เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 10 : ตอนที่ 5_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    เรื่องที่เพลินกังวลไม่ได้เกิดขึ้น ป้างยังทำตัวปกติ เป็นเธอนั่นแหละที่รู้สึกผิดเลยยกมือไหว้ขอโทษเขา ถึงไม่บอกเขาคงรู้ได้เองแหละ หลังจากนั้นป้างก็อธิบายให้เพลินฟังก่อนที่จะผ่านำมุกออกมาจากตัวหอย ถึงขั้นตอนในการฝังนิวเคลียสว่า...

               เมื่อจะทำการสอดใส่นิวเคลียสให้นำหอยที่สอดลิ่มไว้มาตรึงไว้กับที่ยึด (clamp) เตรียมนิวเคลียสชิ้นแมนเติล (mantle) และอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ ให้พร้อม และจึงเปิดส่วนแมนเติลของหอยที่จะนำมาสอดใส่นิวเคลียสออก ตัดบริเวณที่จะสอดใส่นิวเคลียสให้เป็นช่องพอที่จะวางนิวเคลียสลงได้

               บริเวณที่เหมาะสมที่สุดคืออวัยวะสืบพันธุ์ การผ่าตัดต้องระวังอย่าให้กระทบกระเทือนต่ออวัยวะข้างเคียง จำนวนนิวเคลียสที่จะใส่ในแต่ละตัวขึ้นอยู่กับขนาดของนิวเคลียสและขนาดของหอย หอยหนึ่งตัวสามารถสอดใส่นิวเคลียสขนาดเล็กกว่า 3 มม. ได้ 2-5 อัน ถ้านิวเคลียสใหญ่กว่านั้นให้ใส่ตัวละ 1 อัน

               โดยการเตรียมชิ้นแมนเติลสำหรับวางไว้บนนิวเคลียสนั้นต้องรีบนำไปวางบนนิวเคลียสทันที ในขณะที่เซลล์ของชิ้นแมนเติลยังมีชีวิตอยู่ การตัดชิ้นแมนเติลต้องใช้ทักษะและความระมัดระวังมาก ใช้มีดคมๆ เปิดฝาหอยมุกออกโดยตัดกล้ามเนื้อยึดฝาหอย (adductor) แล้วจึงตัดแมนเติลขนาดแถบกว้าง 2-3 มม. โดยไม่ให้เซลล์ได้รับความกระทบกระเทือน ข้อสำคัญคืออย่าให้เซลล์บุผิว (epithelial cell) ถูกทำลาย

               แล้วนำแมนเติลมาตัดออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาด 2-3 ตร.มม. ทั้งนี้ขึ้นกับขนาดของนิวเคลียส โดยประมาณให้ชิ้นคลุมพื้นที่ 1 ใน 2 ของนิวเคลียส ชิ้นแมนเติลนี้ถ้ารักษาไว้ในที่ชื้นด้วยน้ำทะเล และควบคุมอุณหภูมิให้ได้ระหว่าง 17-22 องศาเซลเซียสจะสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 2 ชั่วโมงโดยที่เซลล์ไม่ตาย แมนเติลจากหอย 1 ตัว สามารถตัดเป็นชิ้นแมนเติลได้ประมาณ 12-15 ชิ้น

               เพลินจดตามยิกทันบ้างไม่ทันบ้าง ยิ่งฟังป้างอธิบายก็ยิ่งเห็นข้อด้อยของนิยายที่เขียนไป มันช่างฉาบฉวยมากสำหรับการทำฟาร์มมุกที่เธอใช้ความคิดหยาบๆ ว่าไม่มีขั้นตอนอะไรมากมาย นี่ยังไม่รวมการเลี้ยงมุกที่มีทั้งใส่ตะกร้าและแขวนที่ยังมี รายละเอียดปลีกย่อยที่ป้างอธิบายให้ฟังไปเมื่อตอนสาย คิดง่ายๆ ขนาดความลึกที่จะให้หอยได้เจริญเติบโตยังมีเหตุผลว่าทำไมต้องลึกต้องตื้นเท่านี้

               “ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญที่เราจะได้ชื่นชมผลงานของธรรมชาติที่รอคอยมาเป็นปี”

               “มันจะตายไหมคะหลังจากผ่านำมุกออกมาแล้ว” เพลินก็ไม่อยากจะขัดหรอกแต่มันรู้สึกบาปยังไงก็ไม่รู้ มุกที่มีราคาแต่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของหอยที่สร้างมันมา

               “ก็แล้วแต่นะ ถ้าจะเก็บไว้ใส่แกนมุกอีกเราจะผ่าเป็นช่องเพื่อคีบเอามุกออกมาเท่านั้น แต่ถ้าจะไม่ใส่แกนมุกซ้ำแล้วเราก็จะผ่าออกมาทั้งตัวแล้วแยกมุกออกไป ส่วนตัวหอยก็เอาไปเป็นอาหาร” ป้างรู้ว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ บางสิ่งบนโลกใบนี้ก็ไม่ได้ขาวสะอาดหรือดำมืด ในความสวยงามย่อมมีเรื่องแบบนี้เสมอ

               “โหดร้ายเหมือนกันนะคะ หมดประโยชน์ก็ฆ่ามันแล้วเอามาเป็นอาหาร”

               “นี่แหละชีวิต ในสังคมของมนุษย์ก็อย่างนี้ มันเป็นอาชีพ ก็เหมือนทำผ้าไหม ก่อนได้ผ้าไหมมาตัวหนอนไหมก็ต้องตายตอนที่นำไปต้มเหมือนกัน บนความสวยงามมักซ่อนไว้ด้วยความโหดร้ายเสมอ”

               เพลินเถียงไม่ออกเลยยิ้มให้เขาแทน ก่อนจะตั้งใจดูเขาผ่าหอยมุกให้ดู เขานำหอยที่จะทำการเก็บไข่มุกมาตัดกล้ามเนื้อยึดฝาหอยออก เปิดฝาหอยนำส่วนเนื้อหอยทั้งหมดออกมาแล้วแยกส่วนกล้ามเนื้อยึดฝาหอยออกเพื่อใช้รับประทาน นอกนั้นนำไปใส่ไว้ในอ่าง ใช้มือขยำเนื้อหอยให้เละ นำไปใส่ในถังน้ำทะเลซึ่งผสมปูนขาวเล็กน้อย คนให้เนื้อหอยกระจาย

               ป้างชี้ให้เพลินดูว่าไม่นานนักไข่มุกจะแยกหลุดออกจากเนื้อหอย เขาหยิบไข่มุกมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำทะเล นำมาขัดโดยใช้เกลือในปริมาณเท่ากับปริมาณไข่มุกแล้วเช็ดให้แห้งก่อนจะส่งให้เพลินดู

               ไข่มุกสีแดงวาววามเม็ดนั้นวางอยู่บนฝ่ามือของเพลิน เธอมองมันด้วยความทึ่ง จากเปลือกหอยที่ถูกกลึงให้กลมทว่าไร้ราคา ในเวลานี้ช่างงดงามและมีมูลค่า ป้างบอกเธอว่าสีของไข่มุกมี 2 ประเภท คือ Body color ซึ่งเป็นสีของไข่มุก มีสีขาว สีครีม สีเหลือง เป็นต้น และ Overtone ซึ่งเป็นสีเหลือบของไข่มุก อาจมีสีเขียว สีชมพู สีเงิน สีฟ้า สีของไข่มุกขึ้นอยู่กับชนิดของหอยมุกและสภาวะแวดล้อม ที่หอยมุกนั้นอาศัยอยู่ (จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7657 หน้าที่ 18)

               “สวยจัง...”

               “รู้ไหมมุกแต่ละสีก็มีหมายความแตกต่างกัน” ป้างขุดหลุมตื้นๆ ให้เพลินสนใจ เขาชอบเห็นเธอยิ้มและดวงตาสุกใสคู่นั้นมากกว่าทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ยามที่เผลอหรือเหม่อลอย

               “ยังไงคะ เริ่มจากสีแดงก็แล้วกัน”

               “ไข่มุกสีแดง หมายถึง สุขภาพ และพลังงาน ไข่มุกสีดำ หมายถึง ปรัชญา ไข่มุกสีเทา หมายถึง การคิด การไตร่ตรอง ไข่มุกสีทอง หมายถึง ความมั่งคั่งทางทรัพย์สิน ส่วนสีขาว...” เขาพูดค้างให้เด็กช่วยเดา

               “เดาว่าต้องเป็นความบริสุทธิ์แน่ๆ เลยใช่ไหมคะ” เพลินมองป้างลุ้นๆ แค่เขาบอกว่าใช่ก็สุขใจแล้วล่ะ

               “ใช่ ไง สนใจมุกสีไหนบ้างไหม”

               “สีขาวค่ะ เหมือนมนุษย์ดี” เพลินไม่เสียเวลาคิดคำตอบ

               ป้างแปลกใจนิดหน่อย เขาเดาว่าเพลินน่าจะชอบไข่มุกสีดำหรือไม่ก็สีเทา ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดแบบนี้

               “ยังไง ช่วยอธิบายให้ผมฟังบ้างสิ ไหนๆ ผมก็พูดให้ฟังมาตั้งเยอะแล้ว”

               “มนุษย์แรกเกิดมาก็เหมือนผ้าขาวที่บริสุทธิ์ ไม่มีการเสแสร้ง ไม่มีการปรุงแต่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปมนุษย์กลับไม่สามารถทำให้ผ้าผืนนั้นขาวสะอาดได้ มันค่อยๆ ถูกป้ายสีต่างๆ ลงไปจนกลายเป็นสีต่างๆ”

               ป้างพยักหน้าเข้าใจล่ะ คิดได้ลึกซึ้งขนาดนี้ทำไมถึงชอบไข่มุกสีขาวแทนที่จะเป็นสีดำหว่า ร่างสูงเดินไปในห้องเล็กๆ ไม่กี่วินาทีก็เดินออกมาพร้อมของบางสิ่งในกำมือที่ยื่นให้คนรอ

               “ถ้างั้นผมให้เป็นที่ระลึก”

               เพลินแบมือ มือใหญ่ที่กำบางอย่างไว้ก็แบออก ไข่มุกสีขาวเม็ดเท่าเม็ดข้าวโพดก็หล่นลงมาบนฝ่ามือของหญิงสาว ช่างสวยงาม วาววาม บริสุทธิ์และเลอค่าจนไม่สามารถรับไว้ได้

               “เอามาให้ฉันทำไม ทุกอย่างมีราคา แล้วไข่มุกเม็ดนี้ก็แลกมาด้วยชีวิตของหอยตัวหนึ่ง ให้มันได้อยู่กับคนที่คู่ควรกว่าฉันดีกว่าค่ะ”

               “เป็นเด็กเป็นเล็กผู้ใหญ่ให้อะไรก็รับไว้เถอะน่า” ป้างกอดอกใช้สายตาดุๆ มองคนพูดยากไปเสียเกือบทุกเรื่อง

               “แต่ว่า...” เขาจะมาให้เธอทำไม เพื่อนก็พูดได้ไม่เต็มปาก แถมเธอยังมาอยู่ฟรี กินฟรี ให้สอนฟรีอีกต่างหาก

               “ถ้าไม่อยากให้มันไร้ค่าก็คิดเสียว่าไข่มุกเม็ดนี้เป็นสิ่งนำโชคก็ได้ ผมจะภาวนาต่อขุนเขาให้เรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับคุณหลังจากวินาทีนี้ไป”

               ป้างยกมือพนมแล้วทำตามที่บอกจริงๆ เขาทำมาหากินโดยพึ่งพาธรรมชาติ เขาเชื่อและศรัทธาว่าขุนเขา ต้นไม้ มีพลังงานสำหรับคนใฝ่ดีเสมอ

               เพลินยิ้มเกรงใจเขาแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้ว ไข่มุกเม็ดนี้มีราคาก็จริงแต่ก็ไม่มากไปกว่าน้ำจิตน้ำใจของเขาที่ให้เธอ ก็ได้ เธอกับเขา เราจะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

               “ขอบคุณค่ะ คุณทำให้ความคิดแคบๆ ของฉันดีขึ้นมาหน่อย”

               “ความคิดอะไร” ป้างอยากรู้

               “ความคิดที่ว่าผู้ชายส่วนใหญ่เลวน่ะสิคะ”

               อึ้ง...ไปสองวินาทีเต็มๆ ป้างพอจะเห็นถึงสาเหตุที่เภรินดูแปลกๆ ดูหยิ่งๆ แต่กลับเศร้าๆ พิกล แล้วผู้ชายที่เธอว่านี่รวมเขาด้วยใช่ไหมนั่น เจริญมากเด็กน้อย

               “ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน ปากคอร้ายจริง”

               “จากประสบการณ์จริงน่ะสิคะ”

               ป้างส่ายหน้ามองเพลินอย่างคิดไตร่ตรองก่อนจะพูดยาวๆ ออกมา

               “อย่าวัดผู้ชายเลวๆ ที่คุณพบกับผู้ชายทั้งโลก คุณอาจจะยังไม่พบคนที่ดีจริงๆ ก็ได้ แล้วสิ่งที่คุณควรรู้ไว้ ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงก็ทำเลวได้เหมือนๆ กันนั่นแหละ การคิดในมุมแคบๆ ก็ยิ่งปิดโอกาสตัวเองเหมือนกบที่ถูกกะลาครอบไว้” นี่เขาไม่ได้พูดให้ตัวเองดูดีหรอกนะ แต่จากสิ่งที่เธอพูดมานั้นแสดงว่าตัดสินอะไรที่เกี่ยวกับผู้ชายไปแล้ว

               เภรินไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เธอหันหลังและเดินจากป้างไปอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้โกรธ หรือเขาทำบางอย่างให้ไม่อาจรับความรู้สึกดีๆ ได้ แต่เพราะว่าคำพูดของเขาทำให้เธอได้สติ อย่างที่พยายามบอกตัวเองทว่าไม่เคยทำได้สักครั้ง เขาทำได้ในเวลาไม่ถึงนาที ในขณะที่เธอพยายามมาถึง 3 เดือน ช่างเป็นความล้มเหลวที่น่าขมขื่นสิ้นดี

               

               ฆโณทัยรอเภรินอยู่ที่โต๊ะอาหาร เขาไม่แน่ใจนักว่าเธอร้องไห้เพราะคำพูดนั้นหรือเปล่า สิ่งที่เห็นยามเธอเดินกลับมามีเพียงแผ่นหลังที่กระเพื่อมเบาๆ คล้ายเจ้าของร่างนั้นกำลังสะอื้น เพราะอะไร คำพูดของเขาทำร้ายเธออย่างนั้นหรือ แล้วสาเหตุล่ะคืออะไร

               เฮ้อ...เด็กบ้า!

               ทำให้เขาต้องมานั่งถอนใจทั้งที่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แล้วตัวเองก็ปิดประตูเงียบ เอาเถอะถ้าถึงเวลาอาหารแล้วยังไม่ออกมาเขาจะไปถามให้รู้เรื่อง โตๆ กันแล้วมีอะไรก็น่าจะคุยกัน ไม่พอใจก็บอก

               “ตั้งโต๊ะเลยไหมครับนายหัว” ไตรเข้ามาในบ้านพอดีรีบถามเอาใจนาย อาหารหอมฉุยอย่างนี้นายคงเข้าครัวโซโล่เองแล้วแน่ๆ

               ป้างเห็นหน้าเป็นๆ ของลูกน้องคนสนิทก็ค่อยหายเซ็งหน่อย

               “กลับมาแล้วรึไตร พาลุงทิวไปพักที่บ้านแล้วใช่ไหม เงินที่ให้ไว้พอ หรือเปล่า”

               “พอครับ แล้วก็ตอนนี้ลุงทิวอยู่ที่บ้าน ชัยดูแลแทนอยู่ ผมเลยมาดูแลที่นี่”

               เสียงประตูเปิด ป้างไม่หันไปมองก็รู้ว่าเพลินออกมาจากห้องแล้ว พอมานั่งที่โต๊ะก็เห็นเธอตาบวมมาเลย นี่ร้องไห้มาหรือ คำพูดไหนของเขาที่ทำร้ายเธอกันหนอ

               “สบายดีไหมครับคุณเพลิน ได้ข่าวว่าตกน้ำ” ไตรถามเพลิน เสียงเหน่อทองแดงทำให้คนเงียบๆ สองคนรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง

               “สบายดีแล้วล่ะไตร ขอบใจนะ”

               เพลินนั่งลงเยื้องป้างเล็กน้อย แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเมื่อมันเป็นโต๊ะกลม เธอก็แค่ไม่อยากให้เขาเห็นตาบวมๆ เท่านั้นเอง เขาไม่ได้พูดอะไรผิดหรอก ก็แค่พิษร้ายในใจของเธอยังถูกขับไม่หมด พอได้ยาดีจากเขาก็เลยเป็นอย่างที่เห็น

               ไตรยกอาหารมาวางที่โต๊ะอาหาร รู้สึกถึงความเงียบแปลกๆ กับเพลินเขาไม่รู้หรอกว่าแปลกไหมที่เธอเงียบ แต่กับนายเขารู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติไป เพราะฉะนั้นรีบทำงานให้เสร็จแล้วแจวดีกว่า เผื่อโดนลูกหลง

               “เดี๋ยวผมไปเปลี่ยนกับชัยก่อนนะนายหัว”

               “อ้าว แล้วกินอะไรมาหรือยังล่ะ” ป้างตะโกนถามเจ้าคนไวอย่างกับลิง

               “กินแล้วครับนายหัว ผมไปก่อนนะ จะได้เอาข้าวต้มไปให้ลุงแกด้วย” บอกแล้วไตรก็รีบออกไปทันที ไม่รู้เป็นไงไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอ นี่เขาเปิดโอกาสให้นายเต็มที่เลยนะ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha