เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 18 : ตอนที่ 9_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    ป้างกำลังตรวจสอบบัญชีซื้อขายอยู่ที่เคบิน ซึ่งถ้ามองจากภายนอกก็ดูเหมือนบ้านมุงจากธรรมดา แต่ภายในเป็นสำนักงานที่ใช้ลมธรรมชาติแทนแอร์คอนดิชั่น เจ้าไตรเคยบอกคนงานใหม่บ่อยๆ ว่านายอยากลดโลกร้อน เออ...ก็จริงของมัน ถ้ามีลมเย็นๆ แบบนี้ทุกวันจะไปติดแอร์ทำไมล่ะ

               ชายหนุ่มกำลังทำงานเพลินๆ จนกระทั่งเจ้าไตรวิ่งหน้าเริดมา แถมเสียงนี่ยังนำมาก่อนตัวด้วยซ้ำ

               “แย่แล้วครับนายหัว”

               “มีอะไรอีกล่ะไตร วิ่งหน้าตาตื่นมาอีกแล้ว”

               ไตรหอบแฮกพอวิ่งมาถึงก็เกิดหมดแรงนั่งหอบตัวโยนอย่างกับคนแก่ ทั้งที่ยังหนุ่มแน่นแท้ๆ ป้างพับฝาแล็ปท็อปแล้วมายืนกอดอกรอคำตอบ มาเสียตื่นเต้นแต่มาตายตอนจบหมดแรงเสียนี่

               “คุณเพลินขับเรือออกไปแล้วครับ”

               “งั้นเหรอ” ป้างส่ายหน้าพลางหัวเราะเบาๆ แล้วเดินกลับไปทำงานต่อ แต่ไม่วายบ่นขำๆ กับตัวเอง “แหม นึกแล้วเชียว”

               “แล้วจะให้ผมตามไปไหมครับ เผื่อเรือมีปัญหา ลำนั้นยิ่งเกเรอยู่ด้วย” นี่แหละที่เขาร้อนใจรีบวิ่งมาบอกข่าว แต่ทำไมนายดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลย นั่นแขก นะครับแขก สนใจหน่อย

               “มีอะไรก็ไปทำเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

               ป้างเปิดฝาแล็ปท็อปแล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมา เด็กหนอเด็ก ป่านนี้ไปลอยเท้งเต้งอยู่กลางทะเลแล้วมั้ง คิดจะหนีแล้วไม่รู้หรือไงว่าเขายังไม่ยอมให้หนี สงสัยอีกเดี๋ยวต้องไปทำเสบียงสักหน่อยให้คนหิวโซ

               วรดาเดินตามทนายชาติชายไปยังห้องคนไข้พิเศษ ซึ่งไม่มีตำรวจนอกเครื่องแบบหรือคนที่ทนายชาติน่าจะหามาดูแลความปลอดภัยให้พศิน แปลกที่ทุกอย่างดูสบายๆ รวมทั้งชาติที่ไม่ได้ร้อนใจเหมือนนางเลยสักนิด และแล้วความสงสัยก็หมดไปเมื่อเขาเปิดประตูให้เข้าไปในห้อง

               พศินนั่งอ่านเอกสารของสำนักพิมพ์อยู่บนเตียง ไม่มีขวดน้ำเกลือ ไม่มีสายยาง อีกทั้งยังเปิดโทรทัศน์ให้มีเสียงอีกด้วย ช่างไม่เหมือนห้องคนป่วยและคนป่วยก็ไม่เหมือนคนป่วยเลยสักนิด

               “นี่มันอะไรกันคะ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

               พศินปิดแฟ้มเอกสารแล้วยิ้มพยักพเยิดกับชาติชายที่ยังทำหน้าขรึมเหมือนเดิม

               “ผมยังสบายดีอยู่ เวลานั้นของผมยังไม่ถึงหรอกรดา”

               “แล้วทำไมถึง...” วรดาถามไม่จบ แต่หันไปมองทนายความที่ไปบอกข่าวจนนางใจร้อนรีบมาที่นี่

               วันก่อนที่คุยกันเขาไม่เห็นด้วยกับวรดานัก จะให้เขามองคนใกล้ตัวเป็นคนร้ายก็ดูเกินไปและไม่ยุติธรรม แต่การไม่ทำอะไรเลยก็จะเป็นผลร้ายกับวรดาและเภริน

               “คุณบอกผมเองนี่ว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้คนร้ายเผยตัวออกมา ผมคงต้องบอกทุกคนแล้วว่าใกล้ตายเต็มที”

               “แน่ใจแล้วนะคะ” ถ้าเดินหน้าแล้วก็คงถอยหลังไม่ได้แล้ว แล้วนี่นายเชิดยังมาถูกเก็บ ไม่รู้ตำรวจจะสืบต่อแล้วได้อะไรเพิ่มมาบ้าง ถ้าได้คนจ้างวานวันนี้พรุ่งนี้นางคงไม่กลุ้มอย่างนี้หรอก

               “แน่ใจสิ แต่คุณก็ต้องระวังตัวมากขึ้น ผมยังไม่ปักใจว่าเป็นใคร คุณจะคิด ว่าผมเข้าข้างสโรชาก็ได้ แต่ผมยังไม่เชื่อจนกว่าจะมีหลักฐานว่าสโรชาทำแบบนั้นจริงๆ ผมจะให้วีรชาติดูแลบริษัทในระหว่างนี้ ส่วนยัยเพลิน คุณแน่ใจนะว่าอยู่ในที่ปลอดภัย”

               “ค่ะ ฉันแน่ใจ” อย่างน้อยเป็นเอกก็ยืนยันว่าเพื่อนของเขาไว้ใจได้ ตอนแรกนางคิดว่าจะส่งเพลินไปอยู่กับป้าที่อังกฤษ แต่ว่าพศินควรมีโอกาสได้พบลูก อย่างไรเสียอยู่ประเทศไทยจะมาหากันก็ไม่ใช่เรื่องยาก

               พศินถอนใจรู้สึกห่วงลูกสาวมากที่สุดตั้งแต่รู้เรื่อง แต่เพลินก็ไปแล้ว น่าน้อยใจไม่น้อยที่ยามมีปัญหาเขากลับเป็นคนที่ลูกไม่คิดจะโทรหา วรดาก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกันถึงได้มาบอกหลังจากจัดการเรื่องต่างๆ ไปแล้ว หวังว่าตำรวจคงได้ตัวคนร้ายในเร็ววัน หรือไม่ก็ก่อนเขาจะจากไปเพื่อที่จะได้หมดห่วง

               

               ท่ามกลางรถที่วิ่งกันให้พลุกพล่านกลางกรุง รถคันหรูเพิ่งขับเข้าไปในห้างดังแห่งหนึ่งและลงมาจอดชั้นใต้ดิน ทว่าเจ้าของรถคันนั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะเปิดประตูและก้าวลงมา มีเพียงเสียงจากเครื่องเสียงเท่านั้นที่เปิดคลอในระหว่างการรอที่ไม่นานนัก นทีเพิ่งลงบันไดมาตามเวลาที่นัดหมายไว้ แสงไฟกะพริบย้ำสองครั้งจากรถที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนชักนำให้เขาเดินมา

               ประตูถูกปลดล็อก นทีก้าวเข้าไปนั่งพลันเมื่อเห็นนายจ้างก็แทบตะลึงงัน เสียงทางโทรศัพท์ไม่ได้บอกเขาเลยว่านายจ้างจะสวยถึงเพียงนี้

               “มันไม่อยู่ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน หายตัวไปเงียบๆ คนที่บ้านก็ไม่ตามหา”

               “ที่ไม่ตามก็เพราะรู้ว่าหายไปไหนน่ะสิ” เรียวปากถูกปิดทับด้วยลิปสติกสีสวยเอ่ย เสียงหัวเราะพลิ้วน่าฟังทว่าก็ชวนสะพรึงในเวลาเดียวกัน

               “ให้ตามต่อไหมครับ”

               “ใช่ ตามต่อไป เจอตัวเมื่อไหร่ฆ่าได้ทันที”

               มือปืนมองเจ้าของคำสั่ง ดวงตาหลังแว่นดำคงสวยน่าดู แต่จิตใจนี่ถ้ามาเป็นมือปืนเหมือนเขาน่าจะรุ่งไม่น้อย คงแค้นมากล่ะสิท่าถึงสั่งฆ่าทั้งที่ปากยังยิ้ม

               “ครับ คุณ...” นทีพูดค้างเผื่อจะรู้บ้างว่านายจ้างชื่ออะไร

               เรียวปากคู่นั้นยิ้มเหยียด อย่ามาทำอยากรู้มาก แค่ทำงานแล้วรับเงินก็จบๆ ไป

               “เท่านี้ก่อน ฉันมีธุระสำคัญ” เจ้าของรถบอกพลางยื่นซองเงินให้นทีตามสัญญา

               นทีรับซองเงินมาเปิดดูแล้วยิ้มอย่างพอใจก่อนจะก้าวลงมาจากรถ อดมองไปยังเบาะหลังไม่ได้ มีตะกร้าเยี่ยมไข้เสียด้วยสงสัยคงไปโรงพยาบาล เขาเปิดประตูให้และรอจนรถคันหรูขับออกไปจากชั้นใต้ดิน สวยสะเด็ดขนาดนี้คงไม่พ้นมีผัวแล้วแน่ๆ ส่วนผู้หญิงที่ให้ตามคงเป็นกิ๊กของผัวกระมัง สวย...แต่เหี้ยมได้ใจ

               

               เภรินกำลังหัวเสียเมื่อเรือที่ควรแล่นไปหาฝั่งกลับจอดนิ่งทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ดับเครื่อง แต่มันทรยศเครื่องดับไปเอง จะเปิดฝาซ่อมเครื่องเองก็ทำไม่เป็น แค่เกจ์น้ำมันอยู่ตรงไหนยังไม่รู้เลย แล้วเรือสปีดโบ๊ทเนี่ยมันมีที่ให้หลบแดดหลบลม เสียที่ไหนกัน เท่าที่ทำได้ก็แค่เอาเสื้อเก่าๆ ที่ติดมากับเรือคลุมหัวไว้กันร้อนเกินพิกัด ถ้าเกิดเป็นลมแดดไปสงสัยจริงๆ ว่าจะมีใครรู้ไหมว่าเธอมาติดแหง็กอยู่ในเรือที่มีค่าแค่กระดานไร้ประโยชน์

               15 นาทีผ่านไปอย่างมีความหวัง เถอะน่าเดี๋ยวก็คงมีเรือผ่านมา

               พอครบครึ่งชั่วโมงความร้อนก็ทำให้หมดแรงบ่นออกมาให้ตัวเองได้ยิน เปลี่ยนเป็นมาบ่นในใจ อย่างน้อยก็เซฟพลังงานได้

               ...เหนื่อย หิว ร้อนด้วย ทำไมไม่มีใครผ่านมาบ้างเลย นี่ฉันต้องมาตายกลางทะเลหรือไง

               เธอยกมือปาดเหงื่อ โมโหตัวเองว่าทำไมตอนที่คิดหนีไม่ติดพวกขนม น้ำอะไรมาบ้าง ทำไมมามือเปล่ากับสร้อยทองที่ใส่ติดคอ คิดว่าเดี๋ยวไปขายเป็นเงินค่ารถ แต่ตอนนี้ถ้ากินทองแทนได้เธอทำไปแล้ว

               ผ่านไปครบชั่วโมงแรงจะบ่นยังไม่มีเลย เพลินรู้สึกเหมือนจะเป็นลมแต่ต้องฝืนไม่ให้ตัวเองเป็นลม เธอเริ่มสัปหงกด้วยความเพลียจากแดด ทำไมชั่วโมงเดียวช่างนานเหมือนเป็นปี นี่จะไม่มีเรือขับผ่านมาบ้างเลยหรือไง

               เภรินสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงที่ไม่ใช่เสียงคลื่น เสียงลมและเสียงนกร้อง เธอเงยหน้าลุกขึ้นยืนมองหาที่มาของเสียงคล้ายๆ เสียงเครื่องยนต์นั้น เรือยอชต์ลำหนึ่งกำลังขับมาทางนี้ เธอยกมือไหวๆ ใช้เสื้อที่คลุมสะบัดหมุนๆ ให้คนที่อยู่ในเรือลำนั้นเห็น

               “ช่วยด้วย...”

               เสียงที่เก็บไว้ตะโกนจนสุดกล่อง ทว่ากลับแหบจนอยากได้ยาอมสักเม็ด นี่คอเธอแห้งขนาดนี้เชียวหรือ

               เรือลำนั้นขับตรงมายังเรือสปีดโบ๊ทที่ตอนนี้เรือแจวยังแล่นได้เร็วกว่า เภรินยกมือให้คนบนเรือเห็น ความหวังชุ่มฉ่ำในอก รับรองถ้าลงมาช่วยจะไหว้งามๆ

               เรือจอดอย่างสง่างามห่างจากสปีดโบ๊ทพอกระโดดข้ามมาได้สบายๆ เภรินตั้งตารอผู้ช่วยชีวิต กางเกงยีนเผยให้เห็นมาก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะก้าวออกมาแล้วยิ้มให้ คนรอเหวออ้าปากค้าง ถึงว่าสิเรือมันคุ้นๆ

               ป้างกระโดดลงมากลางเรือลำเล็กกว่า เพลินนั่งลงหมดแรงยิ่งกว่าตอนที่รอให้ใครผ่านมาช่วยเสียอีก เธอเงยหน้ามองเขาพลางส่ายหน้าแต่ไม่วายบ่นทั้งที่เสียงแหบ

               “ทำไมถึงเป็นคุณเนี่ย”

               เรือที่เคยกว้างดูแคบไปเลยเมื่อมียักษ์มานั่งเบียด

               “ก็คงไม่มีใครแล้วล่ะนอกจากผม เวลาจะหนีใครก็ช่วยดูให้มันแน่ใจก่อนก็ดีนะว่าน้ำมันมีพอหรือเปล่า แล้วเรือลำนี้น่ะจอดเป็นส่วนใหญ่เพราะมันเก่าและเสียจนต้องซ่อมมาหลายรอบแล้ว”

               คนช่วยหัวเราะชอบใจ นี่เขามาเร็วแล้วนะ สภาพเพลินตอนนี้อย่างกับหมึกตากแห้ง หมวกที่เหน็บมากับกระเป๋าหลังถูกดึงออกมาสวมให้คนทำหน้าอย่างกับจะร้องไห้ ดีใจหรือเสียใจที่เห็นเขากันแน่ล่ะนี่

               “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ” เพลินบ่นเสียงเบา เสียหน้า เสียฟอร์ม แถมยังเสียรู้

               “ก็รู้ไว้ซะ หนีคราวหน้าจะได้ถี่ถ้วนมากกว่านี้” ป้างแนะนำ

               เภรินค้อนใส่ แล้วเป็นฝ่ายลุกขึ้น ไหนๆ เสียไปหลายอย่างแล้วเรื่องอะไรจะนั่งให้แดดเผา เธอทำท่าจะกระโดดไปเกาะเหล็กซึ่งเป็นราวเพื่อจะได้ขึ้นไปบนเรืออีกลำ แต่คนฉลาดกว่ากลับสาวเชือกที่ผูกเรือสองลำไว้ให้เรือลำเล็กเข้าไปชิดเรือลำใหญ่ เพลินก้มหน้างุดรีบเหนี่ยวกายขึ้นเรือไป วันนี้มันไม่ใช่วันของเธอจริงๆ นะเออ

               บนเรือดูสะอาดและนั่งสบาย ป้างขึ้นเรือตามมาแล้วก็ทิ้งตัวนั่งอยู่ไม่ห่างกัน แถมไม่รีบร้อนเดินทางกลับเสียด้วย เพลินได้กลิ่นหอมๆ จากตะกร้าใบใหญ่ที่ใส่อาหารมาไม่น้อยวางห่างไปไม่ไกล

               “มีอะไรให้กินบ้างไหม”

               “อะไรนะ ไม่ได้ยิน” ป้างหัวเราะ ได้กลิ่นหอมจากหมูอบขนาดนี้ยังจะมาถาม

               “ฉันหิว มีอะไรให้กินบ้างไหม...คะ”

               แหม ทำเสียงอ่อนเหมือนจะอ้อนเชียวรึ อยากจะใจอ่อนอยู่หรอก แต่ถ้าเธอหนีกลับกรุงเทพฯ ไปได้จริงๆ รู้แล้วหรือว่าจะสู้ยังไง แค่ความรอบคอบเล็กๆ น้อยๆ เธอยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

               “ก็คิดไว้อยู่แล้ว แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน ให้ง่ายๆ เดี๋ยวเคยตัว”

               “นี่คุณ ฉันหิวน้ำจนคอแห้ง แถมกระเพาะก็ร้องครวญครางขนาดนี้ แน่ใจนะว่าไม่ได้ยินน่ะ” คนโมโหหิวคงเกรียนแตกเหมือนเธอตอนนี้แหละ

               “คราวก่อนผมยังไม่ได้บอกเลยว่ากฎของการอยู่เกาะนี้มีอะไรบ้าง” เขาย้อนความจำ

               เพลินย่นคิ้วกอดอกทำหน้าตั้งใจฟัง พอป้างไม่พูดสักทีก็เลยเร่งยิกๆ คนกำลังหิว ข้าวเช้ายังไม่ได้กิน นี่ยังมาข้าวเที่ยง ไม่เป็นลมไปก็บุญแล้ว

               “ก็บอกมาสิ”

               ป้างส่ายหน้า ไม่รอบคอบแล้วยังใจร้อน พัง...พังแน่ๆ สงสัยถ้ากลับไปสู้คงต้องหาพี่เลี้ยงให้

               “ข้อแรกห้ามดื่มเหล้า ห้ามเล่นการพนัน หรือก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่เกาะของผม”

               “แล้วการที่ฉันทะเลาะกับคุณนี่ถือว่าผิดมากไหม” นี่ถามไว้ก่อน เดี๋ยวจะถูกหาว่าทำผิดกฎ

               คนบอกกฎยิ้มชอบใจ เริ่มจะรอบคอบขึ้นแล้ว เรียนรู้ไวดี

               “ถ้าทะเลาะกับผมก็ผิด แต่ไม่เป็นไรถือเสียว่าผมทำบุญให้คนเหงาปาก แต่ห้ามเพลินไปทะเลาะกับคนอื่นๆ ในเกาะ”

               เพลินยิ้มพลางพยักหน้าหงึกๆ “อ้ะ ข้อต่อมาเลยแล้วกัน”

               “ข้อที่สอง ห้ามออกไปไหนคนเดียว โดยที่ไม่มีผมหรือใครสักคนในเกาะเด็ดขาด” สีหน้าคนฟังเผยความคิดของเจ้าตัวทันที ป้างส่ายหน้าอดสอนไม่ได้อยู่ดี “ไม่ต้องมาทำหน้าพองเป็นอึ่งใส่ ที่ห้ามก็เพื่อความปลอดภัยของเพลินนั่นแหละ ทีหลังคิดอะไรก็เก็บสีหน้าไว้บ้าง อย่างนี้คิดอะไรใครต่อใครก็รู้หมด”

               เพลินย่นคิ้วใส่คนวิจารณ์ ไม่อยากตะแบงหรือเถียงออกไปเพราะที่เขาพูดมาจริงทุกอย่าง แม่ก็เคยบอกเธอบ่อยๆ แต่เขาทำไมถึงสังเกตได้ เธอมองหน้าเขา เขาก็มองหน้าเธอเหมือนกัน

              “ก็ได้ คุณพูดถูก”

               ป้างยิ้ม “ข้อที่สาม ช่วยเลิกแต่งตัวแมนๆ เสียที อกหักไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องแค่นี้อย่าเอามาเปลี่ยนชีวิตของเรา กลับไปเป็นเพลินคนเดิมก่อนที่จะกลายร่างเป็นทอมได้แล้ว”

               “อีตาบ้า ฉันไม่ได้กลายร่างเสียหน่อย” ให้ตายเถอะ เขาจะวิจารณ์เธอมากไปแล้วนะ บอกตรงๆ ข้อหลังนี่เธอทำได้ แต่รับเหตุผลที่ต้องทำไม่ได้จริงๆ

               “แล้วที่ทำอยู่ตอนนี้น่ะเรียกว่าอะไร ถ้าแน่ใจก็ทำให้เห็นสิว่าจริงๆ แล้วเพลินเข้มแข็งจะตาย”

               “ถามพี่เอกมาแล้วล่ะสิ”

               ชัวร์! ไม่อย่างนั้นจะวิจารณ์ได้เป็นฉากๆ ได้ยังไง แต่แปลกจังแฮะ ทำไมเธอไม่เจ็บจี๊ดเลยสักนิด ก่อนหน้านี้ถ้าใครมาพูดแบบนี้เธอคงจิตตกไปแล้ว ก็แน่ล่ะสิเพลินคนนี้ไม่ได้อยู่ในโลกแคบๆ แล้วนี่

               “ใช่ ถึงได้เข้าใจอารมณ์ผู้หญิงอกหักมากขึ้นไง”

               โหยๆ พอไม่โวยวายก็ได้ใจใหญ่เลยนะ อุตส่าห์รู้มาได้แล้วน่ะ แล้วรู้ลึกแค่ไหนเชียว ตัวเองก็เกี่ยวเหมือนกันยังมาทำอารมณ์ดีได้อีก

               “แล้วไม่รู้หรือว่าอดีตเจ้าบ่าวกับอดีตเพื่อนของฉันเป็นใคร พี่เอกบอกหรือเปล่า”

               “เปล่า ไม่ได้บอก แล้วใครล่ะ ผมรู้จักหรือเปล่า” ป้างก็ชักอยากรู้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha