เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 24 : ตอนที่ 12_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    วันแรกของการทำงานเป็นไปด้วยดี ถ้าไม่นึกถึงเรื่องที่สโรชามาเยี่ยมถึงห้องทำงาน วีรชาติก็เป็นพี่เลี้ยงที่ดีแม้ว่าเขาจะดูใหม่สำหรับงานนี้ แน่ล่ะก็เขาเป็นทนายนี่นา เพราะมีพี่เลี้ยงซึ่งก็เหมือนเลขาและอาจารย์ส่วนตัวทำให้งานดูเรียบร้อย ทั้งข้อมูลและประวัติของพนักงานแต่ละคนที่เธอต้องทำงานด้วย อย่างน้อยก็ดูเป็นก้าวแรกที่ไม่ซวนเซนัก อีกทั้งแม่กับพ่อยังโทรมาให้กำลังใจทั้งวัน ความมั่นใจเลยเกินร้อย

               วีรชาติขอตัวไปทำงานของตัวเองตั้งแต่บ่าย 3 พอเลิกงานเพลินก็เลยเดินมากับพาทีก่อนแยกย้ายไปที่รถของตัวเอง เพียงแต่รถของเธอไม่ได้จอดที่เดิม มองหาก็ไม่เห็น แถมโรจน์ก็หายไปพร้อมรถ

               “ขึ้นรถสิ”

               เพลินสะดุ้งโหยงหันมามองคนชวนที่เปิดกระจกแล้วส่งเสียงเรียกมา ป้างนั่นเอง แล้วเขามาทำอะไรที่นี่ ไหนว่าวันนี้ไม่ว่างต้องทำงานเหมือนกัน

               “แล้วรถฉันล่ะ” ใครเอารถของเธอไปไหนเนี่ย หรือว่าเป็นเขา เพลินนิ่วหน้ามองพลางส่ายหน้า ชัวร์ป้าบ ก็โรจน์รับคำสั่งจากใครล่ะ

               “เถอะน่า เดี๋ยวเสียแผน”

               “แผนอะไร?” ชักอยากรู้แฮะ แต่เธอยังฟอร์มยืนมองเฉยๆ

               ป้างล่ะอยากลากคนฟอร์มเยอะขึ้นรถเสียจริง หน้าตาน่ะบอกแทนปาก เสียอีกว่าสงสัยจะแย่ เขาล่ะอ่อนใจ บอกแล้วว่าอย่าแสดงออกทางสีหน้า

               “อยากรู้ก็รีบขึ้นรถมาได้แล้ว”

               นี่เพราะแผนอะไรก็ไม่รู้ของเขาหรอกนะเธอถึงยอมขึ้นรถมาด้วย ป้างทำหน้าที่ขับรถ ไม่มีใครในรถอีกนอกจากเธอ แปลกที่ไม่เห็นบอดี้การ์ดมาคอยดูแลความปลอดภัยให้เขาสักคน ไม่กลัวตายหรือไง

               รถเคลื่อนผ่านตึกรามมุ่งหน้าไปทางกลับบ้านของเพลิน หญิงสาวเดาว่าเขาคงพาเธอกลับบ้านนั่นแหละ แต่ทำไมต้องมาเองว่างมากหรือไง ไหนโรจน์บอกเธอตอนที่นั่งรถมาทำงานว่าป้างจะเข้าออฟฟิศวันนี้เหมือนกัน แล้วอีท่าไหนมาโผล่ที่ลานจอดรถออฟฟิศของพ่อได้ล่ะ ว่าแต่เขาเลี้ยวทำไมยังไม่ถึงซอยเข้าบ้านเธอเสียหน่อย

               เข้ามาในซอยไม่ถึง 5 นาที ป้างก็จอดรถแล้วลงมายืนรอคนมองตลาดเหมือนแดนพิศวง แล้วกว่าจะลงมาจากรถก็มองแล้วมองอีก

               “ยิ้มอะไรหรือคุณ ไหนล่ะแผน นี่มันตลาด คุณพาฉันมาทำไม” เขาจะมาไม้ไหนเนี่ย นึกว่าจะรีบพากลับบ้านเสียอีก ไม่กลัวไข้โป้งหรือไง

               ป้างไม่เพียงยิ้มแต่ยังหัวเราะชอบใจ เรื่องอะไรจะบอกล่ะว่าเขาให้โรจน์ขับรถของเภรินกลับบ้านตามปกติ ดูสิว่าจะมีใครตามมาอีกไหม ถ้ามาก็ดีเพราะในรถนอกจากโรจน์แล้วยังมีคนของเขาอีก 2 คน คนร้ายลงมือเมื่อไหร่จะได้จับตัวไปหาตัวคนบงการเสียเลย

               “มาตกปลามั้ง ก็มาซื้อเสบียงน่ะสิ” เขาเฉไฉไปอีกเรื่อง แถมยังกางโพยที่จดมาให้เพลินดูด้วยกัน “เอ้า! นี่มาช่วยๆ กันดู วันนี้เพลินจะทำอาหารให้แม่กิน แล้วตอนค่ำๆ ก็ไปเยี่ยมพ่อเสียด้วย ท่านจะได้มีกำลังใจ”

               “นี่คุณ มายุ่งอะไรกับชีวิตฉันเนี่ย” เธอว่าไม่ได้จริงจังอะไร ก็ถ้าเขาไม่ยุ่งกับชีวิตของเธอป่านนี้ถูกข่มขืนก่อนถูกฆ่าไปแล้วมั้ง

               “เชื่อผมเถอะ อะไรที่ทำเพื่อท่านทั้งสองได้ก็รีบทำ อย่ามาเสียดายเวลาตอนที่เพลินไม่มีโอกาสนั้นกับพ่อแล้วเหมือนผมเลยนะ”

               เพลินเห็นด้วยที่เขาบอก อยากถามเหมือนกันว่าพ่อของเขาไปไหนเสียแล้วแต่เกรงใจ เราสนิทกันมากพอที่จะถามเรื่องส่วนตัวขนาดนั้นหรือยังนะ ถ้าถามแล้วเขาลำบากใจที่จะเล่าล่ะ อย่าดีกว่า เอาไว้เมื่อไหร่เขาอยากเล่าเธอก็พร้อมจะฟัง

               ป้างเดินเลือกซื้อของตามโพยโดยมีเพลินช่วยเลือก จากที่เดินตัวเปล่าสักพักเดียวก็มีของพะรุงพะรังเต็มมือของคนตัวโตกว่า ป้างยิ้มชอบใจคนเคยอกหักจนกลายร่าง ตอนนี้ดูเป็นแม่บ้านแม่เรือนดีแท้ แถมยังใจดีซื้อขนมให้เขากินในระหว่างที่ใช้แรงงานอีกด้วย การเดินตลาดกลายเป็นเรื่องสนุกกว่าเคย นี่เขาเด็กลงหรือว่าเธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นก็ไม่รู้เหมือนกัน

               ...ฉันเชื่อเขาล่ะ แกเชื่อฉันไหมไดอารี่ว่าฉันเชื่อป้างแล้วจริงๆ ไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้ป้างเข้ามาในชีวิต มาเตือนสติ มาช่วยแบบไม่มีเหตุผลว่าทำไมถึงอยากช่วย แต่ฉันเริ่มจะมั่นใจทีละนิดๆ แล้วล่ะว่าป้างเป็นคนดี แล้วถ้าจะดีกว่านี้ช่วยสอนน้อยกว่านี้หน่อย ไม่ใช่ไม่ชอบหรอกนะ แต่คำพูดที่เขาบอกทำให้ฉันรู้สึกว่าที่ผ่านมาตัวเองโคตรทำตัวแย่เลย แกคงรู้ดีกว่าใครอยู่แล้วล่ะ ดีใจนะที่ฉันทำให้พ่อยิ้มได้อีกครั้ง หลังจากเราไม่ได้พูดกันมานาน

               

               3 วันมานี่ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ยังไม่มีทีท่าของคนร้ายให้ตำรวจนอกเครื่องแบบและคนของป้างสาวตัวมาถามให้รู้ถึงคนบงการได้ ตารางชีวิตของเภรินก็ถูกจัดระเบียบเสียใหม่ การทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นทำให้เวลาที่เคยมีเหลือเฟือหายไปจนหมด พอตกเย็นก็กลับบ้านทำอาหารไปเยี่ยมพศินที่โรงพยาบาล มีเรื่องแปลกอยู่อย่างเดียวนั่นคือลัลนาดูจะใส่ใจพ่อของเธอเหลือเกิน

               วันนี้เพลินมาถึงสำนักพิมพ์ช้ากว่าปกติ 2 ชั่วโมง เพราะไปแวะดูงานที่โรงพิมพ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศนัก พอมาถึงวีรชาติก็เดินตรงรี่มาหาหน้าตาเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ เธอก็ชักใจไม่ดีไปด้วยน่ะสิ

               “มีปัญหาอะไรหรือคะพี่วี ทุกคนดูหน้าเครียดมากเลย”

               “ไปดูในห้องเองเถอะครับ” วีรชาติหนักใจแทน แต่เขาหมดหนทางแล้วเหมือนกัน “อย่ากังวลอะไรครับ ผมจะเป็นกองหนุนให้เอง”

               เพลินเข้าห้องทำงานไปแบบลุ้นระทึก แล้วก็ให้นึกแปลกใจว่าวีรชาติจะเครียดอะไรก็แค่บ.ก.ทั้งสองคนมานั่งรอเธอในห้องทำงานเท่านั้นเอง แต่พอมองไปยังซองสีขาวซึ่งวางบนโต๊ะ เธอก็เข้าใจแล้วล่ะว่าวีรชาติทำไมถึงทำหน้าแบกโลกมาให้เธอเห็น

               “นี่มันอะไรกันคะพี่พิศาลกับพี่ญาณี”

               “เราสองคนขอลาออกครับ” พิศาลบอกสีหน้าไม่สู้ดีนักพอๆ กับภรรยาที่ตาแดงๆ เหมือนร้องไห้มา

               “ทำไมล่ะคะ เมื่อวานเพลินกับพี่ๆ ยังคุยกันเรื่องแผนงานอยู่เลยนี่คะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”

               เพลินนั่งลงบนเก้าอี้ ไม่รู้ว่าขาอ่อนหมดแรงหรือว่าช็อกเหมือนกัน มาทำงานไม่กี่วันขุมสมองก็ลาออกไปอย่างนี้เธอแย่แน่ รวมถึงทุกคนในสำนักพิมพ์ด้วย

               “พวกเรามีความจำเป็นค่ะ อย่าทำให้เราสองคนลำบากใจเลยนะคะ” ญาณีบอกเสียงเครือๆ เหมือนกลั้นสะอื้น

               เพลินหลับตาถอนใจ ว่าไปแล้วก็อยากร้องไห้เหมือนกันแหละ แต่สัญญากับตัวเองแล้วว่าถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอย่าร้องไห้เด็ดขาด งานนี้ต้องเจรจาอย่างใจเย็นก่อน ให้ลาออกง่ายๆ คงเป็นไปไม่ได้หรอก

               “มีอะไรไม่สบายใจบอกเพลินได้นะคะ พี่สองคนทำงานกับพ่อมานาน ทำไมถึงจะทิ้งวรรินไปง่ายๆ หรือว่ามีปัญหาอะไรที่เพลินช่วยได้ไหมคะ”

               พิศาลกับญาณีสบตากัน เพลินมองทั้งสองคนสลับกันไปมา ภาวนาขอให้สำเร็จ แต่ซองสีขาวที่วางบนโต๊ะตรงหน้าก็ถูกดันมาไว้ตรงหน้าของเภริน

               “เราสองคนแค่มายื่นจดหมายลาออกแล้วก็จะกลับเลย นี่ค่ะจดหมายลาออก”

               แล้วยังไม่ทันที่เภรินจะได้พูดอะไรต่อ บ.ก.ทั้งสองคนก็ลุกขึ้นมองเธออย่างกับจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูดเปลี่ยนใจเดินออกไปจากห้อง สวนกับวีรชาติที่เดินเข้ามาหน้าตายิ่งกว่าโลกแตก คงได้ยินแล้วล่ะสิว่าเธอล้มเหลวไม่เป็นท่า

               “อย่าเครียดมากนะครับน้องเพลิน” เขาปลอบใจ

               “สงสัยที่นี่เจ้าที่คงแรงค่ะ มาแค่ไม่กี่วันก็ทดสอบเพลินเสียแล้ว” เพลินฝืนหัวเราะออกมาทั้งที่อยากทึ้งผมตัวเองจะแย่ วีรชาติเองก็ยิ้มให้กำลังใจก่อนจะเดินออกไป เธอเดาว่าคงโทรไปปรึกษาพ่อแทนเธอ

               เพลินชักหมดอาลัยตายอยาก เธอไม่อยากให้ใครลาออกทั้งนั้น แต่การลาออกของพิศาลกับญาณีนั้นยิ่งกว่าฟ้าผ่าลงที่สมองของเธอเสียอีก ซองสีขาวถูกเปิด เธอดึงจดหมายลาออกออกมาอ่าน ทว่าในจดหมายกลับไม่ได้มีข้อความยาวเป็นพืดอย่างที่เคยเห็น ทว่ามีเพียงข้อความประโยคเดียวเท่านั้น

               ‘ช่วยลูกสาวของเราด้วย มีคนจับตัวไปเพื่อบังคับให้เราสองคนลาออก อย่าแจ้งตำรวจ’

               เพลินถอนใจ ปวดหัวจี๊ด อย่างนี้นี่เองใช่ไหม ใครมันทำแบบนี้กับบ.ก.สุดที่รักของเธอ ทำยังไงดีๆ แจ้งตำรวจ เธอรีบยกหูโทรศัพท์ เอ...ไม่ดีๆ เผื่อคนร้ายรู้เข้าลูกสาวซึ่งเท่าที่เธอรู้ก็เพิ่ง 9 ขวบถูกทำร้ายหรือฆ่าทิ้งจะทำยังไงล่ะ

               ...ทำยังไงดีถึงจะช่วยลูกสาวของสองคนนั้นได้

               โทรศัพท์มือถือถูกหยิบออกมาจากกระเป๋า ตอนนี้เธอนึกออกแค่คนเดียวที่พอจะช่วยแก้ปัญหาที่ใหญ่เท่าภูเขา แต่คงเล็กเท่าเม็ดกวยจี๊สำหรับเขาละมั้ง ก็ได้...คราวนี้เธอยอมเป็นหนี้บุญคุณของเขา อยากได้อะไรก็คิดมาได้เลย แค่คราวนี้เขายอมช่วยเธอก็พอแล้ว

               

               เพลินลงมาที่รถอย่างร้อนใจ โรจน์บอกว่ามีความคืบหน้าแล้วหลังจากเธอโทรหาเจ้านายของเขาเมื่อเกือบชั่วโมงก่อน แต่ทำไมรถที่มาจอดรอไม่ใช่รถของเธออีกแล้ว แต่เป็นรถของป้าง อีกทั้งคนที่ขับมาก็เป็นคนที่ทำงานยุ่งมาหลายวันเสียด้วย รู้สึกดีใจระคนอุ่นใจมากที่เห็นเขาในตอนนี้ แต่ยามที่เอ่ยออกไปกลับไม่ตรงกับใจเท่าไหร่

               “ทำไมมาเองล่ะคุณ ฉันร้อนใจนะเนี่ย สืบได้เรื่องหรือยังคะ”

               ป้างเลิกคิ้วมอง ‘เจ้านาย’ ที่มาถึงก็ตามงานเชียว ค่าจ้างไม่คิด ทำฟรีนะนี่ ส่วนข้อแลกเปลี่ยนก็ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะขออะไร ดีที่ยังรู้หน้าที่เข้ามานั่งด้วยกัน นึกว่าจะโยกโย้ให้เขาบริหารแรงอุ้มเข้ามานั่งเสียแล้ว

               “โห นี่ขนาดขอให้ช่วยยังเร่งยิก ถ้าสั่งนี่ผมคงไม่ต้องมีเวลาหายใจหายคอเลยมั้งนี่” เขาแกล้งบ่น แอบชอบใจนิดหน่อยเมื่อเห็นเพลินหน้าจ๋อย ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่กลั้นยิ้มไว้แทบแย่

               “ขอโทษค่ะ ฉันใจร้อนไปหน่อย ถ้าคุณไม่ช่วยฉันก็ไม่รู้จะไปขอให้ใครช่วยแล้วเหมือนกัน”

               “น่าดีใจจังแฮะ” ก็ใครจะไปถือสาเล่า ที่พูดเมื่อกี้ก็แค่แหย่ให้หายทำหน้าเครียด แต่ไหงเครียดกว่าเก่าก็ไม่รู้ “ไม่ต้องเครียดไปหรอก ตอนนี้คนของผมได้ตามบ.ก.ของเพลินไปแล้ว ดูเหมือนคนร้ายยังไม่ส่งลูกคืนให้นะ คงต้องสืบทางอื่น แทน”

               “ทางไหนหรือคะ”

               ป้างยิ้ม เขาก็มีเพื่อนหลากหลายวงการอยู่ เพราะฉะนั้นการหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้สบายมาก

               “ก็จากโทรศัพท์ในออฟฟิศของเพลินกับโทรศัพท์ส่วนตัวของสองคนนั้น”

               “ทำได้ด้วยหรือคะ” โอ้ นี่ถ้าเขาบอกว่าเป็น FBI ปลอมตัวเธอยอมเชื่อเลยนะนี่

               “ได้สิ ตอนนี้คนของผมกำลังแกะรอยอยู่ว่าเบอร์ที่โทรมาอยู่ตรงไหน น่าจะเป็นตู้สาธารณะเสียด้วย เมื่อเช้านี้เอง” เขาบอกเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

               “ทึ่งเลยแฮะ”

               ป้างหัวเราะชอบใจ ถ้าเพลินรู้อดีตของเขาว่าเป็นลูกชายมาเฟียมาก่อนแล้วละก็ เรื่องแค่นี้คงไม่น่าตกใจหรอก เพราะเรื่องที่เขากับโป้งเคยทำทั้งตอนที่อยู่อิตาลีจนมาอยู่เมืองไทย แต่ละอย่างไม่ได้นั่งเจรจาเท่าไหร่หรอก ถึงจะใช้ชีวิตตามปกติแล้วแต่เราก็ยังต้องรู้วิธีป้องกันตัวเองและคนที่เรารัก ถ้ารู้จักเขามากกว่านี้เธอคงเฉยๆ กับเรื่องพวกนี้แน่นอน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha