เพลิงอสูรใจทมิฬ

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 8 : ปล่อยไปด้วยหัวใจร้าวราน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 

        รุ่งเช้าวันต่อมาสองร่างยังคงนอนอิ่งแอบแนบชิดกันบนแคร่ไม้เล็กๆ ภายในถ้ำ ราวกับจะเก็บช่วงเวลาที่มีกันและกันให้เป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิต เวลานี้อ้อมแขนล่ำสันนั้นรัดร่างอรชรแนบแน่น ราวกับไม่อยากจะปล่อยเธอให้หายไปจากสายตาเลยแม้แต่น้อย หัวใจของนิศากรเองกำลังวูบโหวงอย่างช่วยไม่ได้เช่นกัน ปลายนิ้วแข็งๆ ของเพลิงอัคนีกำลังเกลี่ยผมนุ่มนิ่มของหญิงสาวไปมา

        “ตอนเย็นๆ ผมจะไปส่งคุณนะ”

        เขาว่าแล้วลอบถอนหายใจออกมาหนักๆ

        “ค่ะ”

        หญิงสาวตอบรับเบาๆ แล้วซุกหน้าเข้ากับแผงอกกว้างของเขา ราวกับอยากอยู่ตรงนี้ชั่วนิจนิรันดร์ ชายหนุ่มวาดแขนไปรั้งร่างอรชรมาแนบแน่นยิ่งขึ้น ลูบฝ่ามืออุ้งผ่าวไปตามเรียวแขนกลมกลึง

        “ลูกจันทร์”

เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบห้าว หากฟังดูแล้วอ่อนโยนเหลือเกิน นิศากรเงยหน้ามองเขาเต็มตาแล้วรอฟังอย่างจดจ่อ ปลายนิ้วแข็งๆ ของเพลิงอัคนีเลื่อนมายังใบหูนุ่มข้างซ้ายแล้วไล้แผ่วๆ

        “ผมขอเวลาแปดชั่วโมงที่เหลือนี้ อยากให้คุณกับผมเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ได้ไหม”

        “คุณทำให้ฉันงงๆ นะคะ”

        “ผมหมายถึง ขอให้เราใช้เวลาเฉกเช่นคู่รัก”

        เขาว่าแล้วยื่นปลายจมูกคมๆ นั้นกดจูบหนักๆ ลงบนแก้มของเธอ ดวงตาดำทะมึนจับจ้องดวงหน้างามอยู่ตลอดเวลา ลมหายใจอุ่นร้อนนั้นรินรดอยู่ที่จมูกเล็กเชิดรั้นของเธอ

        “คุณตกลงหรือเปล่า”

เพลิงอัคนีเร่งเร้าเอาคำตอบ วาดฝ่ามือเลื่อนไปยังสะโพกงอนงามแล้วบีบเคล้นเบาๆ จนนิศากรต้องตีมือห้ามปราม ร่างแน่งน้อยนั้นขยับกายออกห่าง ทั้งปากทั้งจมูกก็เริ่มร่วมมือกันรุกรานเนื้อนิ่มๆ ของหญิงสาว

“อย่าสิ...ก็ได้ ยอมเป็นคนรักกับนายก็ได้”

รับปากออกมาส่งๆ แต่เธอไม่รู้หรอกว่าชายหนุ่มซ่อนยิ้มเจ้าเล่ห์ได้เก่งขนาดไหน ริมฝีปากหยักได้รูปเคลื่อนมาจูบหนักๆ ลงบนเรียวปากนุ่มแล้วผละออกราวกับกลั่นแกล้ง

        “งั้นเริ่มต้นด้วยการ...”

        ไม่พูดเปล่า ฝ่ามือร้อนๆ นั้นผละออกจากสะโพกงอนงาม เลื่อนมายังหน้าท้องลาดเนียน แล้วเตรียมจะเคลื่อนลงต่ำ คนเปลือยเปล่าทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงผ้าห่มคลุมรีบยื้อมืดใหญ่ไว้แน่น

        “ไม่เอาแล้วนะคะ อย่าทำเรื่องอย่างว่าอีก”

เธอห้ามเสียงสั่นๆ “ลูกจันทร์ไม่ไหวแล้วค่ะ...เหนื่อยจริงๆ นะ”

        “อะไรกันฮึ! ผมเป็นคนออกแรงเองทั้งหมดเลยนะ ทุกขั้นทุกตอนด้วย”

        เขาพูดออกมาหน้าไม่อาย เล่นเอาคนฟังต้องก้มหน้างุด เพราะตอนนี้แก้มของเธอทั้งสองข้างคงแดงราวกับผลของเชอรี่ มือน้อยๆ รีบเลื่อนไปปิดปากชายหนุ่มไว้ หากอีกฝ่ายก็รู้ทันได้แต่งับนิ้วของเธอเล่น

        “หยุดพูดแบบนี้นะ ไม่อายบ้างหรือไง”

        “คุณไม่รู้หรือไง ผมน่ะหน้าด้านขนาดไหน” คนหน้ามึนยอมรับหน้าตาเฉย

“เมียจ๋า...มามะมาให้ชื่นใจที”

ยังออกปากพ่นคำที่ทำให้ดวงหน้าของนิศากรแดงเรื่อ เธอทุบกำปั้นเล็กๆ ไปตามแผงอกกระด้างหลายที จนคนถูกประทุษร้ายยอมหยุดพ่นคำเลี่ยนๆ นั้น

        “จะว่าไปผมชอบจังที่คุณแทนตัวเองว่าลูกจันทร์ เพราะกว่าฉันอย่างนั้นอย่างนี้เป็นไหนๆ”

        เขาเอ่ยชมออกมา หากคุณหนูคนสวยก็ยังส่งค้อนให้ เห็นอาการนั้นชายหนุ่มก็เลยคว้ามือเล็กมาบีบเบาๆ เกลี่ยปลายนิ้วไปตามหลังมือเนียนของหญิงสาว แล้วเสียงห้าวทุ้มก็ดังขึ้น

        “ผมสัญญานะ ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ข้างๆ คุณ”

        “คุณพูดจริงหรือคะ ฉันนึกว่าล้อเล่นซะอีก ไม่คิดว่าคุณจะอยากให้ฉันมาอยู่ตำแหน่งเมียของคุณจริงๆ”

        เธอแสร้งทำหน้าตาใสซื่อราวกับไม่เชื่อ ร่างสูงใหญ่รีบผุดลุกนั่ง อวดแผงกล้ามเนื้อที่เรียกตัวเป็นมัดกล้ามให้หญิงสาวได้เห็น ในขณะที่มือทั้งส้องข้างรั้งร่างบางให้นั่งเช่นเดียวกัน ร้อนจนมือเล็กๆ รีบตะครุบผ้าห่มที่คลุมกายไว้แทบไม่ทัน ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจหรือเปล่าที่ทำอะไรไม่ให้เธอได้ตั้งตัวเลยสักนิด เมื่อกี้ผ้าห่มเจ้ากรรมเกือบร่วงหล่นไปกองอยู่ที่หน้าขาแหนะ

        “ผมต้องการให้คุณเป็นเมีย...จริงๆ นะ”

        “ถ้างั้น หากเราเจอกันอีกครั้ง คุณก็จีบฉันเหมือนที่คุณว่าสิคะ”

        เธอเสนอความคิดเห็นบ้าง แต่ชายหนุ่มกลับแค่นยิ้มแล้วถอนหายใจทิ้ง

        “ผมต้องจีบเมียตัวเองจริงๆ เหรอ”

        เขาถามออกมาราวกับคนละเมอ นิศากรตอบรับพลางพยักหน้าหงึกหงัก อากัปกิริยาของเธอทำให้ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาใกล้แล้วฉกหอมแก้มนิ่มไปเต็มฟอด สักพักก็จับร่างระหงขึ้นมานั่งบนตัก โดยที่นิศากรขัดขืนหากทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะเพลิงอัคนีเขาช่างมีความเอาแต่ใจเป็นเลิศยิ่งนัก

        “ว้า...แล้วเมียคนนี้มีใจให้ผัวบ้างรึยัง”

        เขายังกระซิบถามด้วยโทนเสียงหยอกเย้าที่ข้างๆ ใบหูสะอาด มือน้อยๆ ทุบไปที่อกกระด้างแล้วย่นจมูกใส่

        “นี่คุณ พูดจาอะไรน่าเกลียด”

        “น่ารักต่างเล่าทูนหัว”

เขาเถียงคอเป็นเอ็นก่อนจะยกมือยอมแพ้เมื่ดดวงตากลมๆ ตวัดมองด้วยความเอาเรื่อง เพลิงอัคนีได้แต่แย้มยิ้มบางๆ ให้กับท่าทีข่มขู่นั้น อุ้งมือร้อนผ่าวนั้นจับมือเล็กขึ้นมาแล้วจูบหนักๆ ลงที่กลางฝ่ามือ

“คุณสัญญาสิ ว่าเจอผมอีกครั้ง จะไม่ไล่ตะเพิดน่ะ”

        “ทำไมต้องกลัวฉันไล่ตะเพิดด้วยล่ะคะ”

        “เอาน่า...สัญญาสิ”

        เขารุกเร้าจะเอาคำตอบที่น่าฟังให้ได้ ทำไมต้องถามแบบนั้นน่ะหรือ ก็เพราะรู้ว่าเธอคือใครน่ะสิ แล้วหากเธอรู้ว่าเขาเป็นใครแล้วล่ะก็อดที่จะหวาดกลัวไม่ได้เช่นกัน เธอคงไม่รู้ว่าโลกจะกลมถึงขนาดนี้ เพื่อนเล่นของพี่ชายที่ไปวิ่งเล่นอยู่บ้านเธอหลายครั้ง ติดสอยห้อยตามพ่อไฟเพื่อไปคุยธุระกับเพื่อนรักอย่างผู้พันฤทธิ์นั้น อยู่ๆ จะเป็นโจรแล้วปล้นความบริสุทธิ์จากเธอไปจนหมดเกลี้ยง

        “พ่อคุณดุไหม หวงคุณหรือเปล่า”

        เพลิงอัคนีแสร้งถามเพื่อเก็บความรู้นิดๆ หน่อยๆ รู้เรื่องเกี่ยวกับว่าที่พ่อตาบ้างก็คงจะดีไม่น้อย อาการหน้าตื่นของคนบนตักทำให้สิ่งที่คิดไว้นั้นดูคล้ายจะเป็นจริงขึ้นมา เพราะรู้มาบ้างว่าบิดาของหญิงสาวนั้นคงร้ายกาจไม่เบา ไหนจะนิสัยห่ามๆ โหดๆ ของเอกฤทธิ์อีก สงสัยเชื้อคงไม่ทิ้งแถวจริงๆ นั่นแหละ

        “เอ่อ...คุณพ่อของฉันท่านเป็นตำรวจ”

        นิศากรอ้อมแอ้มบอกออกมา อยากบอกไปแทบขาดว่าพ่อของเธอน่ะหวงเธอยิ่งกว่าไข่ในหิน หากรู้ว่าเขาเป็นคนจับตัวเธอมาแล้วล่ะก็ไม่อยากจะคิดเลยสักนิด ว่าผู้ชายที่ตะกองกอดเธออยู่นี้ จะถูกลงทัณฑ์หนักหนาขนาดไหน

        “อืม...”

        เพลิงอัคนีพยักหน้ารับรู้แล้วเงียบเสียงไป จนดวงหน้าเล็กต้องเงยขึ้นเพื่อสบตา

        “คุณกลัวเหรอคะ”

        “ก็นิดหน่อย”

เขายอมรับออกมาอย่างไม่ปิดบัง ไม่เพียงแค่กลัวเท่านั้นเขายังต้องเกรงใจท่านด้วย แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้นี่ว่าเธอคือดวงใจของท่าน หวังว่าโทษที่จะได้รับคงไม่หนักหนาจนแทบเอาชีวิตไม่รอด

“หวังว่าพ่อคุณคงไม่ใจร้ายจนฆ่าลูกเขยได้ลงคอหรอกนะ”

ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาแกมเย้าหยอกเมื่อเห็นใบหน้าของคนบนตักหมองลง อ้อมแขนล่ำๆ นั้นโอบร่างอรชรให้แนบแน่นขึ้น ปลายจมูกคมๆ กดหนักๆ ลงบนหน้าผากเกลี้ยงเนียน

“คุณจะปล่อยให้คุณพ่อ ฆ่าผมได้ลงคอรึไงฮึ!

“คุณน่ะสมควรตาย”

นิศากรเป็นฝ่ายแกล้งเขาบ้าง หากมุมปากได้รูปก็ยังอุตส่าห์กระตุกยิ้มอย่างรู้ทัน วาดมือคลึงเคล้นไปตามอณูเนื้อจุดอ่อนไหว จนร่างอรชรต้องดิ้นพล่านอยู่กับตักแกร่งไปซะหลายที หากมีหรือลูกไก่ตัวน้อยๆ อย่างเธอจะหนีพ้นได้ นาทีต่อมาชายหนุ่มก็กักกันร่างบางให้หลงอยู่กับวังวนสิเน่หาที่ร้อนแรงอีกครั้งและอีกครั้ง

       

กว่าทั้งคู่จะจับจูงมือกันก้าวออกจากถ้ำ ก็เป็นเวลาของมื้อกลางวันพอดี เมื่อมาหยุดอยู่บริเวณแคร่ไม้หน้าถ้ำ ดวงตากลมๆ ของนิศากรก็ปะทะเข้ากับปิ่นโตเถาใหม่ เธอขยับกายลงนั่งแล้วเปิดออกดู ในปิ่นโตนี้กับข้าวยังร้อนระอุอยู่เลย เห็นดังนั้นหญิงสาวก็เลยหันมามองหน้าชายหนุ่มด้วยความสงสัย

“ลูกน้องผมเขาคงเอามาไว้ให้น่ะ ของมื้อเช้าคงเก็บไปแล้วมั้ง”

ชายหนุ่มบอกเล่าพอคร่าวๆ แล้วนั่งลงใกล้ๆ “ทานกันเถอะ ข้าวเช้าก็ไม่ได้ทานหิวจะแย่”

“เพราะใครล่ะ”

เสียงกระเง้ากระงอดของนิศากรดังขึ้น ทำให้เพลิงอัคนีได้แต่ยิ้มแหย จะเพราะใครล่ะก็เพราะความเอาแต่ใจของเขานี่แหละ ที่กินเธอซะหลายรอบ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำอาหารพวกนี้น่ะ ว่าแต่ไม่ยักรู้ว่าใครกล้าเฉียดมาแถวนี้ สงสัยอาจเป็นอาดำกระมัง ร้ายกาจนักนะหน่วยพยัคฆ์เนี่ย ขบคิดในใจเพียงเท่านั้นก็รีบกุลีกุจอตักอาหารเข้าปาก หนำซ้ำยังป้อนให้หญิงสาวอย่างเอาใจ

“อ้าปากหน่อยสิ อ้ำๆ”

เสียงห้าวร้องสั่ง เมื่อตักอาหารจ่อที่ปากอิ่มชื้น

“ฉัน...เอ่อ...ลูกจันทร์ไม่ใช่เด็กนะ ไม่ต้องป้อนก็ได้”

หญิงสาวเบือนหน้าหนีด้วยท่าทีเนียมอาย เธอไม่ยอมอ้าปากกว้างๆ เพื่อรับอาหารเหมือนที่คนเอาแต่ใจสั่งการ หากใครบางคนนั้นมีหรือจะยอมแพ้ เขายังเพียรพยายามอ้อนให้เธอทำตามอย่างน่าหลงใหล

“ฟิวส์อยากป้อนนี่ครับ ทานหน่อยนะ”

สุดท้ายแล้วนิศากรก็ยอมรับอาหารที่เขาป้อนให้คำแล้วคำเล่าจนอิ่มหนำ เมื่อทำหน้าที่ป้อนเรียบร้อย ชายหนุ่มก็จัดการเก็บปิ่นโตไปวางไว้บนโขดหินใกล้ๆ อีกไม่นานก็คงมีหน่วยพยัคฆ์ลักลอบมาเก็บเช่นเคย

กินอาหารเช้าและอาหารเที่ยงรวมกันในมื้อเดียวอิ่มแล้ว ชายหนุ่มก็เปิดปากหาววอดออกมาอย่างไม่เกรงใจ ดวงตาคู่คมนั้นหรี่ปรือ ไม่นานก็กระตุกยิ้มน้อยๆ แล้วล้มตัวลงนอนโดยยึดตักเล็กเป็นหมอนหน้าตาเฉย เจ้าของตักนุ่มได้แต่อ้าปากค้าง จ้องมองศีรษะทุยได้รูปที่ยึดตักของเธอโดยไม่บอกกล่าว นาทีต่อมาถึงได้แว้ดใส่เสียงเขียว

เอ๊ะ! ลุกสิคะ มานอนแบบนี้ได้ยังไง”

“ก็กินอิ่มแล้วชักง่วง ขอนอนพักสักครู่นะ”

“แต่ว่า...”

“นะ...ตอนนี้ผมเป็นคนรักของคุณอย่าลืมสิ”

เพลิงอัคนีปรือตาขึ้นมองแล้วอ้อมแอ้มตอบออกมา สักพักเหลือกตานั้นก็ปิดลง นิศากรได้แต่ลอบพ่นหายใจทิ้งเป็นร้อยๆ ครั้ง จะผลักไสเขาออกจากตักนิ่มๆ ของตัวเองก็ไม่กล้า ยิ่งเห็นชายหนุ่มหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอนั่นแล้ว คำห้ามปรามคำด่าทอของหล่อนก็เงียบกริบ ได้แต่สำรวจเสี้ยวหน้าคมคร้ามใกล้ๆ

คิ้วของเขาช่างดกดำยิ่งนัก ผิวพรรณเกลี้ยงเนียนราวอิสตรี เธออยากรู้นักถ้าจัดการกับหนวดเคราและผมเผ้าอันยาวเฟื้อยนี้แล้ว เขาจะมีหน้าตาน่าหลงใหลราวกับเทพบุตรขนาดไหน แม้ภายใต้ใบหน้าอันเถื่อนราวกับมหาโจรนี้ เธอก็รู้ดีว่าเขาคงหล่อเหลามากทีเดียว ไหนจะเรือนร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ซึ่งเธอเคยสัมผัสมาแล้วว่าหนั่นแน่นทรงพลังขนาดไหน

ยิ่งสำรวจเธอก็ยิ่งอยากค้นหาผู้ชายคนนี้ อยากรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว ญาติพี่น้อง ของที่ชอบและไม่ชอบ ผู้หญิงในอุดมคติเขาเป็นแบบไหน เพียงแค่คิดก็อดน่าแดงไม่ได้ หากผู้หญิงที่เขารักคือเธอก็คงจะดีไม่น้อย

ชายหนุ่มยึดตักเล็กเป็นหมอนหนุนนับชั่วโมง เปลือกตาคมๆ ถึงได้กะพริบปริบๆ แล้วเปิดออกกว้าง ภาพตรงหน้าก็คือหญิงสาวที่จ้องมองเขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย เพลิงอัคนีอมยิ้มแล้วเอ่ยออกมาแผ่วๆ

“จ้องผมตาเป็นมันเชียวนะ”

เขากระเซ้าด้วยความเจ้าเล่ห์ คนแอบสำรวจอยู่นานถึงกับหน้าแดงเรื่อ หล่อนค้อนให้เขาวงใหญ่

“ตื่นแล้วก็ลุกสิคะ เหน็บกินแล้วเนี่ย”

“นั่นสินะ” เขาว่าแล้วผละออกจากตักอิ่ม

“คุณคงเมื่อยแย่...แต่ผมชอบจัง อยากนอนกับตักคุณไปตลอดเลยนะ”

คนฟังหลบตาด้วยความเขินอาย เธอเข้าใจความหมายของประโยคเมื่อครู่เป็นอย่างดี ชายหนุ่มอมยิ้มที่ได้เห็นปฏิกิริยาของร่างเล็ก สักพักก็วาดขาลงจากแคร่ไม้ แล้วยืดตัวขึ้นสูง

“ไปอาบน้ำกันเถอะ”

สุ้มเสียงห้าวเอ่ยชวนหน้าตาเฉย แล้วอุ้งมือร้อนผ่าวก็รั้งร่างเล็กให้ยืนขึ้นขณะที่นิศากรยื้อตัวไว้

“ก็ไปอาบสิคะ ฉันยังไม่อาบหรอก”

เธอบอกออกมาหากชายหนุ่มก็ยังอุตส่าห์ส่ายหน้า

“ผมอยากอาบน้ำกับคนรัก”

เขาบอกหน้าตาเฉยแล้วรั้งร่างเล็กให้เดินตาม ในขณะที่นิศากรได้แต่จ้องมือใหญ่ที่กุมมือเธอให้เดินไปข้างหน้า เย็นนี้เขาคงจะส่งเธอกลับบ้านแล้วสินะ คิดเพียงเท่านั้นร่างอรชรก็ยอมก้าวตามเขาโดยไม่เกี่ยงงอนใดๆ อีก

ไม่ถึงสิบนาที สองหนุ่มสาวก็มาหยุดอยู่บริเวณลำธารใสสะอาด ชายหนุ่มปล่อยมือเล็กให้เป็นอิสระแล้วจัดการถอดเสื้อออกจากกายโดยที่นิศากรได้แต่อ้าปากค้าง สักพักร่างบางก็หมุนกายหันหลังให้ เธอไม่รู้หรอกว่าหลังจากเขาถอดเสื้อแล้วเขาจะถอดอะไรบ้าง หากกางเกงที่ปลิวไปหล่นอยู่ขอบหิน ติดๆ กับเสื้อนั้นเธอก็รู้แล้วว่าร่างกายของเขาเปลือยเปล่า ไหนจะกางเกงในสีเข้มตัวเล็กๆ นั้นอีก

หญิงสาวได้ยินเสียงน้ำที่ซ่าแตกกระจายถึงได้หมุนกายกลับมา

“ลงมาสิครับ ถอดเสื้อผ้าด้วยนะ”

เขาสั่งอย่างเอาแต่ใจ นิศากรได้แต่ยืนหน้าแดงก่ำ เธอเคยสัมผัสเรือนร่างเปล่าเปลือยของเขามาแล้วซึ่งก็คือเหตุการณ์ในถ้ำอันมืดมิดนั่น แต่นี่กลางวันแสกๆ แล้วสายน้ำออกจะใสแจ๋ว อะไรต่อมิอะไรของเขาเธอก็เลยเห็นเต็มสองตา

“ลงมาสิครับ จะอายอะไร ผมกับคุณไม่มีอะไรต้องอายอีกแล้วนะ” เขาบอกพร้อมว่ายน้ำเข้ามาใกล้ กวักมือเรียกไหวๆ

หญิงสาวหมุนกายหันหลังให้เขาอย่างอัตโนมัติ

“เอ่อ...คุณอาบก่อนเถอะนะ ฉันจะนั่งรออยู่ตรงโน้น”

เธอบอกเขาแค่นั้นก็เยื้องย่างไปยังโขดหินที่อยู่ใกล้ๆ

ว๊าย!

เสียงหวีดร้องเล็กๆ ดังขึ้น เมื่อร่างเล็กๆ ของตัวเองลอยขึ้นเหนือพื้นแล้วกระทบกับอกเปลือยเปล่าอันอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หยดน้ำยังพร่างพราวอยู่บริเวณนั้น พลอยทำให้ผิวกายของเธอฉ่ำเย็นไปด้วย

“ปล่อยนะคะ” เธอว่าพร้อมดิ้นรนออกจากอ้อมแขน

“อาบน้ำกันนะจ๊ะ เมียจ๋า...”

เพลิงอัคนีเอ่ยออกมาแกมเย้าหยอกเพียงเท่านั้นก็ก้าวเร็วๆ ลงไปในน้ำ คนถูกอุ้มได้แต่ร้องวี้ดว๊ายแล้ววาดแขนกลมกลึงคล้องคอชายหนุ่มไว้ เสื้อผ้าที่ใส่ติดกายนั้นเปียกลู่จนมองเห็นส่วนสัดของเรือนร่างได้อย่างชัดเจน

“ปล่อยนะคะ ดูสิเปียกหมดแล้ว”

“เปียกก็ถอดสิครับ”

เขาบอกออกมาแล้วทำท่าจะรั้งชายเสื้อของหญิงสาวขึ้น มือน้อยๆ รีบตะครุบแล้วส่ายหน้า

“อย่านะ ห้ามถอดเด็ดขาด”

“ทำไมล่ะ”

เพลิงอัคนีโพล่งถามออกมาพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาพราวระยับจนน่าตบสักทีสองที เขาใช้ดวงตาสีดำทะมึนกวาดมองร่างบางในน้ำขึ้นๆ ลงๆ อยู่หลายรอบ

“ว่าไปแบบนี้ก็เซ็กซี่ดีนะ ผมชักอยากจะ...”

อ๊าย! พอเลยนะ ห้ามพูดจาแล้วใช้สายตาแบบนี้อีก”

นิศากรแว้ดออกมาพลางตีน้ำใส่เขา เพลิงอัคนีได้แต่ปล่อยเสียงหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ เป็นฝ่ายกวักน้ำใส่ร่างเล็กบ้าง ไม่นานก็กระโจนเข้าใส่ร่างเล็ก ดึงรั้งเข้ามาในอ้อมอก วาดมือไปตามเนื้อหนังนุ่มนิ่มของหญิงสาวอย่างเอาแต่ใจ

“อย่านะ!

น้ำเสียงแหลมเล็กร้องห้าม เมื่ออุ้งมือร้อนผ่าวไล้มายังด้านหน้าแล้วไม่นานก็เคลื่อนเข้ากอบกุมอกสวยของเธอ ที่ตอนนี้เนื้อผ้ามันแนบสนิทจนเห็นเป็นก้อนกลมๆ น่ามอง

“อย่าใจร้ายนักสิครับ”

เขาพึมพำกระซิบต่อว่าแถวๆ ข้างใบหูนุ่ม แล้วอ้าปากงับเบาๆ

จากที่แรงต่อต้านของเธอมันใช้ไม่ได้ผลอยู่แล้ว พอเขาลากไล้ปลายจมูกไปทั่วโครงหน้า นิศากรก็ถึงกับเกิดอาการพูดไม่ออก ได้แต่ปล่อยให้ชายหนุ่มได้ทำตามแต่ใจปรารถนา นาทีนี้เขาก็เริ่มสร้างสวรรค์เล็กๆ ให้สายน้ำที่เย็นจัดนี้ปรับเปลี่ยนเป็นร้อนระอุด้วยแรงสิเน่หา เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาถอดเสื้อและกางเกงของเธอไปตั้งแต่เมื่อไร เวลานี้รับรู้แค่เพียงความอุ่นร้อนที่คับแน่นอยู่ในกลางใจสาว ซึ่งแวดล้อมไปด้วยแรงกระเพื่อมของสายธาราที่เย็นจัด

คลื่นใต้น้ำเล็กๆ นั้นวนเวียนอยู่ล้อมกายของคนทั้งคู่ เสียงน้ำยังกระฉอกครั้งแล้วครั้งเล่า นิศากรได้แต่ครางเบาๆ อยู่กับอ้อมอกของเขา ปล่อยให้เพลิงอัคนีได้นำพาไปยังดินแดนที่สวยงามนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำให้เธออิ่มเอมกับไฟพิศวาสกลางสายน้ำเย็นๆ แบบนี้ เสียงของเธอและเขาสลับกันครวญครางออกมาไม่ขาดสาย ไม่น่าเชื่อว่าแรงรักแรงปรารถนาของเขาและเธอช่างลงตัวเหลือเกิน ยามที่หล่อหลวมเป็นคนๆ เดียวกันแบบนี้ ช่างทำให้หัวใจทั้งสองดวงอิ่มเอมเกินบรรยาย

 

        กว่าสองหนุ่มสาวจะผละจากไฟพิศวาสที่เผาไหม้รอบๆ กายภายใต้สายน้ำที่เย็นจัดนั้น พระอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงทุกที พอกลับมาถึงถ้ำทั้งคู่ก็รีบผลัดเปลี่ยนใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ เมื่อแต่งกายเรียบร้อย ร่างอรชรก็หย่อนสะโพกนั่งลงแคร่ไม้เล็กๆ แล้วจ้องตาแป๋วไปยังทางออกของถ้ำ อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเขาคงส่งเธอกลับไปยังที่ที่จากมา

        “ผมอยากไปส่งคุณถึงบ้านจัง”

        เพลิงอัคนีเอ่ยลอยๆ ดวงหน้าของนิศากรดูตื่นตระหนก เธอรีบสั่นศีรษะรัวเร็ว

        “เอ่อ...คุณช่วยไปส่งลูกจันทร์ที่โรงแรมไหนสักแห่งในเมืองก็พอแล้วค่ะ”

        “ทำไมล่ะ” เขาถามออกมาทั้งที่รู้สาเหตุนั้นอยู่แก่ใจดีแล้ว หากนิศากรก็ไม่ตอบคำถาม เธอได้แต่เม้มปากแน่นสนิท แววตาทั้งสองข้างเต้นระริกอย่างหวาดหวั่น

        เห็นปฏิกิริยาของร่างเล็ก เพลิงอัคนีก็ไม่เอ่ยอะไรออกมา ได้แต่ก้าวเร็วๆ มานั่งข้างๆ แล้วยกร่างบอบบางให้นั่งบนตักของตัวเอง เขาตะกองกอดเธออยู่แบบนี้ ใช้ปลายจมูกโด่งคมกดหนักๆ ลงบนขมับอิ่ม

        “ขอโอกาสให้ผม ได้กอดคุณแน่นๆ แบบนี้สักพักนะ”

        เขาเอ่ยออกมาแผ่วๆ เพียงเท่านั้น ก็ใช้ใบหน้าคมๆ ก่ายเกยอยู่กับไหล่บอบบาง ดวงตาคู่คมปิดสนิท ในขณะที่นิศากรเองเธอก็ซึมซับความรู้สึกแบบนี้เข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าอ้อมแขนล่ำๆ นั้นกกกอดร่างบอบบางไว้นานแค่ไหน จวบจนได้ยินเสียงหรีดริ่งเรไรที่พร้อมกันขับขาน บรรเลงราวกับเพลงอำลาดังระงมเข้ามาถึงด้านในถ้ำ

        ชายหนุ่มผละใบหน้าออกจากไหล่มน แล้วปล่อยอ้อมกอด เลื่อนปลายนิ้วมาเชยคางเล็กให้แหงนเงยขึ้นสบตา

        “สัญญาสิ ว่าจะไม่มีใครได้แตะต้องคุณอีก”

        นิศากรไม่รู้ตัวสักนิดในขณะที่พยักหน้าให้เขาน้อยๆ ชายหนุ่มให้รางวัลกับคนว่าง่ายด้วยการจูบหนักๆ ลงบนเรียวปากอิ่ม หลังจากนั้นก็ใช้หน้าผากนูนสันของตัวเองแตะหน้าผากเล็กของร่างระหงแผ่วเบา และนั่งอยู่ท่านี้นานนับสิบนาที

        เมื่อถึงควรแก่เวลาชายหนุ่มก็ดันไหล่มนออกห่างก่อนจะเอ่ยออกมา

        “ผมต้องไปส่งคุณแล้วสินะ”

        หญิงสาวไม่ได้เอ่ยอะไร นอกจากผละออกจากตักกระด้างของเขา แล้วยืนจ้องมองคนที่เป็นสามีของตัวเองทางพฤตินัยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า คนถูกมองลุกจากแคร่ไม้มายืนใกล้ๆ แล้วรั้งร่างบางมากอดแน่นๆ อีกครั้ง

        “ผมสัญญาว่าเราจะได้พบกันอีก...ในไม่ช้า”

        เขากระซิบแผ่วๆ ชิดหน้าผากเกลี้ยงเกลาของเธอ แล้วรั้งข้อมือเล็กให้เดินตามออกไปด้านนอก เมื่อออกมาจากถ้ำรอบกายก็มืดมิดเสียแล้ว ร่างบอบบางจ้องหน้าชายหนุ่มตาปริบๆ ขณะที่เขากำลังจัดการกับผ้าเช็ดหน้าเพื่อปิดตาเธอเหมือนครั้งที่เดินทางเข้ามา

        “ต้องปิดตาด้วยหรือคะ”

        เธอลองถามเขาอย่างใจกล้า ชายหนุ่มยิ้มบางๆ

        “ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะปิดตาคุณ หากเราเจอกันอีกครั้งผมจะไม่ทำแบบนี้อีก”

        ชายหนุ่มเอ่ยบอกเสียงทุ้ม แล้วยิ้มบางๆ นิศากรทำได้เพียงยืนนิ่งๆ ให้เขาปิดตาได้อย่างง่ายดาย สักพักเธอก็ถูกช้อนขึ้นอุ้มแนบอก มือน้อยๆ นั้นยกขึ้นคล้องคอเขาอย่างกลัวตก

        “ผมขออุ้มคุณไปจนถึงรถนะ”

        ใบหน้าเล็กพยักน้อยๆ เป็นคำตอบ เธอคิดว่ารถคงจอดไว้ที่เดิมซึ่งไม่ไกลจากที่นี่นัก หากเมื่อชายหนุ่มขยับเดินรู้สึกว่ามันช่างไกลมากกว่าครั้งแรกยิ่งนัก

        “ยังไม่ถึงรถอีกหรือคะ”

        น้ำเสียงเล็กๆ ถามขึ้นแผ่วๆ ชิดอกกระด้าง ชายหนุ่มบอกแค่เพียงอีกไม่นานเท่านั้น เพราะตอนนี้รถโฟร์วิลคันโตจอดอยู่ที่เรือนไม้สัก ชายหนุ่มก็เลยต้องลัดเลาะไปตามลำธาร ต่างจากครั้งแรกที่ใช้เส้นทางลัด

        ร่วมครึ่งชั่วโมงชายหนุ่มก็อุ้มร่างบางมาจนถึงตัวรถ ซึ่งจอดสนิทอยู่ที่หน้าบ้านพักของตัวเอง มือหนาจัดการเปิดประตูได้ก็ค่อยๆ วางร่างเล็กไว้ที่บนที่นั่งข้างคนขับจัดการรัดเข็มขัดนิรภัยและปิดประตูอย่างเรียบร้อย

        ไม่นานก็เข้าประจำที่และจัดการสตาร์ตรถ แล้วหักพวงมาลัยผ่านกลางไร่เพื่อตรงเข้าไปในเมือง นิศากรทำได้เพียงนั่งนิ่งๆ เธอไม่รู้ว่าตอนนี้มาถึงไหนแล้ว ห่างไกลจากถ้ำนั้นเพียงใด รู้แค่เพียงว่ายิ่งห่างจากจุดนั้นหัวใจของเธอก็วูบโหวงอย่างประหลาด

        ไม่รู้ว่าชายหนุ่มตั้งใจขับรถให้เชื่องช้าหรืออย่างไรถึงได้ใช้เวลาร่วมชั่วโมงถึงได้เข้ามาในตัวจังหวัดเชียงรายได้

        “ถอดผ้าปิดตาได้แล้วครับ”

        เสียงห้าวๆ บอกออกมา ขณะที่สายตายังจับจ้องอยู่กับเส้นทางเบื้องหน้า นิศากรทำอย่างที่เขาสั่ง เมื่อปลดผ้าเช็ดหน้าที่ปิดตาออก เธอก็จ้องมองรอบๆ ตัวด้วยความอยากรู้

        “เข้ามาในเมืองแล้วหรือคะ”

        เธอถามออกมาแผ่วเบา คนฟังหันมายิ้มบางๆ เท่านั้น

        “ไม่ให้ผมไปส่งที่บ้านจริงๆ เหรอ” เขาถาม นิศากรรีบส่ายหน้าและยังยืนกรานคำตอบเดิม เธอสั่งให้ชายหนุ่มขับรถไปส่งยังโรงแรมหรูกลางเมืองแทนเท่านั้น

        เมื่อมาถึงหน้าโรงแรมชายหนุ่มก็ชะลอรถแล้วจอดสนิท หันมาจ้องมองร่างเล็กที่นั่งเงียบมานานด้วยความเป็นห่วงเป็นใย มือใหญ่นั้นค่อยๆ เอื้อมคว้ามือเล็กมากอบกุม

        “คุณจะแจ้งความก็ได้นะ ว่าผมจับตัวคุณไป”

        เขาบอกอย่างไม่เกรงกลัวต่ออำนาจของบิดาหญิงสาว นิศากรน้ำตาตกเธอจะกล้าแจ้งความจับเขาได้อย่างไร หญิงสาวก้มหน้ามองที่อุ้งมือใหญ่ของเขาพลันหัวใจของเธอก็ปวดหนึบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

        “ฉันจะบอกคุณพ่อว่าไปเที่ยวต่างจังหวัดมาค่ะ”

        “ทำไมล่ะ ผมทำผิด ผมพร้อมจะรับโทษนะ”

        หญิงสาวเริ่มสะอึกสะอื้น เพลิงอัคนีรีบปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองและของหญิงสาว หลังร่างเล็กมาโอบกอด จูบหนักๆ ลงบนศีรษะได้รูป พลางหลับตาแน่น

        “ผมไม่รู้ตัวสักนิด ว่าตอนนี้รู้สึกอะไรกันแน่...แต่ทำไมมันทรมานจังเลย”

เขาพึมพำออกมาให้หญิงสาวได้รับรู้ ไม่นานก็ดันไหล่มนออกแล้วยกปลายนิ้วเกลี่ยน้ำตาให้เธอด้วยความอ่อนโยน แล้วจัดการถอดแหวนที่สวมใส่อยู่ตรงนิ้วก้อย ซึ่งเป็นแหวนที่เขาไม่เคยถอดออกตั้งแต่เป็นหนุ่มมหาลัย แหวนวงนี้เพลิงอัคนีซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ที่ได้มาจากการแอบทำงานพิเศษเล็กๆ น้อยๆ

        “ผมให้คุณ...เอาไว้ถ้าเจอกันอีกครั้งผมจะเปลี่ยนวงใหม่ให้”

        จบประโยคชายหนุ่มก็สวมให้ที่นิ้วนางของเธอ หากแต่มันหลวมโครก ก็เลยเปลี่ยนมาสวมที่นิ้วโป้งแทน

        “อย่าถอดมันนะ”

เขาย้ำเตือนแผ่วๆ แล้วก้มจูบลงบนแหวนที่บรรจงสวมให้หญิงสาวเมื่อครู่

        นิศากรได้แต่จ้องมองของชิ้นใหม่ที่ประดับอยู่บนนิ้วตัวเองด้วยน้ำตาเอ่อนอง ตอนนี้มันไหลอาบแก้มลงมาไม่ขาดสาย เพลิงอัคนีได้แต่รั้งร่างเล็กมาโอบกอด

        “เราจะได้เจอกันอีกครั้งจริงหรือเปล่า”

        หญิงสาวถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ เรียวปากหยักได้รูปแย้มยิ้มบางๆ ส่งให้ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก

        “ผมสัญญา...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะต้องได้เจอกัน”

        เขาพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิวชิดกับริมฝีปากจิ้มลิ้มของเธอ ไม่นานก็ทาบทับแล้วจูบลงมาอย่างถนัดถนี่ นิศากรได้แต่ยกมือคล้องคอเขาไว้แล้วแหงนเงยให้เขาจูบอย่างเต็มอกเต็มใจ และนาทีต่อมาเธอก็เป็นฝ่ายจูบเขาตอบอย่างเร่าร้อนไม่แพ้กัน จูบแล้วจูบเล่าสองหนุ่มสาวเฝ้าแต่แลกเปลี่ยนความหอมหวานให้กันไม่รู้ว่าการจูบครั้งนี้ยาวนานขนาดไหน กว่าปากทั้งสองจะผละห่างออกจากกัน นิศากรก็แทบอ่อนแรง

        “ลงไปเถอะ...ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจ”

        สุ้มเสียงเนือยๆ ของชายหนุ่มดังขึ้นหลังจากปล่อยปากจิ้มลิ้มเป็นอิสระ

        หญิงสาวอยู่ในสภาวะสับสน เธอมีทั้งอยากและไม่อยากไปจากเขา หากครอบครัวที่รักและรอคอยการกลับมาของเธอ ทำให้ร่างเล็กผลักประตูแล้วก้าวลงไปยืนนิ่งๆ อยู่ริมฟุตบาทแล้วจัดการปิดประตูให้ชายหนุ่ม

        กระจกรถโฟร์วิลด้านข้างคนขับถูกเลื่อนออกมา คนขับนั้นหันมายิ้มบางๆ

        “ผมไม่เอ่ยคำว่าลาก่อนหรอกนะ”

เขาบอกแล้วจัดการเคลื่นรถออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้นิศากรได้แต่มองไฟท้ายรถไปจนลับสายตา ไม่รู้ว่าเธอยืนอยู่ตรงนี้นานแค่ไหน ไม่รู้ว่ายืนร้องไห้จนตัวสั่นมากมายเพียงไร จวบจนมีลุงยามของโรงแรมเดินเข้ามาทักถึงได้ปัดป้ายน้ำตาออกอย่างลวกๆ แล้วรีบขอยืมโทรศัพท์เพื่อโทรหาเพื่อนรักอย่างเนตรดาวให้มารับไปส่งที่บ้าน โดยที่ไม่ยอมปริปากเล่าเรื่องราวใดๆ ให้เพื่อนสนิทได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย

       

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ"

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha