เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 16 : ตอนที่ 8_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    เภรินยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไปไหน ร่างกายราวกับแข็งเป็นหินไปแล้ว มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าร่างกายนี้ยังมีชีวิตนอกจากอกที่กระเพื่อมเพื่อหายใจ นั่นคือน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้ม ในใจมีแต่ความหนักอึ้งของอะไรที่เธอไม่สามารถระบุได้ว่ามันเป็นสิ่งใดที่โลกใบนี้มี สมองมีแต่คำถามว่าทำไม เพราะอะไร จริงหรือเปล่า

               เท่าที่คิดออกและสามารถทำได้หญิงสาวกดโทรออกด้วยเบอร์เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีสัญญาณแต่ไม่มีใครรับสาย แต่เธอยังเพียรพยายามจนคนที่นั่งข้างๆ สงสารจับใจ ช่างไม่รู้เลยว่าการกลับไปจะทำให้ทุกอย่างยิ่งจัดการลำบาก มือหนายื่นไปแย่งโทรศัพท์แม้จะได้รางวัลเป็นสายตาขุ่นคลั่ก

               “หยุดโทรได้แล้ว ถ้าแม่ของคุณจะรับโทรศัพท์ก็คงไม่ปล่อยให้คุณรอ”

               เพลินอยากจะระบายความโกรธใส่ป้าง แต่นอกจากเรื่องของเบญญาแล้วไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นกับเธอในตอนนี้ที่จะสามารถกล่าวโทษเขาได้เลย ถ้าเขาไม่น่าไว้ใจพอแม่คงไม่ยอมให้พาเธอมาที่นี่ แต่เหตุผลล่ะคืออะไร

               “ฉันงงไปหมดแล้ว แม่โกรธฉันมากถึงขนาดนี้จริงๆ เหรอ”

               “เรื่องบางเรื่องก็ไม่ต้องหาเหตุผลหรอก เมื่อเวลานั้นมาถึงคำตอบก็จะมาหาคุณเอง” ป้างปลอบใจ ไม่เคยมีน้องสาวเสียด้วยสิ เขายกมือไปตบไหล่ของเพลินเบาๆ เธอหันมามองเขาตาขวาง

               นี่จะร้องไห้ให้ปลอบใจหรือว่าองค์ลงเป็นนางมารร้ายเขาจะได้ทำตัวถูก

               “คุณด้วย ทำไมต้องทำตามคำสั่งของแม่ฉัน”

               อ้าว! ซะงั้น ป้างหัวเราะชอบใจ คุณวรดาคงรู้ดีว่าลูกสาวเฮี้ยวขนาดไหน แต่เขานี่สิไม่รู้ รู้แต่ขนาดสุดเฮี้ยวอย่างน้องชายเขายังจัดการได้ แล้วอย่างเพลินนี่...เบบี๋ชัดๆ

               “แม่ของคุณไม่ได้สั่งผม แต่ท่านขอร้องผมต่างหากล่ะ”

               “ไม่มีทาง ไม่มีเหตุผลที่แม่ของฉันจะทำแบบนั้นเลย” อีตานี่โกหกเธอแน่ๆ แต่พอนึกถึงคำสั่งของแม่แล้วก็ชักเถียงไม่ออก ก็แล้วทำไมแม่ต้องทำแบบนี้ด้วย ไม่เข้าใจเลย

               ป้างส่ายหน้าไม่รู้จะเอ็นดูหรือหมั่นไส้ดี “เหตุผลของเด็กกับของผู้ใหญ่มันไม่เหมือนกันหรอกนะ” พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ “เอ้า! รับไป”

               เพลินเห็นของที่วางบนมือตัวเอง นี่เขาให้ผ้าเช็ดหน้าเธอเนี่ยนะ

               “ไม่รับ ฉันไม่มีวันรับของจากคนที่อยู่พวกเดียวกับคนที่หักหลังฉันเด็ดขาด ยิ่งฉันเห็นหน้าฉันก็ยิ่งเจ็บใจ รู้เอาไว้ด้วย”

               ป้างขมวดคิ้วมองเภรินแบบงงๆ มากกว่าโกรธ ตอนนี้ไม่ร้องไห้แล้วใช่ไหมถึงทำหน้าอย่างกับเขาเป็นยักษ์มาหักคอ เดี๋ยวก็ทำจริงๆ เสียหรอก

               “อะไร ผมไปทำอะไรให้”

               “คุณไม่ได้ทำ แต่ญาติของคุณนั่นแหละทำ” คิดแล้วยิ่งโมโห ชิ ทำมาพูดให้เธอเปิดกว้าง ให้อภัย ถึงเป็นเอกจะบอกให้เธอมาถามป้างเองว่าเป็นอะไรกับเบญญา เชอะ ถ้าไม่ใช่ญาติกันจะไปหากันทำไม ถ้าเขาเป็นกิ๊กของอดีตเพื่อนรักมีหรือที่เธอจะไม่รู้

               “พูดให้รู้เรื่องสิ”

               เพลินลุกขึ้นกอดอกมองป้างเหมือนที่เขาทำเมื่อครู่ก่อนเธอคุยกับแม่ คิดว่าตัวเองมีความลับอยู่คนเดียวหรือไง เธอไม่น่าหลงเชื่อเขาเลย

               “ไปหาคำตอบเอาเอง จำได้หรือเปล่าเรื่องเศร้าที่ฉันเคยเล่าให้คุณฟัง นั่นแหละ เริ่มจากตรงนั้น”

               ป้างยิ่งฟังก็ยิ่งงง แล้วดูเถอะพอทิ้งคำถามให้เขาไปหาคำตอบเอาเอง เรียบร้อย แม่เจ้าประคุณก็เดินฉับๆ กลับไปที่ห้อง แม้จะดูกะปลกกะเปลี้ยจนน่าเข้าไปช่วยพยุง แต่นาทีความหมั่นไส้มากเต็มเหนี่ยว เด็กบ้าอะไรวะกวนโมโหเป็นบ้า เห็นร้องไห้จะช่วยปลอบ ที่ไหนได้ซัดเขากลับซะงั้น มันน่าปล่อยให้ร้องไห้กระซิกๆ เสียให้เข็ด

               ...อยากร้องกรี๊ดดังๆ แกรู้ใช่ไหมว่าฉันเกลียดการถูกบังคับ แต่คราวนี้มันเกินไปหรือเปล่า ทำไมแม่ไว้ใจคนแปลกหน้า ทำไมถึงต้องทำแบบนี้ ทำไมไม่ห่วงฉันแล้วหรือ แกเชื่อหรือไดอารี่ว่าแม่จะไม่รักฉันแล้ว ฉันไม่เชื่อเลยจริงๆ มันต้องมีอะไร สักอย่างแน่ๆ แต่เรื่องอะไรนะ เรื่องอะไรที่ร้ายแรงจนแม่ไม่ต้องการให้ฉันอยู่บ้าน แต่ต้องการให้มาอยู่ที่นี่ เกี่ยวกับที่ฉันถูกทำร้ายหรือเปล่านะ ทำยังไงฉันถึงจะได้คำตอบ แล้วต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน กลุ้มๆๆ เบื่อ เซ็ง ทำไมต้องมาอยู่กับเขาด้วยก็ไม่รู้

               

               จิลลานั่งเป็นเพื่อนวรดามาสักพักแล้ว ก็ตั้งแต่วางสายจากเภรินไปนั่นแหละ รู้ว่าทำแบบนี้ถูกแล้วแต่ก็อดสงสารแม่ลูกคู่นี้ไม่ได้อยู่ดี ถ้าพศินรู้ก็คงไม่มีความสุขไปอีกคน เพื่อนรุ่นพี่เพิ่งบอกเธอด้วยว่าเย็นนี้อดีตสามีจะมาหา

               ตอนนี้ก็เบาใจได้บ้างว่าจะยังไม่เกิดอะไรขึ้น อีกทั้งเพื่อนของสามียังส่งคนมาคอยดูแลความปลอดภัยให้อีกด้วย ไม่น่าเชื่อว่าพวกเจ้าพ่อหรือพวกเสี่ยมีอิทธิพลที่เธอเคยเห็นไม่มีใครเหมือนป้างสักคน เขาดูธรรมดา ไม่แสดงว่ามีอะไร แต่ทำได้ทันทีเมื่อเป็นเอกขอความช่วยเหลือแทนวรดาที่ไม่ได้รู้จักมักจี่มากมายคงพูดลำบาก

               ไม่ถึงชั่วโมงคนของป้างก็มาถึงและคอยดูแลความปลอดภัยแบบลับๆ ให้ตั้งแต่นั้น แถมยังช่วยติดต่อตำรวจให้ช่วยสืบคดีให้แบบเงียบๆ ตามที่วรดาต้องการ โดยเหตุผลที่เขายอมช่วยง่ายๆ ตามที่สามีบอกก็คือ...ไหนๆ ก็รู้จักกันแล้ว มีเรื่องแล้วไม่ช่วยก็เลิกเป็นเพื่อนกันไปเถอะ

               ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้อยู่ดี ช่วยเพราะอยากช่วย ตอนนี้ก็ขอแค่ยัยเพลินอย่าไปออกฤทธิ์อะไรมาก ตอนหลังจะกลายเป็นพูดไม่ออกแทน

               “จะไม่บอกอะไรเพลินเลยอย่างนี้จะดีหรือคะ ป่านนี้เสียใจร้องไห้ไปแล้ว ก็ไม่รู้” จิลลาถามเหมือนชวนคุยมากกว่านั่งเงียบๆ แบบนี้

               “เป็นอย่างนี้ดีแล้ว ถ้ารู้ก็คงรีบกลับมา ทุกอย่างจะยิ่งแย่” วรดารู้ใจลูกสาวดีถึงได้ทำแบบนี้ พวกมันทำรุนแรงขนาดนี้ใครจะยอมเฉยได้ อย่างน้อยตอนนี้คนของป้างกับคนของตำรวจกำลังทำหน้าที่หาคนร้ายอยู่

               พศินควรรู้เรื่องสำคัญนี้หรือเปล่า นางยังคิดเรื่องนี้อยู่ ถ้ารู้แล้วอาการหนักจนมีผลต่อสุภาพที่ไม่ดีอยู่แล้วจะทำยังไง ครั้นจะไม่บอกก็ดูใจร้ายเกินไป วรดาถอนใจทำไมคนที่นางสงสัยถึงเป็นคนใกล้ตัวพศินนักก็ไม่รู้ ถ้าเป็นคนอื่นนางคงตัดสินใจบอก ได้ง่ายกว่านี้

               

               ผ่านไป 3 วันแล้วที่เภรินมาอยู่ที่เกาะกาวันด้วยความไม่เต็มใจ แม่คงสั่งให้ ป้าใจจัดกระเป๋ามาให้เธอแน่ๆ ถึงได้มีเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็นต้องใช้ครบทุกอย่างเหมือนยามอยู่ที่บ้าน รวมทั้งแล็ปท็อปคู่ใจ เสียดายต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้ สายโทรศัพท์ถูกเก็บหมด รวมทั้งโทรศัพท์ที่หายจ้อยไปเลย

               เพลินรู้สึกเศร้าไม่มีอารมณ์ทำอะไรวันๆ ก็นั่งมองฟ้ามองคลื่น พยายามหาเหตุผลว่าทำไมแม่ถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงยอมให้มาอยู่กับคนแปลกหน้า พี่เอกต้องเกี่ยวแน่ๆ แต่ยังไง จู่ๆ ก็คิดแบบนี้ขึ้นมา หรือว่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดกับเธอในคืนนั้น เธอสำรวจร่างกายตัวเองแล้ว นอกจากรอยถลอกและฟกช้ำตอนกลิ้งลงมาจากรถแล้ว ไม่มีรอยน่าสงสัยที่ทำให้กังวลใจถึงขั้นหนักใจได้

               ป้างมองประตูห้องนอนของเพลินทุกเช้าก่อนไปทำงานและเวลากลับมาบ้านในตอนเย็น ไม่มีทีท่าว่าเพลินจะออกมาเดินเล่น พูดคุยหลังจากวันนั้น ขนาดว่าเขาให้ป้าสมหญิงมาอยู่ที่บ้านทุกวันเผื่อว่าเธอจะเหงา แต่นอกจากออกมากินอาหารเช้า กลางวันและเย็นแล้วเธอก็เอาแต่อยู่ในห้อง จะกะให้ผิวขาวซีดเป็นจิ้งจกที่เขาเห็นเลยหรือไงเด็กน้อย

               “เอาแต่อยู่ในห้องทั้งวันเลยค่ะคุณป้าง” ป้าสมหญิงรายงานเหมือน 3 วันก่อน

               “เดี๋ยวผมจัดการเอง”

               ป้างก็เบื่อแล้วที่จะปล่อยให้เภรินทำตัวแบบนี้ เอาแต่เก็บตัวในห้องแล้วได้อะไร คิดมากจิตตกเปล่าๆ เผื่อคิดสั้นมาผูกคอตายใครจะไปช่วยทันกัน มือหนาเคาะประตูห้องของแขกอย่างไม่เกรงใจพร้อมกับเรียกไปด้วย

               “นี่...ยัยเพลิน”

               “คุณเรียกฉันว่าอะไรนะ” เพลินถามเสียงฉุนไม่พอใจมาจากในห้อง

               “ยัยเพลิน มีอะไรมั้ย” จริงๆ เขาน่าจะเรียกแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ไปเรียกคุณ ทำไมก็ไม่รู้ คนกันเองทั้งนั้น ยิ่งกว่าคนรู้จักเสียด้วยซ้ำ

               เภรินเหวี่ยงขาลงจากเตียงมาที่ประตูแล้วเปิดออกกะเล่นงานคนทำตัวสนิทสนมผิดเวลา

               “มี ฉันไม่อนุญาตให้เรียก”

               ป้างเลยถือวิสาสะเข้าไปในห้องของแขกเสียเลย กระเป๋าเดินทางยังไม่ได้รื้อเสื้อผ้าออกมาจัด คงคิดว่ามาอยู่ไม่กี่วันก็ได้กลับแล้วล่ะสิท่า คิดอะไรง่ายๆ แล้ว ยัยเพลินเอ๊ย แล้วนั่นแล็ปท็อปยังเปิดค้างไว้ เคอร์เซอร์กะพริบถี่ๆ ก็ยังดีที่ยังเขียนนิยายไปตามเรื่อง นึกว่าจะเอาแต่นั่งร้องไห้คิดมากประสาทกินเสียอีก

               “ผมกำลังจะไปขับเรือเล่น อยากออกไปเปิดหูเปิดตาไหมล่ะ”

               “ไม่!” เพลินปฏิเสธทันควัน

               จริงๆ ก็อยากอยู่เหมือนกัน แต่เรื่องอะไรต้องยอมทำตามที่เขาต้องการด้วย เท่านี้ก็เหมือนชีวิตไม่ใช่ของตัวเองจะแย่อยู่แล้ว

               “นี่ผมมาง้อแล้ว จะออกไปนั่งเรือด้วยกันก็ไม่เสียฟอร์มหรอกน่า” ป้างเอ่ยอย่างรู้ทัน ก็เรื่องอะไรเขาจะมาทะเลาะกับเด็กด้วยล่ะ

               “นี่เรียกว่าง้อแล้วเหรอ” ทุบประตูปังๆ แถมยังมาเรียกซะสนิท ไม่ได้อนุญาตสักหน่อย

               “ไงล่ะ จะไปหรือไม่ไป”

               ป้างก็ขี้เกียจพูดซ้ำ โตๆ กันแล้ว รู้หมดแหละอะไรดี อะไรไม่ดี ถ้าคิดว่าอยู่ในห้องแล้วสบายตัวสบายใจใครจะไปห้าม ชายหนุ่มยักไหล่แบบชิวๆ เดินออกไปจากห้อง มั่นใจอีกเดี๋ยวก็ตามมา

               

               สายลมเย็นสบายพัดผ่านเข้ามาปะทะร่างที่ยืนอิงกับราวเหล็กกันตก โดยมีฆโณทัยเป็นคนขับเรือให้ ทั้งที่บอกว่าจะมานั่งเรือเล่นแต่เขากลับขับเรือไปเรื่อยๆ ให้ใครบางคนได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ เผื่อว่าเรื่องร้อนอกร้อนใจจะเบาบางลงบ้าง ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้กลายเป็นคนที่ถูกหมายหัวตามฆ่า ไม่อยากคิดเลยว่าหากไปช่วยไม่ทันเธอจะยังยิ้มให้สายลมและท้องทะเลได้อย่างในตอนนี้ไหม

               ป้างจอดเรือให้ลอยไปเรื่อยๆ ตามแรงลม เขาเดินออกมานั่งเยื้องกับร่างเพรียวที่ยังยืนมองวิวไม่พูดจาตั้งแต่นั่งเรือมาด้วยกัน ทุกข์อะไรนักก็ไม่รู้ชีวิตคนเรา โยนๆ ทิ้งไปบ้างก็ได้มั้งเรื่องที่แบกไว้น่ะ

               “อารมณ์ดีขึ้นหรือยัง”

               “ยัง จนกว่าฉันจะได้กลับบ้าน ถามหน่อยเถอะ แม่ฉันทำยังไงหรือให้อะไรคุณถึงยอมทำตามที่แม่ฉันสั่ง” คิดแล้วคิดอีกก็คิดไม่ออก เขาก็ดูมีฐานะดีไม่น่าจะทำเพื่อเรื่องเงิน ดูๆ แล้วบ้านของเธออาจจะจนเลยแหละถ้าเทียบกับเขาน่ะ

               คนชวนมานั่งเรือเล่นส่ายหน้า สงสัยเพลินจะแผ่นเสียงตกร่อง บอกแล้วยังจะมาถามอีกแน่ะ เดี๋ยวก็จดไว้ให้ที่หน้าผาก เวลาส่องกระจกจะได้เห็น ช่วยเตือนความทรงจำดี

               “บอกแล้วไงว่าแม่ของเพลินขอร้องผม ไม่ได้สั่ง แล้วแม่ของเพลินก็ไม่ได้ให้อะไรผม ส่วนผมก็ไม่ได้เรียกร้องอยากได้อะไรด้วย ทำเพราะอยากทำน่ะนึกออกไหม แล้วการที่มีเด็กอีกคนบนเกาะก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร กินไม่จุยิ่งไม่เปลือง”

               เพลินมองป้างอดไม่ได้ก็ขมวดคิ้วใส่ โอเค เขาจะบอกว่าเป็นคนดี เป็นพ่อพระ แต่เคยถามเธอไหมว่าอยากได้ความเมตตากรุณาอันหาที่ชมไม่ได้จากเขาหรือเปล่า

               “ดี เผลอเมื่อไหร่ฉันจะเผาให้มอดเลยเกาะคุณน่ะ”

               “แหม อย่าลืมเรียกผมมาดูด้วยล่ะ” นึกว่าเขาจะกลัวหรือ คนงานเต็มเกาะจะแอบไปทำตอนไหนก็มีคนเห็นอยู่แล้ว

               เภรินกอดอกขัดใจ นึกไม่ออกแล้วว่าจะมีอะไรมาทำให้เขาสลดได้บ้าง นึกๆ แล้วน่าขันดี เธอไปจากเกาะนี้ไม่กี่สัปดาห์แต่ก็ต้องกลับมาอีกด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ จู่ๆ เธอก็นึกถึงเรื่องคืนนั้นขึ้นมา ความทรงจำบางอย่างวาบเข้ามาในสมองว่าก่อนที่ จะถูกโปะยาสลบมีรถคันหนึ่งกำลังแล่นใกล้เข้ามา ดวงตาคมมองแทบจ้องเจ้าของเรือ

               เป็นเขาหรือเปล่านะ? แม่ถึงยอมเชื่อใจเขา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha