เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 14 : ตอนที่ 7_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    4 ทุ่มแล้ววรดายังไม่เข้านอน ทั้งที่ปกติเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม ป้าใจนั่งหาวสลับสัปหงกอยู่ข้างๆ ไม่ถามอะไรมากว่าทำไมแม่ลูกไปด้วยกันแต่ขากลับวรดากลับมาคนเดียว เพลินไม่ได้กลับมาด้วยจนเวลาผ่านไปจากเที่ยงเป็นเย็นจนค่ำก็ยังไม่มีวี่แวว ดึกดื่นป่านนี้แล้วไม่รู้ไปอยู่เสียที่ไหน คนเป็นแม่ก็ใจแข็งไม่โทรตามแต่นั่งรออย่างใจเย็น

               เสียงรถมาจอดหน้าบ้าน ป้าใจเดินไปดูก็เห็นรถแท็กซี่มาส่งผู้โดยสาร เภรินเดินเข้าบ้านมาหน้าตาดูเครียดพอๆ กับวรดา ไม่นานนักก็เข้ามาในบ้าน แปลกใจนิดหน่อยเมื่อบรรดาแม่แก่ทั้งหลายยังตั้งตารอ หญิงสาวยกมือไหว้ก่อนถามเสียงเบากว่าเคยว่า

               “แม่กับป้าใจดึกแล้วทำไมยังไม่นอนคะ”

               “ทำไมวันนี้ทำแบบนั้นออกไป รู้ไหมพ่อเขาเสียใจมาก” วรดาถามเสียงเรียบๆ ไม่เหมือนเคย เพลินรู้แม่เองก็เสียใจและโกรธเธออยู่ในตอนนี้

               “รู้ค่ะ”

               “รู้แล้วทำไมถึงยังทำ” ลูกหนอลูกทำไมใจแข็งขนาดนี้ก็ไม่รู้

               เภรินน้ำตาคลอนั่งลงกับพื้นรู้สึกกดดัน เสียใจ ผิดหวัง ดีใจปนเปจนไม่คิดว่าจะเข้าใจตัวเองได้ง่ายๆ ในคืนนี้

               “เพลินเลวมากไหมคะแม่”

               วรดาถอนใจเบาๆ พร้อมกับป้าใจที่เดินเงียบๆ เข้าห้องนอนไป นางเข้าใจลูกยิ่งกว่าใคร การที่พ่อแม่เลิกกันไม่ใช่แค่นางที่เสียใจจนเสียหลักไปช่วงหนึ่ง เพลินก็เสียหลักไปด้วย แต่การที่เป็นเด็กที่ดูแข็งๆ ไม่ออดอ้อนอ่อนหวานเหมือนผู้หญิงวัยเดียวกัน นางก็เลยเข้าใจว่าลูกเข้มแข็งขึ้นแล้ว แต่ไม่ใช่เลย เพลินเหมือนแก้วที่แข็งแต่เปราะพร้อมแตกได้เสมอเมื่อมีแรงมากระแทกใส่

               “คนเราทำผิดพลาดกันได้นะลูก อย่าเอาอดีตมาตัดสินทุกเรื่องในอนาคต เราผ่านจุดที่เสียใจมาแล้วทำไมยังจะกลับไปเสียใจอีก”

               “เพลินไม่เคยลืม ทั้งที่พยายามลืม” เพลินสูดหายใจเบาๆ ไม่อยากร้องไห้อีก

               “ลืมไม่ได้ก็ให้อภัย แม่ไม่คิดว่าแม่จะทำได้แต่เมื่อผ่านเวลานั้นไปนานเข้าๆ เราจะลืมความรู้สึกในตอนนั้นและให้อภัยได้ ถึงจะไม่ทั้งหมดแต่ก็ไม่เจ็บปวดยามที่ต้องเห็นหน้ากัน”

               “เพลินยังทำไม่ได้” ไม่ใช่ว่าไม่พยายาม แต่พยายามแล้วผลก็อย่างที่เห็นในวันนี้

               วรดาถอนใจ นางกับพศินไม่มีเวลามากพอให้เพลินทำใจให้ได้ ตอนนี้มีแต่ ต้องทำใจได้และเริ่มรับสิ่งต่างๆ โดยเร็วที่สุดเท่านั้น

               “แม่ขอสั่งล่ะนะ พรุ่งนี้ไปทำงานกับพ่อ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ทำดีต่อกันไว้ ไม่ใช่มาบอกรักกันตอนไม่มีลมหายใจ”

               เพลินมองแม่คล้ายช็อกไปแล้ว แม่ไม่เคยสั่งเธอเสียงเข้มและมองมาเหมือนเธอทำอะไรผิดมากมายขนาดนี้มาก่อน ทำไมแม่ถึงไม่เข้าใจเธอเหมือนกับทุกครั้ง

               “แม่...”

               วรดาสงสารลูกสาวแต่ก็ต้องแข็งใจเดินขึ้นห้องไป ถ้าไม่ทำในสิ่งที่ฝืนใจในวันนี้ต่อไปเพลินจะมาเสียใจทีหลัง ตอนนี้ก็เหลืออีกเรื่องเท่านั้นที่ต้องบอก เรื่องของพศิน อดีตสามีขอร้องไม่ให้นางบอกลูกเพราะอยากให้ทำงานใหม่ด้วยความ อยากทำ ไม่ใช่ความรู้สึกผิด เพลินจะรู้ไหมลูกว่าเวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว

               

               ไตรเดินยิ้มเข้ามาในบ้านหลังเวลาอาหารเช้าไปมากอยู่ แน่ล่ะก็เขาเพิ่งกลับมาจากในเมืองนี่นา แต่ไม่ได้กลับมามือเปล่านะ นอกจากของที่นายสั่งให้ไปซื้อแล้วเขายังมีของฝากจากคนไกลมาให้อีกด้วย โชคดีจริงๆ ที่เขาไปส่งพัสดุ ให้เพื่อนคนงานที่ไปรษณีย์ พัสดุของนายที่เตรียมส่งมาที่ตู้ก็เลยได้เดินทางเร็วขึ้น

               ป้างรับพัสดุมาจากไตรแบบงงๆ นิดหน่อย ไม่คิดว่าเภรินจะส่งอะไรมา แต่ดูจากกล่องแล้วมันช่างเท่ากับกล่องที่เขาเป็นคนใส่ของลงไป และเขียนจ่าหน้ากล่องตามที่อยู่ที่เป็นเอกให้ไว้เสียจริง

               พอเปิดดูของข้างในป้างก็ถอนใจร้องเฮ้อออกมาดังๆ มีโน้ตจากคนส่งแนบมาเสียด้วย ไหนมาอ่านดูหน่อยสิ

               ‘ช่วยรับดอกเบี้ยของคุณคืนไปด้วยค่ะ’

               “เด็กบ้า ถึงกับต้องส่งคืนมาเชียวหรือ เอ หรือว่าไม่ชอบเพราะเป็นทอมไปแล้วจริงๆ” ป้างบ่นพึมพำกับตัวเอง

               ทั้งผ้าบาติกและสร้อยที่เขาส่งไปให้ถูกส่งกลับมาทั้งหมด ไม่น่าเชื่อว่าเภรินทำแบบนี้ได้ นี่เธอยังเด็กหรือว่าดื้อรั้นเกินกว่าจะพูดเข้าใจ เกลียดผู้ชายเข้าไส้หรือไงกัน ก็บอกแล้วว่าให้แล้วไม่รับคืน เฮ้อ

               

               เกือบสัปดาห์แล้วที่เพลินรู้สึกเหมือนตกนรกที่สร้างขึ้นมาเอง เมื่อยังคงยืนกรานไม่ไปทำงานที่สำนักพิมพ์ แม่ใช้ความเงียบตอบโต้ความทิฐิของเธอ เพลินอยากจะบอกแม่ว่าไม่ใช่ความทิฐิ แต่เพราะรู้ว่าอะไรจะตามมาเมื่อเธอก้าวกลับไปยังความฝันที่กลายเป็นความหลัง สโรชาคงไม่อยู่เฉย ลัลนาคงมาหาเรื่องเธอได้ทุกวัน แล้วยังพนักงานอีก ส่วนลภัสคงไม่มีอะไรน่าห่วง

               การที่ยังไม่เข้าไปที่สำนักพิมพ์ในตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าไป เพียงแต่เธอขอเวลาเตรียมตัวเองบ้าง เฮ้อ ตอนนี้ก็เลยต้องมาตั้งหลักที่คลินิกของเผือกและเบียดเบียนห้องทำงานของมันตามเคย

               “ทำไมไม่ไปทำงานตามที่คุณป้าต้องการล่ะวะแก เท่จะตาย”

               “รู้แล้วยังมาถาม” เพลินแยกเขี้ยวใส่

               เผือกก็พอรู้อีกนั่นแหละ ทั้งเรื่องพ่อเอย แม่เลี้ยงเอย นี่ยังไม่รวมที่ต้องไปศึกษางานเพื่อขึ้นไปอยู่ตำแหน่งลอยฟ้าขนาดนั้น สงสัยต้องเริ่มฝึกงานจากตำแหน่งช่างกล้องช่างไฟ ต่อด้วยพิสูจน์อักษร แล้วอะไรอีกดี อ้อ งานทุกส่วนนั่นแหละที่ต้องไปรู้ให้หมด คิดแล้วเหนื่อยแทน

               “แล้วการที่แกมาปล้นห้องทำงานฉันเนี่ยมันดีแล้วหรือวะ”

               “คิดค่าสถานที่มาสิ” เพลินบอกเสียงเซ็งๆ “ขอเบียดเบียนหน่อยไม่ได้หรือไง ฉันไม่มีที่ไปนี่นา”

               “เออๆ ฝากปัดกวาดให้ด้วยแทนค่าเช่า” เผือกสั่งไปงั้นเองแล้วก็เดินออกไปตรวจหมาตรวจแมวตามเรื่อง

               เพลินถอนใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่รู้แล้ว ตั้งแต่วันนั้นที่แม่สั่งให้เธอไปทำงานที่สำนักพิมพ์แล้วเธอไม่ยอมทำตาม การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นในวันต่อมา บ้านดูเงียบและไม่มีชีวิตชีวาเหมือนเคย แม่ไม่ว่าสักคำเมื่อเห็นว่าลูกสาวอยู่บ้านไม่ได้ไปที่สำนักพิมพ์ ยังพูดคุยกับป้าใจปกติ แต่พอเธอเข้าไปร่วมวงเสียงคุยก็เงียบกริบ

               ‘ป้าใจคะ แม่เป็นอะไร ทำไมไม่พูดกับเพลินสักคำ’

               ‘ไม่ทราบค่ะ ก็คุยปกติดี จนคุณเพลินมานั่นแหละค่ะ ทำอะไรให้คุณแม่โกรธหรือเปล่าคะคุณเพลิน’

               คนฟังใจฝ่อห่อเหี่ยว อยากทำตามที่แม่ต้องการ แต่อีกใจก็ยังไม่พร้อม เผือกมันก็เลยถูกเบียดเบียนมาหลายวันในระหว่างที่เธอยังหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ เฮ้อ ถ้าเป็นอย่างนี้เธอคงไม่ไหวแน่ ก็ได้ ถ้าไม่ยอมแม่แล้วจะไปยอมใครล่ะเนอะ

               เผือกเดินกลับมาที่ห้องทำงานอีกครั้ง เพลินมองนาฬิกาก็ตกใจอยู่เหมือนกัน นี่มันเกือบ 2 ทุ่มเข้าไปแล้วได้เวลากลับบ้านเสียที รับรองวันนี้เธอจะทำให้แม่ยิ้มเพราะทุกอย่างที่แม่ต้องการให้ทำเธอยอมทำหมดทุกอย่างแล้ว แต่เรื่องที่แม่ไม่พูดด้วยนี่ง้อยังไงดีหนอ

               “ฉันจะทำยังไงดีวะแก แม่โกรธจนไม่พูดกับฉันไปแล้วนะตอนนี้น่ะ” เผือกมันคงมีกรรมที่ดันมามีเพื่อนปัญหาเยอะอย่างเธอจริงๆ สงสัยมันคงเริ่มสงสัยอยู่เหมือนกันถึงมองมาแบบนั้น

               “แกก็เข้าไปกราบที่อก หอมสักฟอด กอดอีกที แค่นี้ทุกอย่างก็แฮปปี้เอ็นดิ้งแล้ว”

               “ฉันก็คิดๆ อยู่เหมือนกัน”

               “เออ หมดเรื่อง กลับไปได้แล้วไปฉันจะปิดคลินิก พรุ่งนี้ก็ไปทำงาน แหม ได้เป็นตั้งท่านประธานทำเล่นตัว” เผือกไม่วายว่าไล่หลัง

               เพลินค้อนใส่ “ไม่ได้เล่นตัวสักหน่อย”

               ถึงปากของเผือกจะจัดว่า...แย่ แต่ความจริงใจเกินร้อย เพลินเดินมาขึ้นแท็กซี่โดยมีเพื่อนเดินมาส่งและปิดประตูให้ ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่รถของเธอเข้าศูนย์ ครั้นจะใช้รถสปอร์ตที่พ่อซื้อให้ก็ไม่ชินมือ แล้วก็ยังไม่อยากใช้ด้วย นั่งแท็กซี่นั่นแหละสะดวกที่สุดแล้ว เธอโบกมือให้เผือกที่ยืนมองเธอจนรถแล่นมาไกลจนลับตา ทว่าไม่ถึงวินาทีรถอีกคันก็เข้ามาจอดแทนรถแท็กซี่ที่เพิ่งขับออกไป

               

               รถค่อนข้างเคลื่อนตัวได้ช้าเพราะการจราจรที่กลายเป็นอัมพาตไปแล้ว เภรินนั่งมองทางไปก็นึกคำพูดดีๆ ที่จะพูดให้แม่ฟัง เราห่างกันทั้งที่อยู่บ้านเดียวกันมานานเกินไปแล้ว แม่ต้องรู้อยู่แล้วว่าถ้าต่อว่าหรือทำอะไรรุนแรงเธอไม่มีวันยอมแน่นอน แต่การเลือกจะเงียบและรอให้เธอคิดได้ด้วยตัวเองอาจจะช้าแต่ได้ผลเสมอ

               รถเคลื่อนออกมาอีกเลนก่อนจะขับไปแล้วเลี้ยวเข้าไปในซอย ทั้งๆ ที่อีก 2 แยกไฟแดงก็ถึงซอยเข้าบ้านเธอแล้ว

               “มาผิดทางหรือเปล่าพี่โชเฟอร์” เพลินชักผิดสังเกต

               “ไม่ผิดหรอกครับ ถูกทางแน่นอน”

               “ทางลัดหรือคะ ทำไมไม่เคยรู้มาก่อนเลย” เพลินมองไปยิ่งไม่ค่อยแน่ใจ เท่าที่จำได้ซอยนี้มันเป็นซอยที่ไปโผล่ถนนอีกเส้นซึ่งมันก็เป็นคนละทางที่จะใช้กลับบ้านอยู่ดี “จอดเดี๋ยวนี้ ฉันจะลงตรงนี้แหละ”

               รถยังคงแล่นไป โชเฟอร์ไม่แม้จะเหยียบเบรกด้วยซ้ำ อีกทั้งเขายังเลี้ยวเข้าไปยังทางที่เป็นถนนลูกรัง

               “เอ๊ะ! บอกให้จอดไง” เธอปลดล็อกเองไม่สนใจแล้วว่าจะจอดอีกไหม ขอแค่ออกไปจากรถคันนี้ก่อนในสภาพถลอกปอกเปิกก็ยอม

               “ยังไม่ถึงที่ของน้องที่พี่เตรียมไว้เลยจะรีบลงไปทำไมล่ะ” โชเฟอร์ตอบ กลับมาพร้อมกับกระทืบคันเร่งให้รถยิ่งแล่นเร็วเข้าไปในซอยลึกที่ไร้ผู้คน ใบหน้าของมันในกระจกมองหลังช่างน่ากลัวจับใจ

               เพลินเย็นจนหนาวยะเยือก อ่านข่าวมาก็มากไม่นึกเลยว่าจะมาพบเจอเรื่องน่ากลัวกับตัวเอง เธอชั่งใจอยู่เสี้ยววินาทีก็เปิดประตูทั้งที่รถยังแล่นอยู่ เธอกระโจนผ่านประตูที่เปิดออกลงมาแล้วกลิ้งไปตามแรงเฉื่อย พยายามก้มหน้าชิดอก เอามือมาบังหน้าไว้พร้อมกับคู้กายเพื่อให้บาดเจ็บน้อยที่สุด

               รถแท็กซี่จอดอย่างกระแทกกระทั้น พร้อมกับมันที่วิ่งลงมาพร้อมปืนในมือที่พอเห็นจากแสงไฟท้ายรถ เพลินล้มลุกคลุกคลานเจ็บร้าวไปทั้งแขนขาแต่ก็พยายามวิ่งเพื่อให้พ้นจากไอ้เลวนั่น ปากก็ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือเผื่อจะมีคนผ่านมาช่วย แต่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นก็ถูกโถมกระแทกพร้อมกับที่มือหยาบกร้านมาตะปบ ปิดปากเธอไว้ ปากของมันตะคอกชิดริมหู “นังนี่!”

               “ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วยๆๆ” เพลินยังพยายามเปล่งเสียงแม้จะได้เพียงอู้อี้อยู่ในลำคอ

               เชิดยิ้มเหี้ยมยามที่พลิกร่างเหยื่อให้นอนหงายและมันก็ทาบทับลงมา เพลินร้องกรี๊ดด้วยความหวาดกลัวที่สุดในชีวิต ขยะแขยงแม้ลมหายใจของมันที่เป่าลดใกล้ใบหน้า เธอดิ้นพยายามสลัดให้มันออกไป แต่มันกลับชกเข้าที่ท้องหลายทีจนเธอจุกหมดแรงแม้จะยกมือฟาดใส่หน้าของมัน

               มันลุกขึ้นออกจากตัวเพลินแล้วเดินกลับไปที่รถ หญิงสาวไม่มีแรงลุกจึงใช้มือคลานตะกายดึงให้ตัวเองขยับไปข้างหน้า เธอหายใจหอบๆ พยายามรวบรวมแรงอีกครั้ง ขาที่สั่นเทาค่อยๆ หยัดขึ้นเพื่อพยุงร่างที่บอบช้ำแล้วเดินไปทีละก้าว เธอเห็นแสงไฟอยู่ไกล แต่ก็ใกล้พอที่จะมีความหวัง

               ทว่าเชิดวิ่งกลับมาอีกครั้งพร้อมตะปบปิดปากเธอไว้พร้อมกับโปะผ้าลงที่จมูกแล้วกดไว้แน่น เพลินขัดขืนสะบัดให้หลุดพร้อมกับกลั้นหายใจ แต่เพียงไม่นานนักสติก็หลุดลอยร่างร่วงผล็อยนอนลงกับพื้น เวลาของการหนีได้จบลงแล้ว

               “หลับไปยาวๆ เลยน้องสาว หลังหมดสนุกแล้วพี่จะส่งน้องไปหายมบาลเอง”

               เชิดอุ้มร่างของเหยื่อไปที่พงหญ้าแล้วเริ่มปลดกระดุมเสื้อ ไหนๆ ก็ต้องฆ่าอยู่แล้วก็อย่าให้เสียของ สวยๆ แบบนี้ใครจะไปห้ามใจได้วะ มันยิ้มเหี้ยมกดปากซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่น มือที่ว่างก็ปลดกระดุมที่เหลือพลางแหวกเสื้อให้กว้าง หนั่นเนื้อนุ่มที่แขนลากผ่านช่างก่ออารมณ์นัก ถ้าจู่ๆ จะไม่มีแสงสว่างโร่ที่สาดใส่ตาของเขา

               “ใครเปิดไฟใส่วะ!” เชิดตะคอกอย่างเสียอารมณ์


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha