เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 22 : ตอนที่ 11_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ทำหน้าที่ให้ความสว่างแทนที่ดวงอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้าไปสักพักแล้ว ผ้าเช็ดหน้าของป้างได้ใช้อย่างที่คิดไว้ เมื่ออารมณ์ถูกกดลงด้วยคำว่า...เหตุผล น้ำตาไม่เพียงเป็นทางเดียวของการระบายความแค้นใจและเสียใจได้เท่านั้น แต่ยังทำให้หมอกจางๆ สลายตัวไป ช่วยให้การมองโลกหม่นๆ ใบนี้ชัดเจนขึ้น

               เมื่อก่อนเธอเห็นเพียงความทุกข์ของตัวเอง อย่างพ่อมีครอบครัวใหม่ เธอเห็นแม่ร้องไห้ จนมาวันหนึ่งมีความรัก โลกใบนี้ก็สวยงามขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็กลับไปหม่นหมองเพราะการรู้ความจริงว่าถูกสวมเขาในวันแต่งงาน

               จนมาถึงวันนี้เธอรู้แล้วว่าการมีความสุขชั่วครู่ชั่วยามนำมาซึ่งความทุกข์ของใครหลายคน ทำไมเธอไม่สำเหนียกเลยสักนิด เฝ้าแต่คิดว่าแม่โกรธเธอแล้ว น้อยใจโน่นนี่สารพัด ช่างโง่เขลาเหลือเกิน

               เภรินสูดหายใจให้อากาศเข้าไปในอก แทนที่น้ำตาที่เอ่อล้นจนผ้าเช็ดหน้าที่ซับน้ำตาเย็นชื้น จบแล้วพอกันที ต่อไปนี้เธอจะอยู่เพื่อคนรอบตัว ไม่ใช่คิดถึงแต่ตัวเอง

               “ขอบคุณ”

               เพลินยกมือไหว้ป้างก่อนส่งผ้าเช็ดหน้าคืนให้ผู้ชายที่จู่ๆ ก็เข้ามาในชีวิต และทำให้เธอเห็นโลกใบใหม่ที่เป็นจริงกว่าเคย

               “ต่อไปนี้ฉันคงไม่ได้ใช้มันอีกแล้วล่ะ” ไม่รู้หรอกว่าเขาทำแบบนี้ทำไม แต่ที่รู้แน่ชัดแก่ใจนั่นคือ...ป้างเป็นคนดี

               “เก็บไว้เถอะ ผมให้”

               ร่างเพรียวลุกขึ้น ถึงจะยังไม่แน่ชัดว่าสาเหตุของการสั่งฆ่ามาจากเรื่องอะไร แต่การทนรอฟังข่าวอย่างเดียวเธอทำไม่ได้ ให้คนร้ายพุ่งเป้ากลับมาที่เธอเสียดีกว่าให้แม่ต้องมาเสี่ยงแบบนี้ พ่อกับแม่มีเพื่อนเป็นตำรวจอยู่ตั้งหลายคน ก็ให้มันรู้ไปว่ากฎหมายจะช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย

               “เดี๋ยว จะไปไหน” ป้างถามพร้อมกับจับมือบางไว้ เพลินไม่ได้สะบัดขืนตัวไว้อย่างเมื่อครู่ ตอนนี้อารมณ์ไปหมดแล้ว แต่เหตุผลยังไม่พร้อมเท่าไหร่

               “จะกลับบ้าน ถ้าเป็นคุณจะยังอยู่ที่นี่ได้อีกหรือ แค่ที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัวมากจนขยะแขยงตัวเองเหลือเกินแล้ว”

               “ผมนึกว่าเราพูดกันรู้เรื่องแล้วเสียอีก” เขาดึงมือให้เภรินนั่งลงแล้วถามไปด้วยว่า “กลับไปแล้วต้องทำอะไรบ้าง รู้แล้วหรือ”

               เภรินชะงักก้มลงมองป้าง ทำไมเขาถึงพูดถูกเสมอและเธอก็เชื่อเขาอีกครั้ง ป้างยิ้มพอใจที่เพลินยอมนั่งลงและรอฟังอย่างตั้งใจ

               “นี่แหละวิถีทางของผู้ใหญ่ การวางแผนการทำอะไรสักอย่างคือจุดเริ่มต้นของการกลับไป”

               “บอกฉันมาสิว่าต้องทำอะไรบ้าง” ไม่รู้ล่ะว่าเขามีดีอะไรแม่ถึงวางใจ ตอนนี้ไม่ว่าเขาพูดอะไรเธอพร้อมจะฟังเพื่อนำไปพิจารณาให้ถี่ถ้วน ก่อนหน้านี้เธอพลาดที่คิดง่ายๆ มองอะไรมุมเดียว แต่ต่อไปจากนี้จะไม่มีอะไรงี่เง่าแบบนั้นอีกแล้ว

               “ไม่ใช่คืนนี้ ไปนอน...ให้หลับ พรุ่งนี้เราจะคุยกัน” ป้างส่ายหน้า พอเห็นคิ้วโก่งของเพลินขมวดมุ่นยามมองเขาก็หัวเราะออกมา อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบผมสั้นๆ ของเธออย่างผู้ใหญ่ที่สั่งสอนเด็กหลงทางคนหนึ่ง “ไปจัดการกับสมองที่ยุ่งเหยิงและเปิดใจ เปิดสมองให้กว้าง”

               “แต่ว่าฉันต้องการรู้ตอนนี้” เด็กไม่ยอมเสียแล้ว

               ผู้ใหญ่เลยขมวดคิ้วให้เห็นเสียหน่อยก่อนจะลุกขึ้นแล้วล็อกคอคนตัวเล็กกว่าให้ลุกขึ้นมาด้วยกัน

               “ความใจร้อนก็เป็นอีกนิสัยที่ต้องแก้ไข ไปนอนได้แล้ว หรือว่าจะให้ไปส่งที่เตียง”

               “ไม่ต้องมาขู่ ฉันรู้คุณแค่บีบให้ฉันทำตามคำสั่ง ก็ได้ พรุ่งนี้ ฉันจะรอ”

               เพลินแยกเขี้ยวใส่ พยายามยื้อฝืนตัวไม่เดินตามเขาไปแบบที่เขาล็อกเธอไว้ แต่คนแรงมากกว่าก็ชนะอยู่ดี พอเธอยอมเดินตามเพราะเริ่มเหนื่อยแขนที่ล็อกคอไว้ก็เปลี่ยนมาโอบไหล่ไว้หลวมๆ พอถึงทางลงบันไดก็เปลี่ยนมาจับมือไว้เพื่อที่จะเป็นที่ยึดไม่ให้ตกบันไดไป

               เพลินมองป้างด้วยสายตาซาบซึ้งใจ ไม่มีความหยาบโลนคล้ายอยากลวนลาม มีแต่ความอบอุ่น ห่วงใย และรู้สึกได้ว่าเขาพึ่งพาได้ ถึงเรื่องใหญ่จะทำให้หนักใจ แต่การมีเขาคอยให้คำแนะนำก็ทำให้รู้สึกได้ว่าทางเดินที่ไม่ใช่บันได ทว่าเป็นชีวิตที่เธอต้องฟันฝ่าอุปสรรคไปหากมีเขาอยู่ช่วยคงดีไม่น้อยเลย

               

               ดึกแล้วแต่ฆโณทัยยังไม่นอน เปลญวนที่น้องชายผูกไว้เมื่อคืนก่อนกลายเป็นที่พักสำหรับนอนมองฟ้ามองดาวของเขาในคืนนี้ ทั้งที่เวลาแบบนี้เขาน่าจะทำงานหรือไม่ก็หลับไปแล้ว เหตุผลที่เขาข่มตานอนไม่หลับก็มาจากคำถามที่ใครๆ อยากรู้รวมถึงตัวเขาเองด้วย

               ...ทำไมถึงอยากช่วยวะ ญาติก็ไม่ใช่ เจอกันมาก่อนก็ไม่เคย

               นั่นสิ! เขาเองก็อยากรู้ แล้วเรื่องที่ช่วยก็ใช่ว่าเล็กน้อย ตอนนี้ก็มีคนตายไปแล้ว ศพ ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาแน่ใจ เพลินไม่ใช่รักแรกของเขา แต่ก็ไม่ใช่คนที่เขาจะมองผ่านไปได้ ทำไมนะทำไม เฮ้อ ทำไมก็ช่างเถอะ ไหนๆ ก็ช่วยแล้วจะถอนตัวไปกลางคันก็ยังไงอยู่ เวลาเท่านั้นที่จะบอกเขาได้

               

               เภรินมองแสงที่กำลังอ่อนลง แน่ล่ะนี่มันเกือบจะ โมงเย็นอยู่แล้ว อีกไม่นานการเดินทางก็จะจบลง หญิงสาวหลับตาถอนใจ แม้หัวใจจะเต็มไปด้วยความต้องการปกป้องคนที่รัก แต่เมื่อฟังแผนของป้างแล้วก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า...เธอจะทำได้จริงๆ หรือ ขนาดชีวิตตัวเองยังเป๋ไปเป๋มา แต่ต่อไปนี้ต้องเป็นผู้นำของใครต่อใคร

               ป้างแตะหลังมือของเภรินให้รู้สึกตัวเบาๆ เมื่อเดินทางมาถึงแล้ว เขาช่วยถือกระเป๋าของเธอมาให้ ในขณะที่ตัวเองกลับไม่มีกระเป๋าเดินทางสักใบ มาส่งแล้วก็ จะกลับสงขลาเลยหรือเปล่านะ เธอถอนใจ ก็จะให้เขามาอยู่ที่นี่คอยช่วยเธอตลอดเวลาได้ยังไงล่ะ ทุกคนย่อมมีวิถีทางของตัวเองทั้งนั้น

               เป็นเอกมารอเพื่อนสนิทและเพื่อนบ้าน จริงๆ แล้วป้างก็ไม่ได้ขอให้เขามาหรอก แต่เขาอยากมา ไหนๆ ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้วก็น่าจะมีน้ำใจให้กันบ้าง เขารออยู่ไม่นานนักสองหนุ่มสาวที่เขากับจิลลาลุ้นอยากให้เป็นแฟนกันก็เดินมาหา

               “ขอบใจที่มารับ”

               “สวัสดีค่ะพี่เอก” เภรินยกมือไหว้ อุ่นใจดีแท้ที่เห็นหน้าพี่ชายที่สนิท แถมยังเป็นเพื่อนบ้านที่แค่ตะโกนหาก็คุยกันได้แล้วมารอรับ

               เป็นเอกยกมือไปลูบไหล่เพลินเบาๆ อย่างปลอบใจแล้วยิ้มให้ ตัวแค่นี้ไม่รู้มีเรื่องราวอะไรให้เสียขวัญนัก เฮ้อ ไอ้ป้างก็ดีใจหาย ไม่รู้จะตอบแทนมันยังไงดี

               “ไปไหนก่อน บ้านหรือโรงพยาบาล”

               “ไปโรงพยาบาล” ป้างตอบ

               “ใครเป็นอะไร” เพลินถาม มองป้างสลับกับเป็นเอก ทั้งสองคนเงียบมองกันไปมา “แม่หรือเปล่า ไหนคุณบอกว่าแม่ไม่ได้รับบาดเจ็บไง”

               “รับไปสิ” ป้างส่งน้ำขวดใสมาให้ “กินน้ำซะ เผื่อตอนไปถึงแล้วรู้ว่าใครป่วยจะเสียน้ำจนเพลีย”

               เภรินอยากวีนใส่ทุกคนในที่นี้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เธอจะทำเมื่อวันก่อน ไม่ใช่วันนี้ หญิงสาวมั่นใจแบบไม่ต้องมีใครบอก ยังมีความลับที่ป้างยังบอกเธอไม่หมด ขอล่ะนะ ขออย่าให้แม่เป็นอะไรเลย

               

               คำขอของเธอได้ผล แม่ไม่ได้เป็นอะไร แต่หลังประตูบานนั้นที่เป็นเอกเปิดให้เธอเดินเข้าไปนั้นมีใครคนหนึ่งนอนอยู่ เขาช่างต่างไปจากครั้งสุดท้ายที่พบกันเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนราวกับคนละคน เกิดอะไรขึ้นกับคนที่ดูแลสุภาพและชอบออกกำลังกายเสมอ พ่อดูเหมือนมีอายุมากขึ้นไปหลายปี และผอมจนไม่น่าเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่นานเท่านั้นเอง

               “เพลินมาได้ยังไงลูก” พศินก็แปลกใจไม่น้อยเหมือนกันที่เพลินมาหาเขาถึงที่นี่ วรดาบอกหรือว่าใครบอกกันแน่

               เพลินเดินไปยืนชิดข้างเตียง ความที่ไม่ได้พูดคุยกันเหมือนพ่อลูกทั่วไปมานานหลายปี สิ่งแรกที่เธอทำคือยกมือไหว้แล้วถามเสียงอ่อนลงกว่าทุกครั้งที่พบกัน

               “พ่อเป็นอะไรคะ ทำไมถึงมาอยู่โรงพยาบาล”

               พศินยิ้มมีความสุข นานแล้วที่ไม่ได้ยินอะไรแบบนี้ “ถ้ารู้ว่าป่วยแล้วเพลินยอมเรียกพ่อว่าพ่อ พ่อน่าจะป่วยมาตั้งนานแล้ว”

               “อย่าพูดแบบนี้สิคะ” ฟังแล้วใจไม่ดีเลย นี่แม่รู้หรือยังก็ไม่รู้ “พี่เอก พ่อเป็นอะไรคะ”

               เป็นเอกอึกอัก ป้างเลยเป็นเป้าหมายต่อไป พศินมองลูกสาวแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ ราวกับเรื่องที่จะบอกเป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน

               “มะเร็งน่ะลูก”

               คำว่าใจหายยังน้อยไปด้วยซ้ำ เธอไม่ได้เตรียมใจมาสำหรับเรื่องนี้เลย สิ่งแรกที่ทำคือคว้ามือพ่อมากุมไว้ พยายามคิดว่ายังไงก็ต้องมีทางรักษา เดี๋ยวนี้วงการแพทย์ก้าวหน้าไปไกลแล้ว ยังไงก็ต้องรักษาให้หายได้

               “ระยะไหนคะ”

               “มาเหนื่อยๆ ไปนั่งพักก่อนดีกว่าไหม แล้วพาใครมาด้วยยังไม่ได้แนะนำให้พ่อรู้จักเลย” พศินยิ้มให้ป้าง ทุกคนในห้องพากันหายใจไม่ทั่วท้อง

               “ระยะแรกใช่ไหมคะ เรายังมีทางรักษาอยู่ใช่ไหมคะ” เพลินถาม ทั้งอยากรู้และกลัวคำตอบที่จะได้รับ แต่ถ้าทุกข์ใจเพราะไม่รู้เธอยอมรู้เพื่อหาทางออกดีกว่า

               “มันไม่สำคัญแล้วว่าระยะไหน เวลาของพ่อก็เหลืออีกไม่นานแล้วด้วย สิ่งเดียวที่อยากได้ก็ขอแค่ให้พ่อมีความสุขก่อนจากไปก็พอแล้วล่ะเพลิน”

               ร่างเพรียวนิ่งงันรู้สึกเหมือนเลือดถูกสูบออกไปจากร่าง เธอมองพ่อแล้วสะท้อนไปถึงใจ วันนั้นเธอทำอะไรลงไป มันช่างเลวร้ายและน่าถูกต่อว่า แต่พ่อไม่เคยต่อว่าเธอเลยสักคำ เกลียดตัวเองจนทนไม่ไหวแล้ว

               “เพลิน...จะไปไหน?!”

               ป้างวิ่งตามไป ท่ามกลางความคาดไม่ถึงของพศินและเป็นเอก แต่เขาเข้าใจ เพลินไม่ได้หนีความจริง แต่หนีตัวเองต่างหาก แค่เรื่องแม่เรื่องตัวเองก็หนักหนา พอแล้ว นี่ยังมาเรื่องพ่อที่กำลังจะจากไป การโทษตัวเองคงเป็นอย่างแรกที่เธอนึกออกกระมัง

               

               ร้องไห้อยู่ใช่ไหมนั่น...

               ป้างวิ่งตามเพลินมาเรื่อยๆ จากวิ่งเปลี่ยนเป็นเดินช้าๆ จนมาหยุดลงที่ระเบียงของโรงพยาบาล ร่างเพรียวนั่งลงที่ระเบียงซึ่งหันออกไปนอกอาคาร ไหล่บางลู่ลงไม่เหมือนเภรินที่เคยมั่นใจขนาดที่กล้าว่าคนตัวโตที่เขาเคยพบ ร่างสูงกว่าเดินไปใกล้แล้วนั่งลงข้างๆ หันมองใบหน้าซีดขาว ทว่าผิดคาดเภรินไม่ได้ร้องไห้ แต่ดวงตาคู่นั้นแดงช้ำแห้งผาก

               “คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหม” เพลินถาม รู้แม้ไม่หันไปมองว่าใครกันที่ตามมา

               “จำที่ผมบอกได้ไหม กฎข้อที่ ตอนนี้มันไม่ง่ายแล้วใช่ไหม” ป้างถาม

               เพลินพยักหน้ารับ ทำไมเธอยิ่งรู้สึกว่าปัญหาที่มีอยู่กำลังโถมทับจนจะ หายใจไม่ออกแล้ว ทั้งที่เตรียมใจมาดีแต่พอเจอปัญหาเข้าจริงๆ ก็รวนเรไม่เป็นท่า

               “จำได้ แต่ทำไมฉันต้องรู้เป็นคนสุดท้าย รู้ไหมฉันเหมือนคนเห็นแก่ตัวเหลือเกิน”

               แม้การกระทำหลายๆ อย่างของเธอจะเหมือนไม่แคร์ ไม่สนใจ แต่รู้ไหมถ้าไม่รักไม่ห่วงใยเธอไม่มีวันทำแบบนั้นออกไปหรอก เพราะรู้ว่าให้เธอเลวร้ายขนาดไหนพ่อกับแม่ก็จะไม่มีวันทิ้งเธอไป แต่แล้ววันนี้เมื่อรู้ว่าพ่อกำลังจะจากไป สิ่งใดที่เคยทำให้เสียใจยิ่งตอกย้ำถึงความเลวในอดีตของตัวเอง ในวันแต่งงานเธอจับมือพ่อตามหน้าที่ ทว่าไม่พูดอะไรกับท่านสักคำ แล้วยังคำปลอบโยนที่เธอทำเหมือนไม่ได้ยินหลายต่อหลายครั้ง นี่เธอทำอะไรลงไป

               ต่อให้คนที่ใจแข็งก็ไม่มีวันมองข้ามเพลินไปได้ ป้างยื่นมือไปวางบนมือบางจับเน้นๆ ครั้งเดียว ให้เธอรู้ว่ายังมีใครอีกคนอยู่ตรงนี้

               “รีบทำทุกอย่างที่อยากทำเพื่อคนที่เพลินรักก่อนที่จะไม่มีโอกาส การที่ได้รู้เป็นคนสุดท้ายยังดีกว่าไม่รู้อะไรเลย เพลินยังมีเวลาแก้ไข เริ่มจากวันนี้และ วันต่อๆ ไป”

               เพลินย้ำกับตัวเองตั้งแต่บอกป้างไปว่าต่อไปนี้จะไม่ร้องไห้อีก เธอกลั้นร้องไห้ ทว่ามีเพียงเสียงสะอื้น รู้ซึ้งว่าต้องเข้มแข็งเสียทีแล้ว

               “คุณจะยังคอยช่วยฉันหรือเปล่า”

               “ตราบเท่าที่เพลินยังอยากให้ช่วย”

               ตาสบตาราวกับกำลังทำสัญญา เพลินสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด หมดเวลาที่จะมานั่งอ่อนแอ เฝ้าถามคนบนฟ้าถึงชะตากรรมอีกแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งนั้น

               “ขอบคุณ คุณอย่าเพิ่งกลับได้หรือเปล่า”

               “ได้สิ ผมยังมีหลายเรื่องที่ต้องทำ” ไหนๆ ก็มากรุงเทพฯ แล้วเขาจะได้ดูแลงานทางนี้ ถ้ามีเวลาก็จะรื้อระบบเสียเลย สักพักแล้วที่การติดต่อกับลูกค้ามักมีปัญหา คราวนี้คงต้องหารากเหง้าของปัญหาเสียทีว่ามาจากอะไร ส่วนที่เกาะระหว่างนี้ก็ให้โป้งช่วยดูแลไปก่อน

               “ทำไมถึงช่วยฉัน เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนใช่ไหม”

               ป้างยิ้ม “นั่นสิ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากช่วยเพลิน บางอย่างก็ไม่ต้องไปหาเหตุผลให้ได้หรอก เมื่อถึงเวลาผมหรือใครๆ ก็คงได้คำตอบเอง”

               เพลินลุกขึ้น ไหล่ที่เคยงองุ้มราวกับแบกรับน้ำหนักไว้มากมายตั้งตรงอย่างมั่นใจอีกครั้ง แค่กำลังใจเท่านั้นก็พอแล้วสำหรับเธอในตอนนี้

               “ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ฉันจะกลับไปหาพ่อแล้ว จะไปด้วยกันหรือเปล่า”

               “ไปสิ เพลินยังไม่ได้แนะนำตัวให้ผมเลยนี่นา”

               ป้างลุกขึ้นตามแล้วเดินเคียงเภรินกลับไปยังทางเดิมที่เดินจากมาเมื่อไม่นานนี้ ที่โป้งเคยถามเขาว่าเลี้ยงต้อยหรือเปล่า คิดว่าในกรณีของเขาคงไม่ใช่ การรู้สึกดีๆ กับใครสักคนก่อนที่จะพัฒนาเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้ง อาจไม่ได้เริ่มจากรักแรกพบหรือการไม่ชอบหน้า สำหรับเขากับเภรินน่าจะเริ่มจากความสงสารมากกว่า สงสารเจ้านำโชคของเขาหรือเจ้าโชคดีของเพลินไงล่ะ

               ...ไดอารี่จ๋า ฉันไม่อยากร้องไห้อีกแล้วล่ะ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha