เพลิงอสูรใจทมิฬ

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 10 : คำสารภาพของลูกพญาอินทรีย์


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 

คนจมอยู่กับขวดเหล้าและของมึนเมามาทั้งคืน ปรือตามองรอบๆ ตัวด้วยความง่วงงง ยกมือขยี้ศีรษะแรงๆ ไปสองสามทีแล้วเดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวผืนโตและเสื้อผ้าชุดใหม่พาดไว้บนไหล่กระด้าง ขายาวๆ นั้นก้าวลงจากชั้นสอง มุ่งตรงไปยังน้ำตกด้านหลัง หวังแค่เพียงให้ปัดเป่าความเมาที่ไม่

สร่างซานี้ให้หายไปเป็นปลิดทิ้ง

        “ปวดหัวชะมัด”

        เดิมมาจวนเจียนถึงน้ำตก ริมฝีปากได้รูปก็บ่นพึมพำเบาๆ ดวงตากลมๆ คมเข้มนั้นกวาดมองภาพน้ำใสๆ เบื้องหน้าก่อนจะเหยียดยิ้มน้อยๆ แล้วจัดการลอกคราบตัวเองทั้งข้างบนและข้างล่าง อวดเรือนกายอันน่าฟัดกับกล้ามที่หนั่นแน่นทรงพลังให้กับธรรมชาติรอบๆ ตัวได้ยลและโอ้โลมด้วยแรงลมเอื่อยๆ ที่แสนเย็นฉ่ำ

        ตูม!

        เสียงธาราซัดซ่าขึ้นมาหลังจากเรือนกายแกร่งกระโดดลงไป คลื่นน้ำเล็กๆ นั้นโอบล้อมรอบราวกับเป็นอาณาบริเวณ ชายหนุ่มดำดิ่งสู่ก้นลำธารแล้วโผล่ขึ้นมาพร้อมสะบัดศีรษะแรงๆ ความสดชื่นมาพร้อมกับอาการปวดหนึบที่ขมับ หากชายหนุ่มก็เลือกที่จะลืมเลือนมัน แล้วทิ้งตัวเองลงไปกับความเย็นฉ่ำของสายธาร

        “คุณฟิวส์มาเล่นน้ำแต่เช้าเลยนะครับ”

        เสียงใครบางคนทักทาย รอยยิ้มนั้นประดับอยู่ที่มุมแก้ม คนกำลังว่ายน้ำเพลินหยุดชะงักแล้วหันมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ฉีกยิ้มบางๆ แล้วว่ายเข้าใกล้โขดหินที่อีกฝ่ายยืนอยู่

        “อาดำไปไหนมาล่ะ หรือแอบไปซุ่มดูสาวๆ ในไร่มา”

เพลิงอัคนีถามพร้อมทำหน้าเจ้าเล่ห์ใส่ พยัคฆ์ดำรีบสั่นศีรษะแรงๆ เป็นการปฏิเสธพร้อมบอกกล่าว “อย่าพูดแบบนั้นเลยครับ อาแก่แล้ว พอดีตื่นเช้าก็เลยออกไปสำรวจรอบๆ มานิดหน่อย”

        “มีสิ่งผิดปกติใช่ไหมครับ”

คนที่มีความรู้สึกประหลาดตั้งแต่เมื่อวานโพล่งบอก ดวงหน้าสากระคายนั้นดูวิตกและกังวลอย่างเห็นได้ชัด

        “ถ้าคิดไม่ผิด กำลังมีคนกลุ่มหนึ่ง มายุ่งวุ่นวายอยู่แถวๆ นี้” พยัคฆ์ดำบอกออกมา คำตอบนั้นทำให้คิ้วเข้มย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย แล้วริมฝีปากได้รูปก็ร้องบอกออกมาแผ่วเบา

“คงเป็นพวกล่าสมบัติ”

        “ถ้าเป็นพวกล่าสมบัติ พวกมันก็ร้ายกาจไม่เบาทีเดียวเลยนะครับ ไปมาไร้ร่องรอยขนาดนี้”

        เสียงห้าวของหน่วยพยัคฆ์นั้นทำให้คิ้วเข้มๆ ย่นเข้าหากันและนัยน์ตาดำทะมึนเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ บางทีสัมผัสวิเศษของเขาที่หายไปอาจถูกอำนาจมืดรายล้อมตัวก็เป็นไปได้ ญาณของเขาจะแกร่งกล้าถ้าอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ ที่มีพระพุทธองค์เป็นผู้นำทาง หากมีสิ่งเลวร้ายล้อมรอบแล้วล่ะก็มันคงไม่ดีนัก

        “หมายถึงพวกมีอาคมหรอครับ”

เพลิงอัคนีลองถามหยั่งเชิงดู แต่นั่นทำให้พยัคฆ์ดำต้องถอนหายใจทิ้งออกมาเฮือกใหญ่ ศีรษะคนที่เริ่มอายุมากขึ้นนั้นแหงนเงยขึ้นมองท้องฟ้า ก่อนจะหันมามองหน้าลูกหญาอินทรีย์อีกรอบ

        “ผมไม่อยากคิดไปไกลขนาดนั้น ตอนนี้ก็กำลังส่งคนของเราสืบข้อมูลให้รู้แจ้ง”

        เพลิงอัคนีพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่ติดขอร้อง

“ฝากด้วยนะครับ”

        “ถ้าอย่างนั้นคุณฟิวส์ว่ายน้ำต่อเถอะครับ อาไม่กวนล่ะ”

        พยัคฆ์ดำก้มหน้าให้เล็กน้อยแล้วคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะหมุนกายออกไป ปล่อยให้เจ้านายหนุ่มได้แหวกว่ายกับสายน้ำที่เย็นจัดนั้นเพียงลำพัง เมื่อพ้นบุคคลอื่น เพลิงอัคนีก็ตั้งหน้าตั้งตาดำผุดดำว่ายอยู่กับน้ำเย็นๆ นั้น ตอนนี้อาการแฮงก์เหล้าหายไปหมด เหลือทิ้งไว้แค่เพียงอาการเต้นตุบๆ ที่ขมับทั้งสองข้าง เมื่อถึงแก่เวลาชายหนุ่มก็ก้าวขึ้นจากลำธารใสแจ๋ว แล้วคว้าผ้าเช็ดตัวมาห่อหุ้มร่างกาย ก่อนจะสวมใส่ชุดใหม่ที่จัดเตรียมมา เมื่อเรียบร้อยอาการปวดหัวก็เริ่มรุนแรงขึ้น ชายหนุ่มพยายามก้าวเท้ากลับเรือนไม้สักด้วยท่าทีทุลักทุเล

        “ปวดหัวจริง”

บ่นอุบออกมาพร้อมๆ กับฝีเท้าหนาที่หยุดชะงักอยู่บริเวณเชิงบันไดบ้าน ก่อนร่างหนานั้นจะล้มตึงลง คงเป็นโชคร้ายของลูกพญาอินทรีย์ที่ไม่มีหน่วยพยัคฆ์คนไหน ผ่านมาแถวนี้สักราย คงเป็นเพราะตอนนี้กระจายกำลังกันค้นหา ผู้ที่เวทมนตร์คาถาอันแกร่งกล้า ซึ่งมาป่วนปันอยู่รอบๆ ไร่ศิรานนท์

 

        ยามสายของวันคนงานสองสามีภรรยาที่เผอิญผ่านมายังท้ายไร่ ต้องเหยียบเบรกรถมอเตอร์ไซค์คันเล็กของตัวเองจนตัวโก่ง เมื่อสายตาของคนขับนั้นเหลือบเห็นร่างของใครบางคนฟุบอยู่ที่เชิงบันไดไม้สัก ตัวรถนั้นถูกหักเลี้ยวเข้าไปเพื่อมองภาพนั้นให้ชัดเจน

        “เฮ้ย! นั่นคุณฟิวส์ใช่ไหม”

ผู้เป็นสามีอุทานเสียงดัง คนเป็นเมียชะเง้อคอมองตามแล้วทำตาโต

        “น่าจะใช่นะพี่ จอดรถเร็วๆ สิ”

        คนเป็นเมียบอกเสียงรัว ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีตัวรถก็จอดสนิท สองคนผัวเมียรีบก้าวเร็วๆ ไปดูคนที่นอนแน่นิ่ง เพียงแตะไปที่เนื้อตัวของเจ้านายน้อยเท่านั้น สองคนก็หันมาสบตากันแล้วผู้เป็นภรรยาก็โพล่งออกมา

“ตัวร้อนจี๋เลยพี่”

        “ไปตามหมอมาดูอาการเร็วๆ เข้า แล้วส่งข่าวให้พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงรู้ด้วยล่ะ”

        คนเป็นสามีรีบบอก จะให้ภรรยาอยู่ที่นี่ก็รังจะไม่เหมาะ อีกอย่างต้องแบกคุณฟิวส์ขึ้นไปบนเรือนอีก ผู้เป็นเมียรีบพยักหน้าให้ ก่อนจะวิ่งตรงไปยังมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ก้าวขึ้นไปนั่งพร้อมสตาร์ตเครื่องได้ตัวรถก็วิ่งฉิวไปอย่างรวดเร็ว ก่อนอื่นคงมุ่งตรงไปยังสถานีอนามัยประจำตำบล แล้วขากลับก็แวะบอกข่าวให้พ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงแห่งไร่ศิรานนท์ได้รับรู้

        ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงทั้งหมอและคนเป็นห่วงเป็นใยอย่างย่าแพรวพัตราและเนย์ญรินทร์ ผู้เป็นคุณย่าและคุณแม่ ก็เดินทางมาถึงท้ายไร่ ส่วนคนเป็นปู่และพ่อนั้นกำลังยุ่งเหยิงอยู่กับงานของตัวเอง จำต้องปล่อยให้แม่ย่าและลูกสะใภ้เดินทางมาดูอาการคนเจ็บป่วยเพียงสองคน

        คนเป็นย่าเดินวนไปเวียนมาอยู่หน้าห้องพักของหลานรัก มือนั้นก็จับยาดมจ่อจมูกแล้วสูดเข้าปอดบ่อยครั้ง ส่วนผู้เป็นแม่กำลังนั่งนิ่งๆ หากดวงตานั้นคอยชะเง้อมองด้วยความห่วงใย สักพักใหญ่ๆ คุณหมอที่ดูอาการก็ก้าวออกมาพร้อมสีหน้าปกติ

        “หลานฉันเป็นยังไงบ้างหมอ”

        แม่เลี้ยงแพรวพัตราโพล่งถามออกมาเร็วรี่ คุณหมอแย้มยิ้มบางๆ แล้วบอกกล่าว “คุณฟิวส์ไม่สบายน่ะครับ เป็นหวัดนิดหน่อย แล้วก็ร่างกายอ่อนเพลียเท่านั้น พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบห้าหมู่ เดี๋ยวก็กลับมาแข็งแรงเป็นปกติ”

        “โล่งใจจริงๆ ขอบคุณนะหมอ”

        คนชราพ่นลมหายใจออกจากปาก ก่อนจะหันไปมองหน้าลูกสะใภ้แล้วยิ้มบางๆ ไม่นานนักคุณหมอก็ขอตัวกลับ พร้อมจ่ายยาบำรุงร่างกายและยาลดไข้ให้ ย้ำให้คนป่วยนอนพักเยอะๆ แล้วงดของมึนเมาไว้สักชั่วระยะ

        เมื่อคุณหมอเดินทางกลับ ย่าแพรวพัตราก็ก้าวเร็วๆ เข้าห้องนอนของหลานชาย ฝ่ามือนุ่มหยุ่นนั้นลูบศีรษะทุยของเพลิงอัคนีเบาๆ แล้วก็ถอนหายใจออกมา

“เฮ้อ...”

        อาการของแม่สามีทำให้เนย์ญรินทร์หันไปมอง

        “นี่เป็นเพราะฉันหรือเปล่า หลานถึงได้ล้มป่วยแบบนี้”

        “คุณแม่อย่าคิดมากสิคะ ตาฟิวส์คงเล่นน้ำตกจนเพลินก็เลยทำให้ไม่สบายเท่านั้นเอง” ลูกสะใภ้รีบบอกให้แม่สามีคลายกังวล แต่แม่เลี้ยงแพรวพัตราก็ยังทำหน้ารู้สึกผิด สักพักเสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้น พร้อมร่างสูงใหญ่ไม่ผิดจากคนที่ล้มป่วยนั้นแทรกกายเข้ามา

        “น้องเป็นยังไงบ้างครับ”

        เพลิงอัคคีรีบถามถึงอาการคนป่วยด้วยความห่วงใย ผู้เป็นแม่ยิ้มให้

        “น้องไม่เป็นอะไรแล้วล่ะจ้ะ พักสักหน่อยก็คงจะดีขึ้น”

        คำตอบของผู้เป็นแม่ทำให้เพลิงอัคคียิ้มออก สักพักดวงตากลมๆ ก็หันไปมองคุณย่าบังเกิดเกล้าแล้วขยับกายเข้าไปใกล้ท่าน “คุณย่าห่วงนายฟิวส์หรือกลัวว่าจะไม่ได้หลานสะใภ้ครับ” หลานรักเอ่ยกระเซ้า คนเป็นย่าค้อนขวับ

        “ใช่เวลามาพูดแบบนี้ไหมเฟนย์ น้องเราไม่สบายอยู่นะ”

        “น้องผมน่ะอึดครับ อีกไม่กี่วันก็ลุกขึ้นมาวิ่งได้แล้ว ส่วนเรื่องหลานสะใภ้คุณย่าไม่ต้องห่วงหรอกนะ ยังไงผมรับรองว่าคุณย่าต้องมีหลานสะใภ้แน่ๆ เผลอๆ อาจเป็นวันนี้พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ”

        “ยิ่งฟังเราย่ายิ่งรู้สึกผิด”

ย่าแพรวพัตราว่าพร้อมค้อนให้เล็กน้อยก่อนจะทำตาโต “แล้วเราไม่เห็นไปอยู่กับหนูน้ำพั้นซ์หรือไง ทำไมชอบปล่อยให้เมียอยู่คนเดียวเรื่อยเชียว”

        เพลิงอัคคีได้แต่แค่นยิ้ม เมื่อกี้เขาก็เพิ่งประคบประหงมเมียสุดที่รักมาหมาดๆ เมื่อรู้ว่าน้องชายไม่สบายก็รีบมาดูอาการด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น ดวงตาคู่คมก็เลยละจากดวงหน้าของผู้เป็นย่า หันไปมองหน้าซีดเซียวของน้องชาย เห็นอาการนั้นคนเป็นแม่ก็เลยเดินมาใกล้ร่างสูงใหญ่ วางมือไว้บนท่อนแขนล่ำๆ นั้นแผ่วเบา

        “เฟนย์กลับไปดูหนูน้ำพั้นซ์เถอะลูก กำลังท้องกำลังไส้ต้องดูแลให้ดีๆ ส่วนน้องแม่จะดูแลเอง”

        “เอ่อ...ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้

        เมื่อจัดการกับลูกชายเสร็จ เนย์ญรินทร์ก็เดินเข้ามาใกล้แม่สามี ก่อนจะเอ่ยเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม “คุณแม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านดีกว่านะคะ เดี๋ยวเนยดูตาฟิวส์เอง”

        “จะเอาอย่างนั้นหรือ” คำตอบของลูกสะใภ้แสนดีก็คือแย้มยิ้มบางๆ เห็นดังนั้นแม่เลี้ยงแพรวพัตราก็ถอนใจทิ้ง เพราะอายุอานามที่เพิ่มมากขึ้นจำต้องพักผ่อนให้มากๆ

“งั้นก็ได้ แม่รู้สึกปวดหลังอยู่เหมือนกัน”

        ตบปากรับคำเพียงเท่านั้น คนเป็นย่าก็ถูกหลานรักประคองให้ก้าวลงจากเรือนไม้ ปล่อยให้คนเป็นแม่ได้อยู่ดูแลลูกชายสุดสวาทเพียงลำพัง เมื่อคล้อยหลังทุกคนแล้ว เนย์ญรินทร์ก็จัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ลูกรักด้วยท่าทีอ่อนโยน ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นหนุ่มขนาดนี้ เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเพลิงอัคคีและเพลิงอัคนีล้มป่วยล่าสุดเมื่อไร สองพี่น้องนี้เขาทั้งบึกบึนและแข็งแรง แต่ป่วยทีก็ทำให้ทั้งไร่ปั่นป่วน ดูครั้งนี้สิเพียงได้ยินข่าวแม่เลี้ยงแพรวพัตราถึงกับจะเป็นลมเสียให้ได้ บอกให้พักผ่อนอยู่บ้านก็ดื้อรั้นรีบมาดูอาการหลานรักอย่างรวดเร็ว

 

        คนไม่สบายนอนหลับอยู่บนเตียงกว้างนับสองชั่วโมงเต็มโดยมีคนเป็นแม่คอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ไม่ได้ขาด เนย์ญรินทร์เฝ้าดูลูกรักแทบไม่ยอมละไปไหน กระทั่งเปลือกตาคู่คมที่หนักอึ้งนั้นค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาดำทะมึนกวาดมองรอบๆ ตัว เมื่อเห็นใบหน้าของคนเป็นแม่ ริมฝีปากหยักได้รูปก็แย้มยิ้มบางๆ พร้อมเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว

“คุณแม่ครับ”

        “เป็นยังไงบ้างลูก ปวดหัวหรือเปล่า” เนย์ญรินทร์รีบถามไถ่อาการของลูกรัก ฝ่ามือบางนั้นแตะที่หน้าผากนูนสัน ลูบศีรษะทุยเบาๆ ด้วยความห่วงใย คนป่วยมองหน้ามารดาผู้ให้กำเนิดด้วยความซาบซึ้งใจ ไม่ว่าเขาจะเติบใหญ่เพียงไร ความอบอุ่นและความรักของแม่ที่มอบให้ก็มักยิ่งใหญ่เสมอ

        “ก็ปวดหัวนิดหน่อย แล้วคุณแม่มาได้ยังไงครับ”

ชายหนุ่มตอบออกมาพร้อมเอ่ยถามแล้วค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง โดยมีผู้เป็นแม่คอยประคับประคองอย่างใกล้ชิด

        “ก็คนงานน่ะสิ มาเจอเราล้มพับอยู่ที่หน้าบ้าน ก็เลยไปตามหมอมาดูอาการ แม่กับคุณย่าและพี่เฟนย์ของเราก็เลยมาดูอาการ”

        ปากก็เอ่ยบอก มือบางๆ ก็คอยสำรวจอุณหภมิร่างกายของลูกรัก ดวงตากลมๆ ของเพลิงอัคนีนั้นกำลังกวาดมองหาคนที่มารดาเอ่ยถึง เห็นสายตาของบุตรชายเนย์ญรินทร์ก็เลยบอกกล่าวให้คลายสงสัย

        “ทุกคนกลับไปหมดแล้วล่ะ”

        ได้ยินคำบอกกล่าวนั้นคนป่วยก็ยิ้มบางๆ เห็น สักพักคนเป็นแม่ก็ถอนหายใจ แล้วนำพาตัวเองมานั่งอยู่บนขอบเตียง วางมือไว้บนท่อนแขนกำยำของลูกรักแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใยพร้อมตำหนิเล็กน้อย “ไม่สบายแล้วไปเล่นน้ำทำไมล่ะลูก นี่เราดื่มเหล้ามากจนไม่ยอมกินข้าวทานปลาใช่ไหม”

        “เอ่อ...ผม”  คนเป็นลูกถึงกับพูดไม่ออก

        “แม่เป็นห่วงลูกนะฟิวส์ อย่าทำแบบนี้อีกรู้ไหม”

        เพลิงอัคนีก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด ก่อนเสียงทุ้มอ่อนโยนจะเอ่ยออกมา

“ผมขอโทษครับ”

เนย์ญรินทร์แย้มยิ้มบางๆ ให้ลูก มือบางนั้นเลื่อนขึ้นลูบโครงหน้าสากระคายแผ่วเบาๆ เห็นใบหน้าอิดโรยนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้า สุดท้ายจำต้องลุกออกห่างแล้วบอกกล่าว

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวแม่ไปทำอาหารมาให้ ทานเสร็จเราจะได้ทานยาแล้วพักผ่อน”

คนเป็นลูกคลี่ยิ้มบางๆ แล้วลอบถอนลมหายใจ หากคนเป็นแม่ยังก้าวไม่พ้นประตูของห้อง เสียงห้าวทุ้มก็ดังแผ่วๆ ขึ้น

        “แม่ครับ ผมมีเรื่องอยากปรึกษา”

        เนย์ญรินทร์เอี้ยวตัวมามองลูกรักพร้อมยิ้มกว้าง คิ้วเรียวทั้งสองข้างย่นเข้าหากันอย่างสงสัย เห็นดวงหน้าคมนั้นมีแววเครียดขรึมจึงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“กินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยกันนะลูก”

        “ครับ”

        ชายหนุ่มได้แต่รับปากด้วยสีหน้าที่บังคับให้ยิ้มบางๆ เมื่อมารดาหมุนตัวแล้วก้าวออกไป ดวงหน้าคมคร้ามก็ยิ่งหมองหม่น เรื่องราวที่เกิดขึ้นเขาจะลงมือแก้ไขด้วยวิธีใด จะทำได้ดีขนาดไหน จะไขว่คว้าเมียสามคืนตัวเองคืนมาได้หรือเปล่า มหาโจรหน้าเถื่อนตกอยู่ในสภาวะเครียด หากเก็บไว้เพียงคนเดียวหัวคงต้องระเบิดอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วไหนจะเรื่องญาณวิเศษของตัวเองนั่นอีก

        ผ่านไปเกือบยี่สิบนาที คนเป็นแม่ก็ก้าวเข้ามาในห้องอีกครั้งพร้อมข้าวต้มหมูกลิ่นหอมฉุย เมื่อยกเข้ามาด้านในก็ออกคำสั่งแกมบังคับให้ลูกรักทานลงคอเกือบครึ่งถ้วย หลังจากทานเสร็จก็ส่งยาที่คุณหมอจ่ายไว้ให้ ส่งเข้าปากลูกรักพร้อมน้ำเปล่า เมื่อจัดการเรียบร้อยคนเป็นแม่ก็เลื่อนเก้าอี้ที่อยู่มุมห้องมานั่งข้างๆ เตียง

        “ไหนลองว่ามาสิ มีอะไรจะคุยกับแม่”

        น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งนัก หากคนที่เตรียมตัวเตรียมใจจะเล่าเกิดสภาวะน้ำท่วมปาก ชายหนุ่มได้แต่กัดกลีบปากของตัวเองไว้แน่น ยิ่งเห็นสีหน้าและแววตาของมารดาเพลิงอัคนีแทบอยากจะจรลีหายตัวไปซะตรงนี้

        “มีอะไรจะคุยกับแม่ฮึ! ลูกชายของแม่เป็นคนไม่กล้าตั้งแต่เมื่อไร”

        ปฏิกิริยาของเพลิงอัคนีเปลี่ยนไปเมื่อได้ฟังถ้อยคำของมารดา ใช่ เกิดมาเขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขลาดเขลาเช่นนี้มาก่อน แต่ถ้าบอกออกไปแล้วล่ะก็ แม่ต้องได้ช๊อกแน่ๆ แต่สุดท้ายแล้วชายหนุ่มก็จำต้องเอ่ยออกมาในที่สุด

        “คือว่าผมเจอลูกสะใภ้ของคุณแม่แล้วครับ”

        เสียงแผ่วๆ บอกออกมาในทีสุด คนฟังเบิกตากว้าง ดวงหน้านั้นยิ้มละมุน เนย์ญรินทร์รีบโพล่งถามลูกชายบังเกิดเกล้าเสียงสั่นรัวด้วยความตื่นเต้นปนยินดีนักหนา

“จริงหรือ ใครกันลูก แม่รู้จักหรือเปล่า”

        “รู้จักครับ”

คำตอบของชายหนุ่ม ยิ่งทำให้ผู้เป็นแม่คลี่ยิ้มกว้างจนเต็มหน้า

        “ลูกเต้าเหล่าใครกัน”

        “ลูกจันทร์ นิศากร เทพฤทธิ์ครับ”

        คำตอบนั้นทำให้คิ้วเรียงเส้นสวยของเนย์ญรินทร์ย่นเข้าหากัน ก่อนจะพึมพำทวนชื่อแผ่วๆ “ลูกจันทร์” ชื่อนี้ช่างคุ้นเคยนัก เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ชั่วอึดใจต่อมาก็ร้องขึ้น

“ตายแล้ว! ลูกสาวสุดหวงของคุณฤทธิ์เพื่อนพ่อเราน่ะหรือ”

        “ครับ”

        “สงสัยรู้จักน้องเขาผ่านตาเอกล่ะสิ เพื่อนสนิทเรานี่”

        คนเป็นแม่เอ่ยออกมาตามความคิด ก่อนจะถามถึงความสัมพันธ์นั้น

“จีบน้องไปถึงไหนแล้ว น้องมีทีท่าจะชอบเราบ้างหรือเปล่า”

ชายหนุ่มหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย สูดหายใจเข้าปอดลึก ปล่อยให้คนเป็นแม่รอคอยคำตอบอยู่สักพักถึงได้โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงฉะฉาน ชนิดที่คนฟังต้องทำหน้าไม่ถูก

        “ลูกจันทร์เป็นเมียผมแล้วครับ”

        “เหรอจ้ะ...”

เนย์ญรินทร์พยักหน้าราวกับเข้าใจ ก่อนจะเบิกตากว้างแล้วอุทานออกมาลั่นห้อง

“ฮ้า!

คนเป็นลูกได้แต่กะพริบตาปริบๆ ในขณะที่คนเป็นแม่พูดออกมาราวกับละเมอ

“นะ...นี่ลูกพูดเล่นหรือเปล่าตาฟิวส์”

ทั้งเสียงและสีหน้าดูตื่นตระหนกและประหลาดใจยิ่งนัก เพลิงอัคนีได้แต่ยิ้มจืดๆ แล้วเล่าออกมาเสียงเบาหวิว       “ห้าวันก่อนผมเป็นคนจับลูกจันทร์มาเองแหละครับ คุณแม่คงทราบว่าลูกจันทร์หายออกจากบ้านไปสามวันสามคืน”

        “โอ๊ย! แม่จะเป็นลม”

ได้ฟังประโยคยาวเหยียดนั้นคนเป็นแม่ได้แต่ยกมือกุมขมับ ลมหายใจเกิดอาการสะดุดอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่ฉายแววผิดหวังจนเพลิงอัคนีตีสีหน้าไม่ถูก

“ทำไมทำแบบนี้ตาฟิวส์ จะให้แม่หัวใจวายตายหรือยังไงกัน!

น้ำเสียงมารดากระด้างขึ้น ดวงตาเอาเรื่องวาววับราวกับแม่เสือที่พร้อมขย้ำเหยื่อแล้วฉีกออกเป็นชิ้นๆ บุตรชายได้แต่แค่นยิ้มจืดๆ ส่งให้ ดวงตาที่เคยจ้องไม่ยอมหลบนั้นก้มมองอยู่เพียงอุ้งมือของตัวเอง

        “ว่ายังไงนะ!

        หากคนที่อดรนทนไม่ไหว หลังจากแอบฟังการสนทนาอยู่สักครู่ใหญ่ก็โผล่พรวดเข้ามาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้สองแม่ลูกได้แต่หันไปมองเป็นจุดเดียว เนย์ญรินทร์นั้นกำลังเบิกตากว้างเมื่อเห็นผู้เป็นสามีก้าวอาดๆ เข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าที่ถมึงทึง ไม่ต้องบอกกล่าวก็รู้ว่าคุณไฟผู้ใจร้อนของเธอนั้นรู้สึกโกรธจนเลือดขึ้นน่าขนาดไหน

        “แกทำบ้าอะไรตาฟิวส์ ไอ้ฤทธิ์มันไม่โกรธจนหนวดเต้นเลยหรือไง”

        เพลิงอินทรีย์ตวาดใส่บุตรชายที่ยังนั่งทำหน้าตื่นอยู่บนเตียง

        “คุณพ่อ...”

เสียงแผ่วๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักของคนป่วยนั้นเป็นคำตอบได้อย่างดีว่าตอนนี้ตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ คนเป็นพ่อก็โผล่เข้ามา แล้วยังได้ยินการสนทนาเมื่อครู่อย่างชัดเจน ดูสีหน้าแล้วคงเอาเรื่องไม่น้อย

        ฝ่ามือหนาๆ ของเพลิงอินทรีย์ยกขึ้น หวังจะฟาดลงบนไหล่บึกบึนของลูกบังเกิดเกล้า แต่เมียรักก็คว้าไว้ทันพร้อมร้องห้าม

        “นี่คุณไฟ อย่าทำลูกนะ ตาฟิวส์กำลังไม่สบายอยู่”

        “น่าฟาดมันสักทีสองทียิ่งนัก”

        คนอารมณ์ร้อนและคาดไม่ถึงที่ตัวเองจะเข้ามาได้ยินเรื่องเมื่อครู่ถึงกับระงับความกรุ่นโกรธไม่อยู่ เขาชะงักอยู่กับหน้าประตูตั้งแต่ได้ยินประโยคที่ว่าบุตรชายเจอลูกสะใภ้แล้ว กำลังจะก้าวเข้ามาหากไม่ได้ยินชื่อผู้หญิงคนนั้นเข้าซะก่อน แล้วนี่อะไรนอกจากจะทำให้ช๊อกกับชื่อเสียงเรียงนามแล้ว ยังต้องมาตกใจเป็นเท่าทวีเมื่อได้ยินลูกชายสุดสวาทบอกออกมาเต็มปากเต็มคำ ว่าได้ลูกสาวเพื่อนรักมาเป็นเมียเรียบร้อยแล้ว วิธีการที่เจ้าลูกบังเกิดเกล้าทำ ดูสิ! มันจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลต้องแตกหักหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพื่อนรักอย่างพันตำรวจเอกฤทธิ์นั้นมันห่วงลูกสาวราวกับจงอางหวงไข่

        เมื่อเห็นเสี้ยวหน้าไม่พอใจของบิดา เพลิงอัคนีได้แต่พ่นลมหายใจทิ้ง แล้วโพล่งออกมาเสียงดัง “คุณพ่ออยากลงโทษอะไรก็ตามสบายเลยนะครับ ผมยินดีทุกอย่าง แต่ลงโทษเสร็จแล้วรบกวนคุณพ่อต้องไปขอลูกจันทร์ให้ผมด้วย”

        คำพูดของลูกรักกำลังทำให้หนวดของเพลิงอินทรีย์เต้นยิกๆ ดวงหน้าถมึงทึงหันไปจ้องบุตรชายเขม็ง

        “แกจะให้ฉันเอาหน้าที่ไหนไปคุยกับไอ้ฤทธิ์มัน เชื่อสิมันต้องถอนหงอกฉันจนไม่เหลือ” โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงกระด้าง สักพักเพลิงอัคนีก็เอ่ยแผ่วๆ ออกมา

“เรื่องที่ผมจับลูกจันทร์มาทางโน้นคงยังไม่รู้”

        “ยิ่งไม่รู้นั่นแหละ เรื่องมันจะยิ่งใหญ่โต ไปหยามหน้าเขาแบบนั้นคงได้เห็นดีกันจนได้”

        อารมณ์โมโหเริ่มเดือดพล่านขึ้น ร้อนจนเมียรักต้องส่งสายตาปรามบ่อยครั้ง

“แกนะแก ฉันล่ะปวดกบาลกับแกจริงๆ เจ้าฟิวส์”

คนเป็นพ่อเตรียมจะขย้ำลูกอย่างเต็มที่หากน้ำเสียงกระด้างของเนย์ญรินทร์ก็ทำให้ต้องหยุดชะงัก

        “คุณไฟ!

        “ก็ดูสิ่งที่ลูกทำสิเนย”

พ่อพญาอินทรีย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับหงอลงถนัดตาเมื่อเมียรักจ้องเขม็งด้วยดวงตาไม่พอใจ เนย์ญรินทร์ผ่อนลมหายใจทิ้งเฮือกใหญ่แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งๆ

“ลูกไม่สบายอยู่นะคะ คุณทำแบบนี้เดี๋ยวแกก็ปวดหัวขึ้นมาอีก ไม่รู้ล่ะถึงยังไงคุณต้องหาทางช่วยลูก”

        “เฮ้อ...คุณก็รู้จักนิสัยไอ้ฤทธิ์มันดี ไม่อยากคิดเลยว่าจะยุ่งยากขนาดไหน”

        คนเป็นสามีที่เกรงใจภรรยาเข้าไส้ตีสีหน้าอยากตายเสียตรงนี้ ส่วนเมียบังเกิดเกล้าน่ะหรือรีบนำพาตัวเองไปนั่งข้างๆ ลูกรัก ฝ่ามือนั้นยกขึ้นลูบแผ่นหลังกระด้างเบาๆ ราวกับปลอบใจ

        “ไม่รู้ล่ะค่ะ ถึงยังไงคุณก็ต้องหาทางช่วยลูก”

        คนเป็นใหญ่ในบ้านรีบออกคำสั่งทันที สามีที่ทั้งรักทั้งหลงภรรยาได้แต่ถอนหายใจทิ้ง แล้วหย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้มุมห้องตัวที่ว่าง สักพักถึงได้เสนอความคิดออกมา

        “สงสัยต้องช่วยกันหลายๆ แรง แล้วล่ะ ผมคนเดียวเอาไอ้ฤทธิ์ไม่อยู่หรอก”

        “ถ้าอย่างนั้นฟิวส์ต้องไปสารภาพเรื่องนี้กับคุณปู่คุณย่า ถ้าผู้ใหญ่ช่วยออกหน้า บางทีทุกอย่างอาจจะดีขึ้น”

        “ครับคุณแม่”

        คนทำผิดรีบรับปากในทันทีทันใด ปล่อยให้ผู้เป็นพ่อได้แต่กัดฟันมองอนาคตข้างหน้าแทบไม่เห็น ต่อให้สิบคุณแม่แพรวพัตราก็เถอะ จะเอาไอ้ฤทธิ์อยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ไอ้ตำรวจบ้านี่หวงลูกสาวยิ่งกว่าชีวิต ถ้าหากรู้ว่าลูกบังเกิดเกล้าของเขาจับลูกสาวมันมากระทำย่ำยี เหอะๆ เชื่อเถอะ คงได้ตัดเยื่อจนไม่เหลือใยเป็นแน่ เผลอๆ หน้าเพื่อนรักอย่างเขามันก็ไม่แลด้วยซ้ำ

 

        ตกค่ำของวัน ในห้องนั่งเล่นของเรือนอภิศิรานนท์พรั่งพร้อมไปด้วยสมาชิกในบ้านครบกันหมดทุกคน แม้แต่หลานสะใภ้คนโปรดอย่างน้ำพั้นธ์ก็มาร่วมอยู่ในวงสนทนาในครั้งนี้อย่างออกรส คุยกันมาได้สักพักหนึ่งคนมีอำนาจที่สุดในบ้านก็โพล่งถามบุตรชาย

        “ตาฟิวส์ อยู่ไหนล่ะพ่อไฟ”

        คงเพราะช่วงบ่วยที่ผ่านมา เพลิงอินทรีย์มากระซิบบอกคนเป็นแม่ ว่าหลานชายสุดสวาทนั้นมีเรื่องที่ต้องเรียนปรึกษา แต่ก็ยังไม่มาถึงสักที เห็นอาการนั้นของมารดาคนเป็นลูกก็รีบบอกกล่าว

        “เดี๋ยวก็มาแล้วครับคุณแม่”

        จบประโยคนั้นไม่ถึงห้านาที ประตูห้องนั่งเล่นก็ปรากฏชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่โครงหน้านั้นไม่ผิดแผกจากคนที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นอยู่ก่อนเลยสักนิด ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวพร้อมทำท่าทางตื่นๆ แกมประหลาดใจ

        “ฟิวส์” เสียงย่าแพรวร้องเรียกพลางเอ่ย

        “ยอมตัดผมโกนหนวดโกนเคราแล้วหรือนี่ มาใกล้ๆ ย่า ให้ย่าได้กอดให้ชื่นใจที”

        คนที่เพิ่งไปเสริมหล่อ ด้วยการโกนหนวดโกนเครา พร้อมตัดแต่งทรงผมให้ดูดีและแสนเท่คลี่ยิ้มน้อยๆ ให้กับทุกคนที่นั่งมองด้วยหน้าตื่นๆ โดยเฉพาะน้ำพั้นซ์เธอถึงกับหันมามองหน้าสามีบ่งบอกว่าแปลกใจไม่น้อยเลยทีเดียว แต่สองหนุ่มก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกัน นั้นก็คือสีหน้าและแววตา

        เมื่อนำพาตัวเองเข้าไปนั่งใกล้ๆ คนเป็นย่า เพลิงอัคนีก็วาดแขนกำยำกอดเอวท่านหลวมๆ พลางซบที่ไหล่นุ่มๆ นั้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงน่าฟัง “ฟิวส์รักคุณย่าครับ”

        การกระทำของชายหนุ่มทำให้คุณปู่จำต้องส่ายหน้า คนอื่นๆ นั้นคลี่ยิ้มกว้าง ส่วนคุณพ่อสุดที่รักถึงกับต้องเบือนหน้าหนี เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เมื่อทำผิดเพลิงอัคนีก็เลือกที่จะออดอ้อนเอาไว้เป็นกำแพงป้องกันตัวเองอยู่ทุกครั้งไป

        “ปากหวานแบบนี้ต้องการอะไรฮึ!

ย่าแพรวพัฒตราเอ่ยออกมาด้วยรู้จักนิสัยชายหนุ่มดี “ถ้าจะให้ย่ายกเลิกเรื่องการหาหลานสะใภ้ของเราน่ะ ไม่ได้ผลหรอกนะ” ท้ายประโยคน้ำเสียงติดจะห้วนๆ และแข็งกระด้าง

        “ฟิวส์ก็อยากคุยเรื่องนี้อยู่พอดี”

        ชายหนุ่มเอ่ยออกมาและแน่นอนทุกคนจ้องหน้าตาแทบไม่กะพริบ ยกเว็นพี่ชายและคนเป็นแม่ที่รู้เรื่องมาบ้างแล้ว เพลิงอัคนีได้แต่ทำหน้าแหยๆ จะพูดก็พูดไม่ออกจนเสียงห้าวกระด้างของคนเป็นพ่อโพล่งขึ้นเสียงดัง

        “จะอ้ำอึ้งอยู่ทำไม รีบพูดออกมาสิฟิวส์”

        “คุณไฟ!

        เนย์ญรินทร์ปรามสามี เรื่องนี้ทำให้พญาไฟยังติดจะเคืองขุ่นบุตรชายคนเล็กไม่หาย เมื่อได้ยินเสียงกรุ่นๆ โมโหของเมียรัก เพลิงอินทรีย์ก็จำต้องทิ้งแผ่นหลังให้แนบกับพนักพิงของโซฟาเนื้อนุ่มเต็มแรง

        “เอ่อ...คือว่าผมเจอหลานสะใภ้ของคุณย่าแล้วครับ”

        ในที่สุดเพลิงอัคนีก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หากแต่คนเป็นย่ารีบคลี่ยิ้มกว้าง มือเหี่ยวย่นนั้นรีบรั้งร่างหลานเล็กมากอดไว้หลวมๆ ด้วยความปลาบปลื้มใจ ในที่สุดก็สมหวังในความปรารถนาสักที

        “เดี๋ยวย่าจะจัดเตรียมสินสอดทองหมั้น พร้อมจัดขบวนสู่ขอเลยดีไหมฮึ!

        เมื่อดันไหล่กระด้างของหลานรักย่าแพรวก็รีบเอ่ยปาก หากแต่เพลิงอินทรีย์กำลังกระตุกยิ้มก่อนจะบอกออกมาด้วยน้ำเสียงติดจะกระด้างเล็กน้อย “จะไปขอได้ไงครับคุณแม่ เล่นไปจับลูกสาวเขามาข่มเหงตั้งหลายคืน”

        “อะไรนะลูก!

แม่เลี้ยงแพรวพัตราอุทานด้วยความตกใจ ฝ่ามือนุ่มหยุ่นนั้นรีบวางทาบอกกระด้าง แล้วเอนหลังไปพิงกับไหล่สามีที่นั่งอยู่ข้างๆ ส่วนหลานบังเกิดเกล้านั้นได้แต่ตีสีหน้าอยากตาย

        “แล้วลูกสาวใครรู้ไหมครับ ลูกไอ้ฤทธิ์เพื่อนผมยังไงล่ะ” เพลิงอินทรีย์โยนระเบิดลงมาอีกลูก แล้วสุดท้ายเมียรักก็ทนไม่ไหวปลายนิ้วเรียวหยิกเข้าให้ที่เอวสอบของคนเป็นสามี พร้อมสั่งเสียงเขียว

        “คุณไฟ! ช่วยนั่งเงียบๆ ได้ไหมคะ”

        ผู้เป็นสามีจำต้องแค่นยิ้มก่อนจะยกมือขึ้นราวกับยอมแพ้

        ในขณะที่ทั้งห้องดูเหมือนตกอยู่ในสภาวะอึดอัด น้ำพั้นซ์ก็หันมามองหน้าสามี ทำไมกันนะ สองพี่น้องถึงได้ทำอะไรไม่แตกต่างกันเลยสักนิด ดูอย่างเธอสิกว่าจะมีวันนี้ต้องเจอกับอะไรตั้งมากมาย เมื่อเห็นแววตาของเมียรักเพลิงอัคคีก็ได้แต่กุมมือนิ่มนั้นไว้ แล้วหันไปมองหน้าคนเป็นย่าเมื่อท่านเอ่ยถามน้องชายราวกับคนละเมอ

        “จริงหรือฟิวส์”

        “ครับ”

หลานสุดรักยอมรับออกมาในที่สุด ย่าแพรวต้องถอนหายใจทิ้ง ก่อนจะว่ากล่าวตักเตือนออกมา “ทำไมไม่เข้าตามตรอก ออกตามประตูล่ะลูก ขอน้องเขาคบดูใจกันก่อนก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลย”

        “ก็คุณย่าบอกให้ฟิวส์รีบหาเมียให้ได้ภายในสามเดือนนี่ครับ แล้วตอนนี้ก็เดือนสุดท้ายแล้วด้วย”

        ได้ฟังคำตอบนั้นทั้งห้องต่างทำหน้าแตกต่างกันไป ผู้เป็นพี่ชายนั้นกระตุกยิ้มอย่างนึกชอบใจ ส่วนผู้เป็นพ่อแทบควันออกหูหากถูกเมียรักครางหึ่มใส่จึงปิดปากเงียบ ส่วนย่าแพรวนั้นรีบหันมามองหน้าสามีราวกับกลืนยาขม

        “เอ่อ...”

คนเป็นย่าเกิดอาการน้ำท่วมปาก เห็นอย่างนั้นหลานรักจึงรีบมัดมือยกอย่างฉับพลัน “คุณย่าต้องร่วมรับผิดชอบกับฟิวส์นะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะอยู่ครองตนเป็นโสดไปตลอดชีวิตหากผมไม่ได้แต่งงานกับลูกจันทร์”

แม่เลี้ยงแพรวพัตรารู้สึกว่าตัวเองต้องพยักหน้าให้หลานชายอย่างเสียไม่ได้ สักพักคนที่ถูกปรามด้วยสายตาร้ายๆ ของเนย์ญรินทร์ก็เอ่ยออกมาอย่างทนไม่ไหว

        “คงจะได้แต่งหรอก เตรียมรับกระสุนจากไอ้ฤทธิ์ได้เลย”

        “ถึงยังไงฉันก็ต้องได้หนูลูกจันทร์มาเป็นหลานสะใภ้ จริงไหมแม่เนย”

        เสียงย่าแพรวดังขึ้นคล้ายกำราบลูกชาย คุณไฟผู้หญิงใหญ่จำต้องปิดปากเงียบกริบ ยิ่งเมียรักรีบพยักหน้าแล้วเออออกับคนเป็นแม่ด้วยแล้ว ต่อให้พูดจนตายก็คงไม่ได้ผล เมื่อแม่ย่ากับลูกสะใภ้นั้นช่างเข้าข้างกันดีซะเหลือเกิน

        “ส่วนเราตาไฟ ถ้าไม่คิดจะหาทางช่วยก็ออกไปได้เลย”

เสียงขุ่นๆ ของแม่เลี้ยงแพรวพัตราหันไปพูดกับลูกชายบังเกิดเกล้า เพลิงอินทรีย์ได้แต่หันไปมองหน้าผู้เป็นพ่อที่นั่งตัวแข็งทื่อ ไม่ยอมแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมา

        “แล้วคุณล่ะ คุณเพลิง จะร่วมมือกันช่วยหลานหรือเปล่า”

        จัดการกับลูกเสร็จย่าแพรวก็หันมาจัดการกับผู้เป็นสามี คุณปู่เพลิงอาจได้แต่ยิ้มจืดๆ พร้อมเอ่ยบอกตามนิสัยใจคอ

“ผมขอดูอยู่เงียบๆ ก็แล้วกันนะคุณ”

        เมื่อได้คำตอบนั้นแม่เลี้ยงแพรวพัตราก็แจกค้อนให้น้อยๆ ก่อนจะเอ่ยกับหลานรักด้วยน้ำเสียงน่ารัก “ไหนลองเล่ามาสิ ว่าทำอะไรกับน้องเขาไว้บ้าง ย่าจะได้เตรียมตัวรับมือกับพ่อตาของเราถูก”

        “ครับ”

        เพลิงอัคนีได้แต่รับปากแล้วค่อยๆ เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา โดยทุกคนก็ยังนั่งฟังกันอยู่อย่างพร้อมเพรียง ยิ่งบุตรชายสาธยายออกมามากมายเท่าไร คนเป็นพ่ออย่างเพลิงอินทรีย์ก็ได้แต่ทำหน้าเหมือนจะเป็นจะตายซะเดี๋ยวนั้น เพียงแค่หวนไปถึงนิสัยใจขอของเพื่อนที่เป็นตำรวจ และอาจเป็นคู่กรณีกันในอนาคตก็จำต้องถอนหายใจทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า เชื่อได้เถอะว่าคงยุ่งยากไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวของบุตรชายคนโต ให้ตายสิ! สองพี่น้องนี่ช่างก่อเรื่องเหมือนกันไม่มีผิด จะทำให้คนเป็นพ่ออย่างเขาไม่ต้องถูกถอนหงอกสักคนก็ไม่ได้

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ"

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha