เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 19 : ตอนที่ 10_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    เพลินถอนใจ เธองี่เง่าไปเองนั่นแหละ ไม่ว่าป้างเกี่ยวข้องกับเบญญายังไงก็ไม่น่าจะเอามาเป็นอารมณ์เลยสักนิด เขาไม่ได้ฉกเจ้าบ่าวของเธอในงานแต่งเสียหน่อย สร้อยที่ส่งคืนมาก็ทำเพราะอารมณ์ล้วนๆ เขาไม่พูดถึงเธอก็ไม่รู้จะฟื้นฝอยให้มันเป็นเรื่องทำไมเหมือนกัน

               “เอาไว้วันไหนอารมณ์ดีๆ แล้วฉันจะเล่าให้ฟัง แค่นี้ใช่ไหมกฎของคุณ อย่างกับมาอยู่คุกยังไงก็ไม่รู้ คุกดัดนิสัยน่ะรู้จักไหม”

               “ใครว่าล่ะ นี่เห็นว่าเราชักสนิทกันแล้วผมจะเพิ่มให้อีกข้อ” ป้างบอกอย่างอารมณ์ดี แต่เพลินสิเหวอมองเขาตาค้าง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงบ่น

               “อะไรนะ กฎบ้าๆ ที่บอกมาก็เกินจะรับไหวแล้วนะ”

               คนออกกฎยกนิ้วมาปิดปากคนช่างบ่น น่าจะรู้แต่แรกแล้วนะว่าถึงบ่นเขาก็ไม่สนใจหรอก เพลินถอนใจทำหน้าเบื่อโลกใส่ จะว่าไม่เก็บสีหน้าก็ช่างเถอะ

               “ข้อสุดท้าย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ขอให้คิดถึงคำพูดของผมไว้...การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ จงอยู่อย่างคนที่มีสติ” ป้างบอกทั้งน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง แต่คนฟังยิ้มร่า นึกว่าจะมาแนวโรงเรียนดัดสันดานเสียอีก

               “โอเค ข้อสุดท้ายฉันคงทำได้ง่ายที่สุด”

               “ไม่แน่หรอก อาจจะยากที่สุดก็ได้” และเวลานั้นก็ใกล้มาถึงแล้วด้วย ป้างเอ่ยต่อในใจพลางคิดว่าอาจเพราะเรื่องของพศินที่วรดาเล่าให้ฟังก็ได้ที่ทำให้เขาตัดสินใจช่วยเพลิน

               เพลินจะรู้หรือเปล่าว่าแม่ของเธอเข้มแข็งขนาดไหน บางทีเวลาแห่งการบอกความจริงอาจมาถึงเร็วกว่าที่คิดไว้ ถ้าเพลินยังไม่พร้อมอยู่อย่างนี้คนที่ลำบากก็คงไม่พ้นคุณวรดา ทำยังไงเด็กน้อยจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เร็วดังใจคิดนะ

               เภรินส่ายหน้าใส่พ่อแก่ที่ชอบพูดอะไรแปลกๆ อยู่เรื่อย

               “ฉันกินได้หรือยัง หิวจะเป็นลมอยู่แล้วนะคุณ”

               ตะกร้าถูกหยิบมายื่นให้คนหิว คืนนี้เขาคงต้องพูดอะไรให้จริงจังกว่านี้สักหน่อยแล้ว

               “ก็เอาสิ ผมก็หิวเหมือนกัน การที่เพลินขับเรือมาลอยเท้งเต้งแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน กินข้าวกลางทะเลได้บรรยากาศไปอีกแบบ”

               “บอกตรงๆ นะถ้าไม่หิวจนตาลายแทนที่จะเมาเรือละก็ ฉันคงไม่มีแรงมาเถียงกับคุณหรอก”

               ป้างหัวเราะเภรินก็เลยหัวเราะตาม เวลาที่ไม่คิดอะไรนอกจากเรื่องที่ทำตรงหน้าก็สบายใจดีเหมือนกัน เธอไม่สนใจแล้วว่าทำไมเขาถึงได้รับความไว้วางใจจากแม่ เธอเชื่อในการตัดสินใจของแม่ ไม่ได้เชื่อเขา อย่างน้อยเขาก็ทำให้เธอหายจากอาการคนอกหัก ออกมาจากกะลาได้เห็นโลกกว้างเหมือนที่เคยเห็นก่อนฟ้าจะผ่าใส่หัวใจเสียที

               

               วรดาเพิ่งได้กลับบ้านหลังจากอยู่ดูอาการของพศินมาเสียค่อนวัน แม้ว่าจะถูกสโรชาว่าเหน็บอยู่หลายครั้ง แต่เพราะความรักลูกนางถึงทนอยู่เพื่อดูว่าคนที่มาเยี่ยมอดีตสามีมีใครน่าสงสัยบ้าง สโรชาโทรตามลูกๆ มาเยี่ยมพ่อเลี้ยงกันถ้วนหน้า วีรชาติก็มาผลัดเวรกับชาติชาย แล้วยังพนักงานระดับสูงของสำนักพิมพ์อีก 3 คน ทุกคนดูปกติดีไม่มีใครดูน่าสงสัยสักคน

               นางรอจนกระทั่งแขกคนสุดท้ายกลับก็ขอตัวกลับ ภรรยาคนปัจจุบันจะได้เลิกทำหน้าเชิดๆ และปรายตามามองอยู่บ่อยๆ เสียที วรดาส่ายหน้าในความหึงไม่เข้าเรื่องของสโรชา คนเราไม่ใช่ว่ารักกันได้เฉพาะแบบคนรักสักหน่อย

               เป็นห่วงเพลินเหลือเกิน วรดาถอนใจมองวิวนอกหน้าต่าง ไม่อยากปล่อยให้ตัวเองคิดมาก แต่เอ...ทำไมจู่ๆ วิวนอกหน้าต่างก็เริ่มเร็วขึ้นจนผิดสังเกต พอมองเกจ์ความเร็วก็อดถามไม่ได้

               “มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมขับรถเร็วจัง”

               “ก้มตัวไว้ครับ มีมอเตอร์ไซค์ขับตามเรามา” โรจน์บอกวรดาพลางขับรถเบี่ยงเลนหลบมอเตอร์ไซค์ที่ขับตามมา อีกทั้งยังใส่หมวกกันน็อกปิดคลุมทั้งศีรษะ เขาขับรถเร็วขึ้นต้องการสลัดมอเตอร์ไซค์คันนั้นให้หลุด

               แต่มันยังตามมา มือของเจ้าคนซ้อนแทรกอยู่ในเสื้อคล้ายกำบางอย่างไว้ ด้ามปืนแน่ๆ เขามั่นใจ โรจน์หักเลี้ยวกะทันหันกะให้มันตามไม่ทัน แต่พอมองกระจกมองหลังก็เห็นว่ามันยิ่งจี้ท้าย เขาล้วงปืนออกมาจากคอนโซลหน้ารถพร้อมๆ กับที่เจ้าคนซ้อนชักปืนออกมา โรจน์มองไปข้างหลังพร้อมสั่งเสียงดังลั่น

               “ระวังครับ!?!”

               

               พระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เภรินปิดโน้ตบุ๊กพลางบิดขี้เกียจ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าหลังจากกลับมาที่เกาะอีกครั้งจินตนาการที่คิดว่าหายไปแบบอาการองค์ไม่ลงจะกลายเป็นองค์ลงได้ เธออารมณ์ดีแต่ก็เพลียเพราะแดด หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจินตนาการก็มาทันที หลายชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเมื่อมองออกมานอกหน้าต่างอีกทีก็ใกล้มืดเต็มที

               ไตรง่วนทำอาหารอยู่ตรงห้องครัว อาหารในกระทะกำลังส่งกลิ่นหอม เพลินก็เลยจัดโต๊ะไว้รอสามที่ ไม่ถึงนาทีกับข้าวง่ายๆ อย่างผัดผักกับผัดเผ็ดก็ถูกยก มาวางบนโต๊ะ แถมยังมีแกงจืดอีกอย่าง แขกเลยจัดการตักข้าวให้ แต่พอจะตักข้าวไว้รอเจ้าของบ้านไตรก็บอกว่าวันนี้ป้างไม่กินอาหารเย็นด้วย

               “นายของไตรไม่อยู่เหรอ ถึงว่าบ้านเงียบจัง”

               “ครับ ไม่ได้บอกเสียด้วยว่าไปไหน เห็นขับเรือไปตั้งแต่หัวค่ำแล้วครับคุณเพลิน” ไตรบอกพลางรินน้ำใส่แก้วให้แขกและให้ตัวเอง

               เพลินพยักหน้ารับรู้พลางตักกับข้าวมาใส่จานข้าว แต่พอจะตักใส่ปากก็รู้สึกใจสั่นจนต้องวางช้อน อยากร้องไห้ทั้งที่ไม่ได้มีเรื่องอะไรสักหน่อย

               “เป็นอะไรหรือครับคุณเพลิน หรือว่ากับข้าวไม่อร่อย”

               “เปล่าหรอก แต่ฉันรู้สึกไม่สบายใจยังไงก็ไม่รู้” แถมใจยังสั่นจนเจ็บอก เธอเป็นอะไรหรือเปล่านะ

               “ไม่สบายใจเรื่องอะไรหรือครับ เดี๋ยวนายกลับมาก็บอกดูสิครับ เผื่อนายอาจจะช่วยได้” ไตรก็เลยกินข้าวไม่ลงไปอีกคน

               “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ใจมันกระวนกระวายเหมือนมีเรื่องกังวล แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร”

               “ลองไปเดินเล่นรับลมเย็นๆ ดูไหมครับ อาจจะสบายใจขึ้น” เขาเห็นนายทำ แบบนี้บ่อยๆ แถมยังเคยบอกเขาว่าทุกข์หรือสุขอยู่ที่ตัวเรา

               “ไตรกินข้าวไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันหิวจะมากินเอง”

               เพลินเดินออกไปจากบ้านแล้ววิ่งไปตามชายหาด เวลามีเรื่องไม่สบายใจเธอชอบวิ่งมากกว่านั่งเฉยๆ แต่ไม่รู้ทำไมวิ่งไปได้นิดเดียวเธอก็เหนื่อยจนต้องนั่งลงหอบเสียแล้ว ความไม่สบายใจแบบที่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรยังอยู่ เธอเสียใจสำหรับบางอย่างที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรและร้องไห้ออกมา

               

               จิลลาเป็นคนช่วยประคองวรดาเข้ามาในบ้าน ในขณะที่เป็นเอกหิ้วถุงยา ตามมา เพียงไม่นานนักก็มีรถเข้ามาจอดหน้าบ้าน โรจน์เดินไปหานายแล้วรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นจนทำให้ป้างเดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเอง สีหน้าของเป็นเอกที่ป้างเห็นเป็นคนแรกก็ดูหนักใจพอกัน เมื่อมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่าทำไมเหตุร้ายถึงได้เกิดขึ้น

               วรดาเองก็ตกใจกลัวไม่น้อยกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ถ้าไม่มีโรจน์นางคงแย่แน่ๆ ยังดีที่หักหลบทัน ไม่อย่างนั้นคงมีคนได้รับบาดเจ็บมากกว่านี้

               “ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตเลย ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะคุณ แค่หน้าผากกระแทกนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

               ป้างเห็นรอยช้ำสีเข้มที่หน้าผากของวรดา โรจน์เล่าว่าหลังจากเห็นว่าเจ้าคนซ้อนท้ายชักปืนออกมา เขาก็ชักปืนออกมาบ้างแล้วเปิดกระจก พอทางนั้นเห็นว่ามีปืนเหมือนกันเจ้าคนขี่ก็เลยควบมอเตอร์ไซค์หนี แต่ก่อนหนีก็ปาดหน้าจนรถเสียหลักไปเกยฟุตบาท

               “ขอโทษด้วยครับที่คนของผมดูแลคุณน้าไม่ดีพอ”

               “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ บางทีรถคันนั้นอาจจะขับรถแย่ๆ เลยมาตัดหน้าจนเบรกไม่ทันก็ได้นะคะ” วรดาพูดตามที่เห็น พอเงยหน้ามาก็เห็นรถเกยกับฟุตบาทไปแล้ว

               “ไม่ใช่หรอกครับ คนของผมรู้ดีครับว่าอะไรต้องระวังอะไรไม่มีภัย พวกมันส่งมือปืนมา พอดีโรจน์ไหวตัวทันพวกมันเห็นท่าไม่ดีเลยหนีไปก่อน”

               วรดาหน้าซีดเผือด ไม่นึกว่าเรื่องราวจะร้ายแรงถึงขนาดนี้ ถึงว่าโรจน์ขับรถเงียบๆ มาตลอดทางหลังจากพานางไปหาหมอแล้ว

               “คนของผมพบของสิ่งนี้อยู่ใต้ท้องรถของคุณน้าครับ” ป้างบอกพร้อมกับวางอุปกรณ์คล้ายแฟลชไดรฟ์ให้ทุกคนได้เห็น

               “อะไรหรือวะป้าง”

               “เครื่องติดตาม ไอ้เลวนั่นเริ่มเดินหน้าแล้วตามที่เราต้องการ อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่าพอมันเล่นงานลูกสาวของคุณน้าไม่ได้ก็เลยมาเล่นงานคุณน้าเสียเอง” ป้างมั่นใจว่าคนบงการต้องคิดแบบนี้อยู่แน่ๆ แต่น่าสงสัยอย่างหนึ่งว่ามันเอาเครื่องติดตามมาติดไว้ที่รถได้ยังไงและเมื่อไหร่

               “แล้วเราควรทำยังไงต่อไปดีวะ อย่างนี้พี่รดาก็แย่น่ะสิ” เป็นเอกทำหน้าสยองแทนเพื่อนบ้าน จิลลาจับมือวรดาพยายามให้กำลังใจ ทำไมมีแต่เรื่องก็ไม่รู้

               “การหลบซ่อนไม่ช่วยอะไรอีกแล้ว ถึงเวลาที่เพลินต้องสู้” ป้างคิดรอบคอบแล้ว ถ้ายิ่งหนีอีกหน่อยคนร้ายอาจจะยิ่งลงมือรุนแรงกว่านี้ วันนี้พวกมันอาจจะมาขู่มาเตือน แต่ต่อไปคงไม่ใช่อย่างนี้แล้ว

               “ฉันไม่อยากเสี่ยงค่ะ รอให้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่อยให้เพลินกลับมาดีกว่านะคะ” วรดาไม่เห็นด้วยนัก

               ป้างคิดอยู่แล้วว่าวรดาต้องไม่เห็นด้วย

               “ผมคิดว่าลูกสาวของคุณน้าก็คงอยากสู้มากกว่าให้คุณน้าเสี่ยงนะครับ ทำชีวิตให้เป็นปกติดีกว่าครับ ที่มันทำร้ายคุณน้าก็เพื่อบีบให้เภรินออกมา เราก็จะทำตามที่มันต้องการ อย่างน้อยการสู้ก็ดีกว่าต้องหนีไปตลอดชีวิต”

               “แต่ว่า...” วรดาถอนใจ ที่ป้างพูดมาก็มีเหตุผล

               “การกลับมาของเพลินจะไม่ใช่ฝ่ายตั้งรับอีกต่อไป เราทุกคนจะช่วยกัน” อย่างน้อยตอนนี้ทางตำรวจก็กำลังสืบหาคนฆ่านายเชิดอยู่ อีกทั้งคนของเขาก็จะช่วยกันดูแลความปลอดภัยของเภรินกับวรดา

               “ยังไงล่ะคะ” จิลลาถามแทนวรดา พลางมองหน้าสามีที่ดูมั่นใจเหลือเกินว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดี

               “ผมมีกำลังคนที่จะดูแลความปลอดภัยในระหว่างที่ตำรวจยังจับคนร้ายไม่ได้ คุณน้าก็เป็นกำลังใจ ส่วนนายเอกกับคุณจิลก็เป็นกำลังเสริม”

               “ฉันกับเมียเนี่ยนะเป็นกำลังเสริม ยิงปืนยังไม่เป็นเลย”

               “ไอ้บ้า! ฉันหมายถึงคอยดูแลคนบ้านนี้อีกทีหนึ่งในฐานะเพื่อนบ้านที่คอยเป็นหูเป็นตาให้ ส่วนคุณพศิน อยู่โรงพยาบาลก็ดีแล้วดูแลง่ายทั้งความปลอดภัยและสุขภาพ” ป้างตอบ

               เป็นเอกแยกเขี้ยวใส่เพื่อนที่ดันไม่พูดให้เคลียร์ตั้งแต่แรก ถ้าเรื่องแค่นี้ช่วยได้อยู่แล้ว วรดาฟังและคิดตาม แล้วก็อดสงสัยจนถามออกไปไม่ได้ว่า

               “ทำไมคุณถึงอยากช่วยฉันกับลูกนักล่ะคะ บอกตามตรงฉันสงสัยถึงความหวังดีว่ามีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงหรือเปล่า”

               ป้างยิ้มนำมาก่อนคำตอบ เข้าใจว่าทุกคนในที่นี้คงสงสัยแบบนี้เหมือนกันหมด รวมถึงเขาด้วย แต่ก็ไม่เคยพบคำตอบที่แท้จริงจากตัวเองเลยสักครั้ง

               “ผมตอบตรงๆ เหมือนกันนะครับว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าอยากช่วย ขอโทษนะครับที่ต้องบอกว่าผมไม่ได้หวังเงินทอง เป็นเอกรู้ดีว่าผมไม่เดือดร้อนเรื่องนั้นเลย”

               “ผมยืนยันได้ครับพี่รดา” เป็นเอกการันตีให้เพื่อนทันที

               วรดาถอนใจอีกครั้งและนิ่งเพื่อคิด นางไม่ได้นิ่งนอนใจเหมือนกัน เมื่อวันก่อนก็เพิ่งให้ทนายชาติชายสืบประวัติของฆโณทัยเพื่อความแน่ใจว่าไม่ไว้ใจผิดคน ถึงเขาจะเป็นเพื่อนของเป็นเอกแต่นั่นไม่ใช่คำตอบของการเชื่อใจใครสักคน ประวัติของฆโณทัยไม่มีอะไรน่ากังวล ไม่มีคดีติดตัว อาชีพที่ทำก็สุจริต ไม่เคยพัวพันกับยาเสพติด

               แล้วที่ไม่น่าเชื่อก็คือป้างเป็นลูกชายของนภัทร...เพื่อนในสมัยวัยรุ่นก่อนที่นภัทรจะไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย อย่างน้อยนางก็ควรมั่นใจได้ล่ะว่าเพื่อนเก่าน่าจะสอนลูกชายมาดี ถึงได้มีน้ำใจแบบนี้

               ป้างรออย่างใจเย็น ถ้าเป็นเขาอยู่ดีๆ มีใครก็ไม่รู้มาทำดีด้วยก็คงนึกระแวงเหมือนกันนั่นแหละ แล้วถ้าคุณวรดาปฏิเสธเขาจะทำยังไงดีหว่า ยังไม่ได้คิดแผนสำรองมาเสียด้วยสิ

               “ค่ะ ฉันจะเชื่อคุณ ถึงมันจะดูแปลกๆ ที่คุณอยากช่วยเราทั้งที่ไม่มีเหตุผลที่ต้องช่วยเลย” วรดายอมตกลงในที่สุด ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ป้างมีคนที่จะดูแลความปลอดภัยได้ ซึ่งนางคงไม่สามารถหาคนมาทำงานนี้ได้ในเวลากระชั้นชิดแบบนี้

               “ขอเวลาผม 2 วันนะครับ แล้วผมจะพาเภรินคนใหม่กลับมา” ป้างยิ้มพอใจ

               “2 วันเนี่ยนะ นายจะทำยังไง”

               “หลักสูตรเป็นผู้ใหญ่แบบเร่งรัดน่ะสิ”

               ทุกคนมองป้างเหมือนเขาพูดอะไรผิดไป การเป็นผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งมาจากเวลาและประสบการณ์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความคิด หากเปลี่ยนความคิดได้ อนาคตก็สามารถเปลี่ยนตามได้ แบบที่เคยได้ยินบ่อยๆ ไงล่ะ แค่เปลี่ยนความคิดชีวิตก็เปลี่ยน เพียงแต่เรื่องที่จะทำให้เพลินเปลี่ยนความคิดนั้นคงเปลืองผ้าเช็ดหน้าอยู่เหมือนกัน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha