เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 8 : ตอนที่ 4_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    ป้างขอให้ป้าสมหญิงมาที่บ้าน เขาไม่ค่อยถนัดนักเรื่องผู้หญิงๆ เผื่อเภรินต้องการอะไรคงบอกป้าสมหญิงสะดวกใจกว่า นี่ก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมานั่งหน้าซีดๆ ที่ห้องรับแขกสักพักก็หลับพับไป โดยมีเจ้านำโชคที่พอเดินได้คล่องขึ้นก็ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ป้าสมหญิงก็เลยทำความสะอาดบ้านไปก่อนในระหว่างนี้

               ฟ้ามืดแล้ว เพลินตื่นมาแบบเพลียๆ มึนหัวอยู่เหมือนกัน บ้านเงียบ เจ้าโชคดีกับมะลิพากันหลับพริ้ม ไปไหนกันหมด เธอได้ยินเสียงกุกกักในครัว ไม่ถึงอึดใจเจ้าของบ้านก็เดินออกมาพร้อมถ้วยใส่อาหารหอมฉุยยั่วน้ำลายคนหิวโซ

               “ป้าสมหญิงกลับไปแล้วหรือคะ”

               “อือ หิวไหม ผมทำข้าวต้มไว้ให้” เขาบอกพลางวางถ้วยข้าวต้มไว้ที่โต๊ะตัวเตี้ยใกล้ๆ คนป่วย

               “หิวมากค่ะ”

               “หิวมากงั้นก็กินซะ เดี๋ยวจะได้กินยา”

               “ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” เธอพ้อ ไม่ได้กินยายากแต่กินทุกวันมันเบื่อ แต่กลับถูกทำหน้าเคร่งๆ ใส่อีกแล้ว คนอะไรชอบทำหน้าแบบนี้อยู่เรื่อย

               “ผู้ใหญ่บอกอะไรก็ฟังเถอะน่า เป็นเด็กเป็นเล็กทำไมขยันเถียงขนาดนี้”

               เภรินเพลียเลยขี้เกียจจะเถียงเหมือนกัน “เจ้าโชคดีของฉันกับมะลิของคุณ กินอะไรหรือยังคะ”

               “กินจนหลับแล้วตื่นมาอีกรอบแล้ว แต่ขอแก้หน่อยนะ เจ้านั่นชื่อนำโชค ไม่ใช่โชคดี” ป้างคิดว่าเพลินคงจำชื่อผิด แต่ใช่เสียที่ไหนล่ะ

               “ช่างสิ ฉันจะเรียกชื่อนี้ คุณอยากตั้งไม่เหมือนฉันเองนี่นา”

               หึๆ เป็นอย่างนั้นไป ใครเป็นเจ้าของกันแน่ล่ะแม่นักเขียน ฝนตกกระหน่ำลงมาในตอนนั้นหลังจากมีลมแรง ฟ้าแลบ ฟ้าร้องมาสักพักใหญ่แล้ว

               “นั่งตรงนี้นะอย่าไปไหน เดี๋ยวผมไปปิดหน้าต่างก่อน สงสัยคงตกทั้งคืน ทั้งฟ้าทั้งลมแรงพอกันเลย”

               ป้างเดินไปปิดหน้าต่างในห้องต่างๆ ใช้เวลานานอยู่เหมือนกันเพราะบ้านของเขาเน้นให้ลมพัดเข้ามาได้เลยมีทั้งหน้าต่างและประตูอยู่หลายบาน คนรอก็ชักหน้าเสีย ยิ่งฟ้าคำรามลั่นที่มาพร้อมๆ กับประกายของสายฟ้าที่แลบจนเห็นเป็นลำแสงที่กลางทะเลไม่ห่างไปเท่าไหร่นัก โชคดีร้องงี้ดๆ มานอนซบที่ขา ส่วนมะลิกระโดดมานั่ง ใกล้ๆ

               “กลัวหรือโชคดี ฉันก็กลัวเหมือนกัน”

               ...เปรี้ยง?!?...ครืน

               เภรินร้องกรี๊ดลั่น ก่อนที่บ้านทั้งหลังจะมืดสนิท

               ...ไฟดับ!!!

               เสียงป้างวิ่งมาหาพร้อมแสงไฟดวงเล็กเป็นลำก่อนที่จะนั่งลงใกล้ๆ มือหนายื่นมาจับไหล่คนกลัวจนตัวสั่น เจ้านำโชคเอาหน้ามาไซร้หลังอย่างตกใจเช่นกัน

               “สงสัยเครื่องเจนเนอเรเตอร์ถูกฟ้าลงไฟเลยดับ ดีนะนี่อาบน้ำกินข้าวกันหมดแล้ว คุณจะเข้าห้องนอนเลยไหม เดี๋ยวผมส่องไฟฉายให้”

               ป้างดูสบายๆ ไม่ได้ตระหนกตกใจอะไร ถ้าเขายิ่งตกใจแขกคงชักตาตั้ง แหงๆ

               เพลินเห็นใบหน้าหล่อเหลาในความสว่างเพียงไม่กี่แรงเทียนของไฟฉาย ถ้าต้องไปอยู่ในห้องคนเดียวในเวลานี้การอยู่ตรงนี้แบบหมู่คณะน่าจะดีกว่าเยอะ เชียว

               “อยู่ตรงนี้อีกสักพักก็ได้ค่ะ เจ้าโชคดีกับมะลิคงกลัวแย่”

               ป้างยิ้มอย่างรู้ทัน ฟ้าแรงขนาดนี้เพลินคงกลัวเหมือนกันแต่ก็ปากแข็ง ไม่รู้จะทำตัวเหมือนทอมให้ใครต่อใครคิดว่าเก่งกล้าไปทำไม กลัวก็แค่บอกว่ากลัวเท่านั้นเอง

               “สงสัยจะกลัวทั้งคน แมว หมา ถ้างั้นเดี๋ยวผมไปเอาหมอนกับผ้าห่มมาแล้วมารวมๆ กันนอนตรงนี้ก็แล้วกัน จะได้อุ่นใจว่าเจ้าโชคดีจะไม่กลัวจนนอนไม่หลับ”

               ป้างทิ้งไฟฉายไว้ให้เพลินได้ใช้ส่องโน่นส่องนี่ เขาใช้แค่แสงไฟจากฟ้าที่แลบก็พอจะเห็นว่าหมอนกับผ้าห่มอยู่ตรงไหน ไม่นานนักก็เดินกลับมาพร้อมหมอนสองใบของเราสองคนและผ้าห่มอีกคนละผืน

               เขาจัดการพับผ้าห่มให้รองนอนครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งเอาไว้ห่มในคืนนี้ และแน่นอนเขาจัดการให้ที่นอนชั่วคราวสองชุดห่างกันอยู่ก้าวใหญ่ๆ จะได้ไม่อึดอัดประดักประเดิดจนเกินไป

               “เรามาเล่นเกมกันไหมคะ”

               มันคงดีกว่ามานั่งกันเงียบๆ ละมั้ง ถึงจะดีที่มีเขาอยู่แต่ก็แปลกๆ อยู่ดี เธอไว้ใจเขาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้เพื่อนพี่เป็นเอกคนนี้น่ะ

               “อะไรล่ะ ห้ามเล่นอีแก่กินน้ำ ผมไม่มีดวงเรื่องพวกนี้เลย ไม่อยากเป็นอีแก่” ป้างยื่นข้อแม้มาก่อน เห็นด้วยเหมือนกันที่ควรจะทำอะไรมากกว่าอยู่กันเงียบๆ

               “งั้นมาผลัดกันเล่าเรื่องเศร้าไหม ถ้าใครร้องไห้ก็แพ้ต้องทำอะไรก็ได้ที่คนชนะ ขอ”

               “จะใช้วิธีนี้มายกเลิกคำสั่งของผมอยู่ล่ะสิท่า” เขาถามอย่างรู้ทัน

               “มาลองดูไหมล่ะ...คะ” เพลินไม่ปฏิเสธเสียด้วย

               “ก็ได้ คุณเล่ามาก่อนสิ ผมจะต่อให้ก่อน”

               เพลินยิ้มเจ้าเล่ห์ในความมืด เธอกับเรื่องเศร้าน่ะมันของคู่กันมาตลอด แต่ในเรื่องเศร้าทั้งหมดเธออยากลองเล่าเรื่องที่คิดไว้ในใจ อยากรู้เหมือนกันว่าเธอแข็งแรงพอสำหรับมันแล้วหรือยัง

               “ในวันแต่งงานของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอคนนั้นคิดว่าวันนี้ทุกอย่างช่างสมบูรณ์แบบ มีคนที่เธอรักและรักเธอ มีเพื่อนที่แสนดี มีพ่อกับแม่พร้อมหน้า ซึ่ง ไม่บ่อยนักที่จะได้พบกันแบบนี้ เธอยิ้มและหัวเราะโดยไม่รู้ว่าโลกทั้งใบกำลังจะถล่มในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เธอเดินไปที่แท่นพิธีอย่างผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในวันแต่งงาน เจ้าบ่าวหันมายิ้มให้ แต่ในยามที่ขานรับคำสาบานเธอคนนั้นกลับเป็นผู้ขาน คำสาบานอย่างเดียวดาย”

               “คนในงานพากันหลับหรือไง” ป้างแกล้งว่า เรื่องอะไรจะยอมให้เด็กบิวท์ง่ายๆ

               เพลินค้อนใส่คนกลัวแพ้ในความมืดหลังจากปิดไฟฉายไปแล้ว

               “ไม่ใช่สักหน่อย คุณอย่าตุกติกสิ” เพลินค้อนใส่ป้างในความมืดก่อนจะเล่าต่อ “เจ้าบ่าวไม่ขานคำสาบานแต่คุกเข่าลงแล้วเอ่ยแค่คำว่าขอโทษแทน เจ้าสาวรู้สึกช็อกแต่ก็ยังปลอบใจตัวเองว่าเขาอาจจะตื่นเต้น แต่แล้วใครคนหนึ่งในงานก็บอกเธอถึงสาเหตุที่เขาไม่สามารถกล่าวคำสาบานได้ เพื่อนสนิทของเจ้าสาวกลายเป็นภรรยาตัวจริงของเจ้าบ่าว เธอร้องไห้มองคนรักอย่างคนใจสลาย พร่ำถามแต่ว่าไม่จริงใช่ไหม แต่คำตอบก็ย้ำว่าจริงทุกคำ เขาหักหลังเธอคนนั้น เช่นเดียวกับเพื่อนรัก เธอรู้สึกเสียใจ ใจสลาย ร้องไห้อย่างมากมายและวิ่งหายไปจากผู้คนที่มองมาตะลึงลาน”

               คนเล่าถอนใจเบาๆ ไม่ได้รู้สึกอยากร้องไห้เมื่อพูดถึงอย่างที่แล้วมา แสดงว่าหัวใจของเธอแข็งแรงพอแล้วใช่ไหม 3 เดือนสำหรับการทำใจไม่ได้สูญเปล่าใช่หรือเปล่า

               “ไงล่ะ เศร้าพอไหมคะ”

               “ก็เศร้า” เขาบอกแล้วเอ่ยต่อไปอีกว่า “แต่ก็ไม่มากมาย ผมว่าเป็นเรื่องดีๆ ในความเศร้าด้วยซ้ำ ที่เจ้าสาวคนนั้นรู้ความจริงก่อนที่จะแต่งงานกับเจ้าบ่าวเลวๆ คนนั้นไป”

               โห...

               เพลินมองป้างในความมืด ทำไมเขาช่างพูดเหมือนที่เธอคิดมาตลอดหลังจากถูกทั้งเพื่อนและแฟนหักเหลี่ยมโหด เป็นผู้ใหญ่กว่ามันดีอย่างนี้เอง

               “โอเค ฉันง่วงแล้ว เราต่างคนต่างหลับดีกว่า พรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้าๆ ไปทำงานของตัวเอง”

               “เรื่องอะไรล่ะ ผมยังไม่ได้เล่าเลย กลัวแพ้ล่ะสิท่า” ป้างรู้ทันคนรีบชิ่งอีก ตามเคย

               เพลินยู่หน้าใส่คนรู้ทัน ก็เธอกลัวแพ้จริงๆ นี่ แต่ถ้าหนีก็เสียฟอร์มอีกนั่นแหละ

               “ฝันไปเถอะ อ้ะ เล่ามาเลยฉันจะตั้งใจฟัง”

               ป้างกระแอมเบาๆ อยู่สองสามทีเจ้านำโชคเลยเห่ารับ สองหนุ่มสาวเลยพากันหัวเราะ ถ้ามันฟังรู้เรื่องอาจจะร้องไห้เพราะเรื่องเศร้าไปแล้วก็ได้

               “ชายคนหนึ่งที่แปลกแยกเพราะเขามีความพิเศษที่ไม่มีใครๆ เห็น ทุกคนมองเขาเพียงรูปลักษณ์ภายนอกและบอกว่าเขาเป็นเพียงตัวประหลาด เพียงเพราะเขาเป็นลูกชายของฆาตกรเท่านั้น คนพากันกลัวและรังเกียจ เขาต้องกินอาหารคนเดียว นั่งคนเดียว กลับบ้านคนเดียว ไม่มีเพื่อนโทรหาเขา ไม่มีใครมาหาเขา โลกทั้งโลกช่างว่างเปล่า จนเขาคิดว่าหากตายไปคงไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ แม้แต่แม่ของเขาเอง”

               “ทำไมไม่เล่น Facebook ล่ะ โลกออนไลน์เปิดกว้างจะตายนะคุณ” ฟังแล้ว ก็อดถามขึ้นมาไม่ได้จริงๆ ช่วยไม่ได้ก็เธอดันน้ำตารื้นขึ้นมาแล้วนี่นา

               “อ้าว ลืมบอกว่าตอนนั้นยังไม่ Facebook, MSN, ICQ อ้อ Twitter ก็ยังไม่มี” ป้างพูดดักเอาไว้หมดทุกทางเผื่อเพลินจะนึกอะไรขึ้นมาได้อีก

               “สมัยพระเจ้าเหา อือๆ โอเค”

               คนเล่าเหล่คนฟัง เด็กบ้าอะไรกวนโมโหเป็นบ้า แกล้งให้เขาหลุดฟีลเศร้าๆ ล่ะสิท่า รู้จักเขาน้อยไปแล้วล่ะ

               “วันหนึ่งเขาได้พบเพื่อนที่เป็นมิตร เด็กคนนั้นทำให้เขารู้สึกว่าดีจังที่มีเพื่อน เขากับเพื่อนกินด้วยกัน นอนด้วยกัน ไปเรียนหนังสือด้วยกัน นั่งโต๊ะใกล้กัน ไม่มีใครมาล้อว่าเขาไม่มีใครคบอีก แต่ไม่นานนักเขาก็รู้ความจริงว่าพ่อที่อยู่ในคุกได้ขอให้แม่บ้านที่สถานรับเลี้ยงเด็กที่เขาอยู่ จ้างเด็กคนนั้นให้มาเป็นเพื่อน

               เขาเสียใจมากที่มิตรภาพกลับมีความหมายเพียงเงินไม่กี่ดอลลาร์ เขาเข้าใจในตอนนั้นเองว่าทำไมเพื่อนคนนั้นถึงมาหาเขาทุก 8 โมงเช้าและกลับไปบ้านในเวลา 6 โมงเย็น เขาขังตัวเองอยู่ในห้อง พร่ำคิดถึงใครสักคนที่จะรักเขาด้วยใจจริง เขาป่วยนอนซมอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ในสภาพนั้น จนกระทั่งหลายวันผ่านไปแม่บ้านก็นึกสงสัยจึงเปิดเข้าไปในห้อง”

               “เด็กคนนั้นตายแล้วหรือเปล่าคะ” เพลินถามเสียงติดแหบๆ เพราะร้องไห้จนจมูกตันไปหมดแล้ว

               “เปล่า เขาไม่ได้ตาย แต่ก็ไม่ได้อยู่ในห้องนั้นแล้ว เขาหนีออกจากสถานรับเลี้ยงเด็กและกลับไปอยู่ในโลกที่เดียวดายอีกครั้ง บนรถโดยสารระหว่างเมืองด้วยเงินที่เก็บจากค่าขนม ครั้งนี้เขาตั้งใจแล้วว่าจะทำให้ทุกคนยอมรับเขาให้ได้ เมืองที่เขาจะไปคงไม่มีใครรู้อีกแล้วว่าเขาพิเศษกว่าใคร”

               “แล้วเขาทำได้หรือเปล่า” เพลินถามลุ้นๆ ลืมไปด้วยซ้ำว่าเรื่องเล่าอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้

               ป้างยิ้มในความมืด เกมนี้ช่างง่ายดายสำหรับเขาจริงๆ แต่เรื่องมันหักมุมในตอนจบนี่แหละ

               “ไม่รู้สิ ก็มันเป็นแค่เรื่องเล่า”

               คนถูกบิวท์ให้เศร้าจนน้ำตาร่วงชะงักกึก โอ้ย! เธอลืมไปได้ยังไงเนี่ย แน่ล่ะคนแพ้ก็ต้องมีน้ำใจแบบนักกีฬา ถึงการแข่งครั้งนี้จะไม่ได้ออกแรงเลยก็เถอะ

               “ก็ได้ ฉันแพ้แล้ว คุณอยากขออะไรล่ะ”

               “วันนี้ยังนึกไม่ออก คุณไม่น่ามาชวนผมเล่นเกมนี้เลยรู้ไหม ให้ผมเล่าเรื่องที่เศร้าน้อยกว่านี้คุณก็ร้องไห้อยู่ดี นักเขียนนี่เซนซิทีฟเหมือนกันหมดหรือไง” ป้างหัวเราะเสียงเบาเอ็นดู ไม่ได้ยั่วให้โกรธ

               “ฉันลืมไปได้ยังไงเนี่ย”

               ก็ถึงว่าสิ เขายอมเล่นเกมนี้ง่ายๆ ต้องเศร้าระดับไหนกันล่ะเขาถึงจะยอมร้องไห้ อยากรู้จริงๆ

               “หลับได้แล้ว สักพักใหญ่นั่นล่ะกว่าพายุจะสงบ ไม่ต้องห่วงบ้านนี้แข็งแรงพอ เราจะปลอดภัยจนถึงเช้า” เขาบอกพลางหลับตาลงก่อน

               ...เมี้ยวๆๆ

               เจ้ามะลิร้องหานายพลางคลานต้วมเตี้ยมมาบนร่างของชายหนุ่ม ป้างยื่นมือออกไปอุ้มแมวมากอดรับไออุ่นก่อนจะให้มันนอนด้วยกันใต้ผ้าห่มผืนหนา

               เภรินยิ้มในความใจดีของป้าง ก่อนจะหลับไปก็คิดได้ว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดีอย่างไรเธอไม่รู้ แต่ที่รู้ในตอนนี้คนที่รักสัตว์และอ่อนโยนต่อมันอย่างไม่รังเกียจ หัวใจของเขาต้องเต็มไปด้วยความเมตตา

               โชคดี...แกน่าจะได้เจ้าของที่ดีที่สุดสำหรับแกแล้วล่ะ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha