เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : ตอนที่ 3_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    ร่างสูงใหญ่อย่างที่คนงานผู้หญิงชอบบอกว่าเหมือนยักษ์เพิ่งปิดประตูแล้วเดินออกมาจากห้องนอน มีปลอกคอที่เคยซื้อไว้ติดมือมาด้วย บ้านมันเงียบๆ พิกล แขกก็ไม่อยู่ในห้องที่จัดไว้ ไม่รู้ทำไมใครต่อใครพากันสนใจแขกคนนี้ของเขานักทั้งเป็นเอกที่โทรมาย้ำนักย้ำหนา แถมไม่รู้ไปพูดอีท่าไหนปู่ของเขาก็สั่งให้คนโทรมาย้ำอีก สงสัยเป็นเอกมันคงกลัวเขาไม่โอเคเลยไปขอให้ปู่ของเขาช่วย ก็สมควรล่ะปกติเขาก็ไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาที่เกาะอยู่แล้ว นี่กดดันกำลังสองก็ต้องยอม ว่าแต่คนที่ควรอยู่เฝ้าบ้านก็หายหัว ถ้าโจรเข้าบ้านคงสบายล่ะ

               “ไอ้ไตร หายหัวไปไหนของแกวะ” ป้างตะโกนเรียก เจ้ามะลิ...แมวที่โป้งพามาคืนวิ่งหางชี้มาหาเมื่อได้ยินเสียงของเขา

               คนที่เพิ่งกระโจนแผล็วมาหลบหลังโซฟาแอบมองเจ้าของบ้านแล้วก็ทำหน้าเหมือนโลกแตก เธอรู้แล้วว่าโลกนี้น่ะกลม แต่มันคงกลมไปมั้ง อะไรจะซวยขนาดนี้ ทำไมถึงมาเจอคู่กรณีที่นี่ได้ก็ไม่รู้

               โชคดีกับมะลิพากันทักทาย เสียงเห่าเสียดหูพอๆ กับเสียงขู่ฟ่อจากแมวน้อย ป้างเลยอุ้มมะลิไปไว้ในห้องนอนของเขาแล้วเอาปลอกคอมาใส่ให้โชคดี แต่ก็ยังไร้วี่แววของไตรและแขกที่เป็นเอกส่งมา

               “ให้มันได้อย่างนี้ แล้วแขกไปอยู่ที่ไหนจะรู้ไหมเนี่ย กินข้าวหรือยังก็ไม่รู้อีก อ้าว เจ้านำโชคทำไมยังไม่หลับ หรือว่าอยากกินยาเพิ่ม”

               โชคดีมองตาแป๋ว เพลินคิดว่าถ้ามันพูดได้คงอยากบอกว่า...เสียงดังขนาดนี้จะนอนเข้าไปได้ยังไง

               “เอ้า หลับไปได้แล้ว นี่ฉันห่มผ้าให้แกเผื่อหนาว เออ ดันลืมซื้อเสื้อโก้ๆ มาให้แกสักตัวว่ะ ขนเขินน่ะหายไปไหนหมด” ป้างยังคุยกับหมา แต่ตาก็เหล่เจ้าของปลายนิ้วเท้าที่โผล่มาจากหลังโซฟา นี่ก็รอจนขี้เกียจรอแล้วว่าเมื่อไหร่จะเผยโฉม

               “ใครอยู่ตรงนั้นออกมาเดี๋ยวนี้”

               “ทำไมดุจังวะ” เพลินบ่นกับตัวเองทำหน้ายู่ที่ถูกจับได้

               “เอาไง จะออกมาเองหรือว่าจะให้ลากออกมา” ป้างเร่ง

               เภรินรีบลุกขึ้นยืน เรื่องอะไรจะคลานออกมา แค่ที่เขาจับได้ก็อายแทบจะเอาหน้ามุดพรมแล้ว คนบ้า ทำไมไม่ทำเป็นไม่เห็นไปก็ไม่รู้

               “ฉันเอง แขกของคุณฆโณทัย คุณอยู่ที่นี่เหรอ โลกกลมจัง” ถามไปแล้ว ก็พึ่งนึกได้ ไตรบอกว่าที่นี่อยู่กันแค่ 2 คนถ้ารวมแม่ของเจ้าของบ้านนี่นา เตรียม หน้าแตกได้แล้วยัยเพลินเอ๊ย

               “ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้พบคุณที่นี่” ป้างเองก็ไม่นึกว่านักเขียนที่เป็นเอกส่งมาจะเป็นยัยทอมรุ่นมินิเหมือนกันนั่นแหละ

               ไตรวิ่งหน้าเริดเข้ามาในบ้านก็จ๊ะเอ๋เข้ากับนายหัวที่กำลังทำความรู้จักกับแขกพอดี งานนี้เขาพลาดอย่างแรง “นายหัวกลับมาตอนไหนครับ ทำไมผมไม่ได้ยินเสียงเรือเลย”

               “ฉันหายตัวมามั้ง ไปแอบหลับหรืออยู่ท้ายเกาะมาล่ะ บอกมาเสียดีๆ นะเอ็ง”

               “ผมไปเยี่ยมลุงทิวมาครับ แกไม่สบายเลยคุยนานไปหน่อย แล้วนี่รู้จักกันแล้วใช่ไหมครับ” รีบเปลี่ยนเรื่องเสียเลย เดี๋ยวโดนเตะ

               เจ้าของบ้านและคนของเจ้าของบ้านพากันมองแขกกันเป็นตาเดียว เพลิน ยิ้มนำไปก่อน รู้สึกอายมากกว่าเขินที่การพบกันครั้งนี้ระหว่างเธอกับอีตายักษ์มันดูเสียฟอร์มจนอยากเป็นลมให้รู้แล้วรู้รอดไป

               “อือ ตอนนี้ก็แค่แปลกใจว่าทำไม ‘แขก’ ถึงไปแอบอยู่หลังโซฟา”

               เอาไงดี...เอาไงดี๊ โกหกแล้วต้องเนียนเท่านั้นยัยเพลิน หญิงสาวรีบชี้ไปที่หูของตัวเองแล้วบอกหน้าตาเฉยดูพยายามดีใจว่า

               “ฉัน...เอ่อ...มาหาต่างหูน่ะสิ ตอนนี้เจอแล้ว”

               ป้างกอดอกมองแล้วยิ้ม หึๆ ไม่เนียนแฮะ สงสัยต้องไปฝึกการแสดงจากว่าที่น้องสะใภ้

               “อย่าทำของหายบ่อยๆ นะครับ ผมน่ะแม่นปืน เผลอยิงผิดคนล่ะได้ติดคุกหัวโต”

               เภรินหุบยิ้มทำหน้าขืนๆ เหมือนกลืนน้ำลายไม่ค่อยจะลงคอเท่าไหร่ ทำไมพี่เป็นเอกไม่บอกว่าเพื่อนของเขานอกจากดูดุแล้วยังมีความสามารถพิเศษ ถ้าเธอเผลอไปพูดไม่เข้าหูเข้าได้เป็นผีเฝ้าเกาะกันพอดี

               “พี่เอกคงบอกคุณหมดแล้วว่าฉันมาที่นี่ทำไมใช่ไหม...คะ”

               ป้างกอดอกเลิกคิ้วทำปากตุ่ย ก็ยังดีที่ยังมีหางเสียง

               “บอกแล้ว แต่คุณคงไม่ร้อนวิชาถึงขนาดขอให้ผมไปสอนวิธีทำฟาร์มตอนนี้หรอกนะ”

               “พรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ ฉันไม่เสียมารยาทขนาดนั้นหรอก ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะคะ” เพลินรีบบอกรีบเผ่นเข้าห้องของตัวเอง ถ้าเป็นที่อื่นเธอคงไม่กลัวเขาหรอก แต่ให้ตายเถอะ พอมาอยู่ที่นี่ทำไมเหมือนเขาตัวใหญ่ขึ้นหรือเปล่านะ แถมยังดุอย่างกับร็อตไวเลอร์

               ป้างส่ายหน้ายิ้มพร้อมกับบ่นพึมอยู่ในใจ...เด็กบ้าอะไรวะ พบผู้ใหญ่ไม่ยอมยกมือไหว้แถมยังมาทำหน้าเฉยๆ ใส่ มันน่าแกล้งชะมัด

               

               ...ก๊อก ก๊อก ก๊อก

               “นายหัวครับ นายหัว”

               ป้างรู้สึกตัวตื่นทันที เขาเปิดไฟที่หัวเตียงแล้วเดินไปเปิดประตูห้องพลางมองนาฬิกาดิจิทัลที่บอกเขาว่านี่มันตี 1 ไม่ใช่ 1 ทุ่มแน่นอน

               “มีอะไรไตร ทำไมมาเรียก”

               “ลุงทิวครับ จับไข้ใหญ่แล้ว ผมมาขออนุญาตเอาเรือออกพาลุงทิวไปหาหมอนะนาย” ไตรบอกหน้าตาร้อนใจ ตอนนี้คนงานช่วยกันอุ้มลุงทิวมารอที่หน้าบ้านแล้วด้วย

               “รีบไปสิ ทีหลังเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้ไม่ต้องมาขออนุญาต ไอ้บ้าไตร” ป้างโวยลั่น คนป่วยจะแย่ดันมารอเขาอีก ไอ้นี่ เขารีบกลับเข้าไปในห้องหยิบกระเป๋าสตางค์กับปืนมาเผื่อไว้

               ไตรวิ่งไปหยิบกุญแจเรือแล้วรีบวิ่งไปบอกคนงานให้ย้ายลุงทิวไปที่เรือ เพลินได้ยินเสียงเคาะประตูตอนแรกก็ว่าจะไม่ยุ่ง แต่ได้ยินเสียงร้อนใจของไตรแล้วก็อดไม่ได้ รีบเปิดประตูออกมาทันเห็นป้างกำลังจะออกจากห้องพอดี

               “เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”

               “ลุงคนงานจับไข้ ผมกับไตรจะพาไปหาหมอ” ป้างบอกเร็วๆ รีบวิ่งตามไปที่หน้าเกาะ เพลินวิ่งตามไปทันที

               “ถ้างั้นฉันไปด้วย เผื่อช่วยอะไรได้บ้าง”

               ป้างหยุดวิ่ง มองคนวิ่งตามมาพลางย่นคิ้วใส่

               “คุณอยู่ที่นี่ดีกว่า ไปด้วยก็เหนื่อยเปล่าๆ”

               “ฉันเคยดูแลแม่กับป้าตอนป่วย คงพอช่วยอะไรได้บ้าง อีกอย่างฉันไม่อยากอยู่บ้านคนเดียวด้วย สัญญาว่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ไม่ใช่ทำให้เรือของคุณหนักขึ้นอย่างเดียว” เพลินบอก เมื่อกี้เธอได้ยินไตรบอกว่ากำลังไข้ขึ้น ถ้าดูแลไม่ดีมีสิทธิ์ช็อกได้ นี่แหละที่เธอห่วงจนวิ่งตามมาและตัวเองก็กลัวผีด้วย

               “ก็ได้ รีบวิ่งตามมาเร็วๆ เรือกำลังจะออกแล้ว” ป้างก็เข้าใจอยู่หรอก มาวันแรกต้องมาอยู่คนเดียวมันก็น่ากลัวอยู่ แต่เพลินกลับวิ่งกลับไปที่บ้าน อะไรของเขา

               ป้างใจร้อนเลยวิ่งมาที่เรือก่อน ไม่ถึง 10 วินาทีเพลินวิ่งไปถึงเรือที่ติดเครื่องรอไว้พร้อมของบางอย่างที่อุตส่าห์วิ่งกลับไปเอามาจนเสี่ยงตกเรือและโดนด่า ไตรรีบขับเรือออกไปจากท่าทันที คนงานที่เหลือพากันสวดมนต์ขอให้ลุงทิวปลอดภัย เรือสปีดโบ๊ทดูเล็กลงไปทันทีเมื่อมีผู้โดยสารมากกว่าที่คิดไว้

               “ลุงทิว...ลุงทิว” ป้างเรียกชายชราให้รู้สึกตัวไว้ ร่างผอมๆ งอเกร็งแถมยัง สั่นเทิ้ม

               “ฉันวิ่งไปเอาผ้าห่มมา รีบห่มให้ลุงทิวแกเถอะค่ะ”

               เพลินคลี่ผ้าห่มแล้วห่มที่ร่างหนาวสั่นโดยมีป้างคอยช่วยและเหน็บไม่ให้ลมเย็นๆ เล็ดลอดผ่านเข้าไปได้ หูก็ฟังเภรินไปด้วย

               “ตอนนี้ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นไว้ เช็ดตัวคงไม่ได้เพราะอากาศก็หนาวมากอยู่แล้ว แล้วถ้าชักขึ้นมาก็ระวังว่าแกจะกัดลิ้นตัวเอง หาผ้านุ่มไว้รอก็ดีนะคะเผื่อแกจะชักขึ้นมาจริงๆ”

               ป้างหยิบผ้าขนหนูที่มีติดเรืออยู่มาถือไว้เผื่อลุงทิวจะชักขึ้นมา อาการสั่นของชายชราเริ่มลดลงเปลี่ยนเป็นบ่นว่าร้อนแต่ก็ยังต้องห่มผ้าไว้ ร่างกายร้อนสลับหนาวน่าเป็นห่วงมาก แถมเมฆก็ตั้งเค้าเหมือนฝนกำลังจะมา อีกทั้งลมก็แรงจนน่าวิตกว่าฝนจะตกก่อนถึงฝั่งหรือเปล่า

               “ลุงทิวทำใจดีๆ ไว้นะ ใกล้ถึงฝั่งแล้ว” เพลินกระซิบบอกลุงทิวเรื่อยๆ ให้แกรู้ตัวมีสติไม่หลับไปในตอนนี้ ส่วนป้างก็โทรติดต่อโรงพยาบาลเพื่อไม่ให้เสียเวลา

               “รถพยาบาลจะมารอที่ฝั่ง ไตรรีบขับเรือให้มันเร็วกว่านี้สิ”

               “ครับนายหัว”

               หัวเรือพุ่งผ่านม่านลมแรงจนกระแทกผิวน้ำส่งผลให้เกิดเป็นละอองน้ำเล็กๆ ไปยังผู้โดยสาร เพลินหนาวจนสั่นเพราะเสื้อที่ใส่มาไม่ได้หนาอะไรเลย ส่วนป้างก็ชักเย็นๆ แต่ยังพอทนได้ พอเห็น ‘เด็ก’ หนาวก็มองหาเสื้อหนาๆ สักตัวก็ดันไม่มีอีก ทนหน่อยก็แล้วกัน ในรถของเขาซึ่งจอดไว้ที่โน่นน่าจะมีเสื้อแขนยาวหนาๆ อยู่บ้างหรอก

               ลุงทิวไม่ได้ชักหรือมีอาการช็อกอย่างที่กังวลไว้ เมื่อเรือแล่นมาถึงท่าเรือทุกคนก็ถอนใจออกมาอย่างโล่งอก ยิ่งเห็นรถพยาบาลมาจอดรอยิ่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก ไตรกับป้างช่วยกันอุ้มลุงทิวขึ้นมาจากเรือไปยังเตียงล้อเลื่อน หมอและพยาบาลเข้ามาดูแลต่อทันที

               “ฝากด้วยนะครับ เดี๋ยวผมขับรถตามไป”

               รถพยาบาลขับออกไปจากท่าเรือมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลทันที ไตรนั่งกับพื้นอย่างหมดแรงเพราะลุ้นมาตลอดเวลาที่ขับเรือมา กลัวลุงทิวเป็นอะไรไปเสียก่อน เพลินก็หาที่นั่งแถวๆ นั้นไม่รู้ว่าสองหนุ่มจะทำอะไรต่อไป

               ป้างหันมาเห็นลูกน้องกับแขกพากันนั่งหมดแรงก็ออกปากสั่งเสียงเนิบๆ ไม่ได้เด็ดขาดเอาเป็นเอาตายว่า

               “คุณกลับไปกับไตรก่อนดีกว่า กว่าจะเสร็จเรื่องก็คงนาน จะได้ไม่ต้องมาอดหลับอดนอน”

               “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไปโรงพยาบาลกับพวกคุณดีกว่า ไตรจะได้ไม่ต้องขับเรือไปๆ มาๆ หลายเที่ยว” เพลินเกรงใจ ถ้าการมีเธอมาด้วยแล้วต้องทำให้ไตรต้องทำงานเพิ่มเธอจะสบายใจได้ยังไงล่ะ

               “ถ้างั้นก็ตามใจ”

               ป้างเดินนำมาที่รถกระบะ 4 ประตูซึ่งจอดไว้ในโรงรถของคนรู้จัก เวลาเข้าเมืองจะได้สะดวก ไตรจัดแจงจะมาขับรถให้นาย

               “แกไปนั่งข้างๆ แล้วกัน เดี๋ยวฉันขับเอง” ป้างบอก

               ไตรเลยมานั่งข้างคนขับ เพลินขึ้นไปนั่งข้างหลัง แต่แล้วแขนยาวๆ ของคนขับก็ควานหาอะไรสักอย่างที่เบาะหลังพอเจอก็ส่งเจ้าสิ่งนั้นมาให้เธอ

               “อ้ะ เอาไป” เขาส่งเสื้อกันหนาวให้คนนั่งหนาว หน้าก็ชักจะเริ่มซีดๆ

               “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่หนาวเท่าไหร่”

               “ผู้ใหญ่ให้อะไรก็รับไปแล้วบอกว่าขอบคุณก็พอ อย่ามาโยกโย้ หนาวจนสั่นแล้วไม่ใช่หรือนั่นน่ะ”

               เพลินจ๋อย ไม่รู้อีตาป้างจะดุไว้ให้ใครแจกโล่หรือไง ที่เธอปฏิเสธก็เพราะ เกรงใจ แต่ก็ต้องรับเสื้อกันหนาวตัวหนามาใส่ เดี๋ยวจะถูกจ้องผ่านกระจกมองหลัง ผู้ชายคนนี้ดูขัดแย้งในตัวเอง บางทีก็ดุ บางทีก็ใจดี เจ้าโชคดีจะโชคดีสมชื่อที่เธอตั้งให้หรือเปล่าหนอ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha