เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 25 : ตอนที่ 13_50%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    คนของป้างทำงานร่วมกับตำรวจอย่างลับๆ จนได้ภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพคนร้ายที่มาใช้โทรศัพท์สาธารณะในเวลาเดียวกับที่มันโทรเข้ามาที่สำนักพิมพ์ เมื่อตรวจสอบก็พบที่อยู่ของคนร้ายได้ในที่สุด เพราะมีประวัติเคยถูกจับเพราะเมาสุราและฝ่าฝืนกฎจราจรมาก่อน

               ป้างขับรถพามาเภรินมาจอดดูลาดเลา ในขณะที่โรจน์ไปรับพิศาลกับญาณีมาและซุ่มรออยู่เช่นกัน มีโทรศัพท์ติดต่อกันเป็นระยะระหว่างป้างกับตำรวจนอกเครื่องแบบ ที่ร่วมมือกันแฝงตัวเข้าไปซุ่มอยู่หลังชุมชนในซอยเล็กๆ เวลาผ่านไป เรื่อยๆ จนกระทั่งป้างได้รับข้อความบางอย่าง เขาลงจากรถ ส่งสัญญาณมือให้โรจน์ที่ไม่ได้ขยับตามไป ก่อนจะก้มหน้าลงมาสั่ง ‘เจ้านาย’ ที่รอลุ้นเต็มที่

               “อยู่แต่ในรถล่ะ ไม่ต้องตามมา คนร้ายน่าจะอยู่ในซอยนี้แหละ”

               เพลินร้องขอตามไปแต่ก็ถูกห้ามเลยต้องยอม ไม่อย่างนั้นเขาเปลี่ยนใจไม่ช่วยแล้วเธอจะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ล่ะ

               พิศาลกับญาณีที่ฟังสถานการณ์จากโรจน์อยู่เช่นกันก็ห่วงจนร้อนใจไปหมด นั่งแทบไม่อยู่สุข จะออกไปตามหาลูกตอนนี้ก็กลัวคนร้ายเห็นหน้าแล้วไหวตัวทันพาลูกหนีไปอีก

               “ลูกของเราจะปลอดภัยไหมคะคุณ”

               “ต้องปลอดภัยสิ” พิศาลปลอบใจทั้งภรรยาและตัวเอง

               เพลินมองไปยังรถที่จอดด้านหลังก็ไม่สบายใจเหมือนกัน เลยส่งข้อความหาพิศาลเผื่อว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง พิศาลเปิดข้อความอ่านก็ใจชื้นขึ้นมาได้นิดหน่อย

               ‘ทำใจดีๆ ไว้นะคะ ทุกอย่างจะเรียบร้อย’

               โรจน์เลยต้องรับหน้าที่ดูแลสองสามีภรรยาที่พามาและเพลินซึ่งนั่งอยู่ในรถอีกคัน ทั้งที่อยากจะไปลุยพร้อมกับนายใจจะขาด

               

               เจิดกับป้องอาศัยอยู่ในบ้านเช่าค่อนข้างโกโรโกโส และยังชอบเสพยาเป็นประจำจนเป็นที่เอือมระอาของชาวบ้านแถวนั้น เวลาตำรวจเข้ามาตรวจทีไรพวกมันก็จะหายหน้าหายตาไปพักหนึ่งแล้วก็กลับมาใหม่ ต่างกันเพียงแต่คราวนี้พวกมันกลับมาได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็พาเด็กกลับมาด้วยเมื่อวันก่อน เด็กร้องไห้แผดเสียงจนทั้งสองคนรำคาญ แต่ก็พอทนได้เมื่อนึกถึงเงินค่าจ้างก้อนโต

               “ไอ้ป้องโว้ย อยู่ไหมวะ”

               “เรียกทำไมวะ” ป้องถามเสียงเซ็ง พอจำได้ว่าน่าจะเป็นป้าปริกที่ขายกล้วยแขกอยู่ในซอย

               “มึงออกไปดูซิ เดี๋ยวกูดูทางนี้ แม่งเมื่อไหร่จะเอาเงินมาให้สักทีวะ ไอ้เด็กนี่ก็แหกปากอยู่ได้ น่ารำคาญชิบ” เจิดบ่นเสียงขรม ขนาดเอาผ้ามามัดปิดปากเด็กมันยังแหกปากอยู่ได้

               “ทำไมมันต้องนัดคืนนี้ด้วยวะ”

               “รีบๆ ไปดูสิวะ เผื่อเป็นตำรวจจะได้หนีทัน”

               ป้องถอนใจใหญ่เพราะขี้เกียจลุก แต่ก็ต้องลุกไปเปิดประตูอยู่ดี เป็นยายปริกขายกล้วยแขกจริงๆ ด้วย

               “ยายปริกมีอะไร”

               “คุณคนนี้เขามาถามหาแกแน่ะ” ยายปริกบอกแล้วชี้ไปยังชายที่มาถามหาไอ้สองคนในบ้าน

               “ไม่รู้จัก มาผิดบ้านแล้ว ไปๆ ให้หมดเลยนะ” ป้องไม่คุ้นหน้ารีบออกปากไล่เตรียมปิดประตูบ้าน แต่ยังไม่ทันได้ทำดังใจชายคนนั้นก็มาชาร์ตตัวไว้แล้วตะโกนออกมาเสียงดัง

               เคลียร์!

               “ไอ้เจิดหนีโว้ย” ป้องตะโกนบอกเพื่อนพร้อมๆ กับเสียงเบิ้ลของรถกระบะหลังบ้านดังสนั่น หารู้ไม่ว่าไอ้เจิดไหวตัวทันตั้งแต่มีคนมาถามหาแล้ว

               ป้างรีบโทรหาโรจน์และคนของเขาที่ซุ่มอยู่ทางซอยด้านหลังอีกสองคน ป่านนี้คนร้ายคนพาเด็กหนีไปใกล้ถึงทางออกจากซอยแล้วกระมัง

               “โรจน์ คนร้ายหนีไปทางปากซอย รถกระบะสีดำ เลขทะเบียน...”

               “คุณเพลิน!” โรจน์ตะโกนเสียงหลง

               “เกิดอะไรขึ้น?” ป้างถามรัวเร็วกลัวเพลินจะเป็นอะไรไป

               “คุณเพลินขับรถตามคนร้ายไปแล้วครับ”

               “หาทางตามไปให้ทันเดี๋ยวนี้”

               เขาอยากจะบ้าตาย ความรู้สึกที่เคยได้ยินว่าหัวใจตกไปอยู่ตาตุ่มมันเป็น เช่นนี้เอง ยัยเด็กดื้อเอ๊ย ป้างรีบนั่งรถของตำรวจนอกเครื่องแบบตามคนร้ายไปทันที พร้อมโทรหาคนที่ทำอะไรระห่ำเกินตัว แต่เพลินไม่รับ เขาคงเส้นเลือดในสมองแตกตายก่อนจับคนร้ายได้แน่ๆ

               เพลินขับรถตามคนร้ายมาด้วยความเร็วสูง ตอนแรกเธอคงไม่สนใจรถกระบะคันนี้หรอก ถ้ามันจะไม่ขับไปชนแผงขายของริมถนนของแม่ค้า เธอมองไปแล้วก็เห็นเด็กคนหนึ่งร้องไห้เสียงจ้าอยู่ในรถ ขับรถแบบนี้ถ้าไม่เมายาก็คงหนีตำรวจ พอคิดได้ดังนั้นก็รีบขับรถตามมาทันที อาจจะใช่หรือไม่ใช่คนร้ายที่ตามหาก็ได้ แต่ถ้าช่วยเด็กในรถได้ก็ถือว่าไม่เสียหลาย

               เจิดขับรถด้วยความเครียด เขาได้ยินเสียงไซเรนรถตำรวจ แถมยังรถที่ขับจี้ท้ายมาติดๆ นี่อีก

               “ตามมาทำไมวะ เดี๋ยวเถอะมึงได้ตายโหงสมใจ”

               รถกระบะเร่งความเร็วมากขึ้นไปอีกและเลี่ยงออกนอกเมืองที่ถนนโล่งขึ้น เพลินเริ่มมั่นใจว่าใช่คนร้ายที่ต้องการตัวแน่ๆ เธอได้ยินเสียงไซเรนตามมาห่างๆ แต่จะหยุดรถแล้วรอตำรวจก็กลัวคนร้ายจะหนีไปแล้วจับไม่ได้ เธอรีบเหยียบคันเร่งตามติด โทรศัพท์ก็ดังระรัว อยากยื่นมือไปกดรับแต่รถก็แล่นเร็วเหลือเกิน

               เจิดมองรถที่ตามมาก็ยิ่งโมโหจัด อีกทั้งไอ้เด็กบ้าก็แหกปากหนวกหู เขาก็เลยดึงปืนที่เหน็บตรงบั้นเอวออกมา เด็กเห็นปืนก็หยุดร้อง รีบลงไปซ่อนตัวตรงที่พักเท้าด้วยความกลัวตาย

               “วอนตายแล้วมึง” เจิดชี้ปืนขู่ พอเด็กเงียบก็ชักรำคาญรถที่ตามมา เขาเปิดประจกแล้วเล็งปืนโดยมองกระจกข้าง

               “ปัง ปัง!!”

               เพลินหักพวงมาลัยหลบกลัวจนร้องกรี๊ดแต่ก็ยังมีสติที่จะขับแบบซิกแซ็ก พอดี ที่รถตำรวจก็ตามมาใกล้ทันอยู่จากเสียงไซเรนที่ดังใกล้เข้ามา แต่แล้วคนร้ายก็จอดรถเพื่อยิงซ้ำมาอีกครั้งอย่างที่เพลินไม่ทันได้ตั้งตัว

               “ปัง ปัง”

               รถเสียหลักเมื่อยางถูกกระสุนชำแรกจนยางแตก เพลินบังคับพวงมาลัยรถที่สั่นเนื่องจากรถเสียการทรงตัว ความเร็วของรถทำให้ยิ่งยากลำบากจนเธอพุ่งลงข้างทาง หน้าผากกระแทกกับพวงมาลัยรถเต็มแรง แต่ก็ยังได้ยินเสียงไซเรนเสียดหู เธอมองตามก็เห็นรถตำรวจ 2 คันและรถกระบะอีกคันไม่มีตราอะไรวิ่งตามไปและล้อมรถกระบะของคนร้ายที่กำลังจะเฆี่ยนรถหนี ซึ่งคงหนีไปได้ไกลแล้วถ้าไม่จอดรถยิงปืนใส่เธอเสียก่อน

               ใครคนหนึ่งกระโดดลงมาจากรถตำรวจแล้ววิ่งสวนกับรถที่ตามติดไปอีกคัน นั่นมันรถของเธอใช่หรือเปล่า อืม...ปวดหัว อยากหลับเหลือเกิน

               ป้างวิ่งลงมาหารถที่จอดนิ่ง ใช้กำปั้นทุบกระจกเมื่อเห็นคนในรถฟุบกับพวงมาลัย

               “เพลิน...เพลินเป็นอะไรหรือเปล่า”

               เพลินยังนิ่งไม่ไหวติง เขาถอดเสื้อจนเหลือแต่เสื้อกล้าม หาก้อนหินแถวๆ นั้นแล้วใช้เสื้อห่อก่อนจะวิ่งไปประตูเบาะหลังเยื้องคนขับเพราะมันไกลที่สุด แล้วจัดการกระแทกหินใส่กระจกให้แตกออกเป็นเม็ดเล็กๆ สามารถดึงออกได้ทั้งแผ่น เสียงสัญญาณกันขโมยดังลั่น

               ป้างเปิดประตูด้านหลังแล้วยื่นมือมาเขย่าตัวเพลิน พอเห็นว่าเธอผงกหัวขึ้นก็รีบเข้ามาแล้วปลดล็อกประตูข้างคนขับ เพลินมองตามพลางนิ่วหน้าปวดหัว ได้ยินเขาเปิดประตูปิดประตูให้วุ่นไปหมด รู้ตัวอีกทีเขาก็อุ้มเธอออกมาจากรถแล้ว แล้วพาไปนั่งใต้ต้นไม้ที่มีร่มบังแดด เพลินเบิกตากว้างเพิ่งเห็นกระจกที่ยับเยินด้วยฝีมือเขา

               “ใจร้อนจังเลยคุณนี่ กระจกแตกทั้งบานแล้วเห็นไหม”

               “ช่างมัน โดนยิงหรือเปล่า” ป้างถามไปก็สำรวจเนื้อตัวของเพลินไป

               “ไม่รู้สิ ฉันชาทั้งตัว คุณช่วยดูหน่อยได้ไหม”

               เพลินเพิ่งรู้อีกนั่นแหละว่านั่งพิงอกกับไหล่ของเขาอยู่ ยามที่เขาก้มลงมาเพื่อหาว่ามีรอยกระสุนที่ตัวเธอหรือเปล่าก็ชักวูบๆ วาบๆ ที่แก้ม รู้สึกร้อนๆ ยังไงก็ไม่รู้ พอขยับตัวเขาก็รั้งเอวไว้ จนแน่ใจนั่นล่ะถึงปล่อยมือจากเอว

               “ไม่โดนยิง”

               ป้างถอนใจโล่งอก ทั้งที่เพลินไม่โดนยิงและเขายังไม่เส้นเลือดในสมองแตกตาย

               “ทีหลังอย่าทำอะไรแบบนี้อีกนะ ผมจะบ้าเอาง่ายๆ”

               เพลินหน้าจ๋อยสนิทยามพูดอ้อมแอ้มให้เขาฟัง “ฉันก็กลัวเหมือนกันนะ ไม่นึกว่ามันจะมีปืน ทำไมคุณไม่บอกฉันแต่แรกล่ะ”

               “เด็กบ้า!” ป้างค้อนใส่ อดใจไม่ไหวก็เลยกอดแรงๆ เสียเลย เขาใจหายจะแย่ ไม่รู้ตัวเลยหรือไง

               เพลินถอนใจช้าๆ รู้สึกเหมือนความเจ็บหายไปชั่วขณะ ถ้าตลอดเวลาที่ตาม คนร้ายมาเป็นเวลาที่กลัวที่สุด ในตอนนี้ขวัญที่หายไปได้กลับมาแล้วเพียงเพราะกอดเร็วๆ ทีเดียวของป้าง

               โรจน์จอดรถบนไหล่ทางรีบเดินลงมาหาป้างกับเภริน ในขณะที่พ่อแม่เด็กก็กำลังกอดปลอบใจลูกร้องไห้ทั้งดีใจทั้งสงสารลูกกันยกใหญ่

               “จับคนร้ายได้แล้วครับคุณป้าง ตำรวจกำลังพาขึ้นรถไป” เขารายงานนายที่ช่วยพยุงเภรินลุกขึ้น อดไม่ได้เลยยกนิ้วให้เสียเลย “เยี่ยมเลยครับคุณเพลิน”

               “เดี๋ยวขับรถคันนี้ไปก็แล้วกัน เสียตรงไหนก็ซ่อมไป”

               “เดี๋ยวฉันออกค่าซ่อมให้นะ” เพลินรีบบอกไว้ ก็ถ้าเธอคิดให้มากกว่านี้รถของเขาก็คงไม่อยู่ในสภาพนี้หรอก

               ป้างมองมาแล้วส่ายหน้า ขี้เกียจดุอีก เท่านี้ก็สะบักสะบอมไม่น้อยแล้ว

               “ทำตัวให้เรียบร้อยแล้วเดินมากับผม ที่เหลือผมกับคนของผมจะจัดการเอง”

               “ได้ตัวเด็กกลับมาหรือยังคะ” เพลินถาม

               “ตอนนี้คงถึงมือพ่อแม่ของเด็กแล้ว หายกลัวหรือยัง” ป้างตอบให้เพลินสบายใจพลางชี้ให้เพลินมองตาม

               ตำรวจกำลังพาพ่อแม่เด็กและเด็กขึ้นรถ คงพาเด็กไปโรงพยาบาลกระมัง หายมาตั้งเป็นวันๆ ไม่รู้ไอ้คนเลวนั่นทำร้ายร่างกายหรือเปล่า

               “หายแล้ว แต่ขายังสั่น คุณเดินช้าๆ หน่อยสิ แล้วนี่จะไปไหน” เสียฟอร์มสุดๆ เลย เมื่อกี้ยังไม่อาการหนักขนาดนี้สักหน่อย

               ป้างเดินช้าลง ช่วยพยุงร่างเพรียวให้เดินขึ้นมาบนไหล่ทางแล้วพาไปที่รถของเพลิน ใจจริงอยากอุ้มแต่เดี๋ยวเจ้าตัวก็โวยวายอีก

               “ก็ไปบ้านน่ะสิ แล้วเดี๋ยวค่อยไปสถานีตำรวจ”

               เพลินพยักหน้ารับ ไม่รู้แล้วว่าเขาจะพูดอะไร ตอนนี้ปวดหัว ขาสั่นด้วย อยากนั่งพักแล้วหลับตาสักครู่ ป้างช่วยเปิดประตูรถให้แล้วค่อยๆ ผ่อนร่างคนบ้าระห่ำเฉพาะกิจเข้าไปนั่งแล้วรีบเดินมานั่งฝั่งคนขับ ช่วยคาดเข็มขัดให้ผู้โดยสารแล้วก็ขับรถออกไปจากบริเวณนั้น ไม่เช่นนั้นถ้านักข่าวมาคงยุ่งกว่านี้แน่ ปล่อยให้ตำรวจจัดการไปก็พอ เขาและคนของเขาหมดหน้าที่แล้ว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha