เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 13 : ตอนที่ 7_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    เผือกเพิ่งออกมาจากห้องผ่าตัดกำลังจะเดินไปพักที่ห้องทำงานเสียหน่อย วันนี้มีหมาต้องทำหมัน 2 ตัว เจ้าของมองหมาทำหน้าลุ้นเป็นห่วงลูกๆ คนรักสัตว์เท่านั้นถึงจะเข้าใจความรู้สึกนี้ เมื่อก่อนตอนที่เรียนสัตวแพทย์พอป่วยก็หายากินเองไม่อินังขังขอบเท่าไหร่ แต่พอหมาป่วย แมวไม่สบายนี่รีบพาไปหาหมอ จนแฟนถามอยู่บ่อยๆ ว่าถ้าฉันป่วยเธอจะดูแลฉันดีเหมือนลูกสี่ขาไหมเนี่ย

               เพลินมานั่งรอเผือกพลางอ่านหนังสือนิยายแนวฟีลกู๊ดที่เผือกชอบซื้อมาไว้ที่ห้องทำงาน

               “ทำอะไรหรือยัยเพลิน มาหาฉันนี่มีหมาหรือแมวมาให้ฉันรักษาอีกแล้วหรือไง” เผือกถามพร้อมกับนั่งลงเหยียดขา ยืนนานๆ ชักเมื่อยเหมือนกัน

               “ไม่ใช่สักหน่อย แค่มีเรื่องอยากถาม” เพลินเดินไปเก็บหนังสือที่ชั้นแล้วมานั่งไม่ห่างจากเพื่อนนัก

               “อ้ะ ถามมาสิ”

               “สองคนนั้นเป็นยังไงบ้างเผือก”

               “สองคนไหน” เผือกถามกลับ ทำหน้าไม่รู้แบบเนียนๆ แต่เพื่อนดันรู้ทันอีก

               “อย่ามาแกล้งไม่รู้”

               “นนมันก็ทำงานดูแลเบญ ดูมีความสุขดี ส่วนเบญก็ท้องเริ่มโตเห็นแล้วล่ะ สองคนนั้นก็ยังถามถึงเพลินนะ” สีหน้าของเผือกจริงจังขึ้นมาทันที เขาก็เป็นเพื่อนของทั้ง 3 คน จะเกลียดคนนั้นรักคนนี้ก็คงไม่ได้หรอก เพื่อนทำผิดก็ยังเป็นเพื่อนอยู่ดี

               “ถามถึงทำไม” เพลินถาม

               “ก็อยากขอโทษแกไง ก็ตั้งแต่วันนั้นแกก็ไม่ยอมพบหน้าสองคนนั้นเลยนี่หว่า โทรหาก็ไม่เคยรับ”

               ใช่...วันนั้นเมื่อเธอได้สติแล้ววิ่งกลับไปที่โบสถ์อีกครั้ง เธอพูดให้ทั้งสองคนได้ฟังรวมถึงแขกบางส่วนที่ยังอยู่ว่า

               ‘ต่อไปนี้ฉันจะคิดว่าไม่เคยรักคนที่หักหลังกันอย่างเลือดเย็นแบบคุณอีกนะชานนท์ ส่วนเธอ...เบญญา ฉันเสียใจเสียยิ่งกว่าที่ชานนท์นอกใจ เธอเป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุด แต่ต่อจากนี้เราขาดกัน ทั้งเธอและผู้ชายคนนั้นจะเป็นคนที่ฉันเกลียดไปตลอดชีวิต’

               เธอถอดแหวนหมั้นที่ใส่ไว้เพียงไม่กี่เดือนก่อนถึงวันแต่งงานปาออกไปกระแทกอกของชานนท์จนกระเด็น ส่วนแหวนแต่งงานมันยังอยู่ที่เขา ตอนนี้เธอไม่มีวันอยากได้แหวนวงนั้นอีก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความรักแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดสุดขั้วหัวใจ ก่อนที่เธอจะประคองแม่ออกไปจากโบสถ์แห่งนั้นอย่างคนใจสลาย

               เพลินถอนใจ ผ่านมานานแล้วทำไมเธอถึงยังจำได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ลืมเลือนไปตามกาลเวลาเลยสักนิด ที่ผ่านมาเธอแค่หลอกตัวเองว่าได้ลืมไปแล้วเท่านั้นเอง

               “ถ้าเป็นแกจะทำใจได้ไหมเผือก”

               เผือกยื่นมือไปตบไหล่เพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจทุกฝ่าย “ไม่ได้หรอก แต่ก็ค่อยๆ ทำใจไป คนเราผิดพลาดกันได้น่า แล้วแกล่ะดีขึ้นหรือยัง”

               “ไม่รู้สิ ขอบใจนะที่บอก ฉันไปละ”

               เพลินอยากลองสักครั้ง การหักดิบตัวเองเพื่อที่จะได้เปิดโอกาสให้กับตัวเอง ไม่ใช่อยู่ในโลกแคบๆ อย่างที่ป้างเห็นตัวตนของเธอได้อย่างน่ากลัว

               

               เภรินขับรถไปยังบ้านหลังหนึ่งที่นานมาแล้วเคยมาดูกับชานนท์ เราเคยจะซื้อบ้านหลังนั้นเพื่อเอาไว้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเล็กๆ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะเธอทิ้งแม่ให้อยู่กับป้าใจแค่สองคนไม่ได้ วันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ครอบครัวเล็กๆ กำลังเกิดขึ้นจริงๆ เพียงแต่คนสร้างครอบครัวนั้นไม่มีเธออยู่ด้วย

               ...พร้อมแล้วหรือเพลิน?

               เภรินถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า แต่การไม่ก้าวต่อไปเธอก็เหมือนกบที่อยู่ในกะลาครอบ หญิงสาวหลับตารวบรวมความกล้ากำลังเปิดประตูก้าวลงจากรถ ในเวลาเดียวกันนั้นเองใครคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากรั้วบ้านที่มีเบญญาเดินมาส่ง หน้าท้องที่เคยเรียบแบนตอนนี้นูนขึ้นมาจนเห็นชัด เพลินสะอื้นในอก พยายามดึงความสนใจของตัวเองไปสนใจแขกของอดีตเพื่อนรักมากกว่า

               ป้างมาทำอะไรที่นี่? เขาเป็นใครสำหรับเบญญาหรือ?

               เท่าที่จำได้เธอไม่เคยได้ยินอดีตเพื่อนพูดถึงญาติที่ชื่อคล้ายๆ แบบนี้เลย หรือว่าเขาจะรู้จักกับชานนท์ ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ใช่แน่ๆ ถ้ามีเธอต้องรู้อยู่แล้ว

               เบญญายกมือไหว้ป้าง ในขณะที่เขาลูบหัวคนไหว้อย่างเอ็นดู ทั้งคู่หัวเราะ ให้กัน นั่นแสดงว่าไม่ได้รู้จักกันครั้งแรก เพลินเปลี่ยนใจไม่ลงจากรถ เธอขับรถผ่านสองคนนั้นไป เบญญาชะเง้อมองตามอย่างจดจำได้

               เพลินต้องรู้ให้ได้ว่าป้างเป็นใครสำหรับเบญญา หากเขาอยู่ข้างเดียวกับอดีตเพื่อนรักก็เท่ากับว่าคำพูดที่เขาพูดมาช่างไร้ความหมาย เขาอาจจะรู้แล้วก็ได้ว่าเธอเป็นใครถึงได้พูดแบบนั้นออกมา เธอจอดรถและกดโทรศัพท์หาเป็นเอกและถามสิ่งที่เธอต้องการรู้ออกไป

               

               วรดาแต่งตัวแปลกไปกว่าทุกวัน โดยสั่งให้เภรินเตรียมตัวออกจากบ้านไปพร้อมกัน แถมยังกำชับให้แต่งตัวด้วยชุดที่เตรียมให้ เพลินก็ไม่เข้าใจนักว่าแม่ให้เธอใส่เสื้อผ้าเรียบๆ แต่ดูหรูแบบสาวออฟฟิศทำไม แต่ก็ทำตามที่แม่สั่ง พอออกมารอที่รถก็เห็นแม่แต่งตัวเหมือนจะไปออกงานหรูๆ สักงาน

               พอเธอขอกุญแจจะขับรถให้แม่ก็บอกสั้นๆ ว่าจะขับเอง น่าสงสัยมาก หรือว่าเธอขับรถห่วยมากจนแม่ขยาดในฝีมือเสียก็ไม่รู้

               “วันนี้แม่ดูแปลกจัง ขับรถให้เพลินนั่งเสียด้วย จะขับให้ก็ไม่ยอม เราจะไปไหนกันหรือคะ”

               “รอหน่อยสิลูก อีกไม่นานเราก็จะถึงแล้วล่ะ” วรดาเอ่ย เธอรู้ดีเพลินเป็นคนดื้อมาก ถ้าบอกก่อนคงเตลิดไปทั้งที่ยังพูดไม่จบแน่ๆ วิธีนี้น่าจะดีที่สุดแล้ว

               รถยังแล่นไปเรื่อยๆ จากชานเมืองเริ่มเข้าตัวเมืองที่คับคั่งไปด้วยรถราและตึกรามสูงใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งที่พักอาศัยบ้างก็เป็นห้างสรรพสินค้า

               “แม่จะมาซื้อของแถวนี้หรือคะ” เพลินถาม เริ่มไม่สบายใจเมื่อเริ่มใกล้ที่แห่งหนึ่งเข้าไปทุกที แล้วแม่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเลี้ยวเข้าห้างไปจอดรถเลย

               “เปล่าหรอกลูก แม่ไม่ได้จะมาซื้อของหรอก”

               “แล้วมาทำไมหรือคะ”

               วรดายิ้มไม่ยอมตอบ ก่อนจะหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปยังออฟฟิศตึก 15 ชั้นซึ่งมาถึงตอนนี้เพลินก็ได้คำตอบแล้วว่าแม่ต้องการมาที่นี่ แต่ไม่รู้ว่ามาเพื่ออะไร รถขับเข้าซองและดับเครื่องยนต์ วรดาเปิดประตูออกไปยืนรอลูกสาวที่มองมา สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยคำถาม

               “เชื่อใจแม่นะเพลิน”

               “ค่ะ เพลินเชื่อแม่ แต่เพลินไม่เชื่อเขา” เพลินยอมออกมาจากรถ แน่ล่ะถ้าแม่บอกตั้งแต่แรกว่าจะมาที่นี่เธอก็คงไม่มาอยู่แล้ว

               “ยังไงก็แล้วแต่ ‘เขา’ ที่เพลินพูดถึงก็เป็นพ่อนะลูก” วรดาปรามลูกสาว อดีต ก็คืออดีต ไม่รู้ว่าเพลินเป็นคนช่างจดช่างจำไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องนั้นมันก็นานผ่านมาหลายปีแล้ว

               “แต่...”

               “ถ้ารักแม่ก็ตามแม่มา เพลินต้องเป็นผู้ใหญ่ได้แล้วนะลูก”

               เพลินไม่เต็มใจเข้าไปยังที่แห่งนั้นถ้าแม่ไม่สั่ง น้อยครั้งหรอกที่แม่จะออกคำสั่งกับลูกสาวคนเดียว เธอเองก็ไม่เคยดื้อกับแม่ด้วยไม่ว่าเรื่องอะไรก็ยอมหมด ยกเว้น เรื่องนี้ เขาคงขอให้แม่ทำแบบนี้ แต่ทำไมแม่ถึงยอมทำทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยยอม ทำไมกัน

               

               ลิฟต์กำลังเคลื่อนขึ้นไปยังชั้นที่ 14 ซึ่งเป็นออฟฟิศของสำนักพิมพ์ ‘วรริน’ ซึ่งผลิตนิตยสารและพ็อกเก็ตบุ๊กเป็นหลัก ส่วนหนังสือนวนิยายกำลังเป็นโครงการที่จะทำต่อไป วรดาเดินเข้าไปยังออฟฟิศที่กินพื้นที่ทั้งหมดของชั้น 14 ส่วนโรงพิมพ์อยู่แยกออกไปแถวชานเมือง เภรินเดินตามไป คิดว่าแม่คงพามาหาพ่อ พูดไม่กี่คำก็คงได้กลับบ้านเท่านั้น แปลกใจอยู่บ้างที่ไม่รู้พนักงานหายไปไหนกันหมด ดูเงียบเหมือนออฟฟิศร้างอย่างไรอย่างนั้น

               วรดายังคงเดินต่อไปยังห้องประชุมใหญ่ พนักงานเปิดประตูให้สองแม่ลูกทันที พศินยิ้มโล่งอกเมื่ออดีตภรรยาสามารถพาเภรินมาที่นี่ได้จริงๆ ตามสัญญา พนักงานที่ถูกเรียกให้มาประชุมทั้งหมดเกือบ 30 ชีวิตพากันสงสัยถึงการมาถึงของอดีตภรรยาและลูกสาวคนเดียวของบอสใหญ่

               “มาแล้วหรือเพลิน พ่อดีใจที่ลูกมานะ”

               เภรินยกมือไหว้พศิน เธอยังไม่เลวร้ายถึงขั้นมองผ่านหรือทำเหมือนไม่เห็น รู้สึกได้พ่อว่าดูซูบผอมไปมากกว่าคราวก่อนเมื่อกว่า 3 เดือนก่อนที่พบกัน ทรงผมก็ดูแปลก อีกทั้งยังนั่งนิ่งๆ ผิดปกติที่พ่อเป็นคนแอ็กทีฟไม่ชอบนั่งเฉยๆ ด้านหลังของพ่อมีวีรชาติยืนอยู่ด้วย เอ...ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่

               “แม่พาเพลินมาที่นี่ทำไมคะ” หญิงสาวกระซิบถามแม่ที่เดินไปนั่งข้างๆ พ่อ เธอเลยไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองไปไว้ตรงไหนดีเมื่อทุกคนพากันมองมาอย่างสงสัยใคร่รู้

               “พ่อต้องการให้ลูกมาเลยขอให้แม่พาลูกมาไงล่ะ นั่งตรงนี้นะ”

               ตรงนี้ของพ่อคือที่นั่งอีกข้างซึ่งเก้าอี้ยังว่างอยู่ เภรินไม่อยากขัดใจแม่ที่มองมาเลยยอมนั่งแต่โดยดี ท่ามกลางความโล่งอกของวรดากับพศินที่ลูกสาวยอมทำตามง่ายๆ

               วีรชาติยื่นไมโครโฟนให้พศินอย่างรู้หน้าที่ ก่อนที่จะกลับไปยืนอยู่ด้านหลังตามเดิม พนักงานพากันตั้งใจฟังว่าบอสใหญ่เรียกให้พวกเขามารวมตัวกันทั้งหมดด้วยเรื่องอะไร

               “อย่างที่ผมบอกไว้ว่าหลังจากนี้อีก 1 เดือนผมจะวางมือเพื่อไปพักผ่อนบ้าง แต่ไม่ต้องห่วงว่าสำนักพิมพ์ของเราจะไม่มีก้าวต่อไป เพลิน...ลูกสาวคนเดียวของผมจะมารับหน้าที่ประธานคนต่อไป หนังสือลงนามมีผลทันทีในวันนี้ หวังว่าทุกคนจะยอมรับเพลินเหมือนกับที่ยอมรับผม”

               “อะไรนะ!” เพลินหันมาถามแม่และพ่อในคราวเดียวกัน

               ไม่เพียงเธอเท่านั้นที่ตกใจแทบช็อก พนักงานที่นั่งหน้าสลอนในตอนนี้ก็เหมือนกัน ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าพศินจะวางมือ เท่าๆ กับไม่รู้ว่าจะให้ลูกสาวที่ใครๆ ก็รู้ว่าพศินไม่ค่อยได้ใกล้ชิดนักมานั่งเก้าอี้ประธาน คราวนี้สโรชาจะยอมหรือ เมื่อไปบอกใครต่อใครไว้แล้วว่าลภัสจะได้เป็นประธานคนต่อไปของสำนักพิมพ์วรริน

               “เพลิน...อย่าลุกเชียวนะ” วรดาสั่งลูกสาวเสียงเข้ม สายตาที่มองเข้มยิ่งกว่าเมื่อรู้ทันว่าคนดื้อๆ จะทำอะไร

               วีรชาติเป็นคนแรกที่ปรบมือ พนักงานที่ยังอึ้งๆ พากันปรบมือตามพลางมองเภรินอย่างไม่อยากเชื่อ ไม่มีความเชื่อถือหรือดูแคลน เมื่อไม่มีใครรู้จักเภรินแบบรู้ถึงนิสัยใจคอ ความรู้ และฝีมือสักคน แม้ว่านานมาแล้วเธอจะเคยมาวิ่งเล่นอยู่และศึกษางานที่นี่ตั้งแต่เรียนมัธยม

               “นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พ่อจะให้ลูกนะเพลิน” พศินยื่นมือมาจับมือลูกสาวที่เย็นเฉียบไว้เพื่อส่งความรู้สึกรักทั้งมวลให้รับรู้ พร้อมๆ กับกลัวใจว่าลูกจะลุกจากไปโดยไม่ยอมรับสิ่งดีๆ ที่เขามอบให้

               เภรินสับสน ไม่ใช่เพราะสิ่งที่พศินได้ยกให้ แต่เป็นเพราะทุกอย่างมันเร็วเกินไป ทำไมแม่ถึงยอมร่วมมือทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรจะตามมาหลังจากนี้ นานมาแล้วเธอฝันจะมาทำงานกับพ่อที่นี่ แต่ทุกอย่างก็พังเมื่อครอบครัวของเธอพัง พร้อมกับที่พ่อพาผู้หญิง คนนั้นมาทำร้ายเราสองคน

               มือบางปลดมือของพ่อออก เภรินยกมือไหว้พศิน ใจจริงไม่อยากทำแบบนี้เลยสักนิด แต่เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อพบสิ่งไม่คาดฝัน วรดารีบลุกขึ้นเดินมายืนขนาบข้างลูกสาวไว้ ทว่าไม่มีใครจะหยุดเภรินได้หากว่าเธอต้องการจะออกไปจากตรงนี้

               “ขอโทษนะคะทุกคน ขอบคุณสำหรับความยินดี วันนี้เพลินตื่นเต้นมากค่ะ ต้องขอตัวก่อนนะคะ”

               “เพลิน!”

               เพลินเดินออกไปจากห้องนั้น คล้ายไม่รีบร้อนอะไรเพื่อรักษาหน้าตาของพ่อกับแม่ไว้ และในทันทีที่ออกมาจากออฟฟิศแล้วเข้ามาในลิฟต์ได้สิ่งแรกที่เธอทำ...ร้องไห้ เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่โกรธ แต่กลับร้องไห้ ทำไมพ่อถึงมาทำเหมือนว่ารักทั้งที่ทำให้เธอเสียใจ ทั้งที่ทิ้งเธอไป มาแสดงความรักตอนนี้มันช้าไป หรือเปล่า


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha