เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 17 : ตอนที่ 9_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    อะไรมันจะจำเพาะเจาะจงขนาดนั้น แต่มันก็อาจจะเป็นไปได้นี่นา ถ้าเขาเป็นใครคนนั้นจริงๆ มันก็พอจะมีเหตุผลให้แม่ยอมให้เขาพาเธอมาที่เกาะ แต่ด้วยเหตุผลอะไรที่เธอต้องมาอยู่ที่นี่ตอนนี้ยังคิดไม่ออก

               “ใช่คุณหรือเปล่าที่ช่วยฉันไว้คืนนั้น”

               ป้างยิ้มพลางพยักหน้ารับ ไม่นึกว่าเพลินจะปะติดปะต่อเรื่องราวจนรู้ได้เองว่าเขาเป็นคนไปช่วย

               “อ้อ เรื่องแท็กซี่นั่นน่ะเหรอ ไม่ต้องคิดมาก หมาถูกรถชนผมยังช่วย คนทั้งคนจะไม่ช่วยได้ยังไง”

               เพลินอ้าปากค้างมองป้างอย่างขอบคุณในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอึ้งในวินาทีต่อมา

               “อย่าเอามันเลยคำขอบคุณน่ะ มีที่ไหนเปรียบคนกับหมา”

               ป้างหัวเราะชอบใจ เขาก็ไม่ได้หวังจะได้ยินคำขอบคุณสักหน่อย แล้วดูมองเขาทำอย่างกับอยากขย้ำคอ ช่างไม่รู้เสียเลยว่าโดยอายุแล้วเธอน่ะเป็นน้องสาวของเขาได้สบายๆ

               “หัวเราะอะไร?”

               “เริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่เสียตั้งแต่วันนี้เถอะ เพื่อแม่และตัวเพลินเอง” เขาเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

               “ฉันเด็กมากหรือคุณถึงพูดแบบนี้” น้ำเสียงที่ถามดูไม่มั่นใจเท่าไหร่ เลยลืมเรื่องที่เขาเรียกเสียสนิทไป

               “โดยสรีระน่ะไม่เด็ก ไม่ต้องมามองผมแบบนั้น” ป้างหลิ่วตาใส่คนทำตาขวางใส่อีกแล้ว

               “ฉันมองคุณแบบไหน”

               “ก็แบบที่คิดว่าผมคิดลามกอยู่น่ะสิ ผมพูดจริงๆ นะ โดยสรีระน่ะเพลินเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้านความคิด การมองโลก การวางแผนชีวิต เพลินยังเด็กอยู่จริงๆ” ป้างวิจารณ์โดยคิดว่าเขาเป็นพี่แล้วเพลินเป็นน้อง สงสัยเธอคงต้องถูกกระตุ้นและสะกิดด้วยคำพูดเพื่อให้ตั้งสติและเริ่มต้นใหม่

               “ฉัน 23 แล้ว เกือบแต่งงานมาแล้ว 1 ครั้ง นี่ยังเรียกว่าเด็กอีกหรือ” เพลิน กอดอก รู้สึกงี่เง่าที่พูดแบบนี้ออกไป ทำไมเธอคิดว่าเขาพูดถูกก็ไม่รู้ เธอเป็นแบบนั้น ทำแบบนั้น เขารู้ได้ยังไง

               คนฟังส่ายหน้า ถ้าวัดการเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่จากการแต่งงาน ถ้างั้นเขาคงเด็กกว่าน่ะสิ ยัยเพลินเอ๊ย

               “คนเราความคิดไม่ได้วัดจากอายุหรอกนะเพลิน มันวัดกันที่นี่...สมอง ถ้าไม่เริ่มจากวันนี้เพลินก็จะยิ่งช้าไปเรื่อยๆ แล้วเมื่อไหร่แม่จะเบาใจได้เสียทีล่ะ”

               อยากเถียงใจจะขาด แต่ที่เขาพูดมาไม่มีอะไรที่แย้งได้สักคำ

               “ก็จริงของคุณ”

               “แล้วที่บอกว่าเกือบแต่งงานน่ะยังไง ตอนนี้เจ้าบ่าวคนนั้นไปไหนเสียล่ะ” ป้างถาม เตือนตัวเองว่าต้องถามเป็นเอกดูสักทีว่ามีเรื่องอะไร ทำไมเพลินถึงได้อาการหนักนัก จากรูปที่เขาได้มาจากคนร้ายเมื่อก่อนเธอก็เหมือนผู้หญิงปกติทั่วไป ไม่ใช่สาวมาดทอมเกลียดผู้ชายแบบนี้

               “ไม่รู้สิ ฉันเป็นคนทิ้งเขา จนถึงตอนนี้ก็ไม่อยากติดต่อกันอีก อะไรที่ตัดแล้วจะมาคิดถึงให้รกสมองทำไม” พูดขึ้นมาทำไมก็ไม่รู้ แล้วที่บอกให้ไปหาคำตอบน่ะทำบ้างหรือยังน่ะ

               ป้างงงที่จู่ๆ ก็ถูกค้อน “บางอย่างที่ตึงไปมันก็ไม่ดีหรอกนะ”

               “วันนี้คุณเทศน์ฉันยาวไปแล้วนะ มืดแล้วด้วย กลับกันเถอะ”

               ป้างหันหัวเรือกลับไปที่เกาะเพราะชักมืดแล้วจริงๆ อย่างที่เพลินบอก ถึงเกาะนี้จะปลอดภัยไม่มีนักการเมืองจ้องตะครุบเหมือนเกาะรังไม้ แต่อะไรๆ มันก็ไม่แน่นัก ปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด อย่างน้อยเพลินก็คงได้ฉุกคิดอะไรขึ้นมาบ้างล่ะน่า กว่าจะได้กลับบ้านคงเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย

               

               ร่างสูงในเงาตะคุ่มของเชิดคู้กายไม่วางใจทุกสิ่งรอบตัว ถ้าไม่ใช่เพราะว่าถึงเวลานัดหมายเพื่อรับเงินค่าจ้างเขาไม่มีทางออกมาเสี่ยงแบบนี้แน่นอน หลายวันมานี้มีตำรวจมาถามหาจนเขาไม่สามารถอยู่ที่รังหนูที่ใช้เป็นที่ซุกหัวนอนได้ การระเห็จออกมาหาโรงแรมสองดาวซอมซ่ออยู่จึงเป็นสิ่งที่ปลอดภัยกว่า

               “ทำไมมันยังไม่มาอีกวะ”

               เชิดร้อนใจ แต่ก็ไม่รู้จะติดต่อนายจ้างอย่างไร เมื่อทุกครั้งที่ติดต่อกันนายจ้างจะเป็นฝ่ายติดต่อมาเอง แถมยังเป็นเบอร์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะ ทำให้ติดต่อกลับไม่ได้

               แผลก็ยังปวดอยู่ ทำไมถึงช้าอย่างนี้ นั่นหรือเปล่า มีรถกำลังแล่นเข้ามา เชิดค้อมตัวหลบเพื่อความแน่ใจ รถคันนั้นชะลอและจอดตรงที่นัดหมาย ร่างสูงดู สะโอดสะองก้าวลงมา ผมยาวดำขลับสะท้อนแสงไฟเห็นเงานวล ร่างนั้นเดินมานั่งที่ศาลาข้างทางและวางบางอย่างไว้ ดวงตาคู่นั้นถูกบังด้วยแว่นตาสีดำจนเห็นใบหน้าไม่ชัดนัก นี่เป็นครั้งที่สามที่เขาเห็นนายจ้าง สวยสะเด็ดแม้ไม่เห็นทั้งหน้า

               ร่างนั้นยังนั่งอยู่ตรงนั้น เชิดรอจนแน่ใจว่ามาคนเดียวแน่ก็เดินออกไปหยิบเงินต่อหน้านายจ้างที่เดินกลับไปที่รถ เขาเดินตามไปแล้วถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปนั่ง นายจ้างหันมายิ้มให้ ช่างเป็นยิ้มที่ทำให้สะท้านไปถึงแก่นกาย

               เจ้าของรอยยิ้มขับรถต่อไปอย่างใจเย็น อีกไม่นานหรอกไอ้เชิดมันจะได้ลิ้มรสของความสุขก่อนตาย ทำงานพลาดยังมีหน้ามาหลอกกันได้ ไปหลอกยมบาลในนรกเสียเถอะไอ้หน้าโง่

               

               เป็นเอกเพิ่งวางสายจากโรจน์ซึ่งเป็นคนของป้างก็รีบโทรหาวรดาด้วยความไม่สบายใจ ป่านนี้เพื่อนคงบ่นแล้วบ่นอีกด้วยความเสียดาย คนของอนลกำลังจะได้ตัวไอ้เชิดอยู่แล้วแต่กลับช้าไปนิดเดียวเท่านั้น ไม่รู้กรรมอะไรนักหนา ครอบครัวเล็กๆ กำลังมีความสุขอยู่แล้วเชียว แต่หลังจากพศินประกาศว่าจะยกสำนักพิมพ์ให้เภรินเท่านั้นแหละมีแต่เรื่องยุ่งยากตามมา ไม่รู้เหมือนกันว่าเกี่ยวกันหรือเปล่า แต่ก็น่าสงสัยไม่น้อย ส่วนเขาก็คงดูดายไม่ได้ อะไรช่วยได้ก็ต้องช่วยกัน แต่ป้างนี่สิทำไมถึงช่วยง่ายๆ

               “ได้ข่าวแล้วหรือยังครับพี่รดา” เป็นเอกถาม เผื่อว่าป้างจะโทรมาบอกทางนี้แล้ว

               “ได้ข่าวอะไรล่ะเอก” วรดาถามกลับ

               “พบศพของนายเชิด...คนที่ตำรวจที่เป็นเพื่อนของป้างกำลังตามตัวน่ะครับ คลาดกันนิดเดียว สงสัยถูกเก็บ ตอนนี้คงต้องให้เป็นหน้าที่ของตำรวจแล้วล่ะครับที่ต้องหาว่าใครเป็นคนมาฆ่าตัดตอน”

               วรดาใจหายวาบ ถ้าคนจ้างวานโหดขนาดสั่งเก็บคนร้ายได้ นางก็คิดถูกแล้วที่ส่งลูกสาวไปอยู่ในที่ปลอดภัย ใครกันหนอช่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้

               “แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีล่ะเอก”

               “เงียบๆ ไว้ก่อนครับ ถ้าเป้าหมายคือยัยเพลิน เดี๋ยวไอ้คนบงการก็พล่านทำอะไรให้เราสงสัยเอง พี่รดาก็ต้องหมั่นสังเกตนะครับในระหว่างที่ตำรวจยังหาหลักฐานว่าใครฆ่าอยู่” เป็นเอกก็เครียดไปอีกคน แต่ถ้าทำให้เป็นข่าวคนร้ายอาจไม่ลงมือทำอะไรก็จริงและก็ยิ่งจะจับตัวยากขึ้นไปอีก

               “จ้ะเอก ขอบใจนะ ฝากขอบใจป้างแล้วก็ตำรวจด้วยนะ” ถ้าไม่มีคนของเพื่อนเป็นเอกมาคอยดูแลและยังคอยขับรถให้เพื่อความปลอดภัยในตอนนี้ นางคง สติแตกเอาได้ง่ายๆ การรู้สึกกลัวโดยที่ไม่รู้ว่าใครต้องการฆ่ามันทรมานใจยิ่งนัก

               “ครับ แล้วผมจะบอกป้างให้”

               เป็นเอกวางสาย ไหนๆ ก็สงสัยแล้วก็เลยโทรหาเพื่อนเสียเลย ไม่รู้ป่านนี้ถูกยัยเพลินป่วนไปถึงไหนแล้ว เขารู้จักเด็กคนนี้ดี บทจะเรียบร้อยก็เหมือนนางในวรรณคดี แต่บทดื้อนี่สินางผีเสื้อสมุทรยังชิดซ้าย เมื่อก่อนก็ไม่ได้ถึงขนาดนี้หรอก แต่หลังจากถูกหักหลังกลางงานแต่งงานอะไรก็เป็นไปได้สำหรับผู้หญิง

               ป้างกำลังขับเรือกลับมาที่เกาะใกล้ถึงบ้านพอดีตอนที่เป็นเอกโทรมาฝากคำขอบใจจากวรดา ก็เลยจอดเรือคุยโทรศัพท์มันเสียเลย เป็นเอกบ่นเสียดายที่จับคนร้ายช้าไป แล้วก็ฝากคำขอบใจจากวรดาให้เพื่อนฟัง

               “งั้นหรือ ไม่ต้องห่วง คนของฉันจะช่วยสืบอีกแรง”

               “ดีเหมือนกัน ช่วยๆ กันหลายทาง” เป็นเอกพูดไปแล้วก็นึกได้ “เออ ถามจริงๆ เถอะทำไมนายถึงยอมช่วยยัยเพลินกับพี่รดาวะ อย่าบอกว่าเพราะฉันเป็นเพื่อนนายอีกนะ เหตุผลมันเบาๆ ไปยังไงก็ไม่รู้”

               ป้างเองก็ถามตัวเองอย่างนี้อยู่เหมือนกัน ทำไมถึงไปเสนอตัวช่วยสองแม่ลูกวะ ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ เลย แต่ตอนนี้เท่าที่ตอบได้ก็คงมีเท่าที่จะตอบไปเท่านั้น

               “ก็อย่างที่เคยบอกไป ก็แค่อยากช่วย ทั้งคุณรดากับยัยเพลินก็เป็นเพื่อนนาย เห็นว่าเกือบตายก็เลยดูดายไม่ได้ก็เท่านั้นเอง คิดว่าช่วยงานตำรวจ อีกอย่างเรื่องที่เกิดขึ้นน่าสงสัยว่าจะเป็นคนใกล้ตัวเสียด้วย”

               เป็นเอกพยักหน้าหงึกๆ เพราะเขาก็คิดอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน ดูเหมือนเพื่อนของเขาจะสนใจในรายละเอียดยิ่งกว่าเขาเสียอีกแฮะ ไม่มีอะไรจริงๆ หรือวะ

               “อ้อ ว่าจะถามหลายครั้งแล้วว่างานแต่งงานของเพลินทำไมถึงล่ม” ป้างนึกขึ้นได้พอดี

               ฮั่นแน่! ทำไมถึงอยากรู้ขึ้นมาวะ เป็นเอกชักสงสัย

               “เรื่องมันยาว เล่าสั้นๆ ก็แล้วกันว่าเจ้าบ่าวดันไปทำเพื่อนเจ้าสาวท้อง งานแต่งก็เลยล่ม ถ้าอยากรู้เรื่องละเอียดกว่านี้ก็ไปถามจากยัยเพลินเองก็แล้วกัน” เรื่องส่วนตัวของรุ่นน้องเขาเองก็คนนอกไม่อยากเล่าอะไร ถ้าเพลินพร้อมจะเล่าก็คงเล่าให้ป้างมันฟังเอง

               ป้างชักเห็นใจ คนอะไรจะเจอเรื่องร้ายๆ ได้มากมายขนาดนี้ เขาเคยอกหักทั้งถูกบอกเลิกและเป็นคนบอกเลิกตั้งแต่ตอนที่อยู่อิตาลี แต่สิ่งที่เพลินได้พบมันเลวร้ายเกินไปหรือเปล่าสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

               “ตอนนั้นเพลินเป็นยังไง” นึกภาพไม่ออกเลยว่าเธอรับมือไหวหรือเปล่า

               “นายก็เคยอกหักน่าจะเข้าใจนะ ก็เพื่อนรักกับคนรักทำแบบนี้ ไม่เล่าดีกว่า เรื่องของน้อง ไปถามกันเอาเอง”

               คนฟังก็เข้าใจ เรื่องแบบนี้เขาถามกับเจ้าตัวคงดีกว่า

               “มีอะไรคืบหน้าก็โทรมาบอกแล้วกัน”

               “ขอบใจนายมากนะที่ช่วย” เป็นเอกพูดแทนวรดาด้วย

               ป้างส่งเสียงอือแล้วก็วางสายไป แต่อดคิดถึงคำพูดของเป็นเอกไม่ได้ ทำไม มันคุ้นๆ จังวะ เหมือนเคยได้ยินที่ไหน พอนึกถึงเรื่องเศร้าที่เพลินเคยเล่าให้เขาฟัง ตอนนั้นก็ไม่ทันได้คิดอะไร เรื่องจริงหรือนั่น ไอ้ป้างเอ๊ยทำไมไม่เฉลียวใจบ้าง

               

               วรดายังคงใช้ชีวิตตามปกติแม้จะวิตกกังวลอยู่ในใจ ป่านนี้ลูกสาวจะกินอยู่หลับนอนสบายเหมือนอยู่ที่บ้านไหมหนอ ทั้งห่วงทั้งคิดถึงแต่ก็ไม่กล้าติดต่อกันมากนัก กลัวจะเผลอพูดอะไรให้เพลินสงสัยเอาได้ ป้างบอกนางว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ให้เอาตัวเพลินไปอยู่ที่เกาะนัก เพราะคนร้ายอาจเปลี่ยนเป้าหมายก็ได้ แต่นางทนไม่ได้ถ้ายอมให้ลูกสาวอยู่ที่นี่แล้วเกิดเรื่องซ้ำ

               เสียงกริ่งดังหน้าบ้าน แม่บ้านกดรีโมตประตูเปิดให้ทนายประจำตัวของพศินขับรถเข้ามา และไม่นานนักก็เดินมาตรงระเบียงที่วรดานั่งอ่านหนังสืออยู่

               “มีอะไรหรือคะทนายชาติ ถึงกับมาหาฉันด้วยตัวเอง”

               ชาติชายยืนแทนที่จะนั่งเพราะธุระของเขาใช้เวลาไม่นาน แค่มาแจ้งข่าวสำคัญให้วรดารู้เท่านั้น

               “คุณพศินต้องการพบคุณวรดาครับ”

               “แล้วทำไมเขาไม่มาด้วยตัวเองล่ะคะ” วันก่อนที่นางนัดมาพบก็ยังมาได้เองเลยนี่นา มีอะไรหรือเปล่า พอมองทนายชาติที่ทำหน้าขรึมๆ ก็เริ่มไม่สบายใจขึ้นมาทันที

               “ตอนนี้คุณพศินอยู่โรงพยาบาลครับ”

               หนังสือในมือวรดาร่วงลงพื้น ไม่นึกว่าเวลาที่นางกลัวได้มาถึงเร็วกว่าที่คิด นางลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าแล้วเดินนำหน้าชาติชายไปยังรถที่ใช้ประจำ โรจน์...คนของป้างที่ส่งมาดูแลความปลอดภัยเปิดประตูให้และทำหน้าที่ขับรถพร้อมกับระวังภัยให้ในเวลาเดียวกัน ไม่นานนักรถที่เพิ่งขับเข้ามาจอดก็ขับออกไปโดยมีรถของวรดาขับตามไป ปลายทางเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha