เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 11 : ตอนที่ 6_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    พอไตรไปแล้วเหลือกันแค่สองคนก็เลยยิ่งเงียบเข้าไปอีก เพลินอยากแก้ตัวที่เสียมารยาทใส่ป้างไปเมื่อตอนเย็น ทว่าพอเขาหันมาแล้วยิ้มให้ยามเอ่ยว่า

               “งั้นเราก็กินข้าวกันเถอะ”

               เธอกลับพูดไม่ออก หรือว่าเขาไม่ได้คิดอะไรมากอย่างที่เธอคิดกันนะ พี่เอกจะเสียเพื่อนดีๆ เพราะเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาละในเมื่อทำผิดซ้ำ...ซากเธอก็ต้องขอโทษ ถ้าถูกว่ากลับสัญญาว่าจะไม่โกรธเลย

               “คือเรื่องวันนี้ฉัน...” เพลินยังไม่ทันพูดจบ โทรศัพท์ของป้างก็ดังขึ้นเสียก่อน ความกล้าหายวับต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่ทันที

               ป้างเลิกคิ้วไม่เห็นเพลินพูดอะไรต่อก็เลยกดรับโทรศัพท์

               “แป๊บหนึ่งนะ” เขาบอกเพลินก่อนจะพูดกับคนที่โทรมา “มีอะไรหรือดิลก”

               เพลินรวบรวมความกล้าใหม่ในระหว่างที่ป้างคุยโทรศัพท์ แต่หูก็ได้ยินได้ว่าเขาพูดตอบไปว่ายังไงบ้าง

               “งั้นรึ อือ ได้ ฉันจะรีบไป”

               ป้างกดวางสาย หน้าตาเครียดขึ้นมาทันที “ขอโทษทีนะที่คงอยู่กินข้าวด้วยไม่ได้แล้ว มีเรื่องสำคัญน่ะ แต่ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวผมจะให้ป้าสมหญิงมาอยู่เป็นเพื่อนก็แล้วกัน”

               “ค่ะ” เพลินรับคำ รู้ตัวว่าโอกาสน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเห็นป้างเดินไปที่ห้องนอน ไม่นานนักก็เดินออกมาพร้อมกระเป๋าเป้ใบเล็ก

               เขาเดินกลับมาแล้ว พูดสิยัยเพลิน...พูด! พรุ่งนี้ก็ไม่มีโอกาสแล้วนะ

               “อ้อ พรุ่งนี้ผมจะรีบกลับมาส่งคุณขึ้นเครื่องให้ทัน” ป้างบอกพลางหยิบไฟฉายมาใส่กระเป๋า ดูเร่งรีบเมื่อดิลกส่งข่าวว่าเจ้าน้องชายจะทำเรื่องใหญ่แบบไม่ชวนในคืนนี้

               “ถ้าคุณมีธุระสำคัญก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันกลับเองได้ ส่วนเรื่อง...” เพลินจะพูดต่อแต่ป้างก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างรีบร้อนอีก

               “ผมเสนอตัวก็ช่วยรับๆ ไว้หน่อยเถอะน่า แค่ไปส่งไม่ได้หนักหนาอะไรสักหน่อย ไปละนะ พรุ่งนี้เจอกัน”

               ป้างเดินเร็วๆ ออกจากบ้านไปทันที เพลินวิ่งตามมาเพื่อพูดคำที่มาจ่ออยู่ปลายลิ้น ถ้าไม่พูดวันนี้เธอคงนอนไม่หลับ ทว่าเมื่อวิ่งตามเขาไปก็ไม่ทันแล้ว เขาขับเรือออกไปโดยไม่รู้ว่าเธออยากให้เขาได้ยินคำขอโทษก่อนเราจะจากกัน

               เพลินถอนใจโมโหตัวเองที่ขี้ขลาดอย่างที่ไม่เคยเป็น เธอเดินกลับมาในบ้าน นั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม แต่แล้วก็วิ่งไปที่ห้องนอนเพื่อรื้อกระเป๋าเดินทาง ผ้าพันคอ ที่เตรียมมาคงพอที่จะแก้ตัวในวันพรุ่งนี้ได้ เมื่อเขากลับมาเธอจะกล้าและมั่นใจให้ เหมือนเภรินคนเดิม

               

               ป้างร้อนใจรีบออกมาจากเกาะกาวัน พอขึ้นเรือได้ก็รีบขับรถมาโรงพยาบาล คนที่ป่วยต้องให้หมอรักษาไม่ใช่น้องชายฝาแฝดของเขาหรอก แต่เป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่ต่างหาก ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนถึงตกเรือแล้วยังป่วยจนจับไข้อีก คนไม่ป่วยก็เลยจะเป็นจะตายไปอีกคน

               รออยู่ไม่นานนักฆนากรก็ออกมา ป้างยิ้มให้โป้งที่คงรู้แล้วว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง สงสัยเขาจะไม่มีสายข่าวไปอีกสักพัก

               “นี่แกจะเข้ากรุงเทพฯ หรือวะโป้ง” ป้างถาม

               “ใช่ มีเรื่องสำคัญต้องไปทำ ฝากทางนี้ด้วย”

               ป้างอยากจะเตะน้องชายสักที พอมีเรื่องสนุกล่ะลืมพี่เชียวนะ แล้วไอ้เรื่องที่จะไปทำน่ะไม่เสี่ยงเลยหรือไง ถึงได้ไม่คิดจะบอกแม่บอกพี่สักคำ

               “แล้วจะไปยังไงค่ำมืดแล้ว ขับรถทั้งคืนมันอันตราย” นี่ก็อีก มันคิดว่าสงขลากับกรุงเทพฯ ห่างกันพอๆ กับชลบุรี-กรุงเทพฯ หรือไงวะ

               “ใครว่าจะขับ นั่งเครื่องไปต่างหาก” โป้งเบ้ปาก

               ป้างมองโป้งแบบสงสัยระคนอึ้ง “หายกลัวเครื่องบินแล้วหรือวะ ไปรักษาตอนไหน”

               คนใกล้ชิดกับโป้งย่อมรู้ดีว่าต่อให้ต้องขับรถทั้งวันทั้งคืนจะกี่วันก็ไม่มีปัญหา หากต้องเลือกระหว่างการนั่งเครื่องบินกับขับรถทางไกล หรือไม่ก็ทำให้เขาหลับไปเสีย ตั้งแต่เครื่องยังไม่ยกหัวขึ้นจากลานบิน แต่วิธีนี้โป้งไม่เคยยอมทำเพราะมันน่ากลัวเกินไป หากต้องเดินทางด้วยพาหนะที่กลัวจับใจในสภาพไม่รู้สึกตัว

               “ยังไม่หาย ทนเอา เรื่องนี้สำคัญช้าไม่ได้ ดูแลปานแทนฉันด้วย”

               “ให้ดิลกดูแล เดี๋ยวฉันไปกับแกเองดีกว่า เป็นห่วงว่ะเผื่อแกช็อกคาเครื่องจะทำยังไง” ป้างสั่งน้องชาย เขาไม่ชอบพูดอะไรมาก แต่ถ้าพูดก็ไม่เคยที่โป้งจะไม่รับฟัง

               “ฉันไม่เป็นอะไรหรอกน่า” พอเห็นหน้าเป็นห่วงของคู่แฝดโป้งก็ใจอ่อน “โอเค ถ้างั้นก็ตามมา”

               ป้างหัวเราะเบาๆ นั่นไงเขานึกแล้วว่าโป้งจะยอมฟัง แต่งานนี้เจ้าดิลกได้นั่งตบยุงเฝ้าเกาะอดไปทำเรื่องสนุกตามเคย สงสัยต่อไปมันคงไม่โทรบอกเขาแล้วแน่ๆ ไม่เป็นไรสายของเขายังมีอีกหลายคน

               

               ป้างตบบ่าน้องชายที่ทนฝืนเพื่อให้เดินทางเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามันมีธุระสำคัญอะไรนักหนาแค่ไปช่วยคนคนหนึ่ง เจ้าดิลกมันก็ดันลืมบอก เขาก็ลืมถามว่าใคร แต่คงสำคัญมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นมีหรือที่โป้งจะยอมนั่งเครื่องบิน

               ทันทีที่เครื่องบินแลนดิ้งคนของเราก็มารอแล้ว พร้อมรถที่จะมุ่งหน้าไปที่โรงแรมที่ป้างมีหุ้นส่วนอยู่เพื่อจะได้ไม่เป็นที่สังเกตนัก ตอนนี้เองที่พี่ชายเพิ่งรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางมากรุงเทพฯ แบบฉุกละหุก จะถามน้องชายตอนนั่งเครื่องเห็นหน้าซีดๆ แล้วก็สงสาร

               ...ที่แท้ก็มาช่วยว่าที่แม่ยายนี่เอง ฮ่าๆ

               การปฏิบัติการชิงตัวปาลิกา...ว่าที่แม่ยายของโป้งเริ่มต้นในเวลาตี 3 เขากับน้องชายเขาเหนี่ยวกายเพื่อขึ้นไปบนกำแพงด้านหลังที่ลับตาและมืดเพราะแสงไฟส่องมาไม่ถึง ก่อนที่จะกระโดดลงและกลิ้งไปชิดผนังของบ้าน คนของเขาบอกว่าปาลิกาถูกขังไว้บนบ้านชั้นสอง

               ป้างส่งสัญญาณให้คนกระจายไปตามที่วางแผนไว้ ในระหว่างที่โป้งเดินแกมวิ่งมายังต้นชมพู่ต้นใหญ่ ป้างและคนอีกสองคนวิ่งตามมาเพราะพอจะรู้แล้วว่าจะขึ้นไปช่วยเป้าหมายด้วยวิธีไหน

               บ้านเงียบกริบ ป้างและคนในทีมตามโป้งที่ปีนขึ้นไป ก่อนที่ทั้งหมดแยกย้ายกันตามหาปาลิกาพร้อมปืนที่ตั้งลำสับนกไว้พร้อมยิง แต่ก็พบคนของดัมรงค์เฝ้าอยู่ พวกเขาย่องเงียบกริบก่อนจะเกิดการปะทะในวินาทีนั้น

               “เฮ้ย มีคนบุกรุก...”

               ยามเฝ้าพูดยังไม่ทันจบคำก็ถูกจู่โจมด้วยจระเข้ฟาดหาง ดาวขึ้นเต็มตาแต่ยังไม่ล้มไปง่ายๆ โป้งกระโดดถีบซ้ำพร้อมๆ กับป้างที่กระโดดถีบประตูให้เปิดผาง ส่วนยามเฝ้าอีกคนก็ถูกฟาดจนสลบเหมือด แต่เสียงร้องเตือนเมื่อครู่ก็ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่ด้านล่างพร้อมเสียงปืนทันที

               ว่าที่แม่ยายของน้องชายตะลึงลานเมื่อได้ยินเสียงปืน ป้างยืนคุ้มกันไว้ในระหว่างที่โป้งรีบวิ่งเข้าไปในห้อง แล้วดึงร่างของปาลิกาให้เดินตามออกมาจากห้องก่อนที่พวกข้างล่างจะแห่ขึ้นมาบนนี้

               “ปล่อยฉัน พวกแกเป็นใคร คนของนายปราบดาใช่ไหม” ปาลิกาพยายามดึงมือหนี

               “ไม่ใช่ครับ”

               “อุ้มเลยสิเว้ยโป้ง” ป้างตะโกนบอกพร้อมกับถือปืนคอยคุ้มกันในระหว่างนี้ที่น้องชายต้องพาผู้หญิงคนนั้นออกไปจากบ้านให้เร็วที่สุด

               โป้งทำตามที่ป้างบอกทันทีจะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้ ปาลิกาตกใจจนพูดไม่ออก เมื่อถูกอุ้มลงบันไดมาอย่างรวดเร็วและกำลังถูกพาไปยังรถท่ามกลางเสียงปืน ชาวบ้านที่อยู่ไกลออกไปไม่มากนักคงแห่ออกมาหาต้นตอแน่ๆ

               ป้างได้ยินเสียงดังกริ๊ก มุมปากของเขายิ้มเหยียดก่อนที่จะกระชากร่างน้องชายให้พุ่งหลบในวินาทีที่มัจจุราชมืดถูกยิงออกมา

               “ปัง ปัง!”

               โป้งยังวิ่งต่อไปจนถึงรถแล้วส่งว่าที่แม่ยายเข้าไป ป้างและคนที่บุกเข้าไปช่วยตัวประกันรีบเข้ามาในรถ คนขับกระชากรถหนีกระสุนปืนที่พุ่งมาอย่างบ้าระห่ำ

               บรื้น...!

               รถของผู้บุกรุกแล่นผ่านไปต่อหน้าต่อตา ครั้นพอจะขับรถตามคนของดัมรงค์แทบบ้า ป้างยิ้มสะใจอยู่ในรถเมื่อเป็นคนสั่งให้ปล่อยลมยางออกจากรถยนต์ทั้ง 3 คัน การตามเลิกคิดไปได้เลยเมื่อบ้านหลังนี้อยู่ในซอยลึก รถแท็กซี่นานๆ จะมาสักคัน ถ้าเขาไม่ได้มาด้วยคืนนี้ไอ้โป้งโดนเขาสวดแน่ เรื่องเสี่ยงๆ ล่ะถนัดนัก

               

               กว่าจะทำความเข้าใจกับปาลิกา...แม่ของปานชีวา ว่าเราสองคนเป็นใครก็พูดอยู่ตั้งนาน ป้างนั่งฟังเฉยให้น้องชายทำหน้าที่ของมันไป ไหนๆ ก็ชอบลูกสาวแล้วก็ต้องเอาใจแม่ เรื่องแบบนี้ไม่ต้องสอนน้องชายคงทำเป็นเอง ยกเว้นตอนที่รอขึ้นเครื่องนี่แหละที่ดันมาผลักหน้าที่ให้พี่ชาย อีตอนมาล่ะกล้าหาญชาญชัยไม่กลัวการนั่งเครื่องบิน แต่ตอนกลับความกล้าดันหดหายต้องขับรถกลับ หึๆ อานุภาพของความรักคงทำให้ระยะทางกรุงเทพฯ-สงขลาช่างใกล้ๆ เหมือนกับขับรถจากกรุงเทพฯ ไปชลบุรีกระมัง

               โป้งชอบบอกว่าเขาปากจัด พูดน้อย แถมยังรู้มากจนน่ารำคาญ เวลารั่วก็ยิ่งกว่าคนเมาเสียอีก ป้างก็อยากจะบอกน้องชายกลับไปเหมือนกันว่าปากจัด ใจร้อน ชอบใช้กำลัง ตอนนี้ต้องเพิ่มคุณสมบัติพิเศษเข้าไปอีกอย่างว่าชอบทำตัวน้ำเน่าเป็นพระเอกละครที่มันไม่ชอบดูนั่นแหละ ช่างเป็นพี่น้องที่แตกต่างกันดีแท้

               แต่สิ่งเดียวที่เราเหมือนกันนั่นคือเราจะเป็นคนดีตามที่แม่หวังไว้ เขากับโป้งมั่นใจเราทำได้ แม้ไม่เต็มร้อยแต่ก็ทำให้แม่ภูมิใจได้

               “อ้าว แล้วอีกคนไปไหนล่ะคุณ” ปาลิกาถามป้างที่นั่งยิ้มอะไรก็ไม่รู้อยู่คนเดียว

               ป้างลุกขึ้นช่วยประคองปาลิกามานั่งก่อนจะนั่งลงข้างๆ

               “โป้งมีธุระน่ะครับ เรากลับกันสองคนนะครับคุณน้า แล้วนี่คุยกับคุณไลลาเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ” ชักเก้อแล้วแฮะ ก็เขาไม่ใช่ว่าที่ลูกเขยนี่หว่า อืม แล้วจะคุยอะไรดี หรือนั่งเงียบๆ ไป

               “จ้ะ คุยแล้วก็ร้อนใจ ปานเป็นอะไรมากไหมคุณ ทำไมต้องไปอยู่โรงพยาบาล” ปาลิกาถาม เพราะไลลาก็เอาแต่อ้ำอึ้งบอกแค่ว่าไม่สบายนิดหน่อย ถ้านิดหน่อยจริงๆ จะต้องไปนอนโรงพยาบาลทำไม

               “ไม่สบาย อากาศเปลี่ยนน่ะครับ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

               “ขอบในมากนะจ๊ะ ถ้าไม่ได้พวกคุณฉันคงทำให้ลูกลำบากไปมากกว่านี้”

               ป้างยิ้มกว้างพลางตอบแบบอิงความจริงที่อยากให้เป็นไปว่า “ไม่เป็นไรครับ อีกหน่อยก็ญาติกันทั้งนั้น”

               “อะไรนะจ๊ะ” ปาลิกาถามกลับเผื่อจะฟังผิด

               ป้างยิ้มประจบ รีบเปลี่ยนเรื่อง “ไม่มีอะไรครับ รีบขึ้นเครื่องดีกว่า หิวไหมครับผมจะซื้ออะไรให้ทานรองท้องก่อน หรือไม่ก็ไปทานบนเครื่องเลย”

               “ไม่หิวเลย ตอนนี้อยากเจอลูกใจจะขาด”

               ป้างช่วยประคองปาลิกาทำหน้าที่แทนน้องชาย เผื่อว่าตอนที่แม่ไปขอลูกสาวให้เจ้าโป้งจะได้ทางโล่งถนนเปิด 10 เลนไปเลย ยังดีหน่อยที่พอขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้วปาลิกาก็หลับไป เขาก็ค่อยยังชั่วหน่อยไม่ต้องนึกว่าจะคุยอะไรให้น้องชายหล่อ แสนดีเหมือนเจ้าชายหลุดออกมาจากเทพนิยาย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha