เพลิงอสูรใจทมิฬ

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 9 : มหาโจรผู้เมารัก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 

 

หลังจากขับรถไปส่งหญิงสาวถึงในเมือง ชายหนุ่มก็เลี้ยวรถกลับมายังเรือนไม้สักที่อยู่ท้ายไร่ เมื่อจอดรถสนิท อุ้งมือหนาๆ นั้นก็ทุบพวงมาลัยรถไปหลายที ดวงหน้าคมคร้ามเคร่งเครียดแดงก่ำ สักพักก็ลอบพ่นลมหายใจทิ้ง ผละก้าวลงจากรถแล้วปิดประตูดังปัง ก่อนจะก้าวเร็วๆ เข้าไปในบ้าน

เพลิงอัคนีต้องไปเปิดตู้ที่อยู่ในห้องครัว คว้าแก้วหนึ่งใบติดมือพร้อมก้าวเร็วๆ ขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน บริเวณทางผ่านนั้นก็คว้าบรั่นดีติดมือมาอีกหนึ่งขวดใหญ่ ก่อนจะมุ่งตรงไปยังระเบียงบ้าน แล้วกระแทกก้นลงนั่งบนเก้าอี้หวาย จัดการเทเหล้าใส่แก้วแล้วยกขึ้นกรอกปากราวกับน้ำเปล่าแก้วแล้วแก้วเล่า

เสียงหรีดหริ่งเรไรยังขับขานบรรเลงอยู่รอบๆ หู คนฟังทิ้งตัวลงกับพนักพิงของเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า ตอนนี้เจ้าเหยี่ยวเวหากำลังโฉบบินไปมาแล้วไม่นานก็บินเร็วๆ มาเกาะกิ่งไม้ใหญ่ที่ยื่นมาใกล้ๆ

ดวงตาสีน้ำตาลแดงของเจ้านกตัวยักษ์จ้องมองร่างสูงใหญ่ของเพลิงอัคนีไม่วางตา คนถูกมองแค่นยิ้มจืดๆ

“ถ้าจะมาถามว่าเจอสตรีคนที่สามหรือยัง บอกไว้ตรงนี้ว่ายัง”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสนทนากับเจ้านกยักษ์ จบประโยคก็กรอกเล่าขึ้นปากไปอีกแก้ว ดูเหมือนเหยี่ยวเวหาจะส่ายหน้านิดๆ ราวกับเหนื่อยใจอย่างหนัก

“ไม่ต้องมาทำท่าทางแบบนั้นเลยนะ”

เสียงห้าวเข้มเอ่ยออกมาอย่างรู้ทัน “จะพยายามหาให้เจอก็แล้วกัน ไปไหนก็ไปเลย” เอ่ยปากไล่พร้อมยกมือปัดไปให้พ้นๆ เหยี่ยวเวหาได้แต่จับจ้องอยู่อย่างนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อน

จนคนที่นั่งกรอกเหล้าเข้าปากต้องผละลุกยืดตัวขึ้นสูง ก้าวเร็วๆ เข้ามาใกล้ พร้อมยื่นมือลูบไปยังปีกของนกยักษ์เบาๆ

“รู้แล้วน่า ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องมาด่าด้วยสายตา”

บังคับให้น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น เจ้านกตัวยักษ์ส่งเสียงร้องออกมา ก่อนจะโผบินขึ้นท้องฟ้า ไม่อยู่วุ่นวายกับชายหนุ่มอีก เมื่อเหยี่ยวเวหาถลาแล่นบินไป ชายหนุ่มก็ส่ายหน้าหนักๆ แล้วลอบพ่นหายใจทิ้ง

สักพักก็หมุนกายกลับไปนั่งยังเก้าอี้ตัวเดิม คว้าบรั่นดีขึ้นมากรอกลำคออีกครั้ง หากคราวนี้เพลิงอัคนีกำลังนึกถึงดวงหน้างดงามที่ได้ใกล้ชิดอยู่สามคืนเต็มๆ กลิ่นกายหอมเย้ายวนนั้นยังติดอยู่ที่ปลายจมูกแกร่ง

“ลูกจันทร์”

เสียงทุ้มเอ่ยเรียกแผ่วๆ ขณะที่ดวงตาจับจ้องไปยังท้องนภาที่บุหลันกำลังทอแสงนวลน่ามอง ภาพใบหน้าของหญิงสาวลอยเด่นอยู่บนนั้น ให้คนที่หวนนึกถึงได้เห็น แต่เพียงกะพริบตาอีกครั้งภาพของเธอก็เลือนหาย ชายหนุ่มได้แต่เหยียดยิ้มบางๆ เย้ยหยันตัวเอง เวลานี้ข้างกายของเขาไม่มีเธออีกแล้ว

หลังจากปล่อยให้ตัวเองนั่งดื่มเหล้าเป็นว่าเล่นจนดึกดื่นเที่ยงคืน คิ้วเข้มๆ ข้างซ้ายก็พลันกระตุกขึ้นมา จนคนที่เกิดอาการเมาต้องย่นหน้า ดีดเด้งตัวเองลุกขึ้นทอดสายตามองรอบๆ ด้วยความทุลักทุเล ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเพลิงอัคนีมักจับสัมผัสวิเศษได้ ตอนนี้ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีอำนาจมืดอะไรบางอย่างที่เคลื่อนตัวอยู่ใกล้ๆ

ลูกหลานพญาอินทรีย์กำลังรวบรวมสมาธิให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อกวาดมองสิ่งอันตรายที่แฝงเร้นเข้ามาใกล้ หากรู้สึกเหมือนญาณสัมผัสที่เคยมีนั้นมันช่างอ่อนล้าจนน่าตกใจ

“เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย”

ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง แล้วหมุนกายหันหลังไปนั่งอยู่กับเก้าอี้หวายดังเดิม ฝ่ามือหนานั้นยกขึ้นตบหนักๆ ลงบนท้ายทอย ก่อนจะนั่งตัวตรงแล้วทำสมาธิอย่างแน่วแน่ เพลิงอัคนีเลือกที่จะเพ่งพิศไปยังภาพคุณปู่ที่ตั้งอยู่ในห้องพระของบ้าน นับครึ่งชั่วโมงที่นั่งนิ่งๆ เพื่อรั้งสมาธิให้กลับคืนมาแต่ทุกอย่างก็ไร้ซึ่งแสงสว่าง

“ทำไมญาณวิเศษของเราหายไปจนหมด”

เสียงห้าวเข้มแฝงไปด้วยความงวยงงโพล่งออกมา อาจเป็นเพราะสภาพจิตใจที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยก็เป็นได้ คิ้วเข้มๆ ย่นเข้าหากัน ก่อนพ่นลมหายใจหนักๆ ออกมา สุดท้ายแล้ว แก้วเหล้าก็ถูกอุ้งมือร้อนผ่าวยึดครองอีกครั้ง ชายหนุ่มนั่งดื่มอยู่อย่างนั้นไม่คิดจะละไปไหนแม้แต่เพียงวินาทีเดียว

 

        เมื่อรถของเนตรดาวจอดสนิทบริเวณหน้ารั้วบ้านเทพฤทธิ์ นิศากรก็เงยหน้ามามองเพื่อนเป็นครั้งแรก หลังจากนั่งเงียบและก้มหน้ามาตลอดทาง เสียงเพื่อนรักพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่

        “ลูกจันทร์ แกจะไม่บอกฉันจริงๆ หรือว่าเกิดอะไรขึ้น”

        “ฉัน...ขอเวลาสักพักนะแล้วจะเล่าให้ฟัง”

        นิศากรรีบบอกเพื่อนพร้อมแย้มยิ้มบางๆ ส่งให้ คิ้วเรียงเส้นสวยของเนตรดาวถึงกับเลิกขึ้นสูง เมื่อมองเห็นรอยแดงแปลกๆ ที่ระไปตามซอกคอของเพื่อนรัก คนถูกมองรีบยกมือปิดบังเสียยกใหญ่

        “ก็ได้ ฉันให้เวลาแกหนึ่งอาทิตย์ ถึงเวลาแล้วแกต้องบอกฉัน ว่าผู้ชายคนไหนที่ฝากรอยจ้ำไว้บนซอกคอของแก”

        คำพูดของเพื่อนทำให้ดวงตากลมๆ เบิกกว้าง

        “แกรู้” เธอถามออกมาราวกับคนละเมอ

        “ใครดูไม่ออกก็ตาถั่วเต็มทนแล้วย่ะ ถ้าไม่อยากให้พ่อแม่เธอเห็นแล้วล่ะก็ เอานี่ฉันให้”

        เนตรดาวส่งผ้าพันคอที่เพิ่งซื้อมาใหม่ให้เพื่อนรัก

“มันคงช่วยปิดบังได้ไม่มากก็น้อยแหละ” ดวงตากลมๆ ของนิศากรจ้องมองผ้าลายสาวด้วยประกายตาขอบคุณ เธอเงยหน้ามองเพื่อนรักอีกครั้งแล้วโผเข้ากอด ก่อนจะพึมพำออกมา

        “ขอบใจนะ”

        “อย่าขอบใจเลยย่ะ เพราะแกต้องบอกฉันว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร สาระมีของแกน่ะ”

        ประโยคล้อขำๆ ของเนตรดาวดังขึ้น ทำให้แก้มอิ่มทั้งสองข้างของนิศากรแดงเรื่อ

        “บ้า...พูดอะไรน่าเกลียด” เธอบ่นอุบออกมา ปล่อยให้เพื่อนสาวได้แต่ยิ้มบางๆ “ย่ะ ลงไปได้แล้ว เตรียมเผชิญหน้ากับคนในบ้านให้ดีๆ ก็แล้วกัน ฉันเป็นห่วงแกจริงๆ ยิ่งโกหกกับเขาไม่เป็นอยู่ด้วย”

        “ขอบใจมากนะดาว”

        “ฉันไปล่ะนะ ดูแลตัวเองดีๆ ฉันเป็นห่วงแกนะรู้ไหม”

        “จ้า ฉันรักแก”

        มือน้อยๆ โบกลาเพื่อนรักไปจนตัวรถนั้นแล่นไปไกลสุดสายตา นิศากรเบนสายตามาจ้องผ้าผืนเล็กในมือ แล้วจัดการพันรอบๆ คอไว้หลวมๆ เพื่อปกปิดรอยจ้ำที่ใครบางคนฝากเอาไว้ เธอไม่รู้ตัวสักนิดว่าร่างกายตัวเองมีรอยแบบนี้อยู่ด้วย นึกแล้วน่าจะฟาดคนบ้านั้นสักทีสองที กว่าจะรวบรวมความกล้าแล้วผลักประตูรั้วบานเล็กเข้าไปในบ้านได้ก็ใช้เวลาร่วมห้านาทีทีเดียว

        เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในบริเวณบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงสาวใช้ร้องเรียกดังลั่นด้วยความตกใจ นิศากรได้แต่แย้มยิ้มบางๆ เท่านั้น แล้วเป็นฝ่ายขยับก้าวเข้าไปในบ้านที่ตอนนี้ทุกคนกำลังจ้องมาที่เธอเป็นจุดเดียว

        “ลูกจันทร์ของย่า...”

เสียงย่าศศิร้องเรียกหลานรัก คนชรากางแขนออกกว้าง หญิงสาวรีบโผเข้าสู้อ้อมอกของท่านด้วยความโหยหา สักพักใหญ่ถึงได้คลายอ้อมกอดแล้วหันมาซบอกคนเป็นแม่

“หายไปไหนมา” สุ้มเสียงแข็งกร้าวของผู้พันฤทธิ์โพล่งขึ้น

ร่างระหงได้แต่ตัวสั่นอยู่กับอ้อมอกของคนเป็นแม่ จนคนโอบกอดอยู่รู้สึกได้ แววตาของคุณรัชนีกรมองไปยังนิ้วหัวแม่โป้งด้านซ้ายของลูกรัก ที่มีแหวนวงใหญ่ประดับอยู่ ถึงแม้จะดูเรียบง่ายแต่มันเต็มไปด้วยความหรูหรา ดวงตาของท่านหรี่แคบลงอย่างสงสัย ก่อนจะเอ่ยกับสามีด้วยน้ำเสียงแข็งๆ

“คุณพี่...อย่าเสียงดังสิคะ ถามลูกดีๆ ก็ได้”

“หายไปตั้งสามวันสามคืนจะให้ผมพูดเพราะๆ รึไง ไปไหนก็ไม่บอกกล่าว โทรศัพท์มือถือกระเป๋าสตางค์ก็ไม่มีติดตัว แล้วจู่ๆ ก็กลับมาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้”

“ไม่ดีหรือไง ที่ลูกแกกลับมาได้อย่างปลอดภัยน่ะ” ย่าศศิขึ้นเสียงใส่บุตรชายบ้าง “พอเลยนะ อย่ามาคาดคั้นอะไรกับหลานฉันตอนนี้” คนชราใส่เป็นชุด จนท่านผู้พันต้องทำหน้าถอดสี

“ลูกจันทร์ขึ้นไปบนเรือนกับย่าดีกว่าลูก”

รีบหันไปเอ่ยกับหลานสาวด้วยถ้อยคำอ่อนโยน ลูกจันทร์ใช้โอกาสนั้นหลีกหนีจากแววตาคมวาวของคนเป็นพ่ออย่างเงียบๆ โชคดีที่ไม่มีพี่เอกอยู่บริเวณนี้ สงสัยคงติดงานอยู่กระมัง

เมื่อลูกสาวสุดสวยกับคุณแม่บังเกิดเกล้าเดินขึ้นไปยังห้องพัก ผู้พันฤทธิ์ก็พ่นหายใจออกมา

“ดูสิ จะถามไถ่สักหน่อยก็มาเป็นแบบนี้”

        “พรุ่งนี้ค่อยคุยกับลูกก็ได้นี่คะ ลูกจันทร์คงเหนื่อย ให้ลูกพักผ่อนก่อนเถอะ”

        “คุณก็เป็นไปอีกคน เข้าข้างกันเข้าไปเถอะ”

        บ่นภรรยารักเท่านั้นท่านก็ก้าวเร็วๆ ออกห่าง กดโทรศัพท์มือถือบอกบุตรชายพร้อมสั่งยกเลิกการตามหา เพราะตอนนี้ลูกสาวบังเกิดเกล้าได้กลับเข้ามาในกรงทองแล้ว คำบอกกล่าวของคนเป็นพ่อทำให้ผู้กองหนุ่มต้องเลิกคิ้วเชิงประหลาดใจ สักพักก็ยิ้มกว้างเพราะคิดว่าเป็นฝีมือของหน่วยพยัคฆ์ที่เจ้าตัวเพิ่งไปไหว้วานมาเมื่อวาน อดไม่ได้ที่จะชื่นชมฝีมือของคนกลุ่มนั้นอย่างเงียบๆ

 

        เช้าวันรุ่งขึ้นสองพี่น้องลูกรักของพ่อต้นกล้ากับแม่ลิ้นจี่ก็ปั่นจักรยานคันโปรดของตัวเองมายังท้ายไร่ศิรานนท์ เห็นรถโฟร์วิลของหนุ่มมหาโจรอยู่ก็เปิดยิ้มกว้าง ทั้งสองคนรีบชะเง้อมองรอบๆ กันยกใหญ่

        “พี่ฟิวส์ต้องอยู่บ้านแน่ๆ เลย เราขึ้นไปหาดีไหม” น้องสาวจอมแก่นกะโหลกโพล่งออกมาเสียงดัง ก่อนจะจอดจักรยานไว้ข้างๆ พุ่มไม้หันไปพยักหน้าหงึกหงักให้พี่ชายที่อยู่ด้านหลัง

        “ไปสิ”

        เก่งกล้าบอกออกมาแล้วจอดรถไว้ใกล้ๆ กับน้องสาว สักพักสองร่างก็ก้าวเร็วๆ เปิดประตูบ้านเข้าไป หากชั้นหนึ่งก็ว่างเปล่า ปลายเท้าเล็กๆ ของส้มหวานก็หันมารั้งมือพี่ชายให้เดินเร็วๆ ขึ้นชั้นสองของเรือนไม้สัก

        “สงสัยยังไม่ตื่นมั้ง”

เสียงแหลมเล็กพึมพำออกมา ก่อนจะทำตาโตเมื่อบริเวณระเบียงบ้านมีร่างของใครบางคนฟุบหลับอยู่ มือน้อยๆ นั้นผลักให้พี่ชายเข้าไปดู ก่อนจะก้าวเร็วๆ ตามมาเบื้องหลัง

        “เหม็นหึ่งเชียว ตายหรือยังเนี่ย”

        บ่นพึมพำออกมาพลางใช้ปลายนิ้วบีบจมูกเล็ก

“พี่เก่งดูสิใช่พี่ฟิวส์หรือเปล่า แล้วยังหายใจอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้” ส้มหวานชี้มือชี้ไม้สั่งผู้เป็นพี่ชาย เก่งกล้าได้แต่ส่ายหน้าแล้วยีศีรษะเล็กของน้องสาวไปมา

        “พูดอะไร ปากไม่เป็นมงคลเลยเราเนี่ย”

        “ก็จริงนี่ เหม็นเน่าขนาดนี้” เถียงออกมาคอเป็นเอ็น พร้อมทำจมูกฟุดฟิด

        “คงเหม็นเหล้าน่ะ ดูสิขวดกับแก้วหล่นอยู่ตรงนั้น”

        “โห” เสียงแหลมๆ นั้นร้องออกมาดังลั่น “ตกลงนี่เขาเรียกว่าดื่มใช่ไหม ฉันคิดว่าอาบซะอีก”

        “อย่ามัวแต่ทำท่าทางแบบนั้น มาช่วยพี่พยุงพี่ฟิวส์เข้าไปนอนในห้องดีกว่านะ จะได้เช็ดเนื้อเช็ดตัว”

        เก่งกล้ารีบบอกออกมา ขณะประคองคุณมีศักดิ์เสมือนพี่ชายขึ้นอย่างทุลักทุเล

        “ฉันไม่เช็ดตัวให้หรอกนะ ฉันเป็นสาวเป็นนาง”

        ส้มหวานรีบออกตัวเสียงดังลั่น คนเป็นพี่อมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะร้องบอกให้มาช่วยประคอง เพราะตอนนี้เพลิงอัคนีกำลังออกแรงฮึดฮัดทั้งๆ ที่หมดสติ หากชักช้าจะพาลล้มหัวกระแทกพื้นด้วยกันทั้งคู่ เห็นดังนั้นร่างเล็กของส้มหวานก็รีบก้าวไปช่วย แล้วทั้งสองคนก็พยุงร่างคนเมากลับเข้าไปในห้องพัก ตลอดเวลาหญิงสาวหนึ่งเดียวก็บ่นออกมาไม่หยุดหย่อน

        “ตัวก็หนัก ยังจะเมาเละอีก ไม่ไหวเลยจริงๆ พี่ฟิวส์เนี่ย”

        “พูดมากน่า เดี๋ยวไปเอาน้ำใส่กะละมังใบเล็กๆ มาให้พี่ด้วย พี่จะเช็ดตัวให้พี่ฟิวส์”

        เก่งกล้าเอ่ยประโยคนี้ขึ้น หลังจากช่วยกันพยุงร่างของเพลิงอัคนีให้นอนราบกับที่นอนได้ คนเป็นน้องได้แต่หุบยิ้มพลางทำหน้างอ ก่อนจะรับปากออกมาส่งๆ

“เจ้าค่ะ คุณพี่”

        จบคำส้มหวานก็ก้าวเร็วๆ ออกจากห้อง ปล่อยให้พี่ชายอย่างเก่งกล้าคอยดูแลคนเมาไว้ชั่วคราว ไม่ถึงสิบนาทีก็ก้าวกลับเข้ามาพร้อมกะละมังใบเล็กที่จุน้ำสะอาดมาค่อนครึ่งแล้ววางไว้ข้างๆ โต๊ะใกล้ๆ เตียง ก่อนจะยืนมองพี่ชายซึ่งตอนนี้กำลังจัดการถอดเสื้อออกจากร่างกายของคนเมา เตรียมพร้อมที่จะเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้

        “ทำไมพี่ฟิวส์ต้องดื่มหนักขนาดนี้ พี่เก่งรู้หรือเปล่า”

        จู่ๆ สุ้มเสียงแหลมเล็กก็ถามขึ้นอย่างอยากรู้ คนถูกตั้งคำถามส่ายหน้าไปมา

        “แล้วพี่จะรู้ไหม ก็เพิ่งมาด้วยกัน”

        “หรือว่าจะกลุ้มเรื่องที่คุณย่าให้หาหลานสะใภ้ให้นะ” ส้มหวานรำพันแผ่วๆ ออกมา เก่งกล้าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ขณะที่มือนั้นกำลังสาละวนเช็ดไปตามเนื้อตัวของญาติผู้พี่

        “แล้วพี่กล้าล่ะ หาหลานสะใภ้ให้คุณแม่ได้หรือยัง”

        “ถามอะไรแบบนั้น พี่ยังยุ่งอยู่กับงาน ไม่มีเวลาว่างขนาดนั้นหรอก”

        “ไม่ได้เป็นเกย์ใช่ไหม” ส้มหวานถามเสียงสูง พลางเอียงหน้าเอียงคอใส่พี่ชาย เก่งกล้าละมือจากการเช็ดตัวให้เพลิงอัคนี ก้าวเร็วๆ มาดีดหน้าผากเกลี้ยงเนียนของน้องสาวเต็มแรง

        “พูดอะไรแบบนี้ พี่เป็นผู้ชายทั้งแท่ง”

        “ล้อเล่นน่า ส้มรู้หรอกว่าพี่ชอบใคร”

        ขณะที่สองพี่น้องกำลังเถียงกันคอเป็นเอ็นอยู่นั้น ร่างของคนเมาที่เพิ่งถูกน้ำเย็นๆ เช็ดไปตามแผงอกก็กะพริบตาปริบๆ ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะเปิดเปลือกตามองรอบๆ ตัว อุ้งมือร้อนผ่าวข้างขวานั้นยกขึ้นมาตบหนักๆ ลงบนท้ายทอยของตัวเอง ก่อนจะเบิกตาจ้องมองสองพี่น้องที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขม็ง

        “มาทำอะไรกันที่นี่”

สุ้มเสียงกังวานร้องถาม คนที่เถียงกันเอาเป็นเอาตายเงียบกริบ ก่อนจะจ้องมามองคนที่นั่งนิ่งๆ อยู่บนเตียง พร้อมคลี่ยิ้มบางๆ ส่งให้ ไม่ถึงนาทีส้มหวานก็ก้าวเร็วๆ มานั่งตรงขอบเตียง

        “อย่ามาทำเสียงแข็งๆ แบบนี้นะพี่ฟิวส์ ถ้าเราสองคนไม่มา ป่านนี้พี่ก็ยังนอนเละอยู่ที่ระเบียงบ้านโน่น”

        ส้มหวานเอ่ยออกมายาวเหยียด พลางพยักพเยิดออกไปยังระเบียงบ้านที่ว่า มุมปากได้รูปของเพลิงอัคนีได้แต่แค่นยิ้ม ก่อนจะยกมือบีบจมูกเล็กๆ ของอีกฝ่ายอย่างหยอกเย้า

        “พี่ต้องขอบคุณงั้นสิ”

        “แน่ล่ะ แล้วรู้ไว้ด้วย พี่เก่งเป็นคนเช็ดตัวให้”

        “พี่ก็ไม่คิดว่าเราจะทำหรอก ยัยแก่นกะโหลก” เพลิงอัคนีเอ่ยออกมาอย่างรู้ทัน ประโยคนั้นทำให้หญิงสาวทำหน้าย่นยู่ใส่ รีบผละออกจากขอบเตียง ไปยืนกอดอกอยู่ที่มุมห้อง

        “ทำไมพี่ฟิวส์ต้องอาบเหล้าด้วยล่ะ หาเมียไม่ได้หรือไง”

        “นายเก่ง เอายัยส้มเน่านี่ไปโยนทิ้งไกลๆ หน่อยสิ ไม่งั้นพี่จะตีให้ก้นลาย” เจ้าของห้องไม่สนใจประโยคจิกกัดของร่างเล็ก หันไปเอ่ยกับเก่งกล้าที่ยืนกลั้นหัวเราะอยู่ใกล้ๆ แทน

        “เอ๊ะ! พี่ฟิวส์นี่ ฉันชื่อส้มหวาน ไม่ใช่ส้มเน่าสักหน่อย”

        “ได้เน่าแน่แหละเราน่ะ ถ้าไม่หยุดพูด” เพลิงอัคนีชี้นิ้วกราดมาข่มขู่ ปล่อยให้น้องสาวต่างสายเลือดได้แต่ทำหน้าเชิดใส่ สักพักเก่งกล้าก็ก้าวเข้าไปใกล้ๆ ผู้เป็นน้องแล้วเอ่ยชวน

        “กลับกันเถอะ”

        “ดีเหมือนกันค่ะ ถ้าอยู่ต่อส้มต้องงอนพี่ฟิวส์สักร้อยชาติแน่ๆ”

        เพลิงอัคนีได้แต่ยิ้มบางๆ ให้สองพี่น้องที่กำลังคุยกันอย่างออกรสอยู่ใกล้ๆ สักพักก็วาดขาลงจากเตียง ตบหนักๆ ลงบนศีรษะที่ปวดหนึบของตัวเอง จนต้องย่นคิ้วแล้วร่างสูงใหญ่ก็โงนเงน ทำให้สองพี่น้องรีบผวามาดูอย่างใกล้ชิด

        “เป็นอะไรอะ พี่ฟิวส์”

ส้มหวานร้องถาม ดวงตากลมๆ นั้นฉวยแววห่วงใยไม่เคยแปรเปลี่ยน

        ชายหนุ่มย่นคิ้วพลางพึมพำออกมา “ปวดหัวนิดหน่อย”

        “ก็ดื่มเหล้าซะขนาดนั้น ไม่ปวดหัวก็เก่งเกินไปแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปหาข้าวหาปลามาให้ กินเสร็จจะได้กินยา”

หญิงสาวสั่งการออกมาเป็นชุด จบประโยคก็หมุนกายออกจากห้องไป ปล่อยให้เก่งกล้าได้แต่ส่ายหน้า ส้มหวานก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถึงปากจะหวานก้นเปรี้ยวแต่เธอก็ห่วงทุกคนในไร่ศิรานนท์จับใจ

        เมื่อสาวน้อยเดินออกไปแล้ว เพลิงอัคนีก็ตีสีหน้านิ่งเฉย ฝ่ามือนั้นขยี้ศีรษะที่ปวดหนึบ

        “พี่ฟิวส์กลุ้มเรื่องหาสะใภ้ให้คุณย่าหรือครับ” เก่งกล้าถามขึ้นหลังจากเงียบมานาน

        “เปล่าหรอก”

        เพลิงอัคนีตอบออกมา เขาไม่กลุ้มเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะสะใภ้น่ะเจอและก็ได้ครอบครองเธอแล้วด้วย แต่ที่กลุ้มก็คงเพราะดันเป็นลูกสาวสุดหวงของเพื่อนสนิทของคุณพ่อนี่สิ หนำซ้ำเขายังทำไม่ถูก ที่กินสุกก่อนห่ามอีกต่างหาก ไอ้เรื่องเข้าตามตรอกออกตามประตูคงไม่ทันซะแล้ว ตอนนี้ต้องเข้าทางหน้าต่างกระโดดออกทางหลังคาบ้าน

        “แสดงว่าเจอแล้วใช่ไหมครับ”

        ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามนั้น ทำได้เพียงคลี่ยิ้มน้อยๆ คนที่เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กกระตุกยิ้มอย่างรู้ทัน

        “หวังว่าเร็วๆ นี้ผมคงมีโอกาสได้เจอพี่สะใภ้”

        “รู้แล้วก็อย่าพูดมาก”

เพลิงอัคนีเอ่ยกำชับออกมา เก่งกล้ารีบพยักหน้าตกลง ไม่ถึงสิบนาทีต่อมาร่างของส้มหวานก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับข้าวไข่เจียวร้อนๆ และยาลดไข้ในมือ ออกคำสั่งแกมบังคับให้คนที่ปวดหัวทานเข้าไปได้หลายคำทีเดียว ทานอาหารเสร็จก็ยัดยาแก้ปวดหัวส่งให้พร้อมๆ กับน้ำเปล่า

        สองพี่น้องอยู่คุยกับเพลิงอัคนีครู่ใหญ่ถึงได้ขอตัวกลับไป เมื่อพ้นจากสองพี่น้องจอมยุ่งชายหนุ่มก็พ่นหายใจทิ้งออกมาอย่างหนักอก สักพักก็ก้าวเร็วๆ ไปหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้หวายบริเวณระเบียง หนำซ้ำยังไม่ลืมคว้าบรั่นดีขวดใหม่กับแก้วใบใหม่ติดมือไปด้วย เชื่อว่าวันนี้ก็คงต้องพึ่งฤทธิ์น้ำเมาให้อยู่เป็นเพื่อนโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ

 

        ตะวันตกดินเสียงรถโฟร์วิลอีกคันก็วิ่งตรงมายังท้ายไร่ด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก เมื่อมาถึงเพลิงอัคคีก็ดับเครื่องยนต์ให้จอดสนิท ผลักประตูก้าวเร็วๆ วิ่งเข้าไปในเรือนไม้สักของน้องชาย ตรงดิ่งไปยังระเบียงบ้านที่มีร่างของใครบางคนกำลังนั่งกรอกเหล้าเข้าปากเป็นว่าเล่น หลังจากเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ได้รับรายงานจากเสียงแจ๋วแหว๋วของส้มหวาน ว่าน้องบังเกิดเกล้าอาบเหล้าทั้งคืนจนพาลปวดหัว

        ช่างขาเพรียวกำยำภายใต้กางเกงยีนสีเข้ม ก้าวเข้าไปใกล้ๆ ร่างของน้องชายแล้วหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ ดวงตาดำทะมึนของคนที่นั่งอยู่นั้นหันมาจ้องมองเพียงเล็กน้อย แล้วยกเหล้ากรอกเข้าปากต่อ

        “ยังไม่เลิกดื่มอีกหรือฟิวส์”

        “ใครวิ่งไปฟ้องอีกล่ะครับ”

        เสียงห้าวของคนที่มีแอลกอฮอลล์เจือจางถามออกมาพร้อมแค่ยิ้ม อุ้งมือหนานั้นวางแก้วลงไว้บนโต๊ะแล้วทิ้งแผ่นหลังที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อแนบกับพนักพิงของเก้าอี้อย่างหมดแรง

        “อย่าเปลี่ยนเรื่องน่า...พี่รู้นะว่าเราเครียดเรื่องอะไร”

        เพลิงอัคคีเอ่ยออกมาราวกับเข้าไปนั่งในความคิดของน้องชายฝาแฝด

“เรื่องลูกจันทร์ใช่ไหม”

        “พี่เฟนย์!” เพลิงอัคนีร้องดังออกมาอย่างตกใจ แล้วเบือนหน้าหนีอย่างหลบตา

        อาการของน้องชายทำให้ริมฝีปากของแฝดผู้พี่ที่ถอดออกมาราวกับพิมพ์เดียวกันนั้นกระตุกยิ้ม ดวงตาคู่คมกรวดมองร่างน้องชายขึ้นๆ ลงๆ อยู่หลายรอบ ก่อนจะจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าอันเกลื่อนไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อย

        “เป็นความจริงซะด้วยสิ”

        “พี่รู้เรื่องนี้ได้ยังไงครับ หรือว่า...”

        ชายหนุ่มโพล่งถามออกมา สีหน้าและแววตานั้นเต็มไปด้วยความหวั่นวิตก ซึ่งน้อยครั้งนักที่พญาโจรผู้ยิ่งใหญ่จะแสดงท่าทีนี้ออกมา คนเป็นพี่แต้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แล้วส่ายหน้า

        “อย่าคิดไปไกลเลย พี่รู้จากปฏิกิริยาของเรานั่นแหละ ตั้งแต่วันที่ไอ้เอกมันไปหาที่ไร่นั่นแล้ว” เพลิงอัคคีเฉลยออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย สำรวจสีหน้าของน้องชายอยู่สักพักถึงได้เอ่ยต่อ “อีกอย่างกลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา ไอ้เอกมันโทรมาบอกพี่ ว่าน้องสาวมันกลับมาบ้านแล้ว และนั่นก็ทำให้พี่ฉุกคิดขึ้นมาได้”

        “ว่าผมเป็นคนจับลูกจันทร์มาใช่ไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยแทรกออกมาอย่างรู้เท่าทันพี่ชายเช่นกัน

เพลิงอัคคีพยักหน้าน้อยๆ แล้วทิ้งแผ่นหลังลงกับพนักพิงพร้อมวาดท่อนแขนกำยำไปตามพนักพิงของเก้าอี้เช่นกัน ดวงตาคมๆ นั้นหันไปจับจ้องเสี้ยวหน้าสากระคายของเพลิงอัคนี พ่นหายใจหนักๆ แล้วเอ่ยออกมาน้ำเสียงแผ่วเบา

“พี่ขอพูดอะไรสักอย่างได้ไหม”

        “อะไรเหรอครับ”

        “ถ้าพี่เดาไม่ผิด นายกับลูกจันทร์มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันแล้วใช่หรือเปล่า”

        คิ้วเข้มๆ ของเพลิงอัคคีเลิกขึ้นสูงขณะที่รอคอยคำตอบ เขาเห็นดวงตาทั้งสองข้างของนายชายเบิกกว้างอย่างตกตะลึงกว่าเดิม หากแก้มทั้งสองข้างนั่นขึ้นสีเข้มคล้ายกระดากอาย หนำซ้ำยังไม่กล้าสบตาอีกด้วย

        “พี่เฟนย์...”

เพลิงอัคนีเรียกชื่อของแฝดผู้พี่เสียงสั่น

        “ไม่ต้องมาทำน้ำเสียงแบบนั้น มิน่าล่ะน้องชายของพี่ถึงได้มานั่งซัดเหล้าอย่างกับน้ำเปล่าแบบนี้”

        ริมฝีปากได้รูปของเพลิงอัคคีกระตุกยิ้มนิดๆ ผละลุกจากเก้าอี้ ก่อนจะไปยืนใกล้ๆ น้องชายบังเกิดเกล้า ฝ่ามือร้อนผ่าวนั้นวางทาบบนไหล่กระด้างแล้วบีบเบาๆ “เอาน่า...พี่จะเก็บเรื่องนี้ไว้ ไม่พูดกับใครอย่างเด็ดขาด” เสียงห้าวทุ้มบอกออกมาอย่างเอาใจ ก่อนจะเดินไปทอดมองท้องฟ้าเบื้องหน้า เวลานี้พระจันทร์เริ่มทอแสงนวล

        “แล้วเราจะทำยังไงต่อไป”

ว่าพลางหมุนกายกลับมาเผชิญหน้า ทิ้งแผ่นหลังแนบสนิทกับราวระเบียง “พี่ว่าคุณอาฤทธิ์คงไม่ยอมง่ายๆ แน่ บ้านนี้หวงลูกจันทร์ยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น”

        “ยังไงผมก็ต้องเอาเมียคืนมาให้ได้”

        เสียงห้าวๆ เปล่งออกมาเพื่อยืนยันสิ่งที่ตัวเองขบคิดเอาไว้ แค่ห่างหญิงสาวเพียงคืนเดียวเขายังทรมานจับใจขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดความรู้สึกกับผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่วัน แต่ฤทธิ์รักฤทธิ์เสน่หานั้นแรงกล้ายิ่งนัก

        “แน่ล่ะ ก็หลานสะใภ้คุณย่าแพรวพัตรานี่ ยังไงนายก็ต้องเอากลับคืนมาให้ได้”

        “ไอ้เอกยังไม่รู้ใช่ไหมครับ”

ชายหนุ่มโพล่งถามสิ่งที่ยังคั่งค้างคาใจ แฝดผู้พี่คลี่ยิ้มบางๆ แล้วบอก “ถ้ามันรู้นะป่านนี้คงบุกมาแล้วล่ะ ได้ข่าวว่าลูกจันทร์ไม่ยอมพูดอะไร นอกจากเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ตอนนี้ไอ้เอกมันกำลังตะล่อมถามอยู่ แต่พี่ว่าคงไม่ได้คำตอบที่แท้จริงหรอก”

        ได้ฟังเรื่องราวของหญิงสาว เพลิงอัคนีก็เกิดอาการปวดหน่วงๆ อยู่ที่ก้อนเนื้อในอกด้านซ้าย ไม่รู้ว่าป่านนี้เธอจะเจออะไรบ้าง ต้องโดนคนในครอบครัวซักถามหนักหนาขนาดไหน ถ้าเธอบอกไปว่าเป็นเขาที่จับตัวเธอ หญิงสาวจะได้ไม่ต้องทนทุกข์กับคำถามมากมายของคนรอบข้าง ขอให้เป็นเขาที่ต้องเจ็บปวดกับการกระทำของตัวเอง

        ชายหนุ่มนั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้หวาย แล้วผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สักพักก็เอ่ยขึ้น

“ผมจะเข้าไปบอกเรื่องนี้กับคุณย่าครับ”

        เพลิงอัคคีมองเสี้ยวหน้าที่เรียบสนิทของน้องชายอย่างต้องการความมั่นใจ ก่อนจะแต้มยิ้มนิดๆ ที่มุมปากพร้อมพยักหน้าน้อย ๆ “พี่เห็นด้วย ถึงยังไงเราก็ควรมีผู้ใหญ่ไว้คอยหนุนหลัง ไม่อย่างนั้นแล้วล่ะก็ ผู้พันฤทธิ์คงได้ถอนหงอกคุณปู่กับคุณย่าจดหมดหัวแน่ๆ และอีกอย่างอาจทำให้คุณพ่อกับผู้พันเข้าหน้ากันไม่ติด”

        “ครับ ไว้ผมจะหาทางไปคุยกับคุณย่าอีกที”

        ชายหนุ่มเอ่ยย้ำออกมาอีกรอบ แล้วหลับตาลง ท่าทีนั้นเหนื่อยล้าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด คิ้วเข้มๆ ของพี่ชายเลิกขึ้นอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะถามออกมาด้วยความอยากรู้

        “แล้วมีเรื่องอะไรไม่สบายใจอีก”

        “ก็...” ชายหนุ่มเงียบไปแล้วบอกออกมาทั้งๆ ที่ยังหลับตา

“ผมรู้สึกว่า ช่วงนี้สัมผัสพิเศษที่คุณปู่ทวดให้ไว้ มันหายไปครับ”

        “หมายความว่า...”

เพลิงอัคคีร้องถามเสียงแผ่วๆ ก้าวเร็วๆ เข้ามายืนตรงหน้าน้องชาย อีกฝ่ายค่อยๆ ปรือตาขึ้นมามองหน้า แล้วถอนหายใจทิ้งอีกครั้ง “ผมมองในสิ่งที่อยากเห็นไม่ได้ และตอนนี้ก็รู้สึกว่ารอบๆ ตัวมีเวทย์ที่น่ากลัวรายล้อมอยู่รอบๆ”

        “หรือจะมีใครส่งคนเข้ามาสืบหาอัญมณีชิ้นที่สาม”

        ข้อสันนิษฐานหลุดออกมาจากเรียวปากหยักได้รูปของแฝดผู้พี่ เพลิงอัคนีพยักหน้าน้อยๆ “ผมก็คิดว่าคงเป็นแบบนั้น ดูท่าทางจะใช้คนที่มีเวทย์แก่กล้าซะด้วย”

        “นายระวังตัวไว้นะฟิวส์ พี่ว่าย้ายไปอยู่ที่เรือนกับคุณพ่อคุณแม่ไม่ดีกว่าหรือ” เสนอความคิดออกมาด้วยความเป็นห่วง ฝ่ามือหนาๆ นั้นตบเบาๆ บนแผ่นหลังของน้องชาย ส่งสายตาบอกให้น้องเชื่อฟังคำตัวเองสักครั้ง

        “อย่าห่วงเลยครับ มีหน่วยพยัคฆ์เฝ้าระวังอยู่รอบๆ”

        คนมั่นใจว่าตัวเองจะปลอดภัยเอ่ยบอก พี่ชายได้แต่ทอดถอนหายใจทิ้ง ก่อนจะพูดออกมา “ดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน พี่ต้องกลับแล้วนะ ปล่อยให้น้ำพั้นซ์อยู่บ้านคนเดียว พี่เป็นห่วง”

        “ขอบคุณครับพี่”

        “สู้ๆ นะโว้ย! พี่รอต้อนรับน้องสะใภ้อยู่”

        ก่อนจะหมุนกายออกไปยังหันมาร้องบอกน้องชายพร้อมคลี่ยิ้มบางๆ ส่งให้ เพลิงอัคนีได้แต่มองตามแผ่นหลังพี่ชายบังเกิดเกล้าไปจนลับสายตา เมื่อต้องอยู่ลำพังเพียงคนเดียว เหล้าที่เคยลืมเลือนไปชั่วขณะก็ถูกมือหนาหยิบยกขึ้นมากรอกปากอีกครั้ง สงสัยคืนนี้ลูกพญาอินทรีย์ก็คงต้องพึ่งแอลกอฮอลล์อันบาดลึกนี้เป็นเพื่อนอย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ"

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha