เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 20 : ตอนที่ 10_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    มีเรือกำลังขับตรงมาที่เกาะกาวันซึ่งมีไตรมายืนรอรับอย่างรู้กันอยู่แล้วว่าใครมาเยี่ยมตอนค่ำแบบนี้ โป้งจอดเรือและยืนรอให้นภัทรจับแขนยามที่ก้าวลงมายังท่าเทียบเรือเล็กๆ โดยมีไตรคอยรับช่วงต่ออีกที

               “ไงเจ้าไตร ลูกพี่ไปไหน ทำไมบ้านเงียบจริง” นภัทรถามพลางเดินนำเข้าไปในบ้าน ส่วนของที่ขนมาก็ให้ลูกชายนั่นแหละถือ

               “ไม่ทราบเหมือนกันครับคุณภัทร เห็นขับเรือไป บอกแค่ว่าดึกๆ จะกลับ” ไตรรายงาน รีบช่วยนายอีกคนหิ้วทั้งปิ่นโตและของหลายอย่าง

               “ทั้งพี่ทั้งน้องพอกันเลยจริงๆ”

               “อ้าว! ผมเกี่ยวตรงไหนครับแม่” คนน้องชักร้อนตัวแกล้งโวยวาย

               “ก็ตรงที่ชอบหายตัวไปเฉยๆ ไม่บอกน่ะสิ” นภัทรย้อนมองลูกชายขำๆ โตจนมีแฟนแล้วยังทำเหมือนเด็กๆ “ไม่ต้องมายิ้มเลย ถ้าเทียบความประพฤติที่ผ่านมาป้างยังทำให้แม่ห่วงน้อยกว่าโป้งเยอะเลย”

               “โห ลำเอียงเห็นๆ เลย เห็นไหมไตร ถ้าดิลกไม่ติดว่าต้องเฝ้าเกาะผมจะพามาเป็นพยานอีกคน”

               แถมยังขี้ฟ้องอีกต่างหาก ใครต่อใครพากันกลัวเข้าไปได้ยังไงก็ไม่รู้

               แขกเดินกลับมาพอดี พอเห็นว่าไตรคุยกับใครอยู่หน้าบ้านก็ชะงักเท้า คิดอยู่ว่าจะเข้าไปแนะนำตัวหรือว่ารอให้ทั้งหมดเข้าบ้านไปก่อนดี

               “อ้าว คุณเพลินมาพอดีเลยครับ” ไตรส่งเสียงทัก เพลินเลยเดินเข้ามาสู่วงสนทนาซึ่งมีไตรเป็นคนคอยแนะนำคนแปลกหน้าให้รู้จักกัน ยกเว้นอีตาป้างที่กลับมาแล้ว แต่ทำไมมองมาเหมือนไม่รู้จัก

               “คุณนภัทร...แม่ของคุณป้างน่ะครับ แล้วนี่คุณโป้งน้องชายฝาแฝดของคุณป้าง”

               “สวัสดีค่ะคุณนภัทร สวัสดีค่ะคุณโป้ง” เพลินยกมือไหว้ทั้งสองคน อดไม่ได้ที่จะมองหน้าโป้งชัดๆ “ถ้าไตรไม่บอกฉันคงคิดว่าคุณเป็นคุณป้างแน่ๆ เลยค่ะ” ที่จริงก็คิดไปแล้วนั่นแหละ

               “นี่ใช่ไหมเด็กน้อยที่ป้างพูดถึง” โป้งยิ้มอารมณ์ดี ได้ยินเสียงเล่าเสียงลือมาสักพักแล้ว วันนี้เขาโชคดีจริงๆ แฮะ ถ้าถามจากป้างรอไปเถอะว่าจะยอมบอก

               “หือ...อะไรนะคะ เด็กน้อย” นี่อีตาป้างเรียกเธอแบบนี้งั้นเหรอ

               โป้งเห็นหน้าแปลกใจของเพลินก็เข้าใจขึ้นมาทันที งานนี้ตัวใครตัวมัน

               “อุ๊บส์ ซวยแล้วไอ้ป้างเอ๊ย”

               นภัทรก็พอรู้เรื่องมาบ้างจากลูกชายคนโตที่เล่าให้ฟัง เลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ที่เห็นเพลินอยู่ที่นี่ แต่รายละเอียดเป็นยังไงเอาไว้ถามป้างพรุ่งนี้ก็ยังทัน นางเชื่อในการดูคนของลูกชาย

               “เข้าบ้านกันเถอะหนู ข้างนอกน้ำค้างแรงเดี๋ยวจะไม่สบาย ดีเลย เจ้าป้างไม่อยู่ยังมีหนูเพลิน น้าทำขนมมาน่ะ มาช่วยกันชิมหน่อยนะ”

               “ค่ะคุณน้า” เพลินยิ้มให้นภัทรแล้วเดินตามไป

               โป้งหัวเราะเบาๆ ป้างมันจะรู้ไหมนี่ว่าเขากับแม่มาหา แถมมาถูกเวลาเสียด้วย สงสัยคืนนี้คงต้องนอนดึกเสียหน่อย อยากสัมภาษณ์หนุ่มหล่อที่สุดในเกาะ แหมมีแววจะลงจากคานเหมือนเขาแล้วมั้ง

               

               5 ทุ่มกว่าๆ โป้งก็เห็นแสงไฟจากเรือที่รู้แบบไม่ต้องเดาว่าป้างคงกลับมาแล้ว เขาลุกจากเปลญวนที่เอามาผูกนอนรอพี่ชายตั้งแต่กินข้าวเสร็จ เพลินกับแม่เข้านอนไปแล้ว สองสาวต่างวัยดูจะเข้ากันได้ดี คุยกันเรื่องอาหารน่ารักเชียว เขาเลยนั่งกินบัวลอยไข่หวานกับไตรมันเพลินๆ ไป

               อดคิดถึงปานชีวาไม่ได้ ป่านนี้หลับสบายอยู่ที่โรงแรมแล้วมั้ง พอหมดเรื่องของปราบดาเขาก็ค่อยสบายใจได้หน่อย ตอนนี้กองถ่ายเดินทางกลับมาถ่ายหนังต่อที่เกาะรังไม้แล้วและคราวนี้คงเดินหน้าถ่ายทำเต็มที่หลังจากเสียเวลาไปมาก แผลของเขาหายสนิทพอดี ความรักก็ไปได้สวย เหลืออย่างเดียวที่ยังไม่ได้ทำ...ขอนางเอกแต่งงาน ไม่รู้จะโอเคหรือเปล่า

               ป้างลงจากเรือเห็นไฟในบ้านยังเปิดอยู่ก็แปลกใจ สงสัยเจ้าไตรยังไม่นอนหรือไม่ก็รอจนหลับไปกระมัง แต่พอเดินเข้ามายังทางเดินเล็กๆ ที่ข้างทางมีแปลงดอกไม้ของแม่เขาก็ได้คำตอบ เมื่อเห็นคนหน้าเหมือนนอนอยู่บนเปลญวน

               “มาตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่ก็ดึกแล้วทำไมยังไม่นอน”

               “ก็รอน่ะสิ เป็นห่วง” น้ำเสียงของโป้งฟังดูเรื่อยๆ แต่เขาจริงจังนะ

               ป้างเลยนั่งแปะใกล้ๆ เสียเลย เดินทางมาหลายชั่วโมงทั้งไปทั้งกลับชักเหนื่อยเหมือนกัน

               “นึกยังไงมาบอกว่าเป็นห่วง”

               “เด็กคนนั้นน่ะ ทำไมถึงอยากช่วยนัก”

               คนถามเขยิบลงมานั่งข้างล่างไม่ไกลกันก็เลยได้ยินเสียงพี่ชายถอนใจ นานๆ หรอกถึงจะเห็นเป็นแบบนี้ สงสัยจะเรื่องสำคัญ โป้งยิ้มชอบใจ เหมือนเขาตอนกลุ้มเรื่องของปานชีวาชะมัดเลย

               “ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าต้องช่วย แปลกไหมล่ะ”

               “แปลกว่ะ รู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า”

               ป้างส่ายหน้า “เปล่า ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นี่ฉันบ้าหรือเปล่าวะ”

               โป้งหัวเราะชอบใจ ตบไหล่พี่ชายอายุห่างกันแค่นาทีเดียวเบาๆ

               “สงสัยจะใกล้เคียง แล้วจะให้ช่วยอะไรหรือเปล่า บอกมาได้เลย ช่วงนี้ว่างๆ ทะเลสงบ ศัตรูสงบศึกชั่วคราว”

               ก็แน่ล่ะสิ ปราบดาและดัมรงค์กับพวกถูกจับอีกรอบ แถมยังแว่วๆ ว่าคงไม่ได้ประกันตัว สงสัยคราวนี้คงไม่รอดคดี แต่เขาก็ไม่อยากกวนน้องชายที่เพิ่งผ่านเรื่องยุ่งยากมา ควรปล่อยให้มีความสุขกับแฟนบ้าง

               “เออ ถ้ามีแล้วจะบอก”

               “ฮ่าๆๆ” จู่ๆ โป้งก็หัวเราะเสียงดัง ป้างมองแล้วส่ายหน้า เนี่ยนะแฟนของซุป’ตาร์ ปานชีวามาเห็นคงกุมขมับ

               “ขำอะไรวะ”

               “แหม ชอบเด็กอยากเลี้ยงต้อยก็ไม่บอก ต่างกันกี่ปีวะนี่” นี่แหละที่เขาชอบใจนัก อยากทำตัวเป็นพ่อแก่เคร่งครัดสารพัด เป็นไงล่ะ

               ป้างถอนใจพรืดร้องเฮอะ หมั่นไส้น้องไม่น้อยเลยลูบหลังมันแบบตามแรงมือหนักๆ ได้ผล หยุดหัวเราะไปเลย

               “ไอ้นี่ ไม่ได้คิดอย่างนั้นนะว้อย”

               “ก็พูดให้คิดอยู่นี่ไง เผื่อเราสองคนจะได้จัดงานแต่งพร้อมกัน แม่จะได้ยกเขาออกจากอกได้พร้อมกันทั้ง 2 ลูก” อันนี้เขาพูดจริงจังนะ ถ้าเขามีความสุขก็อยากให้ป้างมีเหมือนกัน

               ป้างมองโป้งทำหน้าเหยเกคล้ายได้กลิ่นอะไรเหม็นๆ โป้งสูดลมหายใจเผื่อว่าจะได้กลิ่นอะไรบ้าง จนกระทั่งพี่ชายเฉลยนั่นแหละถึงเข้าใจ

               “พอมีแฟนเป็นนางเอกนี่ชอบพูดอะไรน้ำเน่าแฮะ”

               โป้งหาได้โกรธไม่ เขาเปลี่ยนความจริงว่ามีแฟนเป็นนางเอกไม่ได้นี่นา คนมีแฟนแล้วเลยยิ้มแบบชิวๆ ให้คนโสดที่มีแนวโน้มเลี้ยงต้อย ก่อนจะเดินเฉิบๆ เข้าบ้านไป ป้างมองตามแล้วส่ายหัว ไม่รู้ต่อหน้าคนอื่นล่ะทำเข้ม ทีอยู่บ้านล่ะอย่างกับคนละคน

               

               เพลินตื่นในเวลาเดิมเหมือนกับทุกวัน หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็มา ที่ครัว คิดว่าจะช่วยไตรทำอาหารเช้าสำหรับนภัทรกับลูกชาย แต่คนที่ทำอะไรง่วนอยู่ในครัวไม่ใช่ไตรแต่เป็นแม่ของเจ้าของบ้านเสียนี่ เธอยกมือไหว้นภัทรที่หันมาพอดี ก่อนถามเสียงอ่อนลงเหมือนยามที่ช่วยแม่ทำครัว พอคิดถึงแม่น้ำตาก็รื้นขึ้นมาจนต้องก้มหน้า

               “ทำอะไรหรือคะคุณน้า ให้เพลิน เอ่อ หนูช่วยไหมคะ”

               “ทำผัดไทยกุ้งสดน่ะ หนูเพลินแพ้อาหารทะเลหรือเปล่าจ๊ะ” นภัทรถาม อดยิ้มไม่ได้ นี่อายุเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ หน้าตายังดูเด็กอยู่เลย

               “ไม่แพ้ค่ะ มีเท่าไหร่กินได้หมดเลย เดี๋ยวเพลินช่วยแกะกุ้งให้นะคะ” เพลินอาสา ไหนๆ ก็มาอยู่ฟรีกินฟรีต้องใช้แรงตอบแทนเสียหน่อย

               “เอาสิหนู” พอหันมามองก็เห็นเพลินกำลังแกะเปลือกกุ้งอยู่ แถมยังผ่าเอาขี้ที่หลังออกอย่างทะมัดทะแมงเสียด้วยเลยอดชมไม่ได้ “หน่วยก้านดี ทำกับข้าวเป็น แน่ๆ เลย ทำกับข้าวทานเองบ่อยหรือเปล่าจ๊ะ”

               “ทำบ่อยๆ ค่ะ ช่วยแม่ แต่ก็อร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง”

               “พอๆ กับลูกชายของน้าเลย นี่ก็อ้อนอยากกินมาหลายวันแล้ว วันนี้เลยมาทำให้กินเสียหน่อย”

               เพลินยิ้มให้นภัทร เวลาเข้าครัวทำอาหารกับแม่ก็คุยกันไปทำกันไปแบบนี้ แหละ ว่าแต่ลูกชายคนไหนไปอ้อนอยากกินล่ะนี่ ถ้ามาหาที่เกาะก็คงลูกชายคนโตละมั้ง

               “หอมจัง ได้กลิ่นแล้วหิวจังครับ” ลูกชายของนภัทรส่งเสียงมาตั้งแต่ยังไม่ถึงครัว

               เพลินหันไปมองยังแยกไม่ออกว่าคนไหนป้างคนไหนโป้ง แต่นภัทรมอง แวบเดียวก็สั่งลูกชายได้ทันที

               “ไปนั่งรอเลยโป้ง จัดโต๊ะไว้รอด้วย”

               “ถ้างั้นเดี๋ยวผมจะไปเก็บดอกไม้มาจัดแจกันเสียหน่อย” โป้งเสนอแล้วเดินไปหน้าบ้าน

               เพลินกลับมาสนใจผัดไทยที่กำลังส่งกลิ่นหอมในกระทะต่อ เธอเลยช่วยส่งน้ำปลาน้ำตาลให้แม่ครัวใหญ่ที่เธอตั้งตัวเป็นลูกมือให้

               “หอมจัง ทำอะไรกินครับแม่” ป้างส่งเสียงให้สองสาวที่พากันหันมามองเขาแล้วหัวเราะกันใหญ่

               “หัวเราะอะไรครับ”

               ป้างสำรวจตัวเอง เสื้อก็ใส่มาแล้ว กางเกงก็ขายาวไม่ใช่บ็อกเซอร์เสียหน่อย หน้าก็โกนหนวดแล้ว ลูบๆ ดูก็น่าจะล้างครีมโกนหนวดออกหมดแล้วด้วย ผมก็หวีแล้วเขาจำได้

               นภัทรส่ายหน้าพยักพเยิดให้เพลินบอกแฝดคนพี่ที่ทำหน้างงใส่

               “ก็คุณสองคนพูดเหมือนกันเลยน่ะสิคะ ฉันกับแม่คุณถึงได้หัวเราะ”

               “ถ้างั้นผมช่วยจัดโต๊ะนะแม่”

               ป้างหาผ้ามาเช็ดโต๊ะให้แล้วเดินเข้าครัวมาหยิบน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้ม พริกป่น พริกไทยมารอไว้ โป้งก็เดินกลับเข้ามาในบ้านพร้อมดอกดาวเรืองแล้วเข้าครัวมาหยิบแจกันไปใส่ดอกไม้ เพลินมองสองหนุ่มแล้วก็ยิ้มให้นภัทร เธอเสียอีกยังไม่เคยทำอะไรน่ารักๆ แบบนี้ให้แม่ชื่นใจสักที สัญญากลับบ้านคราวนี้เธอจะทำตัวให้น่ารักขึ้น

ตอนที่ 11_50%

 

               พอสายหน่อยนภัทรก็เดินมาที่แปลงดอกไม้เพราะอีกเดี๋ยวก็จะกลับไปกับโป้งแล้ว ถ้าไม่ติดว่ากำลังเพาะกล้วยไม้ไว้ที่เกาะซานัมก็คงไม่รีบกลับแบบนี้หรอก หาห่วงมาให้ตัวเองแท้ๆ ป้างเดินมาสมทบกับแม่ด้วยรู้ดีว่าคงรอให้เขาพูดอะไรออกมาเอง แม่เป็นคนแบบนั้น ไม่เคยคาดคั้น แต่เขาก็ต้องเล่าทุกเรื่องให้ฟังอย่างเต็มใจทุกที

               “มีอะไรหรือเปล่าป้าง อย่าบอกนะว่ามารดน้ำให้ดาวเรืองของแม่” นภัทรถามยิ้มๆ

               “ผมจะมาเล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง” ป้างเอ่ย พอแม่นั่งรอฟังก็เล่าต่อ “ง่ายๆ สั้นๆ นะครับ เพลินกำลังถูกตามฆ่าครับ ผมก็เลยพามาอยู่ที่นี่”

               นั่นไง นางนึกแล้วเชียวว่าต้องมีเรื่อง ตอนทานอาหารเช้าด้วยกันก็ไม่มีท่าทางว่าเป็นคนรักชอบพอกัน แต่ดวงตาที่ลูกชายมองเด็กคนนั้นดูห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด สงสัยจะไม่รู้ตัวแน่ๆ

               “ป้างรู้จักหนูเพลินมาก่อนหรือเปล่าลูกถึงได้ช่วย”

               “รู้จักเมื่อเดือนก่อน แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนกับรู้จักมานานแล้วก็ไม่รู้ ครับแม่ เลยอยากช่วย” ป้างบอกตามตรง กับแม่เขาไม่เคยปิดบังอะไรอยู่แล้ว

               นภัทรยิ้มพลางส่ายหน้า เจ้าลูกชายทำให้นางงงจริงๆ นะนี่ “แล้วช่วยเพราะอะไรล่ะ”

               “ไม่รู้เหมือนกันครับว่าทำไมถึงอยากช่วย อาจจะสงสารกระมังครับ เพลินอยู่กับแม่แค่สองคนไม่มีใคร แต่ทางพ่อก็ยังติดต่อกันอยู่”

               ผู้เป็นแม่ยกมือมาประคองใบหน้าลูกชายแล้วมองอย่างภาคภูมิใจ ถึงจะได้ยินเหตุผลที่ฟังดูยังไงก็ไม่เหมือนจะเป็นเหตุผลเท่าไหร่

               “แหม ลูกชายแม่หล่อแฮะ หล่ออย่างกับเทพบุตรหรือไม่ก็พ่อพระ”

               “แม่คิดยังไงครับ” ป้างหัวเราะชอบใจ เขาห่วงความรู้สึกของแม่มาก ผู้ชายที่รักแม่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีภาวะผู้นำ แต่ผู้ชายคนนั้นเลือกที่จะเป็นผู้นำตอนไหนและเป็นผู้ตามตอนไหนต่างหาก

               นภัทรถอนใจ นางจะไปว่าอะไรได้ ลูกไม่ได้ไปทำเรื่องเดือดร้อนหรือเรื่อง เลวร้ายอะไรสักหน่อย

               “ก็ไม่คิดยังไงหรอก ป้างอยากช่วยก็ช่วยไป แต่ดูแลตัวเองด้วย แม่เป็นห่วง ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอก แม่เองก็ถูกชะตาหนูเพลินอยู่เหมือนกัน รู้แล้วจะทำเฉยก็ใช่ที่ คนเรามีน้ำใจมีกำลังก็ช่วยๆ กันไป”

               ป้างยิ้มกว้างกอดแม่อย่างดีใจ อดไม่ได้ก็หอมแม่ให้ชื่นใจเสียเลย

               “ขอบคุณครับแม่ที่ไม่ห้ามผม สงสัยที่ผมเป็นคนแบบนี้ก็เพราะมีแม่ที่ดีที่สุดยังไงล่ะครับ”

               “ปากหวานจริงลูกคนนี้”

               ถามว่านภัทรห่วงลูกทั้งสองคนไหม คำตอบก็คือ...ห่วงสิ มากด้วย แต่ไม่อยากห้าม รู้ว่าลูกกำลังทำอะไร ดีกว่าลูกกลัวนางไม่สบายใจหรือห้ามปรามสุดท้ายก็ไปแอบทำ แบบนี้นางคงหัวใจวายตายแทนที่จะแก่ตายแน่ แล้วอีกอย่างที่สำคัญป้างกับโป้งเติบโตมาท่ามกลางสังคมของกลุ่มมาเฟียอิตาลีในช่วงวัยรุ่น ดีหรือชั่วรู้อยู่แล้ว การเอาตัวรอดก็ได้จากประสบการณ์ ทำดีแล้วไม่ได้ดีก็คงเกินไปล่ะ

               

               เพลินโบกมือให้นภัทรกับโป้งที่ขับเรือออกไปจากเกาะ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินเต็มที ทั้งที่มีโอกาสแล้วที่เธอจะได้ไปจากที่นี่แต่เธอไม่อยากทำให้นภัทรไม่สบายใจ ที่จู่ๆ ก็มองลูกชายคนโตเป็นผู้ร้ายไป แม่ของเธอต่างหากที่ขอร้องเขา แล้วที่สำคัญถ้าเธอกลับไปหาแม่ได้แล้วหลังจากนั้นแม่ไล่กลับมาให้อยู่ที่นี่เธอคงหัวใจสลาย มัวแต่คิดวนไปวนมาจนรู้ตัวอีกทีความหวังก็เดินทางออกจากเกาะไปเสียแล้ว

               ป้างมองเพลินด้วยความหนักใจ ไม่ใช่เพราะหน้าที่ที่เขาจะทำให้เธอเป็น ผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่จะกระตุ้นให้เธอเปลี่ยนความคิดและมุมมองของเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ต่างหากที่ดูโหดร้ายมาก แต่ยังไงก็ต้องทำ ถ้าค่อยๆ สอนไปก็คงไม่ทันการณ์แน่ๆ เขาสะกิดเบาๆ บอกด้วยสายตาให้เด็กน้อยที่จะเป็นผู้ใหญ่ในเวลาอันสั้นเดินตามมา เพลินยอมเดินตามป้างไป แน่ล่ะถึงไม่ยอมทำตามเดี๋ยวเขาก็คงมีวิธีให้เธอตามไปอยู่ดี

               การเดินเท้ายังคงดำเนินไปแม้ว่าทางที่เดินจะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ แน่ล่ะก็เขาพาเธอเดินขึ้นเขานี่นา ยังดีที่ทางเดินเป็นบันไดที่ทำจากหินดูกลมกลืนกับธรรมชาติและต้นไม้ดี เดินไปสักพักปาดเหงื่อไปสองสามทีก็มาถึงด้านบนซึ่งเป็นลานหิน มีกระถางต้นไม้ดอกไม้มากมายเต็มไปหมด

               อีกทั้งยังมีเก้าอี้หวายสามตัวตั้งไว้ใต้ต้นสนทะเลต้นใหญ่มาก กิ่งของมันแผ่ออกมารอบๆ ต้น ใบเล็กๆ ของมันช่วยให้เกิดร่มเงา ป้างเดินไปนั่งที่เก้าอี้หนึ่งในสามตัวนั้น ไม่บอกก็รู้ว่าทำไมมันถึงมีแค่ 3 ตัวเท่านั้น เธอนั่งลงที่เก้าอี้ริมสุด โดยเว้นเก้าอี้ตัวกลางเอาไว้ให้ได้หายใจหายคอ

               “คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม อยากชมวิวเหรอ”

               “เอานี่ไปสิ เผื่อต้องใช้” ป้างส่งผ้าเช็ดหน้าที่เตรียมมาส่งให้เพลินที่ทำหน้าประหลาดใจใส่เขา

               “ผ้าเช็ดหน้าเนี่ยนะ อะไรของคุณ” มาให้กันบ่อยๆ ทำไมก็ไม่รู้

               เพลินส่งผ้าเช็ดหน้าคืนให้แต่ป้างไม่รับคืน เธอน่าจะรู้ว่าเขาชอบให้ มากกว่ารับ เอ...เขายังจำสร้อยที่เธอส่งคืนมาได้หรือเปล่านะ โกรธเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย ต่างคนต่างเงียบนั่งฟังเสียงและรับไอเย็นฉ่ำสบายจากทะเล เพลินเหล่มองคนพามาอย่างสงสัยแต่ก็ไม่พูดอะไร

               “ทำไมถึงปฏิเสธไม่ไปทำงานที่พ่อกับแม่ต้องการ” ป้างถามขึ้น

               “คุณรู้ได้ยังไง” เพลินหันมามองเขาเต็มตาแถมยังทำหน้ายุ่งใส่อีก แต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเธอก็พบคำตอบด้วยตัวเอง “ไม่น่าเชื่อ แม่เล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังงั้นเหรอ หรือว่าพี่เอก”

               “ตอบผมมาก่อนสิ” ป้างถอนใจหันมารอคำตอบ

               เพลินเงียบ ผ้าเช็ดหน้าที่เขาให้กลายเป็นของเล่นที่ทำให้นิ้วของเธอมีอะไรทำในยามที่กำลังใช้ความคิด บางทีเธอก็อยากให้แม่กับพ่อถามเธอแบบนี้เหมือนกัน บอกเขาจะได้หรือเปล่านะ เฮ้อ ช่างเถอะ ยังไงตอนนี้เธอก็ทำอะไรให้ดีไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

               “ตอบตามตรงนะ ฉันไม่ได้ไม่อยากทำ ฉันอยากทำมากๆ เลยก็ว่าได้ แต่...” เธอถอนใจอีกครั้ง “ฉันไม่อยากให้แม่ต้องมามีปัญหากับเมียใหม่ของพ่อ เราอยู่กันอย่างมีความสุขอยู่แล้ว ฉันไม่อยากทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก”

               ป้างส่ายหน้า เพลินไม่ได้ทำอะไรตามอารมณ์อย่างที่เป็นเอกบอกเขาสักหน่อย เธอมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เลือกที่จะไม่พูดออกมาเพื่อให้คนรอบข้างสบายใจต่างหาก แต่ก็ดื้อเงียบไม่ยอมทำ ช่างขัดแย้งในตัวเองเหลือเกิน

               “เข้าใจผิดแล้ว ไปคิดแทนพ่อกับแม่ทำไม ท่านต้องคิดเรื่องพวกนี้มาก่อนเพลินอยู่แล้ว ส่วนคนอื่นจะคิดยังไงเพลินไม่จำเป็นต้องสนใจ ถ้ารู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ดูไม่ดีในสายตาของคนพวกนั้น”

               เพลินฟังและคิดตาม เธอไม่เคยคิดในมุมมองแบบนี้มาก่อนเลย ที่ผ่านมาก็คิดเพียงในมุมมองของตัวเอง ไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากแก้ปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาก็พร้อมจะตะลุยไปไม่เคยประนีประนอม ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนที่เธอรักและรักเธอเสียใจ ทำไมเธอถึงไม่รู้ตัวให้เร็วกว่านี้นะ

               “ฉันก็อยากจะเถียงนะ แต่มันก็จริงของคุณ”

               ป้างยิ้ม จุดเริ่มต้นของการก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับตัวตนที่ดีและแย่ของตัวเองให้ได้ หลังจากนี้ก็ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ให้เกิดกระบวนการคิดที่เป็นระบบ เพียงแต่เขาไม่มีเวลาให้เพลินมากพอถึงขนาดนั้น เธอต้องรับและเรียนรู้ตั้งแต่ตอนนี้แหละ

               “เพลินไม่สงสัยแล้วหรือว่าทำไมแม่ของเพลินถึงอยากให้มาอยู่ที่นี่ ไม่สงสัยหรือว่าทำไมผมถึงได้รับหน้าที่ดูแลเพลินทั้งที่เราแทบไม่รู้จักกัน และที่สำคัญไม่สงสัยหรือว่าหลังจากผมช่วยเพลินมาแล้วเกิดอะไรหลังจากนั้น”

               เพลินมองป้าง สีหน้าของเขาดูจริงจังพอๆ กับน้ำเสียง นี่คือของจริงที่เขาอยากจะพูดกับเธอแล้วใช่ไหม

               “สงสัยและอยากรู้มาตลอด แต่ใครจะบอกฉันบ้าง ทุกคนรวมถึงคุณพากันมีความลับกับฉันกันหมด มันคงเป็นเรื่องที่แย่มากใช่ไหม คุณถึงให้ผ้าเช็ดหน้ากับฉัน”

               ป้างพยักหน้า เพลินถอนใจยาวทั้งอยากรู้และกลัวระคนกัน มีบางอย่างที่แปลกไปจากเดิมหลังจากคืนวันนั้น เธอไม่มีทางเชื่อว่าแม่จะโกรธจนไม่สนใจไยดีว่าเกิดอะไรกับลูกสาวคนเดียวบ้าง ปริศนาสำคัญหายไปก่อนจะเพิ่มจิ๊กซอว์ชิ้นใหม่จากคนที่พาเธอมานั่งตรงนี้

               “คงต้องเริ่มจากคืนนั้น...” ป้างเล่าและมองเพลินไปด้วย “มันไม่ใช่การลวงไปข่มขืน แต่นายเชิดต้องการฆ่าเพลิน แล้วตอนนี้มันก็ตายไปแล้วด้วย”

               “อะไรนะ!?!” เหมือนมีก้อนบางอย่างมาจุกอยู่ที่ลำคอ ไอ้เลวนั่นจะฆ่าเธอเนี่ยนะ เพราะอะไร

               “มีคนจ้างมือปืนมาฆ่าเพลิน โดยปลอมตัวเป็นคนขับแท็กซี่”

               เพลินหลับตาลง อยากร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่เพราะความกลัวแต่เป็น ความแค้น ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะแค้นใคร เธอไปทำอะไรให้ใครไว้หรือถึงได้อยากฆ่ากันให้ตาย แม่รู้ใช่ไหม ถึงได้ส่งเธอมาที่นี่เพื่อความปลอดภัย ต้องใช่แน่ๆ

               “แล้วคุณก็มาช่วยฉันไว้ แม่เลยไม่อยากให้ฉันอยู่ที่บ้านเพราะมันอาจจะ ส่งใครมาฆ่าฉันอีกใช่ไหม แล้วที่คุณบอกว่าแม่ขอร้องให้พาฉันมาที่นี่ก็เพราะเหตุผลนี้” เธอปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว

               “ใช่ ทุกอย่างเป็นอย่างนั้น” ป้างมองเพลิน อยากปลอบใจ แต่ในสถานการณ์นี้การเกลียด การแค้นทำให้มีแรงฮึดมากกว่าการถูกปลอบโยน

               “มันเป็นใคร...ไอ้คนที่อยากฆ่าฉัน” เพลินเค้นเสียงถาม

               ไม่รู้ล่ะว่ามันเป็นใคร เธอไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ แน่นอน เขาก็ช่างเป็นคนดีเหลือเกินที่ยอมช่วยพาเธอมาที่นี่ตามคำขอของแม่

               “ตำรวจกำลังตามสืบอยู่”

               “แล้วทำไมคุณถึงยอมบอกฉันง่ายๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถามเท่าไหร่ก็ไม่เคยยอมบอก”

               นี่ก็น่าสงสัย เรื่องที่พยายามปกปิด แต่อยู่ๆ ก็ยอมบอกทั้งที่เธอไม่ได้ทวงถามเพราะรู้ว่ายังไงก็ไม่ได้คำตอบ ตอนนี้กลับยอมบอก

               ป้างรวบรวมคำพูด พลางจับมือเพลินไว้ก่อนที่เธอจะวิ่งเตลิดไป

               “เราเปลี่ยนแผน คุณต้องกลับไปก่อนที่คุณวรดาจะเป็นศพตามที่มันต้องการ”

               “อะไรนะ?!?”

               เพลินเบิกตากว้าง ลุกขึ้นมองป้างด้วยความโกรธที่เขาเพิ่งมาบอก ร่างเพรียวลุกขึ้นสะบัดมือเร่าๆ ต่อให้เขาห้ามเท่าไหร่วันนี้เธอก็ไม่ยอมรับฟัง สิ่งเดียวเท่านั้นที่เราจะพูดได้อย่างคนที่พอจะเชื่อใจกันได้นั่นคือเขาต้องพาเธอกลับบ้าน พอแล้วอย่าทำแบบนี้กับเธอ ถ้าความปลอดภัยของเธอต้องแลกมาด้วยความชีวิตของคนที่เธอรักสุดหัวใจ เธอยอมไม่ได้ ไม่มีวันยอมด้วย

               ป้างจับข้อมือของเพลินเอาไว้แน่น เขารู้เธอต้องการทำอะไรและจะไปไหน แต่ทุกอย่างจะดำเนินไปเมื่อเธอรู้เสียก่อนว่าการกลับไปต้องทำอะไรและพบกับอะไรบ้าง

               ...เด็กน้อย เธอจะสู้ได้ยังไงทั้งที่มีอาวุธที่เรียกว่าความรู้เท่านั้น ความโลภของมนุษย์ยังไม่มีเลยสักนิด อีกทั้งยังใช้ความรู้สึกนำทางชีวิตอยู่แบบนี้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha