เสน่หาจอมบงการ (ลงจบแล้ว)

โดย: อัมราน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 26 : ตอนที่ 13_100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    เอาเข้าจริงป้างก็ไม่ได้พาไปบ้านแต่พาไปโรงพยาบาล ให้เพลินได้หาหมอเช็กร่างกายก่อนให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่เจ้าตัวบอก รออยู่พักใหญ่หมอก็บอกว่าเพลินไม่ได้เป็นอะไรมากนอกจากฟกช้ำที่แขน ขาและหน้าผาก สมองไม่ได้รับการกระทบกระเทือนจากผลเอกซเรย์ พร้อมกับจัดยากินและยาทาให้

               เพลินมองยาแล้วแทบหมดแรงเดินตามป้างมาที่รถ พอนั่งเรียบร้อยและมีคนคอยคาดเข็มขัดให้ เธอมองถนนไปเรื่อยก่อนจะหลับตานิ่งแต่ไม่ได้หลับ ตอนนี้เหนื่อยไม่มีแรงดื้อใส่เขาหรอก พาไปไหนก็ไปเถอะ ทว่าไม่นานนักรถก็จอด ซึ่งมันเร็วเกินไปที่จะถึงบ้านของเธอหรือสถานีตำรวจ พอลืมตาก็เห็นบ้านหลังหนึ่ง

               “นี่บ้านใคร ไม่ใช่บ้านฉันเสียหน่อย”

               “ก็บ้านผมน่ะสิ” ป้างบอกพลางช่วยประคองพาเพลินเข้ามาในบ้าน แม่บ้านดูรับมือกับแขกของนายได้ดีรีบเข้าครัวไปรินน้ำมาให้

               เพลินมองบ้าน มองแม่บ้าน แล้วยังมีคนสวน คนรถอีกหลายคนก็พอเบาใจว่าไม่ได้อยู่กับป้างเพียงลำพัง พอหันกลับมาเขาก็มองเธออยู่ก่อน สงสัยคงรู้อีกนั่นแหละว่าเธอคิดอะไรอยู่

               “นั่งพักก่อน เดี๋ยวค่อยไปให้ปากคำก็แล้วกัน”

               คนเจ็บตัวพยักหน้ายกมือมาลูบเบาๆ ตรงหน้าผากซึ่งเป็นรอยช้ำไม่กว้างนักแต่ปูดอย่างกับลูกลำไย ก็ยังดีที่ไม่บวมมาก แต่...

               “อูย...เจ็บจัง”

               ป้างดึงมือเพลินออกแถมยังตีเบาๆ เลยถูกค้อนใส่ อ้าว! นี่เขาหวังดีนะ พอหายตกใจก็ชักดื้อได้แล้วล่ะสิ ถึงเธอจะช่วยให้ตำรวจจับคนร้ายได้ง่ายขึ้นเพราะมันมาเสียเวลายิ่งกราดใส่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เธอทำถูกแล้วหรอกนะ

               “ดี ต่อไปจะได้เข็ดไม่ทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนั้นอีก รู้ไหมถ้ามันยิงโดนขึ้นมาเพลินจะเป็นยังไง”

               “ก็...คงตายมั้ง” แค่นึกภาพตอนนั้นก็สยองจนห่อไหล่แล้ว นี่เธอบ้าบิ่นขนาดนั้นได้ยังไงก็ไม่รู้

               ป้างส่ายหน้ามองตาเภรินนิ่งๆ ก่อนจะพูดเหมือนสอนว่า

               “ถ้าจะตายก็ควรมีความหมายมากกว่านี้และไม่ใช่ตอนนี้ด้วย เพลินจะมีชีวิตยืนยาวถ้าไม่ทำอะไรเสี่ยงๆ แบบวันนี้อีก เข้าใจไหม”

               อีกแล้ว เพลินยอมรับแบบไร้ข้อแม้ว่าป้างพูดถูก เธอเกือบทำให้พ่อกับแม่เสียใจเพราะความไม่ทันคิดของตัวเองแท้ๆ เลย โชคดีเหลือเกินที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ต่อไปเธอจะใช้ชีวิตให้ระมัดระวังมากกว่านี้

               “ฉันผิดเอง ตอนนั้นไม่ทันได้คิดถึงอันตราย ก็แค่กลัวคนร้ายหนีไปเท่านั้นเอง อย่าบอกแม่กับพ่อของฉันนะ เดี๋ยวจะตกใจ” เธอขอร้องเสียงอ่อย หน้าซีดกว่าตอนเขาพาออกมาจากรถเสียอีก

               “ไม่บอก แต่อย่าทำอีก พักสักชั่วโมงก่อนไหม แล้วค่อยไปสถานีตำรวจ”

               “ก็ดีเหมือนกัน ฉันชักง่วงแล้วล่ะ” ไม่รู้เป็นเพราะยาแก้ปวดที่เพิ่งกินตอนอยู่โรงพยาบาลหรือว่าเธอเหนื่อยจนหมดแรงก็ไม่รู้

               แม่บ้านมาช่วยประคองพาแขกของนายไปนอนที่ห้องนอนสำหรับแขก ป้างมองตามไม่ได้เข้าไปในห้องให้เธอลำบากใจ พอเห็นว่าเจ้าตัวหลับตาไปแล้วก็เดินมานั่งที่เดิม แฟ้มงานที่สั่งให้เลขาเอามาไว้ที่บ้านถูกเปิด วันนี้เขาอู้งานเพื่อมาช่วยเพลิน ตอนนี้ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนกัน

               

               ตำรวจสอบถามเภรินอยู่หลายคำถามเพื่อนำไปประกอบสำนวนคดี ส่วนฆโณทัยก็แค่มาส่ง แต่พอเธอมองไปหาก็ไม่รู้ว่าเขาไปไหน ชักงอนหน่อยๆ พามาส่งแล้วกลับไปเลยเนี่ยนะ ช่างเถอะ แค่เขามาช่วยก็ดีถมไปแล้ว พอให้ปากคำเสร็จเดินออกมาจากห้องก็เห็นพิศาลกับญาณีมายืนรออยู่ ถามดูก็เลยรู้ว่าลูกสาวอยู่โรงพยาบาลเพราะมีบาดแผลฟกช้ำหลายแห่งแล้วก็ยังขวัญเสีย ตอนนี้ก็ขอให้แม่สามีมาดูแลในระหว่างมาโรงพัก

               “ขอบคุณคุณเพลินมากนะคะที่ช่วยลูกสาวของเราไว้” ญาณีเอ่ยพลางจับมือนายสาวไว้อย่างซึ้งใจดีใจจนน้ำตาคลออีกรอบ

               พิศาลวางมือไว้บนบ่าของภรรยาเอ่ยขอบคุณเพลินอีกคน

               “เพลินแทบไม่ได้ทำอะไรเลย คุณป้างกับตำรวจแล้วก็คนอื่นๆ ต่างหากล่ะคะที่ช่วยพี่ทั้งสองคนเรื่องลูกสาว”

               ถ้ารับความดีความชอบไว้ทั้งหมดคงเกินไปหน่อย ทำแค่จี๊ดเดียวเองนี่นา แต่สองคนนี้ทำไมพากันยิ้มให้เธอ มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าหัวเธอยุ่งจนเหมือนยัยเพิ้ง

               “เพลินพูดจริงๆ นะคะ พี่ทั้งสองคนยิ้มอะไร” ถามไปแล้วก็อดลูบผมตัวเองไม่ได้

               “ก็พวกพี่เพิ่งขอบคุณคุณป้างมา เขาบอกว่าคุณเพลินต่างหากที่ช่วย” พิศาลบอก รู้สึกเอ็นดูลูกสาวของนายขึ้นมาเป็นกอง

               “โห! โยนความดีความชอบมาให้ขนาดนี้เพลินไม่กล้ารับไว้หรอกค่ะ ตอนนี้ก็สบายใจได้แล้วนะคะ” ชักเขินแฮะ มองแล้วยิ้มให้เธอกันใหญ่เลย ทำอะไรไม่ได้ก็เลยหัวเราะแก้เก้อไป พอดีเห็นตำรวจเดินผ่านไปก็นึกได้ “อ้อ วันสองวันนี้คุณป้างบอกว่าจะส่งคนไปดูแลความปลอดภัยให้ ก่อนส่งให้ตำรวจช่วยๆ กันดูแล เผื่อคนร้ายจะกลับมาอีกนะคะ”

               “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ พวกพี่ซึ้งใจจริงๆ”

               “พี่สองคนทำงานกับพ่อมานานก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน มีอะไรก็ต้อง ช่วยกันสิคะ” จริงๆ ถึงจะเป็นพนักงานระดับล่างเธอก็ต้องช่วยอยู่ดีนั่นล่ะ “ว่าแต่หนังสือลาออกเพลินไม่อนุมัตินะคะ”

               “พรุ่งนี้เราสองคนจะไปทำงานตามปกติค่ะ”

               ต่างคนต่างถอนใจโล่งอก ไม่ได้อุปาทานไปเองแน่ๆ ว่าอาการปวดหัวเหมือนจะหายไปเยอะเลย เธอยกมือไหว้บ.ก.คู่บุญของพ่อ ก่อนที่ทั้งสองคนจะขอตัวกลับไปหาลูกสาวที่โรงพยาบาล เรื่องยุ่งๆ อีกเรื่องได้จบลงแล้วสินะ

               เพลินเดินลงบันไดมาชั้นล่าง คิดว่าคงจะต้องโทรไปหาเพื่อนเผือกสักหน่อย แล้ว เธอยังไม่พร้อมจะนั่งแท็กซี่ในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ยังไม่ทันได้โทรคนที่คิดว่ากลับไปแล้วก็เดินมาหาพร้อมกับส่งน้ำให้พอดี ใจเหี่ยวๆ ก็ฟูพองขึ้นมาทันที

               “มายืนอะไรตรงนี้ล่ะคุณ” ถามไปแล้วก็อยากตีปากตัวเอง ดีใจจะแย่ที่เขายังอยู่ ปากหนอปาก เฮ้อ

               ป้างยิ้มพลางส่ายหน้าใส่ นี่คิดว่าเขาชิ่งกลับไปนอนแล้วหรือไงถึงได้ทำหน้าอย่างกับหมาหงอย อ้อ ไม่ได้สิ อย่าเปรียบคนกับหมา ถ้าเจ้าตัวรู้มีหวังขมวดคิ้วใส่

               “ก็มาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันสิ จะมาทิ้งขว้างได้ยังไงล่ะ”

               ถ้างั้นเขาก็คงไปคุยกับเพื่อนตำรวจมาล่ะสิ ขอรู้บ้างสิว่ามีอะไรคืบหน้าบ้าง

               “คนร้ายให้การยังไงบ้างคะ”

               ป้างมองเภรินแล้วก็ไม่สบายใจ พลางช่วยประคองเดินลงบันไดแล้วเดินช้าๆ ไปด้วยกันที่รถ

               “นี่แหละที่ผมหนักใจ บางทีเรื่องที่เกิดขึ้นกับบ.ก.สองคนนั้นอาจจะมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง และอาจจะเกี่ยวกับที่เพลินถูกลอบฆ่าคราวก่อน”

               “รู้ได้ยังไงคะ” เพลินชะงักขาหยุดเดินแล้วมองป้าง เธอรู้เขาต้องมีข้อมูลมากกว่านี้

               “คนร้ายสารภาพว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งจ้างพวกเขาอีกที แต่พอจะให้สเกตช์ภาพพวกมันกลับให้การอะไรไม่ได้มาก บอกแค่ว่าตอนนั้นมืดมาก แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ใส่แว่นตากับหน้ากากปิดปากไว้”

               “แล้วที่บอกว่าเกี่ยวข้องกัน”

               “คนที่ฆ่านายเชิดอาจจะเป็นผู้หญิง จากการชันสูตรศพเบื้องต้นพบลิปสติกกับแป้งฝุ่นที่ลำคอของผู้ตายน่ะสิ แต่ก็ยังไม่แน่นักเพราะทางนิติเวชกำลังตรวจหา DNA ของคนร้ายอยู่ บางทีที่ศพของนายเชิดอาจจะมีคำตอบให้ตำรวจพบมากกว่านี้ก็ได้”

               เภรินแทบจะหมดแรงเดิน แค่ถูกสั่งฆ่าก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังจะมาจองเวรเรื่องงานอีกด้วย เธอมั่นใจแล้วว่าต้องเป็นคนใกล้ตัวแน่ๆ

               “คนร้ายบอกไหมคะว่ารูปร่างของคนจ้างวานเป็นยังไง”

               “ผมยาว สูงเหมือนนางแบบ ผมยาวตรงจนถึงกลางหลัง แล้วก็เสียงห้วนติดแหลม เพลินพอจะนึกออกไหมว่ามีใครมีลักษณะใกล้เคียงบ้าง”

               เพลินคิดออกอยู่ 2 คน แต่ทั้งสองคนนั้นจะฆ่าเธอด้วยสาเหตุอะไร แค้นเพราะรัก หรือริษยาเพราะความเกลียด ลัลนาหรือว่าเบญญาหรือเปล่านะ ป้างคงไม่อยากฟังความคิดร้ายๆ ของเธอนักหรอก

               “ฉันไม่แน่ใจค่ะ”

               “ไม่เป็นไร ตำรวจกับคนของผมจะหาตัวคนร้ายมาให้ได้ ตอนนี้กลับบ้านกันก่อน”

               “ฉันจะบอกแม่ยังไงดี” เพลินเริ่มหนักใจ รอยช้ำวงเบ้อเร่อขนาดนี้ ยังไงแม่ก็ต้องเห็นอยู่แล้ว

               ป้างยื่นมือมาเกลี่ยผมของเพลินให้ปิดหน้าผาก ถ้าไม่สังเกตอะไรมากก็พอปิดรอยช้ำได้ แต่คนอย่างวรดามีหรือจะหลุดรอดสายตาไปได้

               “ถ้าแม่ถามว่าหน้าผากไปโดนอะไรมาก็บอกท่านไปตามตรงนั่นแหละ อย่าหาเรื่องมาโกหกเลย แม่เพลินน่ะฉลาดกว่าที่เพลินคิดไว้นะ”

               เพลินยิ้มกว้างที่เขาชมแม่ให้ฟัง เธอรู้มาตั้งนานแล้วล่ะ แต่พอได้ฟังอย่างนี้ยิ่งภูมิใจในตัวแม่จัง หญิงสาวเดินตามร่างสูงใหญ่ยักษ์ไปที่รถโดยไม่เห็นสายตาอาฆาตเกลียดชังจากเบื้องหลัง ครั้งนี้ไม่ได้หวังให้มันมาเสี่ยงตาย แต่คราวหน้ารับรองมันได้เครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกแทนแน่นอน ก็แค่เรื่องสนุกๆ ก่อนจะตายด้วยมือปืนที่ไม่มีทางพลาดเหมือนคราวก่อนเท่านั้นเอง

               

               วรดาฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างสงบเพราะวีรชาติได้มาบอกข่าวก่อนหน้านี้แล้ว นางเลยบอกลูกเพียงสั้นๆ ว่า...อย่าทำแบบนี้อีก แค่นี้เภรินก็ยิ้มออกแล้วหลังจากที่ใจเต้นตุ๊มๆ ต้อมๆ ตอนที่สารภาพความจริงโดยมีป้างคอยเป็นกองหนุน แน่ล่ะตอนนี้ระหว่างเขากับเธอ แม่คงฟังป้างมากกว่า

               ป้างแวะคุยกับเป็นเอกอยู่สักพักก็ขอตัวกลับ โดยโรจน์และคนของเขาอีกจำนวนหนึ่งก็เฝ้าดูแลความปลอดภัยตามคำสั่ง แปลกที่แทนที่จะเหนื่อยเพลียแต่กลับมีแรงมีพลังเพียงเพราะกระดาษใบเล็กๆ ที่แม่บ้านเอามาให้เขาตอนกลับมาถึงบ้าน

               กระดาษแผ่นเล็กที่มีลวดลายเป็นการ์ตูนวอลต์ดิสนีย์ซึ่งดูก็รู้ว่าคงฉีกมาจากสมุดสักเล่มที่เจ้าตัวพกมาด้วย เรียวปากหนายิ้มยามอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา ช่างชื่นไปถึงหัวใจ

               ‘ขอบคุณนะ บางทีฉันก็คิดว่าเทพเจ้าแห่งความโชคร้ายคงเบื่อฉันแล้วล่ะ ถึงได้ส่งคุณมา’

               เด็กบ้า! ทำไมไม่บอกกันตรงๆ ถ้าแม่บ้านไม่ทันเห็นรู้ไหมว่าเขาจะพลาดอะไรไป ป้างวางกระดาษแผ่นนั้นไว้ที่หัวเตียงกำลังจะหลับ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบมาแล้วเปิดไฟหัวเตียงอ่านทวนซ้ำอีกรอบ เขาคงบ้าไปแล้วแน่ๆ ลายมือน่ารักแบบนี้ใครจะอดใจไม่อ่านซ้ำได้ แต่ดูๆ ไปลายมือทำไมดูคุ้นๆ จังแฮะ เหมือนเคยเห็นลายมือแบบนี้ที่ไหนมาก่อน

               

               เช้านี้ป้างมีงานที่โป้งฝากให้ทำ ไหนๆ ก็มาอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงนี้ ก็เลยต้องไปดูแลงานของน้องชายเสียหน่อย ออฟฟิศของเขากับป้างอยู่ตึกเดียวกัน เพียงแต่คนละชั้นก็เท่านั้นเอง ธุรกิจรังนกของโป้งไปได้สวย แม้จะมีเรื่องปวดหัวเพราะพวกมีอิทธิพลอยู่บ้าง แต่หลังจากสาวไส้ของปราบดากับดัมรงค์จนไม่สามารถแก้ตัวข้างๆ คูๆ กับสังคมได้อีก หนำซ้ำยังต้องชดใช้กรรมในคุก โป้งก็เลยมีเวลาสวีตกับแฟนมากขึ้น แถมยังเร่งเขายิกๆ ว่าให้หาแฟนสักที ความฝันของโป้งคือการที่เราพี่น้องได้พาเจ้าสาวเข้าพิธีพร้อมๆ กัน

               ป้างยิ้มชอบใจ โป้งน่ะอยากแต่งงานจะแย่ แต่ปานชีวายังขอเวลาทำงานต่างหากล่ะ แล้วดูเถอะพอนึกถึงน้องชายก็โทรมาพอดี คนพี่เลยทักทายไปก่อน

               “ที่เกาะเรียบร้อยดีหรือเปล่า”

               “มันยังไม่ได้ย้ายตัวเองไปไหนหรอก สบายใจได้” โป้งตอบ

               ป้างจำได้หรอกน่าว่าเคยบอกน้องไปแบบนี้ตอนที่โป้งฝากดูแลเกาะ “ไอ้นี่ ทำมาย้อน”

               สองพี่น้องพากันหัวเราะ ตอนนั้นโป้งกำลังอินเลิฟ คราวนี้ก็ผลัดกันบ้าง ถ้าเป็นห่วงใครสักคนแล้วนั่งรอข่าวคงบ้าตายก่อน พวกเขาสองคนก็ไม่ใช่คนที่ชอบนั่งรอข่าวเสียด้วยสิ

               “ทุกอย่างเรียบร้อยดี สินค้าคงส่งถึงลูกค้าที่สิงคโปร์พรุ่งนี้ แล้วก็เครื่องเจนฯ เครื่องใหม่มาแล้ว ฉันเลยให้ตั้งใกล้ๆ กันกับเครื่องเก่าจะได้ไม่ต้องเดินสายไฟให้วุ่นวาย อ้อ เมื่อวานหมาของนาย ไอ้โชคช่วย”

               “นำโชคโว้ย ไม่ต้องมาเปลี่ยนชื่อให้เดี๋ยวมันสับสน” ป้างรีบบอก แค่ตอนนี้มันก็คงสับสนไปแล้วมั้ง เขาเรียกมันว่านำโชค ส่วนเพลินเรียกมันว่าโชคดี นี่ยังจะมีโชคช่วยอีก

               “เออๆ ป่วย เจ้าไตรมันเลยพานั่งเรือไปหาหมอ”

               “รักคนมาเยอะแล้ว ลองรักหมารักแมวดูสิวะ ไหนๆ ปานก็รักเจ้ากัปตันอย่างกับลูกชาย”

               โป้งถอนใจ ใครไม่เคยกลัวอะไรฝังใจจนโตเป็นผู้ใหญ่ไม่เข้าใจหรอกว่ามัน...ทำใจยาก

               “ของอย่างนี้ต้องใช้เวลานะป้าง ทำไมเราไม่กลัวอะไรเหมือนกันวะ”

               ป้างหัวเราะชอบใจ เขาก็มีบางอย่างที่กลัวฝังใจเหมือนกัน เพียงแต่ไม่แสดงออกก็แค่นั้นเอง

               “เออ ขอบใจ อีกวันสองวันจะกลับ”

               “แล้วจะบอกแม่ให้”

               ป้างกดวางสายแล้วขึ้นลิฟต์ไปอีกชั้นเพื่อทำงานของตัวเองบ้าง ไม่ได้หรอกต้องรีบๆ เคลียร์งาน ตอนเย็นเขาไม่ว่างมีนัดสำคัญ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha