เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 23 : ตอนที่ 12_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    วรดาทั้งดีใจและเป็นห่วงที่เภรินกลับมา ทว่าเมื่อเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของลูกสาว พอเป็นเอกโทรมาบอกนางว่าจะไปโรงพยาบาลก่อนกลับบ้าน นางนึกว่าลูกสาวที่มีอารมณ์อ่อนไหวคงกลับมาบ้านแบบน้ำตานองหน้าหรือไม่ ก็เก็บตัวเงียบ ก่อนที่จะกลับมาเหมือนเดิมคงใช้เวลาหลายวัน แต่ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย นอกจากเข้มแข็งแล้วยังบอกนางว่าจะไปทำงานที่สำนักพิมพ์ ส่วนสีหน้าอารมณ์ดูปกติ ไม่สิต้องเรียกว่าดูนิ่งกว่าเดิม

               ป้างมาส่งเพลินแล้วก็ขอตัวกลับ แต่เพียงไม่นานนักวีรชาติก็มาหาพร้อมแฟ้มงานหลายแฟ้ม เป็นเอกก็คุยกับเพลินอยู่พักใหญ่ก่อนจะมากินข้าวด้วยกันและขอตัวกลับไป วรดาโล่งใจที่ทุกอย่างดูเรียบร้อยกว่าที่คิดไว้ ความปลอดภัยก็มีคนของตำรวจกับคนของป้างคอยดูแล เรื่องงานในสำนักพิมพ์ก็มีนางกับเป็นเอกคอยให้คำแนะนำได้ คืนนี้คงเป็นคืนแรกตั้งแต่รู้ว่าพศินป่วยและลูกสาวถูกตามฆ่าที่นางจะข่มตาหลับได้โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับเสียที

               วรดาเดินออกมาจากห้องหนังสือ กำลังจะเข้าห้องของตัวเองก็เห็นลูกสาวนั่งอ่านเอกสารที่โต๊ะตัวเล็กตรงห้องรับแขก มือหนึ่งกำลังจดบางอย่างลงสมุดเล่มใหญ่ เพลินมักทำแบบนี้เสมอ ชอบเขียน ชอบบันทึก ในห้องก็มีไดอารี่เป็นสิบๆ เล่มได้แล้วกระมัง

               “ทำไมยังไม่นอนล่ะเพลิน พรุ่งนี้ต้องไปทำงานวันแรกน่าจะพักผ่อนมากๆ”

               “เพลินนั่งอ่านแฟ้มงานที่พ่อสั่งให้พี่วีเอามาให้ค่ะ พรุ่งนี้พอเริ่มงานจะได้ไม่หัวหมุนมาก” เพลินวางปากกาแล้วมากอดเอวแม่แทน จริงอย่างที่ป้างบอกไว้ ถ้ายังมีโอกาสก็ควรทำสิ่งดีๆ ให้กัน

               “เพลินไม่สบายใจหรือเปล่าที่ต้องมารับงานต่อจากพ่อ” วรดาเห็นใจลูก แต่คำขอร้องของพศินเป็นสิ่งที่นางไม่อาจปฏิเสธได้

               “เพลินดีใจต่างหากล่ะคะ ตอนแรกที่เพลินปฏิเสธไปไม่ใช่เพราะทิฐิหรอกนะคะ แต่เพราะเหตุผลอื่น”

               “อะไรหรือลูก” ตอนนั้นนางน่าจะถามลูกแบบนี้ ไม่ใช่บีบให้ลูกยอมทำตาม ไม่น่าเลยจริงๆ

               “เราสองคนอยู่อย่างสงบสุขดี ถ้าเพลินก้าวเข้าไปทำงานที่นั่นในตำแหน่งของพ่อเมื่อไหร่ คุณสโรชาคงไม่ยอมให้เราอยู่อย่างมีความสุขแน่” เธอไม่ได้คิดไปล่วงหน้าด้วยความกังวลเกินเหตุ แต่สิ่งที่เอ่ยเคยเกิดมาแล้วทั้งนั้น คนกลางนั่นแหละที่ลำบากใจที่สุด เธอเป็นอะไรก็ได้ทั้งคนอ่อนแอหรือคนก้าวร้าวขึ้นอยู่กับสิ่งเร้า การแสดงออกทางอารมณ์ก็เป็นอีกเรื่องที่เธอต้องปรับ

               “เพลินกลัวหรือเปล่า”

               “เพลินไม่ได้กลัวค่ะแม่ แต่เพลินรำคาญ ไม่อยากมีเรื่อง คนที่ลำบากใจก็คงไม่พ้นพ่ออยู่ดี”

               วรดากอดลูกสาว รู้สึกมีความสุขท่ามกลางกลุ่มหมอกจางๆ ของการปองร้าย บางทีเรื่องร้ายก็ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ๆ ให้ทุกข์ใจเสมอไป เมื่อพ่อลูกที่ห่างเหินกันมานานได้กลับมาเห็นใจกันอีกครั้ง

               “สำนักพิมพ์วรรินเป็นจุดเริ่มต้นของพ่อกับแม่นะเพลิน เราช่วยกันทำงานอย่างหนักจนเป็นรูปเป็นร่าง มันคือน้ำพักน้ำแรงของพ่อกับแม่ ชื่อของสำนักพิมพ์มาจากชื่อแม่กับลูกมารวมกัน มันเป็นความทรงจำของพ่อกับแม่ เราจึงอยากให้ลูกสานต่อสำนักพิมพ์ ไม่ใช่คนอื่น พ่อเขาถึงขอให้แม่หาทางให้ลูกยอมรับ”

               สมควรเขกกะโหลกตัวเองชะมัด ทำไมเธอถึงไม่คิดถึงเหตุผลนี้ได้ก่อนก็ไม่รู้ เธอนี่โง่ที่สุดเลย น่าจะเข้าใจแม่ได้ตั้งแต่แรกแล้ว นึกๆ ไปก็น่าประหลาดใจดีแท้ คนที่น่าจะเข้าใจแม่มากที่สุดน่าจะเป็นเธอ แต่กลายเป็นป้างไปได้ยังไงก็ไม่รู้

               “แม่รู้จักเขา...เอ่อ คุณป้างมาก่อนหรือเปล่าคะ” สงสัยแล้วก็ถามเสียเลย

               วรดามองลูกสาวทำหน้าแปลกใจ “เปล่า ก็รู้จักคืนที่เขาพาลูกมาที่บ้านนั่นแหละ”

               อ้าว! แล้วยังไงกันล่ะนี่ แค่เขาเป็นเพื่อนพี่เอกก็เลยมาช่วยเธอกับแม่เนี่ยนะ

               “แปลกจัง ถ้างั้นเขามาช่วยเราสองคนทำไมคะ”

               วรดาก็สงสัยอยู่เหมือนกันถึงจะเคยถามป้างมาก่อนแล้ว คงต้องดูๆ กันไป คนเราจะชั่วร้อยทั้งร้อยก็คงไม่มีใครอยู่ในสังคมได้หรอก คงต้องมีคนดีคนชั่วปะปนกันไป เพียงแต่ครั้งนี้นางกับลูกได้พบคนดีอย่างเหลือเชื่อ จึงไม่อยากเชื่อเต็มร้อยนักว่าเดี๋ยวนี้ยังมีคนทำดีแล้วไม่หวังอะไรตอบแทนอีกหรือ

               

               เภรินดูเหมือนสาวทำงานในชุดเสื้อสูทสีเทากับกระโปรงสีเดียวกัน ดูเป็น ทางการอย่างผู้บริหาร วรดามองเห็นลูกสาวแล้วก็อดไม่ได้รีบถ่ายรูปเก็บไว้นานๆ หรอกถึงจะเห็นแต่งตัวแบบนี้ เวลาไม่กี่วันเพลินดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจนนางรู้สึกได้ ไม่ใช่ที่การแต่งตัว แต่เป็นอากัปกิริยาหลายๆ อย่างที่ดูนิ่งขึ้น ป้างทำยังไงนะ

               โรจน์มายืนรอเพลินตรงรถที่จอดรอรับหญิงสาวไปทำงาน รถน่ะเป็นของเธอ แต่คนขับน่ะเป็นคนของป้าง คนกำลังจะไปทำงานมองคนรอที่ยิ้มนำมาก่อน แล้วผู้ชายคนนี้มาได้ยังไง ไม่ใช่แขกของแม่แน่ๆ แถมยังถือกุญแจรถเอาไว้เสียด้วย

               “คุณป้างส่งผมมาขับรถให้คุณครับ” โรจน์แนะนำตัวเองเหมือนกับที่เคยแนะนำกับวรดาเมื่อหลายวันก่อน

               “เชิญกลับไปได้แล้วค่ะ ฉันจะไปทำงานเอง แล้วก็ขับรถเองด้วย”

               “คุณป้างบอกว่าคุณคงจะพูดแบบนี้” โรจน์บอกยิ้มๆ พลางกดโทรออก ก่อนจะส่งโทรศัพท์ให้เจ้าของรถที่คงไม่อยากมีคนขับรถกึ่งบอดี้การ์ดเท่าไหร่ “นี่ครับ ผมต่อสายให้แล้ว ถ้าผมเป็นคุณจะไม่วางสายนะครับ ไม่อย่างนั้นคนที่ขับรถให้คุณอาจเป็นคนที่ผมโทรหา”

               “อย่าดื้อสิเพลิน” ป้างพูดก่อนที่เพลินจะทันได้ทักทายด้วยซ้ำ

               “ฉันไม่ได้ดื้อ” จริงๆ นะ เธอไม่ได้ประชดด้วย

               “แล้วที่ทำอยู่ตอนนี้เรียกว่าอะไร อย่าลืมสิว่าความปลอดภัยของเพลินมีผล ต่อใครบ้าง ถ้าไม่เชื่อผมก็ให้คิดถึงคนที่รักเพลินสิ” ป้างเตือนเสียงเข้ม อย่าคิดว่าจะไปบอกแม่ให้มาจัดการเขา คุณวรดาน่ะเห็นดีเห็นงามกับเขาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำไป

               “ถ้างั้นฉันจะจ่ายค่าจ้างคนของคุณ จะได้ไม่รู้สึกติดค้างอะไรกัน” เพลินต่อรอง เหตุผลที่เขาบอกก็ใช่ว่าจะฟังไม่ขึ้น แต่ที่ปฏิเสธก็เพราะเกรงใจเท่านั้นเอง

               “ผมไม่รับเป็นเงิน”

               แล้วรับเป็นอะไร คนฟังคิดเร็วรี่ ความที่อ่านนิยายมามากก็เลยคิดไปเสียไกลเกินคนบอก ป้างก็เลยได้ยินคำตอบไปเต็มๆ

               “ลามก!”

               “อ้าว! เป็นเด็กเป็นเล็กคิดลึกนะเพลินนี่ ในนิยายที่เขียนก็ไม่เห็นมีบทติดเรต หรือว่าอ่านนิยายติดเรตบอกมาซะดีๆ”

               เขาไม่ได้คิดอะไรแนวนั้นเลยให้ตายเถอะ เมื่อคืนว่างๆ ก็เลยไปร้านหนังสือแล้วซื้อนิยายของ ‘วรริน’ มาอ่านสองเล่ม ตอนนี้ยังไม่รู้ตัวล่ะสิว่ามีแฟนคลับเพิ่มมาอีกคนแล้ว

               “ไม่ใช่เสียหน่อย แล้วคุณต้องการอะไรล่ะ” เพลินหน้าร้อนเห่อ รีบปฏิเสธเสียงแข็งเข้าไว้ ก็เขานั่นแหละพูดให้คิด

               “ไปทำงานได้แล้ว นึกออกเมื่อไหร่แล้วผมจะบอก”

               แน่ะ...มากวนใส่ แถมยังมาว่าเธอคิดลึกแล้วก็วางสายไปเฉยๆ ก็ได้ คราวนี้จะยอมรับความหวังดีอีก แต่คราวหน้าถ้าไม่คิดเงินคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว นับๆ ดูนี่เธอติดคำขอของเขา 2 อย่างแล้วนี่นา สงสัยต้องแกล้งทำลืม

               เพลินเข้าไปนั่งในรถด้านหน้าข้างคนขับ ไม่สนใจสีหน้าลำบากใจของโรจน์ ก็เรื่องอะไรต้องไปนั่งข้างหลังให้เอิกเกริก สักพักโรจน์ส่งถุงกระดาษมันๆ มาให้ เพลินก็รับมาแบบงงๆ

               “อะไรหรือคะ”

               “คุณป้างบอกว่าช่วยบำรุงสมองครับ” โรจน์บอกตามที่นายสั่ง

               เพลินหยิบของในถุงออกมาก็แทบร้องกรี๊ด นี่มันพวกวิตามินบำรุงสมองทั้งนั้น นี่เขาห่วงหรือกำลังบอกเธออ้อมๆ ว่าฉลาดน้อยกันแน่เนี่ย

               

               พนักงานบริษัทมายืนรอรับเภรินที่ห้องประชุมใหญ่ ซึ่งคนที่แจ้งข่าวให้ทุกคนรู้ถึงการมาของเธอในครั้งนี้ก็เป็นคนเดียวกับที่เอาแฟ้มไปให้เมื่อวานนั่นแหละ เธออ่านประวัติพนักงานมาหมดแล้วแต่ก็ยังจำไม่ได้ทั้งหมด ที่หลักๆ ก็บรรณาธิการคู่สามีภรรยา...พิศาลและญาณี พาทีกับทีมดูแลงานอาร์ตทั้งหมด มยุรีเป็นผู้ดูแลทางด้านกฎหมาย ประสิทธิ์ดูแลการออกแบบปก และทีมรักษ์อักษรทำหน้าที่พิสูจน์อักษร แต่ละคนมีอายุและอายุงานมากกว่าเธอทั้งนั้น ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะทำยังไงให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำแบบที่พ่อทำได้ดีมาโดยตลอด

               “ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนอีกครั้งนะคะ หวังว่าเราจะร่วมกันทำงานเพื่อสำนักพิมพ์ของเราเหมือนตอนที่พ่อยังดูแลที่นี่ มีอะไรที่เพลินควรรู้บอกได้เลยนะคะ” เพลินออกตัวไว้ก่อน

               พนักงานยิ้มให้ ปรบมือต้อนรับแล้วก็แยกย้ายกันไปทำงาน เธอชอบนะที่เป็นแบบนี้ แสดงว่าทุกคนชอบการทำงานไม่ชอบการประจบประแจง หรือเพราะยังไม่เห็นอนาคตอะไรจากเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน เพลินเดินไปห้องทำงานของเธอบ้าง โดยมีวีรชาติเดินตามมาเป็นพี่เลี้ยงจำเป็น

               “วันแรกหนักหน่อยนะน้องเพลิน”

               “ค่ะ เริ่มงานกันเลยดีกว่า อย่างแรกเพลินอยากทำความรู้จักกับคุณพิศาลกับคุณญาณีให้มากกว่านี้” หัวใจของสำนักพิมพ์ไม่ใช่เธอหรอก แต่เป็นหัวหอกสองสามีภรรยาคู่นั้นต่างหาก

               “โอเค เดี๋ยวพี่นัดให้” วีรชาติรับปากและแถมด้วยข้อเสนอแนะ “สำหรับสองคนนี้คุณพศินบอกพี่ไว้ว่ามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะคุยได้นาน”

               “อะไรหรือคะ” แหม มีเคล็ดลับแบบนี้ก็เยี่ยมเลย

               “พูดภาษาไทยให้เป็นภาษาไทย อย่าพูดไทยคำอังกฤษคำเด็ดขาด ไม่งั้นองค์ลง”

               เพลินพยักหน้าเห็นด้วย แหม สมกับเป็นบรรณาธิการของวรรินเลยแฮะ ถึงว่าเมื่อครู่ถ้าเธอฟังไม่ผิดตอนพูดคำว่า ‘ครับ’ เธอได้ยินเสียงรัวลิ้นด้วยล่ะ งานนี้ไม่ยากแล้วที่จะสร้างสัมพันธ์อันดีกันไว้

               

               งานวันนี้ยังไม่มีอะไรมากเพราะยังไม่ใกล้ถึงวันปิดเล่ม เพลินถือโอกาสเรียกทีมต่างๆ มาพูดคุยทำความเข้าใจในงานที่ทำเสียเลย ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำ ตอนไหนล่ะ คิดว่ากำลังอยู่ในช่วงฝึกอบรมในงาน (on the job training) ไป ใครว่า เธอโง่ก็ช่างเถิด การเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ถนัดไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะแปลกมากถ้าทำว่ารู้ทั้งที่ไม่รู้อะไรแม้สักอย่างเดียว

               ทั้งเช้าและบ่ายการทำงานผ่านไปด้วยดี ยังไม่มีพนักงานต่อต้านเธออย่างที่กังวล หรือว่าเธอยังไม่พบก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คนที่มาหาเรื่องก็มาอย่างกับนกรู้จนได้ แถมยังเข้ามาถึงห้องทำงานของพ่อที่ตอนนี้โดนเธอยึดแล้วเสียด้วยสิ

               “ไม่คิดว่าทำแบบนี้จะเกินไปหน่อยหรือคุณเพลิน” สโรชาถามเสียงต่ำโดยมีลภัสยืนอยู่ใกล้ๆ กัน สีหน้าท่าทางแบบนี้ต่อให้คนที่มองโลกในแง่ดีที่สุดในโลกก็เผลอ คิดลบบ้างล่ะน่า

               เพลินยิ้มอย่างใจเย็น การยั่วให้แม่เลี้ยงโกรธน่ะงานถนัดของเธอมาแต่ไหนแต่ไร โชคดีที่หัวหน้าส่วนออกแบบปกออกจากห้องไปแล้ว ไม่งั้นคงได้แรงบันดาลใจจากในห้องนี้

               “ตรงไหนที่เรียกว่าเกินไปหรือคะ”

               “คุณพศินยังนอนอยู่โรงพยาบาลก็รีบฮุบสมบัติ อย่างนี้ไม่เรียกว่าเกินไปหรือ”

               “เอ เรื่องนี้คุณแม่เลี้ยงน่าจะไปถามพ่อดีกว่านะคะ เพลินก็แค่ทำตามคำสั่ง” นี่ไม่ได้โกหกเลยสักนิดเลยนะ แต่สงสัยแม่เลี้ยงคงไม่เชื่อแฮะ “นายก็เหมือนกันใช่ไหมลภัส”

               ลภัสมองเภรินอย่างไม่ชอบใจนักที่ไม่เคยลดราวาศอกให้แม่ของเขาเลย สักครั้ง แล้วที่เขายอมมาที่นี่ให้ใครต่อใครหัวเราะเยาะก็เพราะแม่ไม่มีใคร ไม่ได้ทำตามคำสั่งใครสักหน่อย

               “กลับเถอะครับแม่”

               “แกนี่ยังไง จะกลับไปได้ยังไง นี่แกกำลังจะถูกแย่งทุกอย่างไปอยู่นะ เก้าอี้ตัวนั้นน่ะแกสมควรได้นั่งมากกว่าใคร ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนคุณพศินถึงได้ลืมไปแล้วว่าใครที่เหมาะสมกว่า” สโรชายิ่งพูดก็ยิ่งโมโห ทะเบียนสมรสก็ไม่ได้จด ถ้าพศินตายไปนางกับลูกๆ จะเหลืออะไรล่ะ ลูกหนอลูกทำไมไม่ร้อนใจบ้าง

               เพลินถอนใจ เธอต่างหากที่สมควรถามว่า...พ่อยังไม่ทันจากไปก็มาร้องเย้วๆ กันแล้ว แบบนี้สิแย่ของจริง แต่จะปล่อยให้ถูกว่าอยู่ฝ่ายเดียวเรื่องอะไรจะยอมได้

               “ใครหรือคะที่เหมาะสมกว่า นายหรือภัส”

               “มากไปแล้วนะเพลิน” ลภัสหน้าม้านทั้งโกรธทั้งอาย เขาไม่น่ามาที่นี่เลยจริงๆ

               “กลับกันเถอะครับแม่ ผมขอร้อง”

               สโรชาถอนใจใหญ่ ครั้นจะทำอะไรหักหน้าลูกเลี้ยงก็ไม่ค่อยถนัดนัก ด้วยเกรงว่าถ้านางทำให้ลูกชายมาทำงานแทนเภรินได้ในอนาคตลภัสจะดูภาพพจน์ ไม่ดี ก็ได้ วันนี้ยังไม่ใช่วันของนาง รอก่อนเถอะถ้านางกล่อมสามีให้ถอนคำสั่งยกสำนักพิมพ์วรรินให้เภรินได้เมื่อไหร่ อะไรที่เภรินทิ้งไว้นางจะเผาให้เกลี้ยง

               เพลินส่ายหน้าหัวเราะเสียงเบาให้ตัวเอง มาทำงานวันแรกก็สนุกได้เรื่องเลย สงสัยวิตามินบำรุงสมองหลายขวดที่ป้างส่งมาให้เธอคงได้กินมันเร็วๆ นี้แหละ จะได้สมองไวขึ้นไงล่ะ ทั้งงานและมารเยอะเหลือเกิน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha