

        “ผมขอโทษ...”

        เมื่อปล่อยให้ร่างเล็กได้ต่อว่าต่อขานและทุบตีจนสาแก่ใจ เพลิงอัคนีก็เอ่ยถ้อยคำที่อยากพูดออกมาแผ่วๆ อันที่จริงนั้นชายหนุ่มคงหมายรวมไปถึงการกระทำของตัวเองที่แล้วๆ มาด้วย ชายหนุ่มขยับกายมาใกล้ร่างเล็ก พร้อมรั้งข้อมือบางให้เดินตาม จับจูงเธอก้าวไปยังแคร่ไม้แล้วนั่งลงเหมือนเดิม หากมือใหญ่นั้นยังไม่คลายออก

        “ทั้งที่ใจจริงจะรีบกลับ แต่ก็ปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ” เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วๆ จ้องมองดวงหน้าเล็กที่น้ำตารื้นด้วยความสงสาร เกือบนาทีถึงได้เปิดรอยยิ้มบางๆ แล้วถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

        “คุณหิวหรือเปล่า”

ว่าพลางยื่นปื่นโตที่มารดาให้มาวางใกล้ๆ ร่างเล็ก

“ผมมีปิ่นโตมาด้วยนะ รับรองอาหารต้องถูกปากคุณแน่ๆ”

        นิศากรเม้มปากแน่น ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงห้วนๆ “หิวสิ นั่งรออยู่ตั้งนานแล้วเนี่ย”

        คนฟังกระตุกยิ้มที่มุมปาก ดวงตาดำทะมึนนั้นเต้นระริก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความเจ้าเล่ห์

“รอผมหรือว่ารอมื้อค่ำ”

        “รอมื้อค่ำย่ะ ฉันไม่รอนายให้เมื่อยหรอก”

        หญิงสาวโพล่งออกมาเสียงดัง ก่อนจะจัดการเปิดปิ่นโตมองอาหารข้างในนั้นด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ไม่นานอาหารสามอย่างหน้าตาหน้าทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็ถูกมือเล็กวางเรียงรายลงตรงหน้า นาทีต่อมาชายหนุ่มก็ยื่นช้อนและน้ำเปล่ามาให้ หลังจากนั้นนิศากรก็ลงมือจัดการกับมื้อค่ำที่ล่วงเลยเวลามานับชั่วโมงด้วยความเอร็ดอร่อย

        “เป็นไงบ้าง อาหารถูกใจไหม”

        ปล่อยให้ร่างระหงทานมาสักพักชายหนุ่มก็ขยับปากถาม ใบหน้าเรียวงามนั้นพยักหน้าหงึกหงัก

        “อืม...อร่อยดี”

        เธอบอกแค่นั้นก็ลงมือทานต่อ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่นั่งมองก็เลยร้องถามออกมา

“แล้วนายไม่ทานเหรอ”

        “ผมเรียบร้อยมาแล้วล่ะ คุณทานให้หมดนะ”

        “นายนี่ใจดีพิลึก ใจดีขนาดนี้ทำไมไม่ปล่อยฉันไปสักทีล่ะ”

        ประโยคท้ายๆ คล้ายนิศากรจะพึมพำออกมาแผ่วเบา หากชายหนุ่มก็ยังอุตส่าห์ได้ยิน ใบหน้าคมคร้ามภายใต้หนวดเครายาวเฟื้อยนั้นฉายแววหมองหม่น สายตาคู่คมกวาดลอบมองร่างบางอยู่พักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกโต

        “พรุ่งนี้เย็นๆ ผมจะให้คุณกลับบ้านดีไหม”

        จู่ๆ สุ้มเสียงทุ้มน่าฟังก็เอ่ยออกมาแผ่วๆ มือเล็กที่ตักอาหารเข้าปากนั้นชะงักอยู่ชั่วครู่ นิศากรกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ทำไมเธอถึงรู้สึกเบาโหวงในหัวใจอย่างประหลาดหลังจากได้ยินประโยคเมื่อครู่ แต่แล้วหญิงสาวก็ค่อยๆ แหงนเงยหน้าขึ้น ฉีกยิ้มบางๆ ให้ชายหนุ่มแล้วถามออกมาราวกับไม่แน่ใจ

        “จริงเหรอ”

        “อืม...” ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย

นิศากรเงียบไป เธอวางมือจากอาหารก่อนจะคว้าน้ำเปล่าขึ้นมาดื่ม ดวงตากลมๆ นั้นจ้องมองชายหนุ่มราวกับค้นหาอะไรบางอย่าง หากอีกฝ่ายก็เบือนหน้าหนี

“ไม่ดีใจหรอที่ผมจะปล่อยคุณไปน่ะ”

“ดีใจสิ ทำไมฉันจะไม่ดีใจล่ะ”

เธอโพล่งออกมาเสียงดัง แล้วเดินหนีออกไปดื้อๆ ปล่อยให้ชายหนุ่มได้แต่มองตาม เห็นแผ่นหลังเล็กๆ นั้นหายเข้าไปภายในถ้ำ เพลิงอัคนีถึงได้พ่นลมหายใจแผ่วๆ ออกมา แม้อยากจะกักขังเธอไว้ที่นี่ด้วยกันไปอีกนานเท่านาน ทว่า...สีหน้าและแววตาของเพื่อนสนิทก็ทะลายทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดเอาไว้ ถึงยังไงพรุ่งนี้เขาก็ต้องส่งนิศากรกลับบ้าน ส่งกลับไปทั้งๆ ที่เขาและเธอมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งแบบนี้

 

        เกือบหนึ่งชั่วโมงชายหนุ่มถึงได้ก้าวยาวๆ เข้าไปในถ้ำ จ้องมองร่างบอบบางที่นอนนิ่งๆ อยู่บนแคร่ไม้บุด้วยผ้าขนสัตว์ซึ่งเป็นที่นอนของเขามายาวนานหลายปี จะว่าไปชายหนุ่มก็ไม่คาดคิดกัน ว่าเวลานี้จะมีร่างเล็กของใครนอนอยู่บนนั้น หากคืนพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป เขาก็คงไม่เห็นเธออีก

        ขายาวๆ ก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวก่อนจะนำพาตัวเองล้มตัวลงนอนข้างๆ ไม่นานก็ยกแขนล่ำๆ ก่ายเกยหน้าผากของตัวเอง พ่นลมหายใจหนักๆ ออกมาเฮือกใหญ่

        “นายจะปล่อยฉันกลับบ้านจริงๆ ใช่ไหม”

        เสียงเล็กๆ ของนิศากรก็เอ่ยถามออกมาราวกับไม่แน่ใจ ร่างสูงใหญ่ของคนนอนใกล้ๆ พลิกตัวตะแคงข้างไปหา ดวงตานั้นจับจ้องอยู่กับผมสีดำนุ่มสลวย ไล่สายตามองลาดต่ำมาจนถึงช่วงเอวคอด แล้วค่อยๆ ขยับกายไปใกล้ วาดวงแขนพาดผ่านเอวเล็กเบาๆ ดูเหมือนร่างระหงจะขยับเล็กน้อย หากไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา

        “คุณไม่อยากกลับเหรอ”

        ชายหนุ่มเป็นฝ่ายถามบ้าง ลมหายใจของเขาเป่ารดอยู่แถวๆ ศีรษะสวย

        “อยากกลับ...แต่...”

        เสียงเล็กถอนหายใจออกมาทั้งๆ ที่ยังเอ่ยไม่จบประโยค ความกังวลเล็กๆ ที่นิศากรรู้สึกนั้น ทำให้ท่อนแขนกำยำรวบเอวเล็กเข้ามาใกล้มากขึ้น ไม่นานก็ใช้มืออีกข้างค้ำศีรษะไว้แล้วชะโงกหน้ามองคนในอ้อมแขน

        “เป็นห่วงเรื่องความสัมพันธ์ของเราใช่ไหม”

        ถามออกมาราวกับเข้ามานั่งอยู่ในความคิด จมูกโด่งๆ นั้นถูไถอยู่ช่วงใบหูนุ่มของนิศากร แล้วกระซิบ “ถ้าผมจะบอกว่า สักวันหนึ่งผมจะไขว่คว้าคุณคืนมาอยู่เคียงข้าง คุณจะว่ายังไง”

        “หมายถึงอะไรล่ะ”

        หญิงสาวอ้อมแอ้มถามออกมา หากแก้มอิ่มทั้งสองข้างนั้นเริ่มแดงเรื่อ เธอยิ่งกว่าห่วงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นซะอีก มันเต็มไปด้วยความกังวลและสับสน ทั้งที่อยากกลับบ้านแต่ทำไมเพียงคิดว่าต้องห่างเขา หัวใจดวงเล็กก็พลันเหี่ยวเฉา นี่เธอหลงรักมหาโจรคนนี้แล้วหรือ หัวใจเจ้ากรรมถึงได้เต้นแรงทุกครั้งที่เขาใกล้ชิดแบบนี้

        “ก็หมายถึง...การเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายและผู้ใหญ่ของเราทั้งคู่เห็นด้วย”

        “ถ้านายต้องการเพียงรับผิดชอบก็ไม่ต้องหรอกนะ”

        เธอบอกออกมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ หากสัมพันธ์สวาทของเธอและเขาที่เกิดขึ้นด้วยความใจง่ายของเธอนั้น จะผูกมัดเธอและเขาให้ตกไปอยู่ในพันธะที่หัวใจไม่ต้องการแล้วล่ะก็ สู้ปล่อยให้เรื่องนี้เลยผ่านไป โดยที่ไม่ต้องข้องแวะกันอีกซะยังดีกว่า

        “ถ้ามันมากกว่านั้นล่ะ คุณเต็มใจหรือเปล่า”

        น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังนั้น ทำให้ดวงตากลมๆ ของนิศากรเบิกกว้าง ร่างบอบบางหมุนกายกลับมาเผชิญหน้า โดยที่ท่อนแขนกำยำนั้นยังพาดอยู่กับเอวนุ่มของเธอ

        “นายหมายถึง...”

เธอโพล่งถามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ดวงตากลมๆ นั้นจ้องอยู่ที่ใบหน้าสากระคาย ที่รกเคร้าไปด้วยหนวดเคราของอีกฝ่ายราวกับค้นหา เขาจะรู้บ้างไหมหัวใจของเธอกระตุกวูบขนาดไหนกับถ้อยคำเมื่อครู่

        “ก็หมายความตามที่พูด” ชายหนุ่มตอบออกมาพร้อมยิ้มบางๆ

        “ไม่รู้สิ แต่ฉันคงไม่สามารถอยู่กับคนที่ไม่รักได้หรอก”

        หญิงสาวอ้อมแอ้มบอกแล้วคิดจะเบือนหน้าหนี หากมือใหญ่ก็เลื่อนขึ้นมา เชยปลายคงเล็กให้จ้องสบตาอีกครั้ง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ปล่อยลมหายใจร้อนๆ ให้รินรดพวงแก้มนุ่ม แล้วไล่ลงมายังซอกคอหอมกรุ่น นิศากรได้แต่นอนตัวเกร็งอยู่ในอ้อมอกเขา

        “เราต้องรักกันงั้นสิ คุณถึงจะยอมเป็นภรรยาของผม”

        เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ปลายจมูกโด่งๆ นั้นสาละวนอยู่กับใบหูนุ่ม ปากร้อนๆ ของเขาก็งับไปตามเนื้อนิ่มของหญิงสาว จนนิศากรต้องเบือนหน้าหนี แล้วยกมือน้อยๆ นั้นดันอกกระด้างออกห่าง แต่เขาก็ไม่ขยับเขยื้อน มีแต่จะโถมตัวเข้ามาทาบทับจนเธอจะตัวแบนอยู่รอมร่อ

        “แล้วคุณมีคนรักหรือยัง”

สุ้มเสียงกังวานน่าฟังกระซิบถามใกล้ๆ แล้วอ้าปากกว้างๆ งับใบหูนุ่มเบาๆ อย่างหยอกล้อ หนำซ้ำยังลากหนวดแข็งนั้นไซ้ไปตามซอกคอหอมกรุ่นจนเกิดรอยแดงเป็นปื้น หากนิศากรกลับไม่รู้สึกขยะแขยงหรือรังเกียจสักนิด เธอกลับชอบสัมผัสของเขา ตอนนี้แทบจะหลงละเลิงอยู่ในวังวนที่โจรหนุ่มขยันสร้างขึ้น

        “นะ...นาย...ถามทำไม”

        เสียงแหลมเล็กนั้นเริ่มสั่นอย่างช่วยไม่ได้ ก็ทั้งมือทั้งปากของเขากำลังทำให้สติของเธอเลื่อนลอย

        “ก็ถ้าผมต้องเริ่มจีบเมียตัวเองจริงๆ ผมก็ควรรู้ไม่ใช่หรอ”

        “แล้วนายล่ะ มีแฟนหรือยัง”

        นิศากรโพล่งถามออกมาบ้าง รู้สึกเหมือนใบหน้าคมเข้มนั้นจะแสดงสีหน้าออกมาราวกับพึงใจไม่น้อย ชายหนุ่มค่อยๆ ละออกจากซอกคอหอมที่กำลังขบเม้มอย่างเอาแต่ใจ เงยหน้าขึ้นมองด้วยประกายตาแวววาว

        “เท่าที่รู้ก็มีแต่เมียนะ”

        คำตอบของเขาทำให้หญิงสาวถึงพูดไม่ออก หล่อนอยากจะชกเขาสักทีสองที แต่ที่ทำได้ก็คือก้มหน้างุดซุกเข้าไปในแผงอกกว้างด้วยความขวยเขิน กริยาของคนในอ้อมแขนทำให้เพลิงอัคนียิ้มบางๆ แล้วค่อยๆ ลากไล้ปลายนิ้วไปตามเรือนร่างของนิศากรราวกับนักสำรวจ ฝ่ามือร้อนๆ นั้นยุ่มย่ามอยู่แถวๆ หน้าท้องเกลี้ยงเนียนอันไร้ไขมันส่วนเกินของหล่อน

        “ลูกจันทร์”

        เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงหอบกระเส่า ความต้องการบางอย่างกำลังวิ่งพล่านไปทั่วเรือนกายแกร่ง อยู่ใกล้ร่างอรชรทีไรความต้องการในส่วนลึกของอารมณ์เพศก็ฮึกเหิมและตื่นตัวอย่างประหลาด ชายหนุ่มจ้องดวงหน้าเล็กด้วยประกายตาที่ฉายแววปรารถนาอย่างชัดเจน คนคนถูกมองต้องหลบสายตาร้อนแรงนั้น

        “ผม...”

เขาเอ่ยไม่จบประโยค มือน้อยๆ ก็ผลักอุ้งมือร้อนผ่าวที่วาดไปตามเรือนร่างนั้นออกห่าง

        “นี่อย่านะ ไม่ต้องมาแตะต้องฉันเลย”

        พยายามทำเสียงแข็งออกปากห้าม และมันก็ได้ผล เมื่อร่างสูงใหญ่ละมือออกจากร่างของเธอ ปากที่กำลังงับไปตามผิวเนื้อนวลเนียนนั้นหยุดชะงัก ไม่นานร่างสูงใหญ่ก็ล้มตัวลงนอนแบนราบไปกับแคร่ไม้เล็กๆ ไม่สนใจร่างระหงที่อยู่ข้างกายอีก

        “คุณคงรังเกียจผมมากสินะ และอีกอย่างคุณหนูอย่างคุณคงมีคนที่เพียบพร้อมรออยู่แล้ว”

        จู่ๆ สุ้มเสียงเชิงหน่อยใจก็เอ่ยออกมาแผ่วๆ ดวงตาดำทะมึนที่เปิดกว้างเมื่อครู่ปิดสนิท ราวกับไม่อยากเห็นหน้าของหญิงสาวอีก อาการของอีกฝ่ายทำให้นิศากรต้องกะพริบตาปริบๆ อยู่หลายรอบ

        รังเกียจเขาหรือ ทำไมเธอไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลยล่ะ

        “เอ่อ...ฉัน...”

        พยายามเอ่ยออกมาสักประโยค หากสุ้มเสียงห้าวก็เอ่ยขึ้นมาซะก่อน

        “ผมมันแค่คนเถื่อนถ่อยคนหนึ่ง อย่างนี้สินะคุณถึงไม่อยากสานสัมพันธ์ในอนาคตด้วย”

        น้ำเสียงเชิงน้อยใจดังขึ้นอีกประโยค ลมหายใจของเขานั้นผ่อนออกมาเฮือกใหญ่ สักพักก็ขยับกายพลิกหันหลังให้ร่างแน่งน้อย นิศากรได้แต่อ้าปากกว้างอยู่ในความมืด ทำไมเขาต้องทำให้เธออยากง้องอนแบบนี้ด้วยเล่า แล้วหัวใจของเธอมันก็กำลังสั่งให้ทำอย่างที่ชายหนุ่มปรารถนาอย่างห้ามไม่ได้ซะอีก

        “ไม่ใช่สักหน่อย เอ่อ...ฉัน”

        เธอเอ่ยแผ่วๆ ออกมา ดวงหน้านั้นแดงเรื่อ

“ฉันไม่ได้รังเกียจนายสักหน่อย”

        ร่างสูงใหญ่ถึงกับเบิกตากว้าง รีบพลิกกายมามองร่างเล็กราวกับไม่เชื่อหู ดวงตาทั้งสองข้างเต้นระริกด้วยความพึงพอใจ รีบวาดแท่นแขนกำยำมารั้งร่างเล็กไปกอดเสียแน่นหนึบ

        “ไม่รังเกียจแล้วรักได้หรือเปล่า”

        เขาถามออกมาพร้อมจับจ้อง รอคอยเอาคำตอบอย่างจดจ่อ นิศากรได้แต่หลบตาเขา ก้มหน้าซุกกับแผงกว้างราวกับต้องการหลบภัย เพลิงอัคนีส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างชอบใจ แล้วไม่นานก็ดันร่างหญิงสาวให้นอนราบกับผ้าขนสัตว์นุ่มนิ่ม ลากปลายนิ้วไปตามกรอบหน้าสวยอย่างหลงใหล

        ปลายจมูกโด่งๆ นั้นกดหนักๆ บนแก้มนุ่มทั้งสองข้างแล้วบอก “ห้ามใครหอมแก้มคุณนอกจากผมรู้ไหม” สั่งออกมาอย่างถือสิทธิ์แล้วก็เคลื่อนลงมาทาบทับปากอิ่ม

        “ตรงนี้ก็ด้วย ปากคุณเก็บไว้ให้ผมจูบคนเดียวรู้ไหมฮึ!

        เขาว่าออกมาอีกประโยค แล้วหวังจะเคลื่อนลงต่ำ  มุ่งมายังเนินเนื้ออวบอิ่มอันบวมเป่งขึ้นมาจากตัวเสื้อ หากมือน้อยๆ กลับดันใบหน้าคมๆ นั้นออกห่างเสียก่อน

        ชายหนุ่มอมยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเคลื่อนใบหน้าให้เสมอกับหญิงสาว แล้วทาบทับเรียวปากหยักบดเคล้าปากเล็กอย่างเอาแต่ใจ

        “อื้อ...อื้อ...ฟะ...ฟิวส์”

        นิศากรส่งเสียงครางออกมา เผลอเรียกชื่อของเขาด้วยความลุ่มหลง มือน้อยๆ ส่ายสะเปะสะปะ ข่วนไปตามแผ่นหลังบึกบึนนั้น หากร่างสูงใหญ่กลับไม่รู้สึกเจ็บร้าวแต่ประการใด ดวงหน้าสากระคายนั้นฉายแววพอใจด้วยซ้ำ

        “ผมชอบจังที่คุณเรียกผมว่าฟิวส์...”

        เขาชมพร้อมจูบหนักๆ ลงบนปากอิ่มอีกครา

        “แล้วอยากจะบอกให้คุณรู้บางอย่างเอาไว้...ว่าฟิวส์จะเป็นสามีลูกจันทร์...ทั้งตอนนี้และตลอดไป”

        นิศากรได้แต่อ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหูตัวเองว่าประโยคเมื่อครู่นั้นเขาพูดออกมาจริงๆ หากแต่เสียงกระซิบย้ำๆ ที่ดังชิดใบหูแล้วพึมพำไปตลอดผิวเนื้อที่ปลายจมูกโด่งคมพาดผ่านนั้นทำให้หญิงสาวได้แต่หัวใจพองโตจนคับอก

        “ให้ผมรักคุณอีกครั้งนะ...”

        เธอไม่ได้ยินคำขอของเขาด้วยซ้ำ ได้แต่ปล่อยให้ธรรมชาติของอารมณ์ระหว่างหญิงและชายดำเนินไปตามทิศทางที่หอมหวาน ปล่อยให้เขาได้นำพาไปยังจุดหมายของกามารมณ์อันเร่าร้อน รู้สึกแค่เพียงว่าทุกทิศทางที่เขาจับจูงไปนั้น ช่างทำให้เธอตัวลอยราวกับปุยนุ่ม พานพบกับความงดงามของแสงสว่างที่โผล่พ้นขอบฟ้าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ตลอดเวลาที่ร่างทั้งสองหล่อหลวมเป็นหนึ่งเดียว เธอและเขามักจะผลัดเปลี่ยนกันเรียกชื่อของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงหวานล้ำ แล้วร่วมมือกันทะยานขึ้นสู่ปลายทางของสายรุ้งที่งดงาม

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ"

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha