เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : ตอนที่ 2_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    เภรินจัดกระเป๋าเดินทางหลังจากเลขาของเป็นเอกโทรมานัดหมายเวลา และส่งตั๋วเครื่องบินมาทางจิลลา เธอคิดไว้คร่าวๆ ว่าคงไปแค่ 3 วันก็น่าจะพอแล้วสำหรับข้อมูลและเที่ยวไปในตัว เธอนั่งรถแท็กซี่มาที่ดอนเมือง กระเป๋าเป้สะพายหลังใบเดียวก็พอสำหรับการเดินทางไปกลับคราวนี้ เธอเข้าไปสแตนด์บายและรอเวลาเครื่องออกโดยหาที่นั่งมองโน่นมองนี่ไปเงียบๆ

               ลัลนาเพิ่งมาถึงพร้อมกระเป๋าเดินทางใบโตโดยมีคนขับรถถือมาให้ พอเห็น เภรินก็ปรี่เข้ามาหาทันที ยิ้มสวยๆ กลายเป็นยิ้มเยาะคล้ายเหยียดที่เห็นคนใส่เสื้อผ้าปอนๆ

               “ไงยะ ไม่คิดว่าจะเจอ หายจากอกหักแล้วหรือไงถึงได้มาดูแสงตะวันทนฟังเสียงประชาชี”

               เภรินนึกแล้วว่าลัลนาต้องเข้ามาทักทาย ขนาดเธอแกล้งทำมองไม่เห็นแล้วก็ยังไม่วาย แซนด์วิชที่ป้าใจทำให้มากินระหว่างรอขึ้นเครื่องถูกยื่นให้คนหน้าสวยแต่จิตใจไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

               “อ้ะ เอาไป”

               “ให้ฉันทำไม ไม่หิวสักหน่อย”

               “จะได้ปากไม่ว่างไงล่ะ มีเรื่องดีๆ ค่อยพูด เรื่องแย่ๆ ก็หัดหยุดพูดเสียบ้าง ทำร้ายคนอื่นแล้วเธอจะมีความสุขมากขึ้นหรือไง” เภรินว่ากลับ ระหว่างเราไม่เคย พูดดีๆ ต่อกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเคลมให้จบๆ จะได้หูสงบไวๆ

               “ใช่ โดยเฉพาะเธอ” เธอบอกพลางโยนแซนด์วิชลงถังขยะ เพลินถอนใจ คนไม่เห็นคุณค่าของอาหาร ถ้าวันหนึ่งไม่มีอะไรกินแล้วจะรู้สึก

               เสียงประกาศเที่ยวบินกรุงเทพฯ-สงขลาดังขึ้น เภรินเลยดึงเป้มาสะพายหลัง ขี้เกียจเสวนาต่อ

               “หลีกไป เที่ยวบินของฉันเรียกแล้ว”

               “หือ เที่ยวทั้งทีไปไกลแค่สงขลาเนี่ยนะ สู้ฉันไม่ได้ถ้าจบทริปเชียงใหม่ก็จะต่อ ไปอังกฤษเลย” ลัลนายิ้มเย้ยรู้สึกเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

               เภรินกอดอกมองคนชอบสนใจเปลือกมากกว่าเนื้อใน มีเงินแล้วหาความสุขให้ตัวเองใครจะไปว่า แต่ถ้ามาดูถูกคนอื่นทั้งที่ยังใช้เงินคนอื่นน่ะมันน่าจัดไปอีก สักดอก

               “ฟังแล้วคิดตามดูนะ มีเงินแต่มัวแต่ถลุง หาเงินเองก็ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ถ้าวันหนึ่งไม่มีคนให้เงินเธอจะเป็นยังไง”

               “ทำไมต้องกลัวด้วย ในเมื่อคุณลุงให้ฉันมากกว่าลูกสาวแท้ๆ เสียอีก” ลัลนาย้อน ทุกวันนี้เธอใกล้ชิดกับพศินมากกว่าลูกสาวแท้ๆ เสียอีก ขออะไรไม่เคยไม่ได้

               “ก็ภูมิใจไปแล้วกันถ้ามันเป็นของของเธอจริงๆ”

               เภรินไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ถ้าความรักแสดงออกด้วยการตามใจไปเสียทุกเรื่องที่ถูกเรียกร้องจริงๆ แล้วละก็ ทำไมลัลนาถึงต้องมาเรียกร้องความสนใจ ทำไมสโรชาถึงกลัวไม่ได้อะไรจากพินัยกรรม ถ้ารักแล้วทำไมดิ้นพล่าน นั่นเพราะความรักของสองแม่ลูกหมายถึงเงินเพียงอย่างเดียว น่าอนาถใจดีแท้

               

               ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ เครื่องบินก็มาลงจอดที่สนามบินนานาชาติหาดใหญ่ เภรินเดินออกมาที่ประตูทางออกพร้อมผู้โดยสารคนอื่นๆ พยายามมองหาคนที่จะมารอตามที่เลขาของเป็นเอกบอกไว้ เธอไม่อยากโทรไปหาเจ้าของฟาร์มกลัวจะเป็นการตามจิกจนเกินไป ถ้าไม่เจอคนมารับแล้วค่อยว่ากันอีกที

               ป้ายชื่อ ‘เพลิน’ โชว์หราท่ามกลางผู้มารอ ก็จะไม่เด่นได้ยังไงล่ะ ก็เล่นป้ายสีแดงตัวอักษรสีขาวขนาดนั้น ไกลกัน 100 เมตรยังเห็นเลยมั้ง เภรินรีบเดินไปหาผู้ชายร่างสูงดูบึกบึน ผมหยิก ผิวคล้ำ แต่ยิ้มกว้างได้ใจ

               “คุณคือคุณฆโณทัยที่พี่เอกโทรนัดไว้ใช่ไหมคะ”

               “ไม่ใช่ครับ” เขาบอกเสียงเหน่อทองแดงมาเลย

               “อ้าว! แล้วคุณเขียนชื่อฉันทำไม” เภรินชักงง โลกนี้คงไม่ได้มีคนชื่อเพลินคนเดียวหรอก แต่คงไม่มีเพลินพร้อมๆ กันถึง 2 คนที่นี่มั้ง

               ชายผู้มายืนรอรับหัวเราะขลุกๆ พลางเกาหัวตัวเองที่ดันพูดไม่เคลียร์

               “ผมชื่อไตรครับ ไม่ได้ชื่อฆโณทัย แต่ผมเป็นคนที่จะมารับคุณครับคุณเพลิน คุณป้างเอ่อ คุณฆโณทัยเป็นคนโทรมาบอกให้ผมมารอคุณ” ไตรร่ายยาว เดี๋ยวจะงงกันอีก

               เภรินยิ้มให้ไตร “อ้อ แล้วคุณฆโณทัยไปไหนหรือคะ ฉันรบกวนเขามากไปหรือเปล่า”

               

               “กำลังเดินทางมาครับ วันนี้เย็นๆ ค่ำๆ คุณป้างคงมาถึง” ความจริงแล้วก็น่าจะมาถึงตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่รู้อีท่าไหนต้องอยู่ต่ออีกวันเลยเพิ่งเดินทางกลับวันนี้ แถมขับรถมาแทนที่จะนั่งเครื่องบินมาเสียด้วยสิ

               เกิดความเงียบเมื่อต่างมองกันไปกันมาแบบไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ไตรรีบเก็บป้ายชื่อแล้วผายมือให้แขกของนาย

               “ทางนี้ครับ”

               เภรินเดินตามไตรไปที่รถเพื่อเดินทางต่อไปที่ท่าเรือ แน่ล่ะเธอเตรียมยาแก้เมาเรือมาแล้ว นานมาแล้วเธอเคยเป็นเชื้อราในหูเพราะไปดำน้ำแล้วมีน้ำค้างอยู่ในช่องหู รักษาอยู่ตั้งนานกว่าจะหาย ทำให้เวลานั่งรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่องบินนี่จะตายให้ได้ ยาที่พกติดตัวเสมอไม่ใช่พาราเซตามอล แต่เป็นแก้เมาพาหนะทุกชนิด

               เภรินมองเรือแล้วอึ้ง ก็จะไม่อึ้งได้ยังไง เรือที่เธอเห็นเป็นเรือยอชต์ไม่ใช่เรือ สปีดโบ๊ทอย่างที่คิดไว้ อืม...ก็เข้าใจนะว่าทำฟาร์มหอยมุกคงรายได้ดีจริงๆ แต่ชักเกรงใจแฮะมาอยู่ฟรี กินฟรี นั่งเรือหรูๆ ฟรีอีก ไม่ได้เอาอะไรติดไม้ติดมือมามากมายเสียด้วยนอกจากผ้าพันคอที่เพิ่งไปซื้อมา

               แสงยามบ่ายส่องลงมากระทบผืนน้ำเป็นประกายเจิดจ้า กล้องที่ใส่กระเป๋ามาถูกใช้ทันที น้ำทะเลเป็นสีฟ้าเข้มสวยตัดกับแสงจ้าแวววาว ลมที่พัดผ่านยิ่งทำให้เย็นสบาย แม้ว่าจะทำให้เหนียวตัวไปบ้าง

               “ต้องนั่งเรือไปไกลไหมคะคุณไตร”

               “อุ้ย เรียกไตรเฉยๆ ก็พอครับ” ไตรบอกยิ้มๆ ทำหน้าเขินๆ ดูๆ แล้วเขากับแขกของนายหัวคงรุ่นราวคราวเดียวกัน

               “ก็ได้ค่ะ” เภรินรับปากพลางยกกล้องมาถ่ายรูปไตรไว้ คนถูกถ่ายโพ้สท่ายกใหญ่กว่าจะตอบคำถามที่ค้างคำตอบไว้เมื่อครู่

               “นั่งเรือไปอีกก็เกือบชั่วโมงครับ ถ้าคุณอยู่นานหลายวันคุณป้างคงพาไปเที่ยวที่เกาะซานัมกับเกาะรังไม้”

               “เกาะรังไม้ เอ...คุ้นๆ เหมือนเกาะที่หนัง True love มาใช้สถานที่น่ะเหรอ” เธอเคยฟังข่าวผ่านๆ ทางทีวีอยู่ บางทีเวลาเขียนนิยายแล้วเงียบเกินไปเธอก็เปิดเพลงฟังหรือไม่ก็เปิดทีวีเอาเสียงเป็นเพื่อนบ้าง

               ไตรหน้าตาตื่นเต้นขึ้นมาทันที รีบเล่าให้แขกของนายหัวฟังอย่างภูมิอกภูมิใจ

               “ครับ ดาราเพียบ คุณปานชีวาก็มานะครับ ผมยังแอบขับเรือไปขอถ่ายรูปกับดาราเลย สวยๆ หล่อๆ กันทั้งนั้น”

               “ถึงขนาดแอบเลยเหรอ” เพลินหัวเราะชอบใจ สงสัยนายหัวของไตรคงเฮี้ยบน่าดูแฮะ

               “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แค่ไม่บอกนายหัวเท่านั้นเอง”

               นึกถึงวันนั้นแล้วก็ขำ เขากับเด็กๆ ลูกของคนงานพากันไปเกาะรังไม้เพื่อไปดูดารา แล้วจู่ๆ นายหัวก็ไปที่นั่นเหมือนกัน รีบขับเรือหนีนายหัวกันแทบไม่ทัน แต่มารู้ทีหลังว่านายหัวรู้แถมไม่ได้ว่าอะไร แค่บอกว่าพาลูกคนงานไปด้วยก็ให้ระวังมากๆ เผื่อเรือมีปัญหา พ่อแม่ของเด็กคงแทบขาดใจเพราะห่วงลูก

               “นายหัวของไตรดุมากหรือคะ”

               “ก็บางที แต่ส่วนใหญ่ไม่ดุ แต่น่าเกรงใจ”

               เอ...เธอก็ดันลืมถามเป็นเอกว่าฆโณทัยนี่อายุเท่าไหร่ แต่ฟังจากที่ไตรเล่าก็คงมีอายุมากแล้วกระมัง หญิงสาวยกกล้องขึ้นถ่ายรูปต่อ พอร้อนก็หยิบหมวกมาใส่เอาหน้าโต้ลมแบบไม่กลัวหน้าเหี่ยวก่อนวัยต่อไป

               “มานั่งตรงนี้ดีกว่าครับ แดดกำลังร้อน โดนละอองน้ำทะเลเดี๋ยวจะไม่สบาย” ไตรตะโกนบอก

               “ขอบใจนะที่เตือน”

               เภรินเดินกลับมานั่งพักในเรือก็รู้สึกร้อนวูบๆ จริงๆ นั่นล่ะ นานๆ มาออกแดดทีนี่ถ้าไม่ระวังตัวอาจจะป่วยอย่างที่ไตรบอกได้ หลังจากไม่รู้จะทำอะไรเธอก็เลยกินยาและนั่งพักเพราะพอนั่งเฉยๆ ก็ชักเวียนหัว ไม่นานนักก็หลับไปเพราะฤทธิ์ยา แก้เมาเรือ

               

               เกาะกาวันหรือเกาะเพื่อนใหม่หากแปลจากภาษายาวีเป็นภาษาไทย ตอนที่เห็นไกลๆ เภรินนึกว่าเป็นเกาะร้างเสียด้วยซ้ำไปเพราะไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างใดๆ เลย แต่พอเรือขับเข้าไปใกล้เธอเห็นบ้านไม้หลังไม่ใหญ่ไม่เล็กอยู่ท่ามกลางหมู่ต้นไม้และดอกไม้ที่ปลูกไว้ ช่างเหมือนบ้านในฝันของคนเมืองหลายๆ คนรวมทั้งเธอด้วย เจ้าของบ้านหลังนี้คงรักธรรมชาติมากถึงได้ยอมให้สีเขียวของต้นไม้เด่นกว่าบ้านสีน้ำตาลมันเงาหลังนั้น

               ไตรจอดเรือไว้ที่ท่าและช่วยถือกระเป๋าให้เภรินพร้อมกับเดินนำมายังบ้าน ที่เธอเห็น ดอกดาวกระจายสีเหลืองกับดอกกุหลาบสีแดงช่างสีตัดกัน รวมถึงดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่เธอไม่รู้จักชื่อแต่รู้ว่าสวยจัง

               “นายหัวสั่งให้เตรียมห้องไว้ให้คุณแล้วครับ” ไตรบอกเมื่อเดินเข้ามาในบ้านแล้ว

               “ที่นี่อยู่กันกี่คนหรือไตร ดูเงียบจัง” ตั้งแต่เข้ามาในเกาะจนถึงบ้านเธอยังไม่เห็นใครเลยสักคน ไม่ใช่ว่าเป็นเกาะผีสิงไม่มีใครกล้ามาอยู่หรอกนะ

               ไตรวางกระเป๋าเป้ของเภรินไว้ที่เก้าอี้รับแขก แล้วตอบคำถามของแขกก่อนจะเดินเข้าครัวไปรินน้ำมาให้ว่า

               “ถ้าบ้านหลังนี้ก็คนเดียวครับ ถ้าคุณนภัทร...แม่นายหัวมาก็เป็นสองคน รวมผมก็สาม แล้วก็มีคนงานในฟาร์มอาศัยอยู่ท้ายเกาะก็ราวๆ เกือบ 20 คนครับ”

               “แล้วใครทำอาหารดูแลบ้านล่ะ บ้านดูเรียบร้อยจัง” เภรินถามตามที่เห็น โต๊ะรับแขกยังฝุ่นไม่จับเลย แต่ห้องนอนของเธอนี่สิขนาดทำความสะอาดทุกวันยังมีฝุ่นเลย

               ไตรยิ้มเผล่ภูมิใจหน่อยๆ เขาเนี่ยตำแหน่ง Universal เชียวนะนายหัวเคยบอกเอาไว้ แบบว่าทำได้ทุกอย่างสารพัดยกเว้นทำเมีย

               “ก็ผมนี่แหละครับ แล้วก็มีป้าสมหญิงก็มาแบบมาเช้าเย็นกลับ ส่วนเรื่องอาหารผมบ้าง นายหัวบ้าง ถ้าอยากกินอะไรพิเศษก็บอกป้าสมหญิงกับผมได้ครับ”

               “ทำอาหารเป็นด้วย” เภรินชักทึ่งแฮะ

               “ต้องทำเป็นครับ เคยมีแม่ครัวแต่นายหัวติเสียอ่วมเลยขยาดกันหมด” ไตรว่า

               เภรินหัวเราะชอบใจ สม...สุดท้ายก็ต้องมาทำกินเอง นอกจากคุณฆโณทัยอาจจะเป็นผู้ชายมีอายุแล้ว ยังจู้จี้ ช่างว่า และน่าเกรงใจ อืม เธอต้องทำตัวยังไงเนี่ย

               “ผมเอากระเป๋าไปไว้ที่ห้องให้เองนะครับ เดี๋ยวก็ถึงเวลาอาหารแล้ว คุณอยากกินอะไรครับผมจะทำให้” ไตรบอกพลางเดินไปยังห้องที่จัดไว้ให้แขก

               เภรินมองตามไม่ได้เดินตามไป บ้านชั้นเดียวก็ดีเหมือนกันใครอยู่ตรงไหนก็เห็นกัน

               “ช่วยกันทำดีกว่า ไหนๆ ก็หิวแล้วเหมือนกัน”

               ไตรทำหน้าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าแขกของนายหัวจะทำครัวเป็น ท่าทางเหมือนทอมแบบนี้ไม่ใช่ว่าทอดไข่เป็นอย่างเดียวหรอกนะ แต่พอเห็นท่าจับมีดหั่นผักจับตะหลิวก็รู้แล้วล่ะว่าทำเป็นจริงๆ แขกของนายหัวดูไม่ถือตัวดีแฮะ 15 นาทีต่อมา เภรินกับไตรก็ได้ข้าวผัดไส้กรอกใส่ผักคะน้าคนละจานพร้อมน้ำซุป ก่อนแขกจะขอตัวเข้าห้อง ไตรก็ไปดูแลดอกไม้ของคุณนภัทรและรอนายหัวกลับมา

               

               วันนี้สำนักงานทนายความเหมือนจะใกล้ลุกเป็นไฟเมื่อสโรชามาหาชาติชาย...ทนายประจำตระกูลของพศิน และคงเป็นแขกรายสุดท้ายก่อนจะเลิกงานเสียด้วย ชาติชายนั่งฟังภรรยาของนายอย่างใจเย็นและตอบเท่าที่ตอบได้ ในฐานะ ทนายเขาย่อมไม่สามารถเปิดเผยความลับของพศินได้ และในฐานะเพื่อนเขายิ่งไม่สามารถหักหลังเพื่อนได้เช่นกัน

               สโรชาถอนใจฟึดฟัดด้วยความโมโห ถามอะไรก็มีแต่ไม่ได้ ไม่รู้ ไม่ทราบ จะไม่ทราบเข้าไปได้ยังไง ถ้าเขาไม่ทราบก็ไม่มีใครทราบแล้ว

               “ฉันชักจะหมดความอดทนกับคุณแล้วนะทนายชาติ”

               “ผมก็เรียนให้คุณสโรชาทราบแล้วว่าผมบอกอะไรไม่ได้จริงๆ ครับ ถ้าคุณอยากทราบควรถามคุณพศินเอง” ชาติชายยังบอกอย่างใจเย็นต่อไป แม้ว่าจะถูกซักไซ้มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็ตาม

               “ก็ฉันติดต่อเขาไม่ได้ นี่ก็ไปต่างประเทศเป็นอาทิตย์แล้วยังไม่กลับมาอีก” ไม่รู้มีธุระอะไรนักหนา โทรไปถามเลขาก็บอกว่าไม่รู้ มันน่าไล่ออกให้หมด

               “ที่คุณพศินไม่ต้องการให้คุณสโรชาทราบก็อาจเพราะมีเหตุผลที่จำเป็นก็ได้นะครับ”

               “ก็บอกฉันมาสิ”

               “ผมบอกไม่ได้จริงๆ ครับ”

               สโรชาตบโต๊ะเสียงดังก่อนจะก้าวฉับๆ ออกไปจากห้อง แถมยังปิดประตูเสียงดังปังใหญ่ ชาติชายส่ายหน้าไม่อยากเอามาเป็นอารมณ์ เรื่องบางเรื่องพูดไปจะยิ่งแย่และยิ่งยุ่ง ถ้าสโรชาใจเย็นกว่านี้อีกไม่กี่วันพศินก็คงกลับมาแล้ว และคงมีเวลาที่เพื่อนจะจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิตอีกไม่นาน

               

               หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัว เภรินก็ออกมาเดินเล่นแถวๆ หน้าเกาะพร้อมกล้องที่หยิบมาด้วย เธอเห็นฟาร์มอยู่อีกด้านของเกาะแต่ยังไม่เดินไปเพราะคงดูเสียมารยาทและยุ่มย่ามเกินไป ควรรอให้เจ้าของเกาะอนุญาตเสียก่อนจะดีกว่า

               แดดอ่อนลงเรื่อยๆ จนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ลมเย็นๆ ของทะเลช่างทำให้เย็นได้ทั้งกายและใจ เสียงคลื่นฟังไปฟังมาก็เพลินดี ธรรมชาติช่างเหมือนเพื่อนที่แสนดีที่มอบความสวยงามและสบายใจให้เสมอ เธอนั่งเพลินจนลืมเวลาไปเลย จนไตรเดินมาตามให้ไปกินข้าวได้แล้วตอนที่เห็นไฟจากแผ่นดินใหญ่เพียงลิบๆ

               เภรินขอรับหน้าที่ล้างจาน ไหนๆ มื้อเย็นไตรก็เป็นคนทำอาหารไปแล้ว รายนั้นบ่นอิดออดกลัวนายหัวรู้แต่ก็ยอม แน่ล่ะ ก็เธอคว้าจานมาไว้เป็นตัวประกันแล้วนี่ พอเสร็จก็ชักว่างๆ เลยมานั่งเล่นตรงแปลงดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าชื่ออะไร พรุ่งนี้จะถามไตรดู พอเห็นหายมานานเธอก็เดินกลับเข้าบ้านเดี๋ยวไตรจะเดินมาตามอีกชักเกรงใจ อีกอย่างมันก็มืดมากแล้วด้วย

               เสียงงี้ดเบาๆ ทำให้เธอเดินหาก็พบหนุ่มน้อยหางดาบตัวหนึ่งนอนอยู่บนผ้านุ่มๆ หน้าตาของมันเหมือนจะยิ้มให้ แถมยังแกว่งหางเหมือนกับเรารู้จักกันมาก่อนเสียด้วย

               อืม...เจ้านี่มันคุ้นๆ ไปหน่อยไหม แล้วยังขาของมันที่เข้าเฝือกไว้นั่นอีก ใช่แล้ว!

               “โชคดี ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha