เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 7 : ตอนที่ 4_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    บุญชัยรับหน้าที่มาอธิบายขั้นตอนการทำฟาร์มหอยมุกตามคำสั่งของ ฆโณทัย โดยที่นายหัวก็ทำงานอยู่ไม่ไกลจากตรงที่อาจารย์จำเป็นกับลูกศิษย์ยืนอยู่ด้วยกันเท่าไหร่นัก เพลินเตรียมปากกากับสมุดมาจด นี่ยังไม่รวมเครื่องบันทึกที่จะใช้บันทึกเสียงด้วย เพราะเธอมั่นใจว่าคงฟังบุญชัยพูดไม่เข้าใจทั้งหมดในคราวเดียวแน่นอน

               “ก่อนอื่นผมจะอธิบายให้คุณเพลินรู้ถึงปัจจัยสำคัญที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงหอยมุกก่อนนะครับ”

               เสียงพูดรัวเร็วๆ และเสียงขึ้นๆ ลงๆ ทำให้เพลินตัดสินใจกดเครื่องบันทึกเสียงทันที สำเนียงเวลาพูดของบุญชัยฟังยากกว่าไตรมากเลย แย่แล้วยัยเพลินเอ๊ย

               “ได้ค่ะ แต่ขอช้าๆ นะคะ คือฉันฟังสำเนียงทองแดงไม่ค่อยออกเท่าไหร่”

               “ครับ ผมจะพูดช้าๆ นี่ผมก็พยายามพูดให้สำเนียงแบบคนภาคกลางแล้วนะครับ แต่ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เผลอทีไรก็พูดแบบที่ชินทุกที” บุญชัยยิ้มเขินๆ

               “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจ งั้นเริ่มอธิบายได้เลยค่ะ” เพลินก็ชักเกรงใจ นี่กลายเป็นว่าบุญชัยต้องมาลำบากเพราะเธอหรือเปล่าเนี่ย

               “เริ่มแรกนะครับเราต้องรู้ก่อนว่ามีอะไรบ้างที่จำเป็นต่อการเลี้ยงหอยมุก ซึ่งก็มี 2 เรื่องหลักๆ คือ ที่เลี้ยงมุกกับน้ำทะเล โดยที่เลี้ยงมุกเนี่ยควรตั้งอยู่ในแหล่งที่มีที่กำบังคลื่นลมได้ตลอดปี หรือสามารถเคลื่อนย้ายไปหาที่กำบังได้สะดวก เป็นที่ที่น้ำทะเลมีความเค็มสูงคงที่ตลอดปี ระดับน้ำควรจะมีความลึกไม่ต่ำกว่า 10 เมตร และมีน้ำใสสะอาด โดยแหล่งน้ำควรจะอยู่ห่างจากปากแม่น้ำหรือไกลจากโรงงานอุตสาหกรรม ยิ่งปลอดโจรได้ยิ่งดี ที่เกาะนี้ถึงได้มียามคอยเฝ้าไงครับ”

               “ถึงว่าสิฟาร์มถึงมาอยู่ไกลขนาดนี้ แล้วเรื่องน้ำทะเลล่ะคะยังไง” เภรินไม่ได้จดทั้งหมด แค่จดคำที่เป็นประเด็นหลักๆ ไว้

               “น้ำทะเลเนี่ยเป็นสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตของหอยมุกและคุณภาพของไข่มุกเลยนะครับ โดยอุณหภูมิของน้ำควรอยู่ที่ 26-31 องศาเซลเซียส ความเค็มของน้ำ 30-34 ppt (ppt คือ part per thousand หรือ ส่วนในพันส่วน) pH 7.8-8.7 และ DO 5-9 mg/L (มิลลิกรัมต่อลิตร) โดยอัตราการเจริญเติบโตของหอยมุกที่สูงจะทำให้ได้ไข่มุกที่มีคุณภาพต่ำ และในทางตรงกันข้ามการเจริญเติบโตอย่างช้าๆ จะได้ไข่มุกที่สวยงาม1”

               เอ...ชักงง เธอฟังไม่ทันหรือว่ามีเรื่องที่น่ารู้มากกว่านี้

               “ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะคะ”

               บุญชัยหยิบเปลือกหอยขึ้นมาแล้วพลิกให้เพลินดูกาบด้านใน ตาก็มองนาย อยากให้นายมาอธิบายง่ายๆ ให้แขกฟังเองเสียจริง เขาก็พูดตามที่นายเคยสอนเท่านั้นเอง

               “เพราะการผนึกกันระหว่างแคลเซียมและโปรตีน ซึ่งตามปกติไข่มุกประกอบด้วยสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตถึง 95% และโปรตีน 5% ครับ ถ้าอุณหภูมิเหมาะสมสำหรับการเติบโตอย่างในฤดูร้อน ไข่มุกจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แต่ก็ขาดความแวววาว เพราะว่ามีส่วนประกอบของโปรตีนสูงกว่าในฤดูหนาวทำให้การหักเหของแสงผ่านผลึกแคลเซียมคาร์บอเนตและโปรตีนไม่ดีพอ แต่ถ้าเป็นฤดูหนาวไข่มุกจะเจริญเติบโตช้า แคลเซียมคาร์บอเนตและโปรตีนซึ่งมีปริมาณลดลงจะผนึกกันแน่นเข้าทำให้มีการหักเหของแสงดีขึ้น ส่งให้เกิดประกายแวววาวสวยงามครับ”

               เพลินพยักหน้าหงึกๆ เริ่มเข้าใจแล้ว

               ___________________________________________________________________

                1ที่มา วารสารฟาร์มมิ่ง ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 เมษายน 2537

               “อย่างนี้นี่เอง แล้วที่นี่มีแล็บตรวจสภาพน้ำไหมคะ”

               “ไม่มีครับ แต่เราวัดความเค็มและอุณหภูมิกันได้เองด้วยเครื่องมือ” บุญชัยบอกพลางเดินไปที่กล่องใส่เครื่องมือในตู้ใบหนึ่ง เพลินเดินตามมา

               “อย่างความเค็มของน้ำก็ใช้เครื่องนี้ครับ เรียกว่า เครื่องวัดความเค็มของน้ำ (Salt meter หรือ Salinity Meter หรือ Refractometer) ส่วนอุณหภูมิก็ใช้เทอร์โมมิเตอร์ (Thermometer) ครับ เราจะมีคนที่ทำหน้าที่วัดความเค็มของน้ำกับอุณหภูมิและจดบันทึกไว้ตลอด ถ้ามีอะไรผิดปกติจะได้แก้ไขทัน”

               “ขอดูเครื่องมือหน่อยได้ไหมคะ”

               “ได้สิครับ”

               เภรินมองเครื่องมือแบบทึ่งๆ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน เธอเรียนมาทางด้านภาษา ไม่ใช่ด้านเคมีหรือคณะที่ต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

               “ทีนี้เราก็จะไปทำความรู้จักหอยที่จะมาใส่นิวเคลียสเพื่อนำไปเลี้ยงเป็น หอยมุกนะครับ เดี๋ยวเราเดินไปตรงแพโน้นก็แล้วกันจะได้เห็นภาพเข้าใจง่าย” เขาบอกพลางเดินนำไปยังแพที่ลอยอยู่เหนือน้ำ หากมองเลยไปอีกหน่อยก็มีทุ่นอยู่หลายจุด

               เภรินเดินตามไป ยามเดินบนสันของแพซึ่งวางไม้ไว้ห่างกันประมาณหนึ่งไม้บรรทัด มีลวดเส้นใหญ่คล้องตะกร้าใส่หอยมุกไว้มากมาย บุญชัยเดินสบายๆ บนไม้สองลำที่วางขนานกัน แต่ทำไมเธอรู้สึกโยกเยกชักทรงตัวไม่ค่อยได้ก็ไม่รู้ อีกทั้งเขาเดินไปไกลแล้วด้วย หญิงสาวรีบเดินตามแต่การวิ่งตามช่างเป็นเรื่องที่คิดสั้นมากๆ เมื่อสันของแพพร้อมจะคว่ำเมื่อน้ำหนักไม่สมดุลได้ทุกวินาที

               “โอ๊ะ...!?!”

               ร่างของแขกร่วงลงไปในน้ำแบบไร้การป้องกันตัว บุญชัยได้ยินเสียงน้ำ รีบหันมาพร้อมกับตะโกนลั่น

               “นายหัว! คุณเพลินตกน้ำ”

               ป้างและบุญชัยต่างวิ่งมาหาเพลินตรงที่ตกน้ำไป คนว่ายน้ำไม่เป็นพยายามตะกายขึ้นมาบนผิวน้ำ สองหนุ่มพากันกระโจนลงมาคว้าตัวเธอไว้แล้วพาขึ้นมาบนแพ ป้างคอยส่งเธอขึ้นไปขณะที่บุญชัยขึ้นไปรอรับ เปียกชุ่มไปทั้ง 3 คน สมุดกับปากกาถูกเก็บขึ้นมาให้พร้อมเครื่องบันทึกที่คงหมดอายุไปเรียบร้อย ก่อนที่ป้างจะเหนี่ยวตัวขึ้นมาบนแพด้วยกัน

               “แคกๆๆ...”

               “ค่อยๆ หายใจ อย่ารีบเดี๋ยวจะสำลัก” ป้างบอกเบาๆ พร้อมกับช่วยลูบหลังให้คนหอบจนตัวโยน “เป็นไงบ้าง ไม่สบายตรงไหนต้องบอกนะ ตอนตกลงไปหัวกระแทกกับอะไรหรือเปล่า”

               เพลินส่ายหัวแทนคำตอบ

               “แล้วถูกอะไรทิ่มหรือโดนอะไรที่ทำให้ช้ำหรือเปล่า”

               “เปล่า ฉันแค่แสบจมูก แล้วก็หนาวมากๆ เลย” เพลินกอดตัวเองเพราะหนาวจนสั่นแล้วด้วย เธอปากชาจนพูดไม่เป็นคำแล้วตอนนี้

               ป้างถอดเสื้อแขนยาวของเขาคลุมไหล่บางไว้แล้วดึงร่างที่สั่นเทาให้ลุกขึ้น

               “ชัย ฝากดูทางนี้ที ท่าทางจะเป็นไข้ไปแล้วมั้ง”

               เภรินพยักหน้าเห็นด้วยกับเขา สงสัยก็คงตั้งแต่เมื่อคืน ขนาดกินยากันไว้แล้วยังไม่รอด เขาพาเธอเดินกลับมาที่บ้าน ไม่ได้ขออุ้มเพราะคงไม่อยากถูกปฏิเสธเหมือนเมื่อคืนกระมัง พอถึงบ้านเขาก็สั่งให้เธอรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะเดินไปสั่งงานกับใครสักคน เธอไม่ได้ฟัง แค่ตัวเองก็แทบล้มทั้งยืนอยู่แล้ว

               

               ป้าใจเดินออกมาจากครัวเมื่อคิดว่าครัวคงแคบไปแล้วเมื่อมีแขกมาเพิ่ม อีกคน พศินมาหาวรดาเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก่อน ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่อดีตสามีภรรยาจะมาพบกันบ้าง เพียงแต่คราวนี้พศินมาแปลก อย่างมาขอให้ภรรยาเก่าทำอะไรให้กินเย็นนี้ ปกติแล้วคุยกันไม่นานก็ขอตัวกลับ อีกทั้งทนายชาติชายกับลูกชายก็กลับไปแล้วด้วย

               พศินนั่งมองอดีตภรรยาคนกับข้าวในกระทะ เสียดายวันเวลาที่ไม่อาจหวนคืนมาได้อีกแล้ว เขาผิดมาตลอดที่จิตใจหวั่นไหวไม่มั่นคง จนทำให้คนที่เขาเคยให้คำสัญญาในวันแต่งงานว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อเธอตลอดไป ทว่าไม่มีคำว่าตลอดไปเมื่อเขาทำลายทุกความเชื่อมั่นไปจนหมดสิ้น

               “ขอบใจนะรดาที่ยังต้อนรับผม”

               “พูดแปลก อย่างกับว่าก่อนหน้านี้ฉันเคยไล่ไม่ให้คุณเข้าบ้านอย่างนั้นแหละ” วรดาถามเสียงเบาๆ เหมือนเคย ความโกรธ ความเสียใจมันเลือนรางไปกับกาลเวลาจนหมดแล้ว จะมาทวงถามอะไรอีก

               “ก็ที่คุณยอมทำตามที่ผมขอด้วยต่างหาก”

               “ถึงคุณไม่มาฉันก็เข้าครัวทำอาหารอยู่แล้วค่ะ แค่ทำกับข้าวเพิ่มอีกอย่างเท่านั้นเอง ว่าแต่มาคราวนี้คุณดูซูบๆ ไปนะ แล้วก็ดูเหนื่อยๆ ด้วย เหนื่อยจากการเดินทางก็น่าจะพักผ่อน”

               วรดายังคงเป็นห่วงพศิน ถึงจะไม่เหลือฐานะสามีภรรยาเราก็ยังพอ จะเป็นเพื่อนที่ปรารถนาดีต่อกันได้ เรารู้จักและรักกันมานานก่อนจะเกิดเรื่องที่ไม่น่าจดจำ

               “ผมอยากทานอาหารฝีมือรดา”

               “แล้วมาที่นี่น่ะบอกที่บ้านแล้วหรือยังคะ เดี๋ยว...ตามมาฉันขี้เกียจฟัง”

               “สบายใจน่า ผมไม่ทำให้รดาเดือดร้อนแน่นอน” พศินสัญญา

               วรดายิ้มขอบใจพลางรับจานจากอดีตสามีมาตักผัดผักใส่จาน พอหันมาแม่บ้านก็ไม่รู้ไปไหนเสียแล้วนางเลยตักข้าวให้ตัวเองกับเพื่อน กินข้าวกันสองคนก็ไม่แปลกอะไรถ้าบริสุทธิ์ใจต่อกัน

               “รดา ผมมีบางอย่างจะบอก”

               “ก็บอกมาสิคะ ทำอย่างกับเป็นความลับ”

               เงียบไปชั่วครู่ เมื่อคำพูดของวรดาใกล้เคียงกับสิ่งที่กำลังเป็นไปอยู่ในตอนนี้เหลือเกิน

               “ผมคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้วนะ” พศินเอ่ยถึงชีวิตของตัวเองได้อย่างง่ายดาย

               วรดาเงยหน้ามองอดีตสามีแล้วค้อนใส่ “อย่ามาพูดเล่น”

               “ผมพูดจริงๆ มะเร็งระยะสุดท้าย”

               เสียงช้อนส้อมหล่นจากมือดังเคล้ง เขาไม่ได้พูดเล่น วรดามองอดีตสามีพลันน้ำตาก็ไหลออกมา

               “ทำไมถึงพึ่งมาบอกฉัน”

               พศินยิ้มบาง เขาเลือกที่จะบอกกับวรดาเป็นคนแรก สำหรับคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาถึง 18 ปี เขาย่อมคิดถึงคู่ทุกข์คู่ยากมากกว่าคนที่มาเพิ่มสีสันวูบวาบในเวลาสั้นๆ ของชีวิต

               “ก็เพราะไม่อยากให้รดาทำหน้าแบบนี้ใส่ผมน่ะสิ หมอคงช่วยยื้อชีวิตผมได้อีกไม่เกิน 3 เดือน ผมอยากจากไปอย่างสบายใจ พินัยกรรมผมทำไว้แล้ว แต่ปัญหาอาจจะตามมาพอสมควร”

               “หมดทางรักษาแล้วหรือคะ” วรดาถาม พยายามนึกถึงความหวัง คนเป็นมะเร็งตั้งหลายคนที่รักษาแล้วหาย

               “ใช่ ผมลองมาหมดแล้ว ตอนนี้ผมก็แค่อยากมีความสุขกับเวลาที่เหลืออยู่ เพราะฉะนั้นผมอยากให้รดาเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม อย่าเพิ่งบอกใครแม้แต่ยัยเพลิน รวมทั้งสโรชากับลูกๆ”

               วรดาส่ายหน้า นางไม่พร้อมฟังคำสั่งเสีย พศินลูบหลังมือของอดีตภรรยาอย่างที่เคยทำเสมอมา ความรักยังคงอยู่ เพียงแต่เขาแสดงออกมาช้าไป

               “คุณจะช่วยผมทุกเรื่องใช่ไหม”

               วรดาพยักหน้าเป็นคำตอบ ตอนนี้ต่อให้ต้องทำเรื่องที่ฝืนนางก็พร้อมจะทำ คนเคยเป็นคู่ชีวิตมาเกือบครึ่งของชีวิตจะให้เพิกเฉยต่อกันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก

               “ผมอยากให้ยัยเพลินมาดูแลสำนักพิมพ์แทนผมในฐานะเจ้าของคนต่อไป”

               ธุรกิจของครอบครัวที่เภรินไม่เคยแตะต้อง ทั้งที่มีความสามารถในการเขียนเหมือนพ่อไม่มีผิด เธอคือความภูมิใจของพศิน แต่ลูกสาวคนเดียวกลับเลือกที่จะหันหลังให้ทุกอย่างที่พศินมี หลังจากวันที่เขาหย่ากับวรดาเพื่อไปแต่งงานใหม่

               “ฉันจะลองพูดกับลูกดู แต่ไม่รับปากนะคะว่าแกจะยอมหรือเปล่า คุณก็รู้ ว่าแกไม่ยอมพูดกับคุณตั้งแต่เมื่อไหร่” วรดาแบ่งรับแบ่งสู้ ใจจริงอยากช่วยพศินอยู่แล้ว แต่อีกใจก็ไม่อยากฝืนใจลูกสาว

               “ผมรู้ และรู้สึกผิดมาจนถึงวันนี้”

               พศินไม่อยากจำว่าเขาทำอะไรให้ลูกสาวใจสลายในวันสอบ เขาสัญญาว่าจะขับรถไปส่ง แต่ในยามหน้ามืดตามัวทั้งที่เขาควรเห็นลูกสำคัญกว่า แต่กลับไปหาสโรชาแล้วปล่อยให้ลูกไปโรงเรียนเองจนเกิดอุบัติเหตุในวันนั้น แม้ร่างกายจะบาดเจ็บจนเลือดไหลซิบเพลินก็ยังไปสอบในสภาพถลอกทั้งแขนและขา แต่ใจดวงนั้นเจ็บช้ำและร้าวราน เมื่อพบกันในเย็นวันนั้นดวงตาของเพลินมองเขาอย่างเสียใจและผิดหวัง

               คำพูดสุดท้ายที่ลูกสาวเอ่ยกับเขายังก้องอยู่ในความทรงจำ

               ...พ่อไม่รักเพลิน ถ้ารักพ่อจะไม่ทิ้งเพลินไปหาผู้หญิงคนนั้น

               หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยได้ยินคำพูดแม้แต่คำเดียวจากลูกสาวอีกเลย แม้แต่วันแต่งงานที่เขาเป็นคนพาลูกสาวไปยังแท่นพิธีก็ยังคงเป็นเช่นนั้น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha