เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    วรดาได้ยินเสียงรถของลูกสาวก็รู้ล่ะอีกสักเดี๋ยวคงบ่นว่าหิวตามเคย รอไม่ถึง 5 นาทีเภรินก็เดินลูบท้องเข้ามากอดนางไว้จากด้านหลัง สูดกลิ่นหอมๆ ของมัสมั่นที่กำลังแตกมันในกระทะ พอเหลือบไปอีกด้านก็เห็นป้าใจกำลังหั่นผักคะน้าโดยมีปลากระป๋องเปิดเทไว้รอ งานนี้ผัดผักคะน้าปลากระป๋องแน่นอน

               “เพลินช่วยค่ะ”

               “ไงลูก ไปซื้อน้ำมันพืชถึงที่ไหน หายไปนานจนแม่นึกว่าขับรถไปซื้อถึงโรงกลั่น” วรดาแซวลูกยิ้มๆ

               “มีเรื่องนิดหน่อยค่ะ เจอหมาถูกรถชนก็เลยพาไปหานายเผือก แล้วพอดีเพลินแวะไปสำนักพิมพ์ด้วยก็เลยนาน” หญิงสาวเล่าให้ฟังพลางใส่น้ำมันลงในกระทะอีกใบ ตามด้วยกระเทียมสับ ได้กลิ่นหอมฟุ้งของกระเทียมทันที

               วรดายิ้มกับแม่บ้าน ถ้านับจำนวนหมาที่เภรินพาไปหาวินิตในปีนี้ก็คง เกือบ 20 ตัวเข้าไปแล้วกระมัง เจ้าหมูแดงก็เป็นหมาที่ถูกรถชน โชคดีที่พาไปหาหมอ ทัน ส่วนหมาตัวอื่นๆ ที่รักษาหายเภรินก็ลงประกาศหาเจ้าของบ้างหรือไม่ก็หาเจ้าของใหม่ให้ แปลกดีเหมือนกันคนรักสัตว์มีไม่น้อยก็จริง แต่คนใจร้ายทำสัตว์ตาดำๆ ได้ลงคอก็มีไม่น้อยอีกเหมือนกัน

               ผักคะน้ากำลังเขียวเภรินก็เทปลากระป๋องลงไป ยีเนื้อปลานิดหน่อยไม่ให้แหลกมาก เติมเครื่องปรุงอีกหน่อย ชิมแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนตักใส่จาน โต๊ะอาหารมีข้าวรอในจานพร้อมแล้วรอเพียงกับข้าวหอมๆ ที่เสร็จพอดี

               “วันมะรืนเพลินจะไปสงขลานะคะ”

               “ไปทำอะไรล่ะลูก นัดกับเพื่อนไปเที่ยวเหรอ” วรดาถามแบบเนียนๆ ไป แต่ป้าใจนี่สิก้มหน้ายิ้มเพราะก็รู้เหมือนกันว่าคุณๆ กำลังวางแผนอะไรกันอยู่

               “ไปเรื่องงานน่ะค่ะ ไปหาข้อมูล พี่เอกเป็นสปอนเซอร์ให้ แม่อนุญาตนะคะ”

               “แม่ไม่ห้ามหรอก แค่ระวังตัวไปไหนมาไหนเราเป็นผู้หญิง”

               เภรินถอนใจโล่งอกที่แม่ยอมอนุญาต สองสาวเหลือน้อยพากันลอบถอนใจ ถ้าเป็นเอกไม่การันตีว่าเพื่อนที่ว่านั้นเป็นคนดีจริงๆ นางคงไม่ยอมให้ไป อย่างน้อยก็ได้เปิดหูเปิดตา ได้มีเพื่อนใหม่ เผื่อนางจะได้ลูกสาวคนเดิมกลับมาเสียที

               

               ไฟในห้องนอนขอเภรินยังเปิดสว่างจนกระทั่งเกือบตี 2 นักเขียนสาวจึงยอมหลับยอมนอน แต่ต่อให้นอนดึกเท่าไหร่เภรินก็ตื่นเวลาเดิมทุกวัน ไม่เกิน 8 โมงเช้าหญิงสาวก็เดินลงมาจากชั้นสอง แปลกใจนิดหน่อยที่เห็นรถไม่คุ้นมาจอดหน้าบ้าน เจอป้าใจกำลังรินน้ำใส่แก้วคงเตรียมให้แขกก็เลยถาม

               “ใครมาหรือคะป้าใจ”

               “คุณสโรชามาค่ะ” สีหน้าป้าใจดูไม่ค่อยชอบใจระคนเซ็งแทนวรดา

               เภรินถอนใจส่ายหน้าเบื่อๆ รู้เลยล่ะว่ายัยแม่เลี้ยงมาหาแม่ของเธอด้วยเรื่องอะไร

               “ถ้างั้นเดี๋ยวเพลินยกน้ำเข้าไปเองค่ะ ป้าใจรอเปิดประตูส่งแขกก็แล้วกันนะคะ”

               หญิงสาวคว้าถาดในมือของป้าใจมาถือไว้เสียเองแล้วเดินไปห้องรับแขก รู้สึกว่าเช้าอันสดใสกลายเป็นมีเมฆดำทะมึนขึ้นมาทันที แต่เดี๋ยวเถอะจะสว่างโร่จนแสบตาเพราะเธอจะจุดไฟเผาเมฆดำๆ เสียให้เรียบ

               วรดาใจกว้างพอที่จะต้อนรับภรรยาใหม่ของอดีตสามี นานแล้วที่ไม่ได้พบกันสองต่อสองแบบนี้ ครั้งสุดท้ายที่พบก็คงตอนที่สโรชามาร้องไห้กับนางเพราะเสียอกเสียใจที่พศินยืนกรานจะไม่ทำบางอย่างที่ตนเองต้องการ ซึ่งเรื่องแบบนั้นนางจะไปมีสิทธิ์บังคับอดีตสามีได้อย่างไร ในเมื่อตอนที่เขานอกใจยังไม่เคยมาบอกนางสักคำ

               “มีอะไรก็รีบๆ พูดมาเถอะ แต่ถ้ามาเรื่องเดิมฉันไม่มีคำตอบให้หรอกนะ”

               สโรชาชักสีหน้ายิ้มเหยียดๆ ใส่วรดา เชอะ มาทำมาดผู้ดีอยู่ได้ นางล่ะหมั่นไส้เสียจริง ทำหงิมๆ แต่จ้องเงินก้อนโตของผัวเก่าอยู่เงียบๆ นี่น่ะรึผู้ดีเก่า

               “จะไม่มีได้ยังไง ก็ฉันเห็นกับตาว่าคุณพศินสั่งให้ทนายทำพินัยกรรม แล้วทนายชาติชายก็มาหาเธอเมื่อวันก่อน นี่กะจะมุบมิบฮุบทุกอย่างอยู่ล่ะสิ”

               วรดาถอนใจกำลังจะตอบกลับพลันประตูก็เปิดผางเพราะเภรินจงใจเสียมารยาท แถมยังส่งเสียงเข้ามาก่อนตัวเสียด้วยซ้ำ

               “แหม...หวงสมบัตินี่เอง”

               “ยัยเพลิน...” วรดายกมือทาบอก เห็นหน้าลูกก็รู้แล้วว่าอยู่ในอารมณ์ศิลปินที่รับบทบู๊ล้างผลาญซึ่งคงอินไม่น้อย

               แก้วน้ำถูกยกมาวางให้แขกไร้เสียงกระแทกกระทั้น แถมคนบริการให้ยังยิ้มหวานได้น่ารักน่าชัง แต่ยามที่เอ่ยออกมานี่สิคนเป็นแม่แทบลมจับ

               “อ้ะ น้ำค่ะ น้ำเปล่าๆ สำหรับแขก...ที่ไม่ได้เชิญ”

               สโรชาอึ้งจนนึกคำต่อว่าไม่ทัน เภรินยังยิ้มต่อพร้อมกับส่งหมัดที่เป็นคำพูดหนักๆ ซ้ำเข้าไปอีก

               “อ้อ แล้วที่ถามค้างไว้ อืม คุณน่าจะลืมอะไรเยอะเชียว พ่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสใหม่กับผู้หญิงคนไหนหลังจากหย่า ตอนนี้จะมาเรียกร้องอะไร ไหนว่ารักจริง ไม่หวังสมบัติ แล้วมาตาโตแค่พ่อทำพินัยกรรมทำไมล่ะคะ”

               วรดาตีแขนลูกสาวเบาๆ เรื่องจริงก็ไม่ได้หมายความว่านำมาพูดเป็นเรื่อง ล้อเล่นได้ เจ้าลูกคนนี้ แล้วนั่นสโรชามองมาตาโตคมวาวอย่างกับไฟ คงเลี่ยงการเกิดเรื่องไม่ได้แล้ว

               “ไม่ใช่เรื่องของเด็ก เอ ก็ไม่เด็กแล้วนี่นะ เกือบได้แต่งงาน ถ้าไม่เป็นเจ้าสาวค้างคานเสียก่อน”

               เภรินพยักหน้าเห็นด้วย เรื่องจริงจะบอกว่าไม่จริงทำไมล่ะ ก็แค่เรื่องนี้แหละที่แม่เลี้ยงจะจี้ให้เธอรู้สึกเจ็บแปลบๆ ในอกได้ แต่ใครบ้างไม่มีบาดแผล ไม่เว้นแม้แต่ ลัลนาด้วยนะ ถ้าสโรชาทำลืมเธอก็จะระลึกอดีตให้เหมือนกัน

               “ได้ฟังอย่างนี้ก็ชักนึกขึ้นมาได้ ทุกวันนี้ลูกสาวคุณแม่เลี้ยงก็ม่ายขันหมาก ถูกปฏิเสธกลางงานเลี้ยงรุ่นมาไม่ใช่หรือคะ น่าสงสาร”

               “แกรู้ได้ยังไง” สโรชากระชากเสียงแถมยังค้อนลูกเลี้ยงตาคว่ำ

               เภรินยิ้มพลางขมวดคิ้ว เรื่องอะไรจะบอกว่าคนที่ยัยลัลนาปลื้มนักหนา ถึงขนาดไปขอผู้ชายเป็นแฟนแบบมั่นใจสุดๆ ว่ายังไงก็ไม่ถูกปฏิเสธน่ะก็เพื่อนของเพื่อนเธออีกที

               “อย่าสนใจเลยว่าเพลินรู้ได้ยังไง รู้ในเรื่องที่เป็นเรื่องของคุณดีกว่า พ่อยัง สบายดีทุกอย่างก็มาแช่งให้พ่อตายถามหาพินัยกรรมอยู่ได้ ถ้าหวังขนาดนั้นก็คงหวังยากหน่อยนะ เมียลอยๆ หรือจะสู้ลูกสาวตามกฎหมาย”

               สโรชาลุกขึ้นมองลูกเลี้ยงตาถลน วรดากลัวใจทั้งลูกและภรรยาใหม่ของสามีเก่าเลยต้องรีบห้าม

               “พอเถอะยัยเพลิน”

               “นังเด็กบ้า!” ถ้าตบมันได้นางตบมันไปแล้ว

               คนถูกว่ายิ้มกว้าง แหมจุดติดง่ายชะมัด ทีนี้ก็เหลือแค่เติมเชื้อไฟให้อารมณ์ไหม้เกรียม เธอยกมือไหว้หน้าตาภูมิใจเหลือเกินต่อคำต่อว่านั้น

               “ขอบคุณที่ชมนะคะ แม่คะเพลินว่าเราส่งแขกดีกว่า”

               สโรชาสะบัดหน้าพรืดก้าวฉับๆ ออกไปจากห้องทันที แถมยังปิดประตูเสียงดังจนบ้านแทบสะเทือน ไม่อยากเสวนากับทั้งแม่และนังลูกสาว ไหนใครว่ามันยังช้ำในต้องกินน้ำใบบัวบก หน้าตาอมทุกข์อกหักปางตาย นี่อะไรมาว่านางฉอดๆ ยิ่งกว่าก่อนงานแต่งที่กลายเป็นงานตลกเสียอีก

               วรดาทำหน้าดุๆ ใส่ลูกสาวที่หัวเราะเสียงดังไม่เป็นกุลสตรีเสียเลย ไม่รู้ไปเอานิสัยเหวี่ยงๆ เกรียนๆ มาจากไหน หรือการอกหักสามารถทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้จริงๆ

               “ปากจัดจริงยัยเพลิน ทำแบบนี้เสียมารยาทรู้ไหม”

               “รู้ค่ะ แต่มันอดไม่ได้ คนแบบนี้ชอบเหยียบหัวคนอื่น ตัวเองสำคัญที่สุด ไม่รู้อะไรนักหนากับพินัยกรรม” เพลินบ่นไม่ได้จริงจังอะไร ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าแม่เลี้ยงน่ะรักเงินกว่ารักพ่อเธอเสียอีก

               “คนไม่เคยมีพอมีก็กลัวจะกลับไปไม่มีอีกไงลูก” วรดาเอ่ยอย่างเข้าใจ

               “กลัวแล้วมาระรานคนอื่นแบบนี้แย่ค่ะ ตัวอิจฉาในนิยายชัดๆ”

               แม่ของเธอน่ะจิตใจดี ก่อนหน้านี้ก็รู้ทันยัยแม่เลี้ยงตลอด แต่ถ้าไม่แสดงออกบ้างว่ารู้นะว่าคิดอะไร ทั้งแม่ทั้งลูกๆ ก็ทำเนียนๆ กันเบิกบานใจ เธอไม่รู้หรอกว่าพ่อทำ พินัยกรรมไว้ว่ายังไงบ้าง แต่ถ้าบ้านนั้นไม่ได้อะไรเลยคงอาละวาดล้างบาง แต่ถ้า ได้ทุกอย่างไปคงถลุงกันมันมือ พ่อจะรู้ไหมนะ

               

               วินิตยิ้มรู้ทันใส่เพื่อนที่มาถึงคลินิกของเขาเป็นคนแรก เรียกว่าพอ 9 โมงปั๊บก็โผล่หน้ามาให้เห็นทันที เภรินก็ว่าจะไม่มาแต่ก็ห่วงกลัวนายยักษ์นั่นไม่มา เธอจะได้หาที่อยู่ให้หมาโชคร้ายตัวนั้น

               “ไงแก กะจะมารอหนุ่มคนนั้น ตกหลุมรักหรือไง” เผือกแซวหน้าตากวน...มาก

               “ไอ้บ้า ถ้าเขาไม่มาฉันจะได้พา ‘โชคดี’ กลับบ้านเองน่ะสิว้อย” เธอบอก มองเจ้าโชคดีที่แกว่งหางอย่างกับบอกด้วยภาษากายว่าจำได้

               “นั่นไง เขามาแล้ว แกคงอดแล้วว่ะ”

               เผือกหันมาบอกเพื่อนแต่ก็ไม่เห็น พอมองหาถึงได้เห็นว่าเภรินหลบไปอยู่ในห้องนั่งพักของเขาแล้ว แหม...แล้วปล่อยให้เขาพูดคนเดียวอยู่ได้ หนุ่มหล่อๆ มาแทนที่จะเผยโฉม

               “ไง ‘นำโชค’ จำฉันได้หรือเปล่า” ฆโณทัยทักทายเจ้านำโชคที่ยิ้มตาใสกว่าเมื่อวาน แถมยังแกว่งหางให้เขาเป็นการทักทายกลับ “มันแข็งแรงพอจะเดินทางไหมครับหมอ พอดีบ้านผมอยู่ต่างจังหวัดต้องเดินทางไกล”

               เผือกยิ้ม ถ้ายัยเพลินอยู่แถวนี้คงดุเจ้าของใหม่ของ ‘นำโชค’ หรือว่า ‘โชคดี’ ว่าทักหมาก่อนทักคน

               “ได้ครับ แต่ต้องดูแลให้มันไม่สะเทือนแผล อย่าเพิ่งโดนน้ำด้วย แล้วถ้ามันยอมเดินก็ค่อยๆ ดูพฤติกรรมไป ถ้าซนมากก็อาจมีผลต่อกระดูกอาจจะประสานกันช้าได้”

               “ครับ ผมขอประวัติการรักษาของมันด้วยได้ไหมครับ ถ่ายเอกสารก็ได้ พอกลับถึงบ้านผมจะได้พามันไปรักษาได้ต่อ” ยามถามหน้าขรึมๆ ก็ดูอ่อนโยนลงจนคนแอบมองรู้สึกอุ่นวาบในใจ ดีใจแทนเจ้าโชคดีไปด้วย อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็คงรักสัตว์ไม่อย่างนั้นคงไม่เอาไปรักษาต่อ

               “ได้ครับ แหม เจ้าโชคดี เอ๊ย นำโชคนี่มันโชคดีจริงๆ” เผือกแกล้งพูดเสียงดังๆ ให้เพื่อนได้ยิน

               ป้างยิ้มตามไปด้วย เขารอให้หมอฉีดยาเจ้านำโชคอีกเข็ม รอรับยาและจัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ช่วยกันพามันมานอนในรถ มันแปลกใจระคนกลัวมองผู้ชายตัวโตสองคนแล้วเห่าออกมาอยู่หลายครั้ง ป้างลูบหัวมันเบาๆ พลางบอกมันว่าเราจะกลับบ้านด้วยกัน ไม่รู้ว่ามันฟังที่เขาพูดเข้าใจหรือเปล่าแต่เสียงเห่าก็เงียบลง เขาลาหมอก่อนจะขับรถออกไปจากคลินิกแห่งนั้น

               เภรินอิ่มใจเมื่ออย่างน้อยเธอก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพาเจ้าโชคดีมารักษา เป็นบุญของมันแท้ๆ ที่ได้พบเจ้าของใหม่

               “ไงล่ะแก หนุ่มดีๆ จิตใจงามแถมยังรักสัตว์ ไม่น่ารอด มีเมียแล้วแหง” เผือกตั้งข้อสังเกต ก็ดูอย่างเขาสิรอดเสียที่ไหน ตอนนี้ก็ลูก 1 แล้วด้วย

               “เจ้าโชคดีมีคนดูแลแล้วก็ดี แล้วแกก็เลิกพล่ามเสียที อ่านนิยายมากจนเพ้อหรือไง” เภรินแซวกลับ

               เผือกหัวเราะชอบใจ ก็นิยายที่เขาอ่านก็มาจากยัยเพลินไม่ใช่หรือไง แล้วดูพอส่งหนุ่มเรียบร้อยสาวเจ้าก็เดินไปที่รถยกมือบ๊ายบายเขาทีเดียวก็ขับรถออกไป ถ้านิยายสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงเขาก็อยากให้เกิดกับเพื่อนบ้าง ถูกหักหลังครั้งเดียวเลยเกลียดผู้ชายทั้งโลกนี่ไม่ไหวนา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha