เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 21 : ตอนที่ 11_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    พอสายหน่อยนภัทรก็เดินมาที่แปลงดอกไม้เพราะอีกเดี๋ยวก็จะกลับไปกับโป้งแล้ว ถ้าไม่ติดว่ากำลังเพาะกล้วยไม้ไว้ที่เกาะซานัมก็คงไม่รีบกลับแบบนี้หรอก หาห่วงมาให้ตัวเองแท้ๆ ป้างเดินมาสมทบกับแม่ด้วยรู้ดีว่าคงรอให้เขาพูดอะไรออกมาเอง แม่เป็นคนแบบนั้น ไม่เคยคาดคั้น แต่เขาก็ต้องเล่าทุกเรื่องให้ฟังอย่างเต็มใจทุกที

               “มีอะไรหรือเปล่าป้าง อย่าบอกนะว่ามารดน้ำให้ดาวเรืองของแม่” นภัทรถามยิ้มๆ

               “ผมจะมาเล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง” ป้างเอ่ย พอแม่นั่งรอฟังก็เล่าต่อ “ง่ายๆ สั้นๆ นะครับ เพลินกำลังถูกตามฆ่าครับ ผมก็เลยพามาอยู่ที่นี่”

               นั่นไง นางนึกแล้วเชียวว่าต้องมีเรื่อง ตอนทานอาหารเช้าด้วยกันก็ไม่มีท่าทางว่าเป็นคนรักชอบพอกัน แต่ดวงตาที่ลูกชายมองเด็กคนนั้นดูห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด สงสัยจะไม่รู้ตัวแน่ๆ

               “ป้างรู้จักหนูเพลินมาก่อนหรือเปล่าลูกถึงได้ช่วย”

               “รู้จักเมื่อเดือนก่อน แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนกับรู้จักมานานแล้วก็ไม่รู้ ครับแม่ เลยอยากช่วย” ป้างบอกตามตรง กับแม่เขาไม่เคยปิดบังอะไรอยู่แล้ว

               นภัทรยิ้มพลางส่ายหน้า เจ้าลูกชายทำให้นางงงจริงๆ นะนี่ “แล้วช่วยเพราะอะไรล่ะ”

               “ไม่รู้เหมือนกันครับว่าทำไมถึงอยากช่วย อาจจะสงสารกระมังครับ เพลินอยู่กับแม่แค่สองคนไม่มีใคร แต่ทางพ่อก็ยังติดต่อกันอยู่”

               ผู้เป็นแม่ยกมือมาประคองใบหน้าลูกชายแล้วมองอย่างภาคภูมิใจ ถึงจะได้ยินเหตุผลที่ฟังดูยังไงก็ไม่เหมือนจะเป็นเหตุผลเท่าไหร่

               “แหม ลูกชายแม่หล่อแฮะ หล่ออย่างกับเทพบุตรหรือไม่ก็พ่อพระ”

               “แม่คิดยังไงครับ” ป้างหัวเราะชอบใจ เขาห่วงความรู้สึกของแม่มาก ผู้ชายที่รักแม่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีภาวะผู้นำ แต่ผู้ชายคนนั้นเลือกที่จะเป็นผู้นำตอนไหนและเป็นผู้ตามตอนไหนต่างหาก

               นภัทรถอนใจ นางจะไปว่าอะไรได้ ลูกไม่ได้ไปทำเรื่องเดือดร้อนหรือเรื่อง เลวร้ายอะไรสักหน่อย

               “ก็ไม่คิดยังไงหรอก ป้างอยากช่วยก็ช่วยไป แต่ดูแลตัวเองด้วย แม่เป็นห่วง ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอก แม่เองก็ถูกชะตาหนูเพลินอยู่เหมือนกัน รู้แล้วจะทำเฉยก็ใช่ที่ คนเรามีน้ำใจมีกำลังก็ช่วยๆ กันไป”

               ป้างยิ้มกว้างกอดแม่อย่างดีใจ อดไม่ได้ก็หอมแม่ให้ชื่นใจเสียเลย

               “ขอบคุณครับแม่ที่ไม่ห้ามผม สงสัยที่ผมเป็นคนแบบนี้ก็เพราะมีแม่ที่ดีที่สุดยังไงล่ะครับ”

               “ปากหวานจริงลูกคนนี้”

               ถามว่านภัทรห่วงลูกทั้งสองคนไหม คำตอบก็คือ...ห่วงสิ มากด้วย แต่ไม่อยากห้าม รู้ว่าลูกกำลังทำอะไร ดีกว่าลูกกลัวนางไม่สบายใจหรือห้ามปรามสุดท้ายก็ไปแอบทำ แบบนี้นางคงหัวใจวายตายแทนที่จะแก่ตายแน่ แล้วอีกอย่างที่สำคัญป้างกับโป้งเติบโตมาท่ามกลางสังคมของกลุ่มมาเฟียอิตาลีในช่วงวัยรุ่น ดีหรือชั่วรู้อยู่แล้ว การเอาตัวรอดก็ได้จากประสบการณ์ ทำดีแล้วไม่ได้ดีก็คงเกินไปล่ะ

               

               เพลินโบกมือให้นภัทรกับโป้งที่ขับเรือออกไปจากเกาะ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินเต็มที ทั้งที่มีโอกาสแล้วที่เธอจะได้ไปจากที่นี่แต่เธอไม่อยากทำให้นภัทรไม่สบายใจ ที่จู่ๆ ก็มองลูกชายคนโตเป็นผู้ร้ายไป แม่ของเธอต่างหากที่ขอร้องเขา แล้วที่สำคัญถ้าเธอกลับไปหาแม่ได้แล้วหลังจากนั้นแม่ไล่กลับมาให้อยู่ที่นี่เธอคงหัวใจสลาย มัวแต่คิดวนไปวนมาจนรู้ตัวอีกทีความหวังก็เดินทางออกจากเกาะไปเสียแล้ว

               ป้างมองเพลินด้วยความหนักใจ ไม่ใช่เพราะหน้าที่ที่เขาจะทำให้เธอเป็น ผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่จะกระตุ้นให้เธอเปลี่ยนความคิดและมุมมองของเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ต่างหากที่ดูโหดร้ายมาก แต่ยังไงก็ต้องทำ ถ้าค่อยๆ สอนไปก็คงไม่ทันการณ์แน่ๆ เขาสะกิดเบาๆ บอกด้วยสายตาให้เด็กน้อยที่จะเป็นผู้ใหญ่ในเวลาอันสั้นเดินตามมา เพลินยอมเดินตามป้างไป แน่ล่ะถึงไม่ยอมทำตามเดี๋ยวเขาก็คงมีวิธีให้เธอตามไปอยู่ดี

               การเดินเท้ายังคงดำเนินไปแม้ว่าทางที่เดินจะเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ แน่ล่ะก็เขาพาเธอเดินขึ้นเขานี่นา ยังดีที่ทางเดินเป็นบันไดที่ทำจากหินดูกลมกลืนกับธรรมชาติและต้นไม้ดี เดินไปสักพักปาดเหงื่อไปสองสามทีก็มาถึงด้านบนซึ่งเป็นลานหิน มีกระถางต้นไม้ดอกไม้มากมายเต็มไปหมด

               อีกทั้งยังมีเก้าอี้หวายสามตัวตั้งไว้ใต้ต้นสนทะเลต้นใหญ่มาก กิ่งของมันแผ่ออกมารอบๆ ต้น ใบเล็กๆ ของมันช่วยให้เกิดร่มเงา ป้างเดินไปนั่งที่เก้าอี้หนึ่งในสามตัวนั้น ไม่บอกก็รู้ว่าทำไมมันถึงมีแค่ 3 ตัวเท่านั้น เธอนั่งลงที่เก้าอี้ริมสุด โดยเว้นเก้าอี้ตัวกลางเอาไว้ให้ได้หายใจหายคอ

               “คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม อยากชมวิวเหรอ”

               “เอานี่ไปสิ เผื่อต้องใช้” ป้างส่งผ้าเช็ดหน้าที่เตรียมมาส่งให้เพลินที่ทำหน้าประหลาดใจใส่เขา

               “ผ้าเช็ดหน้าเนี่ยนะ อะไรของคุณ” มาให้กันบ่อยๆ ทำไมก็ไม่รู้

               เพลินส่งผ้าเช็ดหน้าคืนให้แต่ป้างไม่รับคืน เธอน่าจะรู้ว่าเขาชอบให้ มากกว่ารับ เอ...เขายังจำสร้อยที่เธอส่งคืนมาได้หรือเปล่านะ โกรธเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย ต่างคนต่างเงียบนั่งฟังเสียงและรับไอเย็นฉ่ำสบายจากทะเล เพลินเหล่มองคนพามาอย่างสงสัยแต่ก็ไม่พูดอะไร

               “ทำไมถึงปฏิเสธไม่ไปทำงานที่พ่อกับแม่ต้องการ” ป้างถามขึ้น

               “คุณรู้ได้ยังไง” เพลินหันมามองเขาเต็มตาแถมยังทำหน้ายุ่งใส่อีก แต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเธอก็พบคำตอบด้วยตัวเอง “ไม่น่าเชื่อ แม่เล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังงั้นเหรอ หรือว่าพี่เอก”

               “ตอบผมมาก่อนสิ” ป้างถอนใจหันมารอคำตอบ

               เพลินเงียบ ผ้าเช็ดหน้าที่เขาให้กลายเป็นของเล่นที่ทำให้นิ้วของเธอมีอะไรทำในยามที่กำลังใช้ความคิด บางทีเธอก็อยากให้แม่กับพ่อถามเธอแบบนี้เหมือนกัน บอกเขาจะได้หรือเปล่านะ เฮ้อ ช่างเถอะ ยังไงตอนนี้เธอก็ทำอะไรให้ดีไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

               “ตอบตามตรงนะ ฉันไม่ได้ไม่อยากทำ ฉันอยากทำมากๆ เลยก็ว่าได้ แต่...” เธอถอนใจอีกครั้ง “ฉันไม่อยากให้แม่ต้องมามีปัญหากับเมียใหม่ของพ่อ เราอยู่กันอย่างมีความสุขอยู่แล้ว ฉันไม่อยากทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก”

               ป้างส่ายหน้า เพลินไม่ได้ทำอะไรตามอารมณ์อย่างที่เป็นเอกบอกเขาสักหน่อย เธอมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เลือกที่จะไม่พูดออกมาเพื่อให้คนรอบข้างสบายใจต่างหาก แต่ก็ดื้อเงียบไม่ยอมทำ ช่างขัดแย้งในตัวเองเหลือเกิน

               “เข้าใจผิดแล้ว ไปคิดแทนพ่อกับแม่ทำไม ท่านต้องคิดเรื่องพวกนี้มาก่อนเพลินอยู่แล้ว ส่วนคนอื่นจะคิดยังไงเพลินไม่จำเป็นต้องสนใจ ถ้ารู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ดูไม่ดีในสายตาของคนพวกนั้น”

               เพลินฟังและคิดตาม เธอไม่เคยคิดในมุมมองแบบนี้มาก่อนเลย ที่ผ่านมาก็คิดเพียงในมุมมองของตัวเอง ไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากแก้ปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาก็พร้อมจะตะลุยไปไม่เคยประนีประนอม ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนที่เธอรักและรักเธอเสียใจ ทำไมเธอถึงไม่รู้ตัวให้เร็วกว่านี้นะ

               “ฉันก็อยากจะเถียงนะ แต่มันก็จริงของคุณ”

               ป้างยิ้ม จุดเริ่มต้นของการก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับตัวตนที่ดีและแย่ของตัวเองให้ได้ หลังจากนี้ก็ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ให้เกิดกระบวนการคิดที่เป็นระบบ เพียงแต่เขาไม่มีเวลาให้เพลินมากพอถึงขนาดนั้น เธอต้องรับและเรียนรู้ตั้งแต่ตอนนี้แหละ

               “เพลินไม่สงสัยแล้วหรือว่าทำไมแม่ของเพลินถึงอยากให้มาอยู่ที่นี่ ไม่สงสัยหรือว่าทำไมผมถึงได้รับหน้าที่ดูแลเพลินทั้งที่เราแทบไม่รู้จักกัน และที่สำคัญไม่สงสัยหรือว่าหลังจากผมช่วยเพลินมาแล้วเกิดอะไรหลังจากนั้น”

               เพลินมองป้าง สีหน้าของเขาดูจริงจังพอๆ กับน้ำเสียง นี่คือของจริงที่เขาอยากจะพูดกับเธอแล้วใช่ไหม

               “สงสัยและอยากรู้มาตลอด แต่ใครจะบอกฉันบ้าง ทุกคนรวมถึงคุณพากันมีความลับกับฉันกันหมด มันคงเป็นเรื่องที่แย่มากใช่ไหม คุณถึงให้ผ้าเช็ดหน้ากับฉัน”

               ป้างพยักหน้า เพลินถอนใจยาวทั้งอยากรู้และกลัวระคนกัน มีบางอย่างที่แปลกไปจากเดิมหลังจากคืนวันนั้น เธอไม่มีทางเชื่อว่าแม่จะโกรธจนไม่สนใจไยดีว่าเกิดอะไรกับลูกสาวคนเดียวบ้าง ปริศนาสำคัญหายไปก่อนจะเพิ่มจิ๊กซอว์ชิ้นใหม่จากคนที่พาเธอมานั่งตรงนี้

               “คงต้องเริ่มจากคืนนั้น...” ป้างเล่าและมองเพลินไปด้วย “มันไม่ใช่การลวงไปข่มขืน แต่นายเชิดต้องการฆ่าเพลิน แล้วตอนนี้มันก็ตายไปแล้วด้วย”

               “อะไรนะ!?!” เหมือนมีก้อนบางอย่างมาจุกอยู่ที่ลำคอ ไอ้เลวนั่นจะฆ่าเธอเนี่ยนะ เพราะอะไร

               “มีคนจ้างมือปืนมาฆ่าเพลิน โดยปลอมตัวเป็นคนขับแท็กซี่”

               เพลินหลับตาลง อยากร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่เพราะความกลัวแต่เป็น ความแค้น ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะแค้นใคร เธอไปทำอะไรให้ใครไว้หรือถึงได้อยากฆ่ากันให้ตาย แม่รู้ใช่ไหม ถึงได้ส่งเธอมาที่นี่เพื่อความปลอดภัย ต้องใช่แน่ๆ

               “แล้วคุณก็มาช่วยฉันไว้ แม่เลยไม่อยากให้ฉันอยู่ที่บ้านเพราะมันอาจจะ ส่งใครมาฆ่าฉันอีกใช่ไหม แล้วที่คุณบอกว่าแม่ขอร้องให้พาฉันมาที่นี่ก็เพราะเหตุผลนี้” เธอปะติดปะต่อเรื่องราวได้แล้ว

               “ใช่ ทุกอย่างเป็นอย่างนั้น” ป้างมองเพลิน อยากปลอบใจ แต่ในสถานการณ์นี้การเกลียด การแค้นทำให้มีแรงฮึดมากกว่าการถูกปลอบโยน

               “มันเป็นใคร...ไอ้คนที่อยากฆ่าฉัน” เพลินเค้นเสียงถาม

               ไม่รู้ล่ะว่ามันเป็นใคร เธอไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ แน่นอน เขาก็ช่างเป็นคนดีเหลือเกินที่ยอมช่วยพาเธอมาที่นี่ตามคำขอของแม่

               “ตำรวจกำลังตามสืบอยู่”

               “แล้วทำไมคุณถึงยอมบอกฉันง่ายๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถามเท่าไหร่ก็ไม่เคยยอมบอก”

               นี่ก็น่าสงสัย เรื่องที่พยายามปกปิด แต่อยู่ๆ ก็ยอมบอกทั้งที่เธอไม่ได้ทวงถามเพราะรู้ว่ายังไงก็ไม่ได้คำตอบ ตอนนี้กลับยอมบอก

               ป้างรวบรวมคำพูด พลางจับมือเพลินไว้ก่อนที่เธอจะวิ่งเตลิดไป

               “เราเปลี่ยนแผน คุณต้องกลับไปก่อนที่คุณวรดาจะเป็นศพตามที่มันต้องการ”

               “อะไรนะ?!?”

               เพลินเบิกตากว้าง ลุกขึ้นมองป้างด้วยความโกรธที่เขาเพิ่งมาบอก ร่างเพรียวลุกขึ้นสะบัดมือเร่าๆ ต่อให้เขาห้ามเท่าไหร่วันนี้เธอก็ไม่ยอมรับฟัง สิ่งเดียวเท่านั้นที่เราจะพูดได้อย่างคนที่พอจะเชื่อใจกันได้นั่นคือเขาต้องพาเธอกลับบ้าน พอแล้วอย่าทำแบบนี้กับเธอ ถ้าความปลอดภัยของเธอต้องแลกมาด้วยความชีวิตของคนที่เธอรักสุดหัวใจ เธอยอมไม่ได้ ไม่มีวันยอมด้วย

               ป้างจับข้อมือของเพลินเอาไว้แน่น เขารู้เธอต้องการทำอะไรและจะไปไหน แต่ทุกอย่างจะดำเนินไปเมื่อเธอรู้เสียก่อนว่าการกลับไปต้องทำอะไรและพบกับอะไรบ้าง

               ...เด็กน้อย เธอจะสู้ได้ยังไงทั้งที่มีอาวุธที่เรียกว่าความรู้เท่านั้น ความโลภของมนุษย์ยังไม่มีเลยสักนิด อีกทั้งยังใช้ความรู้สึกนำทางชีวิตอยู่แบบนี้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha