เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 9 : ตอนที่ 5_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    สายลมเย็นชื่นพัดมาพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ของวันฟ้าหลังฝนช่างสดใสเกินกว่าที่ใครบางคนจะนอนเพียงลำพังในกองผ้าห่มได้อีกต่อไป เภรินขยับตัวเอาแขนยันลุกขึ้นนั่ง มะลิคงยังไม่ค่อยคุ้นกับเธอนัก เลยขึ้นไปนอนบนโซฟาเมื่อที่นอนซึ่งห่างไปพอสมควรว่างเปล่าและพับไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว ส่วนเจ้าโชคดีก็ออกไปเดินทั้งที่สังขารยังไม่ค่อยอำนวยอยู่หน้าบ้าน

               “ตื่นแล้วหรือคะ”

               เพลินสะดุ้งที่ป้าสมหญิงพูดขึ้นมาเพราะเธอนึกว่าตัวเองอยู่คนเดียว หญิงสาวยิ้มให้แล้วลุกขึ้นพับผ้าห่มให้เรียบร้อยเหมือนผ้าห่มอีกกอง ก่อนจะหอบทั้งหมอนและผ้าห่มไปเก็บในห้อง ส่วนผ้าห่มของป้างป้าสมหญิงช่วยเก็บให้ตอนที่เธอเดินกลับมาจะหอบไปเก็บให้พอดี

               “ไปไหนกันหมดแล้วหรือคะ บ้านเงียบจัง” เพลินชวนคุยปนอยากรู้

               “นายหัวไปที่ฟาร์มตั้งแต่เช้ามืดแล้วล่ะค่ะ คงไปสั่งให้ซ่อมเครื่องปั่นไฟด้วย เมื่อคืนฟ้าลงใส่ไม่รู้จะต้องซื้อใหม่เลยหรือเปล่า แล้วก็ขอให้ป้ามาอยู่เป็นเพื่อนคุณเผื่อตื่นมาแล้วไม่เห็นใคร”

               เพลินรอจนป้าสมหญิงออกมาจากห้องของป้างแล้วเดินไปที่ครัวด้วยกัน เธอน่ะจะเลยไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน ส่วนแม่บ้านไปเปิดตู้เย็น ก็เลยอดถามไม่ได้เมื่อเห็นว่าหยิบอะไรต่อมิอะไรออกมากองไว้หลายอย่าง

               “ป้าจะทำอะไรหรือคะ”

               “ข้าวผัดให้คนงานที่มาทำงานกันตั้งแต่เช้ามืดตามที่นายหัวสั่งค่ะ คุณเพลินหิวหรือยังคะ ป้าจะได้ทำอะไรให้ทานก่อน” ป้าสมหญิงหันมาก็เห็นเพลินล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้ว

               “ยังค่ะ เดี๋ยวเพลินช่วยทำดีกว่าจะได้เสร็จไวๆ”

               “ไม่เป็นไรค่ะ ป้าเกรงใจ”

               “ไม่เป็นไรเหมือนกันค่ะ เพลินอยากช่วย”

               ป้าสมหญิงอมยิ้มชอบใจ แขกของนายหัวคนนี้น่ารักดี จะว่าไปแล้วก็เพิ่งมีแขกผู้หญิงมาที่บ้านเหมือนกัน ไม่รู้คุณภัทรรู้แล้วหรือยัง แว่วๆ ว่าทางคุณโป้งก็ใกล้จะมีข่าวดี แต่ทางนี้สิยังเงียบไร้วี่แววอยู่เลย ไม่รู้คุณป้างช่างเลือกหรือเนื้อคู่ยังไม่เกิด เอ...หรือว่าจะเป็นคนนี้เสียก็ไม่รู้

               

               ฆโณทัยเพิ่งสั่งให้คนงานย้ายแพบางส่วนไปอีกด้านของเกาะ เพราะมีบางอย่างผิดปกติกับน้ำที่เขาไม่อยากเสี่ยง คนงานจึงต้องเริ่มงานตั้งแต่เช้ามืด พอสายหน่อยทีมซ่อมเครื่องปั่นไฟก็มาบอกเขาว่าเครื่องเจนเนอเรเตอร์ยังพอใช้ได้ต่อ แต่คงดีและปลอดภัยกว่าหากจะเปลี่ยนเครื่องซึ่งก็เป็นเรื่องที่เขาพิจารณาอยู่ เพราะเครื่องเจนเนอเรเตอร์ควรมีอีกเครื่องจะได้ใช้สลับกัน หรือหากไม่ใช้ก็ยังอุ่นใจว่ามีสแปร์ไว้

               อาหารถูกลำเลียงมาด้วยมอเตอร์ไซค์พ่วงซึ่งวันนี้ป้าสมหญิงไม่ได้ มาคนเดียว แต่มีแขกของเขานั่งหน้าแฉล้มผมปลิวสลวยนั่งมาด้วย ทำตัวกลมกลืนได้อย่างน่ายกนิ้วให้ ไหนเป็นเอกบอกเขาว่ายัยเพลินเป็นลูกคุณหนูเหมือนกัน ก็ดูติดดินกินข้าวแกงได้สบายนี่นา แถมยังช่วยป้าสมหญิงตักข้าวให้คนงานอีกต่างหาก ร่างสูงเดินไปขอข้าวกินเหมือนกับคนงาน ก็เลยแซวแม่บ้านคนใหม่เสียเลย

               “ตื่นแล้วเรอะ”

               เพลินเผลอค้อนใส่คนทัก

               “ก็ต้องตื่นแล้วสิคุณ ไม่อย่างนั้นฉันคงละเมอเดินมาถึงฟาร์มของคุณแน่ๆ” เธอย้อนพลางส่งจานข้าวผัดให้ป้าง

               คนงานล้อมกลุ่มกันนั่งกินข้าว ป้างก็กินเสียด้วยกัน มือหนึ่งถือจานอีกมือถือช้อน ช่างเรียบง่ายไร้พิธีรีตองดูเป็นกันเอง แต่ในความเป็นกันเองนั้นเพลินเห็นความเคารพนับถือและเกรงใจจากคำพูดและท่าทางของคนงาน น่าทึ่งดี อยากรู้จริงว่าเขาทำยังไง

               “ไง...จะเปลี่ยนใจหรือยัง” ป้างถามตอนที่เดินมาวางจานกับช้อนไว้ในตะกร้าที่ป้าสมหญิงจะนำไปล้างที่บ้าน

               “เปลี่ยนใจเรื่องอะไรหรือคะ”

               “จะให้ผมสอนคุณแทนบุญชัยไงล่ะ”

               อ้อ เรื่องนี้เอง เพลินยิ้ม ถ้าเขาไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเธอคงต้องยอมเสียฟอร์มไปขอให้เขามาสอนแทนแล้วล่ะ บันทึกที่จดเมื่อวานก็กะพร่องกะแพร่ง แถมตัวบันทึกเสียงยังเสียอีก

               “ก็ดีเหมือนกันค่ะ ว่าแต่มีปัญหาอะไรหรือเปล่า คนงานทำงานยุ่งเชียว”

               “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก หลังฝนตกใหญ่ก็อย่างนี้แหละ แค่ป้องกันไว้ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญของการเจริญเติบโตของหอยมุก การที่ฝนตกก็มีผลต่อสภาพน้ำได้ก็ต้องตรวจสอบกัน ถ้าฝนตกบ่อยกว่านี้ก็อาจพัดพาเอาตะกอนลงมาในน้ำทะเล สารตกค้างก็จะปะปนมาด้วย” ป้างเล่าให้ฟัง เพลินรีบจดใส่สมุดที่ถือติดมือมาด้วย

               ป้างยิ้มชอบใจในความสนใจใส่ใจของเพลิน ไม่เพียงอาชีพนักเขียนหรอกที่จะต้องสนใจค้นหาความรู้อาชีพอื่นๆ ก็เหมือนกัน สมองก็เหมือนเครื่องยนต์ ถ้าไม่ใช้เสียบ้างก็มีแต่เสื่อมรอผุพัง

               “แล้วมีอะไรน่าห่วงไหมคะ”

               “ก็มีบ้าง ก็เลยต้องย้ายหอยมุกบางส่วนไปอีกด้านของเกาะน่ะ” เขาบอกพลางชี้ไปที่ตรงบริเวณที่เขาสั่งให้คนงานย้ายแพไป

               “แล้วช่วงที่เป็นหน้าร้อนล่ะคะ ปัญหามีอย่างตอนหน้าฝนหรือเปล่า”

               “ก็มีนะ ถ้าน้ำทะเลอุณหภูมิมากเกินไปก็ร้อนเกินไปนั่นแหละ แพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของหอยก็ได้รับผลจากการเปลี่ยนอุณหภูมิของน้ำที่เปลี่ยนไป และเมื่อหอยกินแพลงก์ตอนบางชนิดเข้าไปก็ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของหอย ถ้ารุนแรงมากก็ทำให้หอยตายได้” ป้างอธิบายให้ฟัง เท้าก็เดินห่างจากกลุ่มคนงานไปเรื่อยๆ แต่เพลินคงไม่รู้ตัวหรอกเมื่อเอาแต่ก้มหน้าจดสุดฤทธิ์ จนเกือบล้มถ้าเขาคว้าแขนไว้ไม่ทัน

               เพลินยิ้มในความซุ่มซ่ามของตัวเองพลางพูดแก้ไปด้วยว่า “อย่างนี้นี่เอง ดูเหมือนดูแลง่ายแต่ก็ไม่ง่ายเลย”

               “เดี๋ยวผมพาไปดูการเตรียมหอยมุกแล้วค่อยไปที่แพ วันนี้เดินระวังๆ ล่ะ เดี๋ยวจะตกไปอีก”

               เพลินหยุดเดิน คำพูดของป้างคงหมายถึงแค่การตกน้ำของเธอ แต่เธอมีบาดแผลที่คำพูดของเขากระแทกเข้าสู่หัวใจที่บอบช้ำอยู่ภายใน ในขณะที่ภายนอกแข็งแกร่งแต่เปราะบางพร้อมแตกสลายหากถูกกระแทกแรงๆ อีกครั้ง

               “อะไรที่พลาดไปครั้งหนึ่งแล้ว ฉันไม่ยอมให้ตัวเองพลาดซ้ำแน่นอนค่ะ”

               ป้างเลิกคิ้วเมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ตอบกลับไม่ได้ร่าเริง แต่กลับขมขื่นอย่างไรก็ไม่รู้ ยามมองไปยังใบหน้าสวยเก๋ แต่ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนได้รับบาดเจ็บจนความร่าเริงหายไป เขาก็เริ่มอยากรู้แล้วสิว่าเกิดอะไรขึ้น สักวันเธอจะเล่าให้เขาฟังได้บ้างไหมนะ

               

               เพลินฟังป้างอธิบายพร้อมกับจดตามไปด้วย เขาอธิบายถึงขั้นตอนการเตรียมหอยมุกว่า...

               หอยมุกที่นำมาสอดใส่นิวเคลียส (nucleus) ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 2 ปี หอยที่มีอายุน้อยอาจมีอันตรายระหว่างการผ่าตัดสอดใส่นิวเคลียสได้ หอยที่มีขนาดเล็กเกินไปต้องนำมาเลี้ยงไว้ให้มีขนาดที่เหมาะสมเสียก่อน อย่างไรก็ตามขนาดของนิวเคลียสที่สอดใส่ก็ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของตัวหอย บริเวณที่สอดใส่นิวเคลียสลงไปมี 2 แห่ง คือ ในอวัยวะสืบพันธุ์และบริเวณระหว่างตับ (liver) กับผิวตัวของหอย ทั้งสองบริเวณนี้เป็นบริเวณที่หอยไม่ระคายเคือง และไม่ทำให้การดำรงชีวิตของหอยผิดปกติ บริเวณแรกเป็นบริเวณที่นิยมสอดใส่นิวเคลียสมากที่สุด

               แต่ถ้าอวัยวะนั้นมีไข่หรืออสุจิอยู่เต็มจะทำการสอดใส่นิวเคลียสได้ยากและไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมในการสอดใส่นิวเคลียสคือตอนที่วางไข่ใหม่ๆ เพราะเนื้อเยื่อสืบพันธุ์จะอ่อนนุ่ม การสอดใส่นิวเคลียสในอวัยวะสืบพันธุ์จะให้ผลดีที่สุด ด้วยเหตุนี้ผู้เลี้ยงจึงหาวิธีการควบคุมให้หอยมุกอยู่ในสภาพที่เหมาะสมดังกล่าวได้ 2 วิธีด้วยกัน คือ กระตุ้นให้หอยปล่อยไข่และอสุจิ ทำได้โดยใส่หอยไว้ในภาชนะทึบแสง แล้วหย่อนในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ หรืออาจทำโดยยับยั้งการเจริญเติบโตของอวัยวะสืบพันธุ์ ทำได้ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม

               “ขอถามหน่อยได้ไหมคะว่า ‘นิวเคลียส’ คืออะไร”

               ได้ยินคำนี้มาหลายรอบแล้วก็ยังไม่เข้าใจเสียทีว่ามันคืออะไร ป้างหยุดอธิบายชั่วครู่ มองคนจดที่นิ้วจะบวมอยู่แล้วมั้ง ไม่รู้แยกประสาทยังไง มือก็จด หูก็ฟัง สมองก็คิดตาม แถมยังมีเวลาถามด้วย

               “นิวเคลียสก็คือสิ่งที่เราใส่เข้าไปในตัวหอย ที่นี่ใช้เปลือกหอยที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดตั้งแต่ 2.5 มม. จนถึง 7 มม. เอามาขัดจนขึ้นเงาสำหรับมุกกลม แต่ถ้าเป็นมุกซีกก็ใช้เปลือกหอย พลาสติก เรซิ่น แล้วแต่ว่าจะเลือกอะไร”

               “ทำไมใช้ไม่เหมือนกันล่ะคะ ฉันนึกว่าใช้พลาสติกได้เหมือนกันหมดเสียอีก” เธอเข้าใจว่าใช้แค่นี้ก็ได้จริงๆ นะ ถึงว่าพี่เอกถึงให้มาหาข้อมูล

               “จริงๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่การใช้นิวเคลียสที่ทำจากเปลือกหอยแทนที่จะใช้พลาสติกมีคุณสมบัติที่ดีกว่าพลาสติก อย่างเช่นการสะท้อนของชั้นมุกที่ดีกว่า ให้น้ำหนักที่ดีกว่า และทนต่อความร้อนได้ดีกว่าพลาสติก แล้วที่ลืมไม่ได้เปลือกหอยมีสารประกอบของแคลเซียม จึงสามารถประสานตัวกับชั้นมุกได้ดี และแน่นกว่าพลาสติก เวลาเจาะเม็ดมุกเพื่อทำต่างหูหรือสร้อยคอ การสึกหรอในนิวเคลียสที่เป็นเปลือกหอยจะมีน้อยกว่าพลาสติก

               สำหรับการทำมุกซีกสามารถใช้นิวเคลียสที่ทำจากเปลือกหอยหรือพลาสติกก็ได้ เพราะเมื่อได้มุกซีกแล้วจะต้องทำการตัดตกแต่ง ซึ่งนิยมแกะเอานิวเคลียสออก และเข้าขบวนการแปรรูปให้เป็นเม็ดมุก และข้อสำคัญราคาของมุกกลมแพงกว่ามุกซีก2” ป้างอธิบายไปก็ดูลายมือของเพลินไป ถึงจะจดแบบรีบๆ ก็ไม่ดูไก่เขี่ยเหมือนเจ้าโป้งแฮะ รายนั้นลายมือแย่มาก บางทีเจ้าเกริกก็บ่นบ่อยๆ ว่าพูดแล้วฟังยังง่ายกว่าให้แกะลายมือของนายมัน แปลกใจนิดเดียวว่าทำไมเขาคุ้นๆ ลายมือของเพลินก็ไม่รู้ เหมือนเคยเห็นที่ไหน เออ เขานี่ก็คิดไปได้

               เพลินจดไปก็คิดตามไปเผื่อตกหล่นตรงไหนจะได้นึกออก พอเงยหน้าจะถามต่อก็เห็นป้างมองมา แถมยังยิ้มเหมือนมีอะไรตลก เธอชักไม่มั่นใจก้มมองตัวเองก็ไม่ผิดปกติตรงไหนสักหน่อย แล้วพอเงยหน้ามองเขาอีกทีก็เห็นว่าเดินไปแล้ว อะไรของเขาเนี่ย

               “แล้วที่ฟาร์มของคุณเน้นทำมุกแบบไหนล่ะคะ”

               “ก็ต้องเป็นมุกกลมอยู่แล้ว หอยที่ไม่สมบูรณ์ไม่ค่อยแข็งแรงเราจะนำมาเลี้ยงแล้วทำมุกซีก”

               “แล้วทำยังไงคะ” ฟังมาตั้งเยอะแล้วชักอยากเห็น

               “ผมกำลังจะพาไปดูอยู่นี่ไง อยากถ่ายรูปก็ตามใจนะ แต่ถ้าจะให้ดีเอาโทรศัพท์มาฝากผมไว้ก่อนดีกว่า เพื่อความปลอดภัย”

               “ก็ดีเหมือนกันค่ะ” เพลินรีบดึงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เดี๋ยวพอมีอะไรน่าสนใจค่อยขอคืนมาถ่ายรูป จริงๆ อยากถือกล้องที่เตรียมมาด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ไว้ใจตัวเอง

               

               ป้างพาเภรินไปที่แพแขวนตะกร้าหอย ซึ่งเมื่อมองออกไปก็เห็นทุ่นลอยอยู่เป็นระยะนั่นก็เป็นการเลี้ยงหอยมุกเหมือนกัน เขาอธิบายอีกว่าหอยมุกแต่ละตัวให้น้ำมุกผิดกัน บางตัวให้น้ำมุกน้อยเกินไป หอยบางตัวมีความอ่อนแอเมื่อใส่นิวเคลียสเข้าไปมันอาจตายได้ จึงต้องทำการคัดเลือกก่อน โดยเริ่มจากชนิดของหอย หอยที่จะนำมาใช้เลี้ยงมุกนั้นควรเป็นหอยที่เปลือกมีชั้นมุก (nacreous layer) ที่มีความหนามากพอสมควร สำหรับในเมืองไทยหอยมุกจานเป็นหอยที่ให้มุกได้สวยงามที่สุด

               ขั้นตอนต่อมาก็คัดขนาดและอายุของหอย คือ 4-8 นิ้ว อายุระหว่าง 2-4 ปี เมื่อได้แล้วก็เลือกต่อไปถึงอวัยวะเพศเพราะการผลิตมุกกลมนั้นจำเป็นต้องใส่นิวเคลียสลงไปในบริเวณอวัยวะเพศ (gonad) หากมีน้ำเชื้อหรือไข่อยู่เต็มจะทำให้นิวเคลียสที่ใส่ลงไปอาจหลุดได้ง่าย โดยหอยต้องสุขภาพดีปราศจากโรคด้วย

               เมื่อคัดเลือกได้แล้วก็ต้องทำการเลี้ยงหอยให้มีสุขภาพสมบูรณ์ และทำความสะอาดเปลือกไม่ให้มีสิ่งมีชีวิตเกาะอยู่ หลังจากนั้นก็กระตุ้นให้เปิดฝาด้วยการนำไปเลี้ยงรวมๆ กันในถาดที่มีน้ำตื้นๆ จะทำให้ก๊าซออกซิเจนในน้ำลดลง หอยจะอ้าเปลือกออกเพื่อรับออกซิเจนให้มากขึ้น หรือนำไปเลี้ยงไว้ในที่ที่มีน้ำไหลทำให้หายใจไม่ทันหอยจะอ้าเปลือก พวกที่อ้าเปลือกแล้วจะใช้ลิ่มสอดเข้าไป นำไปใส่ถาดเพื่อเตรียมใส่นิวเคลียส

               เพลินรู้สึกเหมือนหัวโตขึ้นยังไงก็ไม่รู้ เขาจำเข้าไปหมดได้ยังไง ก็แน่ล่ะสิมันเป็นอาชีพของเขานี่ ว่าไปแล้วเขาก็ใจดีจริงๆ ที่มาอธิบายให้เธอฟังอยู่เป็นนาน สองนาน

               “ขั้นตอนมากมายจริงๆ ค่ะ คุณทำยังไงคนงานถึงได้ทำงานทั้งหมดได้ เมื่อกี้ฉันไปลองถามคนงานว่าข้อดีของการเลี้ยงหอยมุกแบบตะกร้ากับแบบห้อยแขวนต่างกันยังไง เขาตอบได้เหมือนกับที่คุณบอกฉันก่อนหน้านี้เลย” ก็ที่จดไปจนมือบวมก่อนหน้านี้นั่นแหละ

               “ผมอบรมคนงานทุกเดือนน่ะสิ ทบทวนความรู้เดิมเพิ่มความรู้ใหม่ ถ้าผม รู้แล้วเก็บไว้คนเดียวจะมีประโยชน์อะไรล่ะ” ป้างเห็นเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำ การเป็นเจ้าของกิจการไม่ได้หมายถึงเป็นคนที่รู้มากที่สุดเพียงคนเดียวสักหน่อย รู้ด้วยกันเข้าใจด้วยกันก็คุยกันง่ายขึ้น

               “ไม่กลัวคนงานไปเปิดฟาร์มแข่งหรือคะ”

               “การลงทุนทำฟาร์มไม่ได้ใช้เงินแค่ระดับพันหรือหมื่นบาทนะคุณ แต่ถึงจะไปทำฟาร์มเองก็ไม่เป็นไรอีกนั่นแหละ เรื่องพวกนี้ดูกันที่คุณภาพ ไม่ใช่แค่คำพูดอยู่แล้ว”

               เพลินมองป้างเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง หน้าตาของคำว่าโอกาสเป็นแบบนี้เอง

               “ตอนบ่ายคุณจะพาฉันไปดูอะไรต่อคะ หรือว่าหมดแล้ว”

               “อยากลองเก็บหอยมุกดูไหม” เขาล่อ ชวนให้เด็กทำหน้าตื่นเต้น

               “อยากสิคะ อ้อ ใช่ เดือนนี้ธันวาคมพอดี ฟาร์มของคุณกำลังเก็บหอยมุกพอดีเลยใช่ไหมคะ”

               “ความจำดีมาก”

               เภรินยิ้มแฉ่งใส่ป้างอย่างลืมตัว พอเขายิ้มกลับเธอก็หันหน้าเดินกลับไปบ้าน คนยิ้มค้างเลยไม่เข้าใจว่าพูดอะไรผิดไป ผู้หญิงอะไรชอบทำตัวแปลกๆ เมื่อกี้ยังคุยกันอยู่ดีๆ ตอนนี้เป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ หรือว่าหิว ก็น่าจะบอกกันนี่นา

               เพลินถอนใจใส่ตัวเอง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงยิ้มให้ป้างได้ แต่พอเขายิ้มตอบเธอกลับไม่อยากเห็นรอยยิ้มของเขา ป่านนี้คงโกรธเธอไปแล้วมั้ง เฮ้อ! หรือว่าเธอยังลืมความรู้สึกที่เคยรักชานนท์ไม่ได้ พอใครมาทำอะไรที่เขาเคยทำก็ไม่อาจทนเห็นได้ ทำยังไงดีล่ะเพลิน เธอยังเสียใจเพราะผู้ชายคนนั้นไม่พออีกหรือ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha