เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 6 : ตอนที่ 3_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    ป้างพาไตรกับเพลินมาที่โรงพยาบาล ไตรคงเหนื่อยเลยหลับพิงไปกับเก้าอี้ ส่วนเพลินไม่หลับแต่เดินอ่านโน่นอ่านนี่ไปเรื่อย สงสัยพวกนักเขียนคงชอบอ่านมาก อ่านแล้วเอามาเขียน เขาเองก็เริ่มหาวเหมือนกัน เมื่อวันก่อนที่ไม่ได้กลับบ้านตามกำหนดก็เพราะไปเจรจากับลูกค้า รายนี้เลขาของเขาจัดการไม่ได้เพราะมี รายละเอียดมาก แต่พอเขาไปเองกลับพูดง่าย แต่ก็ต้องเหนื่อยแก้ไขบางอย่างจนดึก

               พอมาอีกวันก็ขับรถทั้งวันเพราะต้องพาเจ้านำโชคกลับมาด้วย ดีหน่อยที่มันเป็นหมาไม่วุ่นวาย ง่วงก็นอน หิวก็มอง ปวดฉี่ ปวดอึก็ร้องบอก กว่าจะพากันมาถึงบ้านก็มืดพอดี ทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย

               หมอรักษาคนไข้อยู่นานพอสมควรก็ออกมาบอกอาการ ป้างลุกขึ้นพลาง ยื่นมือไปปลุกไตรให้ตื่นมาฟังด้วยกัน

               “คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ เป็นไข้หวัดใหญ่ คงต้องให้นอนรักษาตัวสักสองสามวันครับคุณป้าง”

               “ถ้างั้นขอไปเยี่ยมหน่อยได้หรือเปล่าครับ” ไตรถามด้วยความเป็นห่วง เขาโมโหตัวเองที่ไม่ทันคิดว่าลุงทิวจะเป็นอะไรมากถึงขนาดนี้ก็เลยให้กินยาแก้ไข้ไปตามเรื่อง

               “ได้ครับ พยาบาลกำลังย้ายคนไข้ไปที่เตียง ตอนนี้คนไข้หลับอยู่นะครับ”

               ทั้งหมดเลยพากันไปเยี่ยมลุงทิวที่ห้องคนป่วย ลุงแกหลับ ดูหายใจสะดวกขึ้นกว่าตอนที่พามาหาหมอมาก เพลินพลอยสบายใจไปด้วย ป้างไปจัดการค่าใช้จ่าย ไตรก็เลยนั่งเฝ้าลุงทิวจนกระทั่งนายกลับมา

               “เดี๋ยวผมอยู่ดูแลลุงไตรเองครับนายหัว ถ้าเมื่อตอนเย็นผมเฉลียวสักนิด แกคงมาถึงมือหมอตั้งนานแล้ว”

               “อย่าคิดมากน่า ถ้าไม่ได้แกลุงทิวก็ลำบากเหมือนกันนั่นแหละ” ป้างตบไหล่ ไตรเบาๆ ก็ใครจะไปทันนึกล่ะ ดีแล้วที่พาลุงแกมาหาหมอทัน ถ้าไม่ได้ไตรไปดูแลลุงทิวก็อาจจะอาการหนักกว่านี้ไปแล้วก็ได้

               “ถ้างั้นผมอยู่ดูแลลุงทิวนะครับ”

               “ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้สายๆ จะให้บุญชัยมารับก็แล้วกัน”

               ไตรยกมือไหว้ ถึงจะทะเล้นทะลึ่งตึงตังแต่มันก็รักนายหัวและทุกคนบนเกาะ ป้างยิ้มให้ก่อนจะเดินออกไปจากห้องคนป่วยโดยมีเพลินเดินตามมาอย่างนึกบางอย่างได้ เธอลืมจริงๆ ไม่ได้แกล้งลืม ป่านนี้เขาคงคิดว่าเธอเสียมารยาทไปแล้วกระมัง

               ป้างขับรถมาจอดที่ท่าเรือในอีกเกือบ 15 นาทีต่อมา เพลินก็ชักเพลียจนสัปหงกไปหลายหน ยังดีที่พอรถจอดเธอยังรู้สึกตัวตื่นได้เอง เรือลำเดิมถูกใช้งาน อีกครั้ง คราวนี้เธอชักจะชอบที่มีเสื้อของเขาอยู่กับตัวแล้วสิ อากาศตอนนี้หนาวมากอาจจะเพราะฝนใกล้ตกก็ได้ เธอก้าวลงเรือตามป้างที่ทำหน้าที่ขับเรือแทนไตร

               “เหนื่อยหรือเปล่า” ป้างถามเมื่อเห็นเพื่อนร่วมทางปิดปากหาว

               “ไม่ค่ะ”

               แหม...ไม่เนียนอีกแล้ว บอกว่าเหนื่อยจะเสียฟอร์มมากหรือไงเด็กน้อย ดูรึหน้าตาอย่างกับตุ๊กตาเกรียนๆ สักตัว เป็นเอกบอกเขาว่าเธอคนนี้ค่อนข้างจะเป็น ตัวของตัวเองและทำอะไรที่ใครคาดไม่ค่อยถึงเท่าไหร่ ถ้าวันหนึ่งเห็นเพลินกระโดดลงไปช่วยหมากลางถนน หรือจูบแมวอย่างไม่รังเกียจก็ไม่ต้องแปลกใจ นั่นล่ะเป็นสิ่งที่เจ้าตัวอยากทำทั้งนั้น แต่ถ้าไม่ชอบบังคับให้ตายยังไงก็ไม่ทำ

               “นี่มันก็เกือบตี 3 แล้ว ถ้าเหนื่อยก็หลับไปก่อนก็ได้ พอถึงแล้วผมค่อยปลุก”

               “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่อยากเอาเปรียบคุณ” แล้วก็นึกอะไรที่คิดค้างไว้ก่อนที่จะสัปหงกไปในรถของป้างขึ้นมาได้ “อ้อ ลืม วันนี้ขอโทษด้วยที่ยังไม่ได้ไหว้สวัสดีคุณ”

               เภรินยกมือไหว้ป้างอย่างเด็กที่ไหว้ผู้ใหญ่กว่า ไม่ได้ประชดประชัน แต่งดงามอย่างคนที่ได้รับการอบรมมาดี ไม่ได้ดูแข็งๆ อย่างที่เจ้าตัวแสดงออกอยู่แบบไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไหร่

               “สวัสดีค่ะ แล้วก็ขอบคุณที่คุณจะช่วยเหลือฉันเรื่องข้อมูล”

               ป้างยิ้ม ไม่รู้ล่ะว่าเด็กคนนี้เดาใจเขาได้หรือว่าเธอรู้สึกผิดจริง แต่เขาก็ไม่ได้คิดถือสาจนเอามาเป็นอารมณ์ น่าภูมิใจแทนพ่อแม่ อายุ 23 ก็มากพอให้รู้คิดได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ยังเด็กมากหากเทียบกับเขา

               “ไม่เป็นไร เป็นเอกก็เพื่อนสนิทของผม ขนาดหมายังช่วยได้ แล้วทำไมจะไม่ช่วยคน”

               เพลินกำลังจะยิ้มเลยเปลี่ยนใจทำหน้าง้ำใส่ มีที่ไหนไปเปรียบหมากับคน ถึงเธอจะรักหมารักแมวแต่ก็ไม่เคยเอามาเปรียบเทียบกับคน อีตาบ้าน่าจะจับไปให้ คุณวรดาอบรมเสียหน่อย ถึงว่านายเผือกถึงถูกชะตานักหนา

               ชั่วโมงต่อมาเรือสปีดโบ๊ทก็ค่อยๆ จอดเข้าเทียบท่าในเวลาตี 4 เกาะเงียบเพราะคนงานที่รอฟังข่าวคงได้ข่าวจากไตรที่โทรมาส่งข่าวแล้ว ป้างจัดการผูกเชือกกับเสา แล้วหันมามองผู้โดยสารที่นั่งลืมตาโพลงอยู่ได้ไม่นานก็หลับฟุบไป คงทั้งเพลียทั้งเหนื่อยเหมือนกัน เขายื่นมือไปเขย่าไหล่บางเบาๆ พร้อมกับส่งเสียงปลุก

               “ตื่นได้แล้วคุณ ถึงแล้ว”

               ร่างเล็กขยับอยู่ทีสองทีก็รู้ตัวตื่น

               “หือ ถึงแล้วเหรอคะ”

               เธอลืมตาตื่นถามเสียงแหบๆ พลางขยับขาที่ชาหน่อยๆ ไม่รู้ตัวว่าหลับไป ตอนไหน ชักอายหน่อยๆ ที่บอกว่าจะไม่เอาเปรียบเขา จะอยู่เป็นเพื่อนแบบเงียบๆ ก็เลยเงียบไปจริงๆ

               “ก็ใช่น่ะสิ จะเดินไปเองหรือว่าต้องอุ้ม” เขาเสนอ ตัวเล็กๆ แบบนี้คงไม่เหนื่อยแรงเท่าไหร่หรอก

               “ฉันไม่ได้เจ็บขาเดินเองได้ค่ะ ขอบคุณ” เพลินบอก ยั้งคำว่าที่คิดไว้ในใจ...เธอไม่ได้เป็นง่อยเสียหน่อย แต่มันแรงไปและดูก้าวร้าวเกินไป เธอไม่ได้เปลี่ยนไป ในทางที่แย่ลงขนาดนั้นใช่ไหม

               ป้างยิ้มในความสลัว เอ หรือว่าเธอจะเป็นทอมไปแล้วจริงๆ ถึงไม่อยากให้อุ้ม เขาไม่ได้อยากแต๊ะอั๋งอะไรสักหน่อย เห็นว่าทั้งเพลียทั้งง่วงก็อยากช่วย แล้วดูสิเดินดุ่มๆ อย่างกับอะไรหาย

               สองหนุ่มสาวเดินไม่ถึงนาทีก็มาถึงบ้านที่เปิดไฟทิ้งไว้ทั้งบ้าน มีแต่ประตูที่ล็อกตอนที่เพลินวิ่งกลับมาหยิบผ้าห่ม เดือดร้อนป้างที่ต้องปีนหน้าต่างมาเปิดประตูจากด้านในเพราะลืมกุญแจบ้านไว้ในห้องเหมือนกัน ทุลักทุเลไม่น้อยกว่าจะได้ เข้าบ้าน

               “เข้าห้องแล้วก็ล็อกประตูหน้าต่างให้ดี อ้อ แล้วก็อย่าลืมกินยากันไว้เดี๋ยวจะป่วยเอา” เขาทั้งสั่งทั้งเตือนเป็นชุดประหนึ่งเป็นผู้ปกครอง

               “ฉันไม่ได้จัดยามาด้วย” เธอบอก กำลังจะเดินเข้าห้องอยู่แล้วถ้าเขาจะไม่ กุลีกุจอเดินไปหายาให้ที่ตู้ยา

               ไม่นานนักเขาก็เดินกลับมาพร้อมยาและน้ำอีกแก้วที่ส่งให้คนรอซึ่งทำหน้าแปลกใจที่เขาใจดีกว่าที่คิดไว้เยอะเชียว แต่ตอนที่เขาพูดนี่สิ ความใจดีเหลือแค่ครึ่งเดียวในทันที

               “อ้ะนี่ กินซะตรงนี้แหละ นี่น้ำ เดี๋ยวเอาไปโยนใส่ชักโครกเสียของหมด”

               “ทำไมถึงคิดว่าฉันจะทำแบบนั้น” เธอรับทั้งยาและน้ำมาถือไว้ เขาดูละครมากไปหรือเปล่าน่ะ ใครจะไปบ้าทำแบบนั้น ไม่กินก็เก็บไว้สิเอาไปทิ้งทำไมเสียของ

               “ไม่รู้สิ ก็น้องชายผมมันชอบทำแบบนี้”

               จริงๆ นะ โตมาด้วยกันทำไมจะไม่รู้ เขาน่ะป่วยก็กินยาหาหมอปกติ แต่ไอ้โป้งถ้าป่วยก็ไม่ทำอะไรสักอย่างแล้วเมื่อไหร่จะหาย พอให้กินยาก็เอาไปทิ้ง แม่เลยจัดการให้หมอฉีดก้นเสียเลย

               “แต่ฉันไม่เหมือนน้องชายของคุณแน่นอน หมดแล้วเห็นไหม”

               ยาถูกกินไปเรียบร้อยกับน้ำอีกเกือบครึ่งแก้ว ป้างยิ้มพอใจ ทำดีก็ต้องชมกันหน่อยล่ะ

               “ดีมากเด็กน้อย”

               เพลินแทบร้องกรี๊ด แต่ที่ทำได้โดยไม่ถูกหาว่าเสียมารยาทก็แค่ค้อนใส่เขาไปวงเล็กๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป อยากรู้จริงเชียวว่าเขาอายุเท่าไหร่ ไม่ได้ดูแก่แล้วคิดว่าเธอเด็กกว่าจนข่มได้สักหน่อย

               ป้างขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิด ทำดีก็ชมไง แล้วที่เรียกว่าเด็กน้อยก็ไม่เห็นแปลกตรงไหน อายุห่างกันตั้งหลายปีให้เป็นเด็กก็ดีแล้วนี่ พออายุเลย 30 แล้วจะรู้สึก ตอนนั้นคงมีแต่คนเรียกพี่เรียกเจ๊ เผลอหนักๆ ก็เรียกป้าล่ะ ทีนี้คงอยากเป็นเด็กน้อยแทน

               

               เที่ยงกว่าๆ เภรินก็เดินลุ้นๆ ออกมาจากห้อง ภาวนาขอให้ฆโณทัยไม่อยู่บ้านหรือไม่เขาก็นอนยังไม่ตื่น แต่คำภาวนาไม่เป็นผลเมื่อเห็นเจ้าของบ้านอยู่ในห้องรับแขก เพลินออกตัวรู้สึกหน้าร้อนๆ ยังไงก็ไม่รู้ มาอยู่บ้านเขาแท้ๆ แต่ตื่นเสียเที่ยงเลย

               “ขอโทษค่ะที่ฉันตื่นสาย จริงๆ ก็ไม่สายหรอก เที่ยงเลยต่างหาก”

               ป้างเห็นหน้าตาจ๋อยๆ ของคนรู้สึกผิดที่ตื่นสายก็หัวเราะเบาๆ เขาก็ใช่ว่า ตื่นเช้า นอนตอนตี 4 กว่าๆ ถ้าใครตื่นมาตั้งแต่ 7 โมงเช้าได้ก็มหัศจรรย์แล้ว เขาเองก็ตื่น มาเกือบ 10 โมงเข้าไปแล้วเหมือนกัน

               “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักคำ มาแล้วก็ไปนั่งที่โต๊ะ ผมจะได้ไปอุ่นอาหารให้ ทำไว้ตั้งแต่สายๆ แล้ว”

               “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันทำเองดีกว่า” แค่ตื่นสายมากๆ แล้วยังต้องให้เจ้าของบ้านทำอะไรให้กินก็เกรงใจจะแย่แล้ว

               “พูดกับผู้ใหญ่ทำไมไม่แทนด้วยชื่อเล่นตัวเอง”

               “ก็...ไม่ชอบ” เธอบอกพลางเดินเข้าไปนำมักกะโรนีผัดซอสอุ่นด้วยไมโครเวฟ “ขอบคุณค่ะที่ทำอาหารไว้ให้”

               ป้างพยักหน้ารับรู้ก่อนจะถามให้ไม่เงียบเกินไป “เดี๋ยวตอนบ่ายผมจะไปฟาร์ม จะไปด้วยกันเลยหรือเปล่า”

               “ไปค่ะ คุณให้หัวหน้าคนงานมาอธิบายงานในฟาร์มให้ฉันฟังก็ได้นะคะ จะได้ไม่ทำให้คุณเสียเวลา”

               เสียงหมดเวลาที่ตั้งไว้ของไมโครเวฟดังพอดี ป้างเลยหยุดรอยังไม่พูดอะไร รอให้เพลินหยิบจานมักกะโรนีออกมาก่อน รอจนเธอหยิบช้อนส้อมมาแล้วนั่นล่ะเขาถึงพูดบ้าง

               “แล้วคุณจะฟังสำเนียงทองแดงรู้เรื่องหรือเปล่า”

               “เอ่อ...ก็น่าจะพอรู้เรื่อง” นั่นสิ เธอก็ดันลืมเรื่องนี้ไป ถ้าฟังไตรพอรู้เรื่องคนอื่นๆ ก็คงพูดแล้วฟังไม่ยากเท่าไหร่มั้ง

               “ถ้างั้นวันนี้ก็ฟังบุญชัยอธิบายก็แล้วกัน แล้วตอนเย็นก็มาอธิบายให้ผม ฟังด้วย เผื่อได้ความรู้ไปไม่ครบนายเอกบ่นผมตาย” ป้างสั่ง ป่านนี้บุญชัยคงกลับมา จากเอาเสื้อผ้าไปให้เจ้าไตรแล้ว ตอนบ่ายก็ทำหน้าที่วิทยากรแทนเขาก็แล้วกัน

               เภรินไม่อยากจะเชื่อ นี่เขานึกว่าตัวเองเป็นอาจารย์หรือไงถึงได้ต้องมาเช็กลูกศิษย์ แน่ล่ะเธอจะไปทำอะไรได้ เขาสั่งก็ต้องทำก็ถิ่นเขานี่ แต่ขอต่อรองหน่อยได้หรือเปล่า

               “เขียนหรือพิมพ์แทนได้ไหม...คะ”

               “ไม่ได้”

               “แล้วมันจะต่างกันตรงไหน...คะ” อะไรของเขาเนี่ย

               “ก็ตรงที่ผมไม่รู้น่ะสิว่าคุณรู้จริงๆ หรือว่าแค่จดๆ มาไงล่ะ” ป้างส่ายหน้านึกแล้วเชียวว่าคงไม่ยอมง่ายๆ

               เภรินถอนใจพรืด จะว่าเธอเสียมารยาทก็ได้ แต่ที่เขาสั่งมันเกินไปหรือเปล่า

               “นี่คุณ ฉันไม่ได้กำลังจะสอบเข้ามหา’ลัยสักหน่อย ทำไมต้องทำตัว อย่างกับเป็นอาจารย์ด้วย”

               “ถ้าวันหนึ่งคุณโดนคนอ่านมาว่าว่าคุณไม่มีความรู้แล้วยังเขียนผิดๆ ถูกๆ ล่ะ ชอบไหม หรือว่านิยายที่คุณเขียนก็แค่นิยายผัวๆ เมียๆ ตบตีแย่งชิงกัน พระเอกเลวๆ นางเอกโง่ๆ เน้นฉากแรงๆ ถ้านั่นคือจุดขายของคุณเรื่องที่ผมต้องการให้คุณรู้ก็ไม่ต้องสนใจมันก็ได้”

               อึ้ง...จนพูดไม่ออก เถียงไม่เป็นสักคำเมื่อสิ่งที่เขาพูดมาถูกทุกอย่าง ตอนนี้เธอเริ่มเชื่อแล้วล่ะว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะทางความคิดแตกต่างจากเธอจริงๆ เขามองงานเขียนของเธอได้ทะลุปรุโปร่ง

               “ก็ได้ค่ะ ฉันจะเชื่อคุณ”

               ป้างยิ้มมุมปาก เลิกคิ้วราวกับแทนคำพูดว่า...เห็นไหมล่ะ แต่ไม่พูดออกมา เด็กดื้อๆ ที่มีเหตุผลเป็นร้อยๆ ก็คงมั่นใจในตัวเองแบบนี้ ทว่าแท้จริงแล้วมั่นใจในตัวเองหรือว่าทำแบบนี้เพื่อซ่อนความกลัวไว้ข้างใน บางครั้งคนที่ทำตัวแรงๆ มั่นๆ ก็ไม่ได้หัวใจแข็งแรง เขาดูออก เธอคนนี้มีหัวใจที่ช่างอ่อนแอ เพียงแต่พยายามเข้มแข็งให้ใครต่อใครเข้าใจว่า ‘ไม่เป็นไร’ เท่านั้นเอง

               

               ชาติชายเดินทางมาที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อรอรับคนสำคัญที่กลับมาเร็ว กว่าที่เขาคิด การเดินทางไปอเมริกาคราวนี้ของพศินนานกว่าที่วางแผนไว้ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพื่อนจะปิดเรื่องสำคัญเอาไว้จนถึงเมื่อไหร่ คิดแล้วก็น่าหนักใจแทน เรื่องที่สโรชามาซักไซ้กับเขาก็เรื่องหนึ่ง ยิ่งทำแบบนี้ก็ยิ่งน่ากังวลหากพินัยกรรมถูกเปิดในอนาคต

               พศินไม่ได้เดินออกมาจากประตูบานนั้น แต่กลับนั่งรถเข็นออกมาพร้อมคนสนิทซึ่งก็คือลูกชายของชาติชายนั่นเอง วีรชาติเป็นคนที่พศินไว้ใจมากพอที่จะพาเดินทางไปอเมริกาด้วยและกลับมาพร้อมกันในวันนี้ โดยที่ไม่มีข่าวของพศินหลุดรอดออกไปแม้แต่ข่าวเดียว ถ้าดูเผินๆ ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิมยกเว้นที่ต้องนั่งรถเข็น แต่หากมองดีๆ ก็รู้ว่าผมที่เห็นนั้นเป็นวิก เสื้อที่ใส่ให้ดูตัวใหญ่นั้นเพื่ออำพรางร่างกายที่ผ่ายผอม หน้าตาที่เคยอิ่มเอิบซูบลงจนน่าวิตก

               “ขอบใจที่มารับ”

               “ไม่เป็นไรน่า นายก็เป็นทั้งเพื่อนทั้งนายจ้าง แล้วนี่จะไปไหนก่อน กลับบ้านหรือว่ามีที่อื่นที่อยากไป”

               “ฉันอยากไปหาเมียฉันก่อนที่จะไม่มีเวลาอีก” พศินบอกเสียงค่อนข้างแหบคล้ายไม่มีแรง

               ชาติชายสบตาลูกชายที่พยักหน้าลงนิดหนึ่ง เท่านี้ก็รู้ตัวว่าควรวิตกได้แล้ว

               “ร้ายแรงขนาดนั้น”

               “อืม ฉันทำใจและพร้อมจะเดินทางไกลที่สุดในชีวิตแล้วล่ะชาติ” คนป่วยหัวเราะเสียงเบาคล้ายขบขัน เขาเลยจุดที่จะมากลัวตายแล้ว

               ชาติชายจับบ่าเพื่อน นายจ้าง แล้วแต่จะเรียกอย่างเข้าใจ เขารู้เรื่องนี้มาสักพักยังใจหาย แต่พศินกลับมีความสุขทั้งที่อีกไม่นานจะเดินทางไกล ถ้ารู้เร็วกว่านี้การรักษาคงเป็นไปได้ แต่มารู้เมื่อมันกลายเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายก็ต้องทำใจ

               “แล้วที่บอกว่าจะไปหาเมียน่ะ เมียคนไหน”

               พศินยิ้มก่อนตอบเสียงดังขึ้นนิดหน่อยว่า “วรดา”

               ชาติชายถอนใจโล่งอก ดีใจที่เพื่อนเลือกไปหาคนที่จะมอบความรักแท้จริงให้ การแยกกันอยู่ไม่ได้หมายความว่าคนสองคนหมดรักกัน แต่ทั้งสองรู้ว่าความรักอย่างเดียวในบางช่วงของชีวิตก็คงไม่พอ จนกระทั่งได้สูญเสียจึงรู้ว่ามันพอสุดๆ แล้ว แต่เราต่างหากที่สร้างเงื่อนไขขึ้นมาเอง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha