เสน่หาเชลยใจ

โดย: คีตะธารา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : เสือพบสิง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

เพียงคล้อยหลังภพพระออกไป เพการู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ เธอหลับตานิ่งทั้งที่หัวใจยังหวั่นไหวไม่หยุดหย่อนเมื่อตามเนื้อตัวมีความรู้สึกเหมือนสัมผัสที่เร่าร้อนและทรงพลังของเขายังแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายงาม

หากเธอเผลอไปกับสัมผัสที่ดื่มด่ำฉ่ำหวานแล้วเรียกร้องด้วยการปรนเปรอที่ช่ำชองของเขาในเวลาที่ผ่านมา วันพรุ่งนี้ชะตากรรมของเธอจะเป็นเช่นไร เธอไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึง

ฝ่ามือเรียวบางยื่นไปดับไฟโคมแล้วซุกกายขดอยู่บนเตียงกว้าง โดยหารู้ไม่ว่า มีสายตาสามคู่ที่กำลังมองมายังห้องของเธอ

เมื่อแสงไฟในห้องของเธอดับลง หยาดน้ำตาก็ไหลรินออกมาจากดวงตาของเมียทั้งสามของเขา ที่ต่างจ้องมองไปยังห้องนอนของเพกาด้วยหัวใจที่เจ็บลึก เพราะเข้าใจว่า เมียคนที่สี่ทั้งสวยพริ้มคงจะมัดใจเขาไว้ได้ และคงอีกนานกว่าเขาจะมาหาพวกหล่อนเหมือนเก่าก่อน

“พวกเธอคิดว่าไง”

สุชาวลีร้องถาม อรณัสและศตายุ เมื่อเดินออกมาจากบ้านพักของหล่อนแล้วพบว่าทั้งสองยืนอยู่ด้วยกัน โดยที่สายตาของพวกหล่อนยังคงจับนิ่งอยู่บริเวณที่เป็นห้องนอนของเพกา

“คืนที่ฉันเข้ามาที่นี่ แล้วอีกหลายคืน เขาก็อยู่กับฉันแล้วก็ทำให้เธอเฝ้ามองแบบนี้ไมใช่หรือสุชาวลี”

อรณัสสรรพยอกขึ้นเบา ๆ แต่กลับทำให้สุชาวลียิ้มหยันเมื่อวาดปลายเท้าเฉียดมาหาอรณัส

“คืนที่ศตายุเข้ามาที่นี่ หล่อนก็เคยมองแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรืออรณัส”

อรณัสมองสานสายตากับสุชาวลีอย่างไม่พอใจ

“หากเธอมีเสน่ห์จริงอย่างว่า ศตายุจะก้าวมาเป็นเมียคนที่สามได้อย่างไร”

สุชาวลียิ้มหยัน

“แม้ว่าเขาจะมีพวกหล่อนสองคน เขาก็ยังแวะเวียนมาหาฉัน มันแสดงว่าอะไรก็น่าจะเข้าใจ”

“หล่อนจะบอกหล่อนมีดีกว่าเราสองคนอย่างนั้นหรือ”

อรณัสเอ่ยถาม

“แน่ล่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น หล่อนแสดงความสามารถให้พวกเราดูสิ หากว่าหล่อนสามารถนอนกับคุณภพพระได้ในคืนนี้ เราสองคนจะยอมแพ้”

ศตายุช่วยเสริมทำให้สุชาวลีต้องกำมือแน่น เพราะหล่อนก็มั่นใจว่าคืนนี้ไม่มีทางที่เขาจะยอมทิ้งเพกาออกมาจากห้องอย่างแน่นอน

“ฝากไว้ก่อนเถอะ”

สุชาวลีทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเดินไปยังบ้านพักของหล่อนท่ามกลางสายตาที่เย้ยหยันของอรณัสและศตายุ แต่ทว่า เพียงแค่สุชาวลีเดินห่างออกมาไม่กี่ก้าว เปิ้ล สาวใช้ต้นห้องของหล่อนก็วิ่งหน้าตื่นเข้าไปหา

“คุณสุขา คุณภพพระมาค่ะ กำลังมาทางนี้”

คำบอกเล่าของเปิ้ลดังมากพอที่จะทำให้ทั้งสุชาวลี อรณัสและศตายุก็ได้ยิน

“จริงหรือ นี่แสดงว่าเขาไม่ได้อยู่กับนางคนนั้น”

สุชาวลีเอ่ยออกมาเบา ๆ ก่อนจะปรายตาไปหาอรณัสและศตายุ

“ฉันจะครอบครองเขาในคืนนี้”

“แต่เป็นคิวของฉัน”

อรณัสร้องบอกสุชาวลีพร้อมกับเดินปรี่เข้ามาหา

“แต่ฉันจะอยู่กับเขาคืนนี้ให้ได้ คอยดูสิ”

สุชาวลีพูดอย่างมาดมั่นก่อนจะเดินไปยังทิศทางที่เปิ้ลบอก แต่อรณัสกับศตายุก็ไม่ยอมแพ้รีบเดินตามไปติด ๆ หวังจะเดินไปให้ถึงภพพระก่อน แต่สุชาวลีกลับไม่ทำอย่างนั้น หล่อนเลือกที่จะนั่งลงยังม้าหินอ่อนกลางสนามหญ้าแล้วสะอื้นไห้ออกมา

สร้างความงุนงงให้อรณัสและศตายุอย่างมาก ครั้นพอหล่อนทั้งสองมองเห็นภพพระก็รีบสะอื้นไห้ออกมาบ้าง

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น พวกเธอถึงมานั่งร้องไห้แบบนี้”

น้ำเสียงทุ้มกังวานแผดดังขึ้น แม้จะฟังดูผิวเผินเหมือนเขาอารมณ์ไม่สู้ดีก็ตาม แต่แก้วเสียงกลับนุ่มละมุนไพเราะ

“ก็ใครล่ะคะที่ทำให้พวกเราต้องเสียน้ำตาแบบนี้”

สุชาวลีเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก ก่อนจะปรายตามาหาอรณัสและศตายุเหมือนต้องการหาเสียงสนับสนุน

“ใช่ค่ะ คุณภพมีพวกเราสามคนอยู่แล้ว จู่ ๆ ก็มีคนที่สี่”

“คืนนี้พวกเราคิดว่าจะไม่ได้พบหน้าคุณภพเสียอีก”

“ผู้หญิงคนนั้นสวยมากไม่ใช่หรือคะ เห็นเด็ก ๆ มันบอกว่ารูปร่างอ้อนแอ้นอรชร ดูแบบบางน่าทะนุถนอม ปากนิด จมูกหน่อย ตาโต ผมดำ ผิวขาว หุ่นทรงเหมือนนางในวรรณคดี”

สุชาวลีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งอิจฉาเล็ก ๆ

“พวกเรามันเก่าแล้วใช่ไหมคะ ถึงทำแบบนี้”

อรณัสร่ำไห้ออกมาเบา ๆ

“ยุเสียใจนะคะ หากคุณภพบอกล่วงหน้าสักหน่อยก็จะพอทำใจได้ หรือไม่ก็บอกสิคะว่าพวกเราบกพร่องตรงไหน คุณภพต้องการให้ปรับปรุงอะไร”

“อรก็ด้วย อรรักคุณภพนะคะ ซื่อสัตย์มาตลอด ไม่รัก ไม่เห็นใจก็น่าจะสงสารบ้าง”

“พวกเราผิดอะไรคะ”

ศตายุร้องถามพร้อมกับลุกเดินมาหาเขา กอดแขนของเขาและซบหน้าไปกับท่อนแขนที่แข็งแรงของเขาทำให้อรณัสรีบลุกมาบ้างกอดแขนเขาไว้อีกข้างหนึ่ง

“อรรักคุณนะคะ มีแค่เราสามคนไม่ได้หรือคะ”

ภพพระระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ อารมณ์ที่หงุดหงิดที่ยังไม่จางกำลังจะถูกกระพือให้ลุกโชนขึ้นอีก เขาสะบัดแขนแล้วเตรียมถอยหนี แต่สุชาวลีรีบโผเข้าไปกอดทางด้านหลังเขาไว้แน่น

“คุณภพขา อย่าโกรธเลยนะคะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว สุจะดูแลรับใช้เองนะคะ”

เจ้าหล่อนเดินอ้อมมาด้านหน้า ยกสองมือประคองใบหน้าของเขาไว้พร้อมกับมองลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบคู่นั้นอย่างมีความหมาย

หล่อนค่อย ๆ วางมือลูบไล้แผงอกกว้างของเขาแผ่ว ก่อนจะสอดมือข้างนั้นมากอดเอวของเขาซบใบหน้ามาหา

“อย่าหงุดหงิดไปเลยนะคะคนดี สุจะดูแลรับใช้คุณเองค่ะ”

หล่อนกระซิบเบา ๆ พร้อมกับก้าวเดินพาเขาไปยังประตูบ้านพักของหล่อนในขณะที่อรณัสและศตายุต่างยืนจ้องมองด้วยความงุนงง

“ได้ไง..ที่จริงแล้วคืนนี้ มันเป็นคิวของฉันนะสุชาวลี”

อรณัสตะโกนไล่หลังก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวตาม แต่ไม่ทันเมื่อประตูบ้านพักของสุชาวลีถูกปิดลง

“บ้าที่สุดนางตัวดี ชุบมือเปิบ บ้าที่สุด”

อรณัสรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก

“คราวก่อนก็เป็นคิวของแม่นั่น วันนี้ก็มันอีก เธอทำไมคิดช้านักล่ะอร”

“แล้วเธอล่ะทำไมคิดไม่ทันมัน”

ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันนิ่งก่อนจะสะบัดหน้าแล้วต่างคนต่างเดินกลับไปที่พักของตน

                       

“ดื่มอะไรสักแก้วไหมคะ”

สุชาวลีเอ่ยถามเมื่อปลดกระดุมเสื้อนอนของเขาออกพร้อมกับส่งสายตาเชิญชวนไปให้

“ไม่”

“ไม่ว่าคุณภพจะรู้สึกหงุดหงิดหรือไม่พอใจใคร แต่เวลานี้ คุณอยู่กับสุแล้ว สุจะดูแลรับใช้คุณเอง..ผ่อนคลายเถอะนะคะ”

หล่อนประทับกลีบปากลงยังกลางอกกว้างของเขาหนัก ๆ

“เธอรู้ใจฉันมากที่สุด ในบรรดาเมียทั้งสาม เธอเข้าใจฉันมากที่สุด”

หล่อนมองสานสายตากับเขา

“เป็นแค่คนรู้ใจ แต่ไม่ใช่คนที่ถูกเลือก จะมีประโยชน์อะไรคะ สุไม่ต่างอะไรกับสบู่ มีความสำคัญแค่ชโลมผิวกายชะล้างคราบเหงื่อไคลเท่านั้นเอง พอราดน้ำ สบู่ก็เป็นเพียงฟองฝอยที่คุณต้องการจะล้างให้หมด ไม่ให้หลงเหลือติดผิวกาย”

หล่อนทำหน้าเศร้า

“หากเลือกได้ สุอยากจะขอเป็นเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่ซะยังดีกว่า อย่างน้อยยังอยู่กับคุณได้นาน”

ภพพระหัวเราะเบา ๆ พร้อมกับบีบปลายคางของหล่อนแล้วเชยให้แหงนเงยขึ้น

“ช่างเจรจาเสียจริงนะ แต่สำหรับฉันสบู่ก็มีความสำคัญอย่างมาก เพราะกลิ่นของมันสามารถบำบัดได้หลายอย่างไม่เพียงแค่ชะล้างคราบเหงื่อไคล โดยเฉพาะสบู่ก้อนนี้ ส่งกลิ่นหอมยวนยั่วใจ ให้ฉันเกิดความหวั่นไหว”

สุชาวลียิ้มพราย

“จนป่านนี้แล้ว ยังหวั่นไหวอยู่อีกหรือคะ”

เขาใช้ปลายนิ้วเกลี่ยพวงแก้มของหล่อนก่อนจะรั้งร่างบางให้ลู่แนบมาหาอกเปลือยเปล่าของเขาหลังจากที่เสื้อนอนถูกเลื่อนออกไปจากร่างด้วยมือบางของหล่อน

“มันก็อยู่ที่ว่า สบู่ก่อนนี้จะมีกลิ่นหอมติดผิวกายของฉันนานแค่ไหน หรืออาจจะหมดกลิ่นตั้งแต่ถูกราดด้วยน้ำเปล่า”

หล่อนช้อนสายตามองเขาอย่างยั่วยวนพร้อมกับวางมือบางลงยังอกกว้างแล้วลูบไล้เบา ๆ ก่อนะจะใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเจ้ายอดสีชมพูอ่อนที่โดดเด่นอยู่บนแผงอกกว้างที่แน่นตึงไปด้วยกล้ามเนื้อหนุ่มที่แน่นเครียดอย่างน่ามอง

ทำให้หัวใจของเขาเริ่มกวัดแกว่งกับจุดสัมผัสที่เปรียบเสมือนตัวกระตุ้นให้เกิดเปลวไฟที่ส่งสัญญาณโลดแล่นไปทั่วร่าง

“สุจะรับใช้คุณ คืนนี้ สุจะทำหน้าที่ของเมีย แม้ว่าจะเป็นเมียที่คุณไม่ได้ตั้งใจจะยกย่องก็ตาม แต่สุก็คิดว่าสุคือเมียของคุณ..สุรักคุณค่ะ”

หล่อนกระซิบบอกเขาก่อนจะใช้ปลายลิ้นแตะเจ้ายอดสีชมพูน้อย ๆ ของเขาแล้วใช้ปลายลิ้นตวัดแผ่วผ่านไปทั่วแผงอกกว้าง

ฝ่ามือใหญ่สะอาดยกมือรวบเส้นผมของหล่อนไปไว้ด้านหลังก่อนจะเปลื้องชุดนอนที่บางเบาออกจากร่างบาง ที่ไร้ซึ่งบราและซับใน เผยให้เห็นเรือนร่างโปร่งตาที่ดูเหมือนคุ้นเคยไปทุกสัดส่วน

เพียงแค่มองเห็นสัดส่วนที่พราวพร่างของหล่อนก็ทำให้ฉุกนึกถึงเรือนกายของสาวสะพรั่งที่อวบอั๋นยวนตายวนใจของเพกา

แม้จะผ่านสตรีมามากมาย ครอบครองอยู่ทุกคืนวัน แต่ครั้นได้มองเห็นทรวดทรงที่ดูเหมือนอรชรอ้อนแอ้นแบบบางของเธอที่แอบซ่อนเนื้อนมไข่ที่อล่างฉ่างอวบอูมเอาไว้อย่างมิดชิด หัวใจของเขาก็ร้อนฉ่าขึ้นมาในบัดดล

ภพพระพยายามผลักไสความรู้สึกชั่วแวบที่ระลึกนึกถึงผู้หญิงที่มีท่าทีหยิ่งยโสคนนั้นออกไป พร้อมกับฉกทาบริมฝีปากได้รูปลงมาหาเรียวปากของสุชาวลีที่เบียดบดเคล้ามาหาริมฝีปากของเขาอย่างหนักหน่วง

ร่างบางสะท้านยะเยือกกับสัมผัสที่ร้อนแรงของเขา สุชาวลีรู้สึกอ่อนระทวยเพียงแค่จูบเดียวของเขา เขาช่างวิเศษเสียจริง เพียงแค่จูบเท่านั้นยังทำให้หัวใจของหล่อนโลดแล่นเหมือนใบไม้ที่ปลิวตามกระแสลมที่พัดผ่าน

ภพพระประคองร่างเปลือยของหล่อนให้เอนลงบนที่นอนนุ่มก่อนจะทาบร่างใหญ่ที่กำยำแข็งแกร่งตามลงไป พร้อมกับวางฝ่ามือใหญ่ระรานบีบเคล้นไปทั่วสรรพางค์กายของหล่อน ริมฝีปากก็ประพรมจูบส่งให้ความร้อนแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกอณูเนื้อ

ร่างบางบิดโยกขยับไหวไปมาพร้อมกับเสียงครางที่เล็ดผ่านออกมาจากลำคอ เมื่อเขาพรมจูบไล่ลงไปหาทรวงอกขาวโพลนของหล่อนซุกไซ้อย่างเมามันหนักหน่วง

ทำให้หัวใจของหล่อนหวีดผวาหวามสั่นพร่าขึ้นมา ฝ่ามือบางวางลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังที่แน่นตึงของเขาไล้ลามลงไปหาเอวหนาสะโพกที่แข็งแรง

หล่อนใช้สองมือยันแผ่นออกกว้างของเขาให้ห่างจากร่างของหล่อนก่อนจะพลิกร่างขึ้นบนเมื่อเขาเอนแผ่นหลังทาบพื้นที่นอนนุ่ม

“สุบอกแล้วไงคะว่าคืนนี้เป็นหน้าที่ของสุ”

หล่อนกระซิบบอกเขาเบา ๆ ก่อนจะใช้ปลายลิ้นแตะที่ใบหูของเขาแล้วดุนดันไล่ลงมาหาลำคอ ผ่านมาหาเจ้าเม็ดเกสรบัวที่สลักอยู่บนอกกว้างที่แน่นตึงด้านซ้ายของเขา เกลี่ยหยอกเย้า มือบางก็เคล้าคลึงเจ้าเกสรด้านขวา

สุชาวลีค่อย ๆ ย้ายมือเรียวเคลื่อนต่ำลงตามเอวหน้าท้องที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์ เพราะเขาออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ กล้ามเนื้อจึงสมบูรณ์และแข็งแรง

หล่อนเคลื่อนปลายนิ้วเข้าครอบครองความหนุ่มฉกรรจ์ของเขาแล้วหยอกเย้าเคล้าคลึงโรมรันมันที่ค่อย ๆ ขยายตัวแผ่รัศมีที่ยิ่งใหญ่อวดศักดาของความกล้าแกร่งและทระนง ทำให้หัวใจของหล่อนเต้นแรงและร้อนฉ่าขึ้นมาเมื่อรับรู้ถึงพลังขับที่กำลังแสดงฤทธิ์เดชให้หล่อนได้ประจักษ์ถึงความแกร่งฉกรรจ์ที่ไม่เป็นรองใคร

ภพพระเผลอครางออกมาเบา ๆ เมื่อหล่อนกอบกุมหัวใจของความเป็นชายของเขาขยับบีบเคล้นเหมือนกำลังกระพือเปลวไฟที่กำลังคุให้ลุกโชนขึ้นรุนแรง

ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นกอบกุมโนมเนื้อที่ขาวโพลนนุ่มนิ่มละมุนบีบเคล้นแผ่ว ๆ แล้วหนักขึ้น ก่อนจะเลื่อนฝ่ามือต่ำลงไปหาเอวกลึงของหล่อนที่กำลังแยกเรียวขาค่อมร่างของเขา

เนื้อแนบเนื้อกายแนบกาย ความเป็นหญิงที่ชี้ชัดวางทาบลักษณะอันโดดเด่นของความเป็นชายที่สมบูรณ์อย่างที่สุด

กลีบกุหลาบที่ผลิแย้ม เผยให้สัมผัสถึงความชุ่มชื้นของสายธารธรรมชาติที่หลั่งไหลออกมาจากกายสาว เอิบอาบฉ่ำทาบความแกร่งของเขาที่ผงาดขึ้นทันทีเมื่อเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็นที่สัญจรประจำของเขากำลังเปิดทางให้

เขาไม่รอช้ารีบถลำผ่านเข้าไปอย่างหนักหน่วงแม้จะเนิบนาบแต่ก็ทำให้สุชาวลีถึงกับผวาสั่น หล่อนวางมือบางทั้งสองลงบนอกกว้างของเขาพร้อมกับขยับสะโพกน้อยขับเคลื่อนลีลารสสัมผัสที่ไหวหวาม

ทรวงอกอวบขยับพลิ้วถลาไปมาเมื่อเอวกลึงเริ่มโยกสะโพกผายเคลื่อนย้าย ฝ่ามือใหญ่ที่สะอาดและแข็งแรงเลื่อนไล้กอบกุมเจ้าอกคล้อยที่อวบอูมนุ่มละมุนของหล่อนบีบขยำแผ่วและหนักหน่วงสลับพร้อมกับสะโพกหนาเริ่มเบียดประชิดแล้วโยกหนักขยับผสานแล้วถอยห่าง

เขาวางมือลงที่เอวกลึงของหล่อนก่อนจะทิ้งน้ำหนักลงที่ปลายเท้าแกร่งของเขาให้สะโพกหนาลอยสูงเป็นจังหวะกระชั้นถี่สลับกับสะโพกกลมมนที่โยกขยับอย่างนุ่มนวล

“คุณภพขา..อื้อ”

หล่อนร้องครางเบา ๆ ก่อนจะดังขึ้นเมื่อเขาพลิกร่างของหล่อนลงนอนแนบพื้นแล้วทำหน้าที่เป็นสารถี โอบกอดประคองหล่อนให้โบยบินไปกับเขาในที่ที่มืดมิดไร้ผู้คน เป็นเสมือนเอกมิติที่มีเพียงเขาและหล่อน มองเห็นเพียงแสงสว่างรำไรที่อยู่ไกลโพ้น

สุชาวลีดีดดิ้น ร้องครวญครางราวกับเจ็บปวดเสียนักหนาแต่ภายใต้เสียงร้องนั้น หัวใจของหล่อนกำลังจะแตกดับไปด้วยไฟแห่งราคะที่ลุกโชนโหมกระหน่ำอย่างไม่ถดถอย

แทนที่หล่อนจะหาทางหลีกหนีกลับโจนทะยานเข้าไประเริงกับไฟแห่งความเร่าร้อนนั้น ชโลมหัวใจและความรู้สึกด้วยการกรีดร้องอย่างโหยหา

ภพพระขยับร่างเบียดกระหน่ำกระชั้นถี่หนักหน่วงและรุนแรงก่อนจะทิ้งทวนด้วยจังหวะสุดท้ายที่ทำให้สุชาวลีแทบกระอัก เขาถอนร่างออกมาแล้วพลิกร่างลงนอนพร้อมหายใจรวยระรินในขณะที่สุชาวลีหลับตาพริ้ม ร่างกายของหล่อนยังคงสภาพเหมือนเมื่อมีเขาผสานร่างอยู่

 

 “คุณภพขา”

ใกล้สว่างภพพระเตรียมลุกขึ้นแต่สุชาวลีรีบซบหน้ามาหาอกกว้างของเขาพร้อมกับกอดเขาไว้แน่น

“สุรักคุณมากนะคะ”

ภพพระระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ

“แม้ว่าสุจะเป็นได้แค่เมียเก็บของคุณ แต่สุก็พอใจที่ได้อยู่ใกล้คุณ ได้รักคุณ”

หล่อนขยับร่างเบียดเข้าไปหาเขาอีกนิด

“ขอเพียงแค่คุณภพอย่าทอดทิ้งสุเลยนะคะ”

“ไม่หรอก ก็เธอดูแลฉันดีขนาดนี้ ฉันจะทิ้งเธอได้ยังไงล่ะ”

เขามองหน้าของหล่อนในระยะใกล้

“ผู้หญิงคนใหม่สวยมากไม่ใช่หรือคะ แม้ว่าคืนที่ผ่านมาคุณภพยังไม่ได้อยู่กับเธอ แต่หากมีสักคืนที่คุณภพได้มีโอกาสอยู่กับเธอ คุณภพแน่ใจหรือคะว่าจะยังคิดถึงสุอยู่”

“ไม่หรอก ฉันไม่ใช่คนที่จะหลงอะไรง่าย ๆ”

หล่อนช้อนสายตามองหน้าเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากหล่อนสามารถมีลูกกับเขาได้ ต่อให้เขามีผู้หญิงอีกเป็นร้อยก็จะไม่มีความสำคัญเท่าหล่อน

“ไม่ว่าคุณภพจะมีใครอื่นอีกสักกี่คน ขอเพียงแค่คุณภพยอมมาหาสุบ้าง ไม่รังเกียจสุ ไม่เบื่อหน่ายสุเท่านั้น”

เขามองหน้าหล่อนนิ่งก่อนจะยิ้มน้อย ๆ

“อย่าทิ้งสุเลยนะคะ สุรักคุณ สุก็มีหัวใจ มีความรู้สึก คงไม่มีผู้หญิงคนไหนดีใจที่เห็นชายที่ตนรักมีผู้หญิงคนใหม่ แต่ว่าสุรู้ดีว่าสุมีวาสนาแค่ไหน เท่าที่คุณภพเลี้ยงดูสุอย่างดีก็ถือเป็นวาสนาของสุแล้ว..แต่ว่า สุก็อดน้อยใจไม่ได้”

“แล้วจะให้ฉันทำอย่างไรล่ะจ๊ะ หือ..บอกมาสิ”

เขาพลิกร่างทาบมาหาร่างเปลือยของหล่อน

“ก็..ก็”

หล่อนสามารถพูดได้เพียงเท่านั้นเมื่อริมฝีปากได้รูปฉกทาบลงไปครอบครองเรียวปากของหล่อนอย่างหนักหน่วงแล้วไม่เปิดช่องว่างให้หล่อนได้พูดอะไรออกมาอีก

สุชาวลีพยายามอย่างที่สุดที่จะทำให้เขายอมปลดปล่อยทุกอย่างในร่างกายของหล่อน แต่ทว่าผู้ชายอย่างภพพระเขาไม่เพียงแค่รวยแต่ยังฉลาดและมีไหวพริบเป็นที่สุด จึงทำให้หล่อนได้แต่ทอดถอนใจที่ไม่สามารถจะทำให้เขาได้ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในร่างของหล่อน

“เอาไว้ใช้นะ ขอบใจมากที่เธอดูแลฉันอย่างดี”

ภพพระหยิบเงินสดออกมาปึกหนึ่งแล้ววางลงบนมือเรียวของหล่อน แต่เมื่อเขาหันหลังเตรียมจะเดินออกไป หล่อนกลับกอดเขาไว้แน่น

“ขอบคุณนะคะ แต่ที่สุต้องการไม่ใช่เงินนี่ สุต้องการการเอาใจใส่ดูแลจากคุณ”

หล่อนมองหน้าเขา

“สัญญาได้ไหมว่า ไม่ว่าคุณจะมีใครสักกี่คน คุณจะไม่ลืมสุ”

“ได้สิ เธอน่ารักแบบนี้ฉันจะลืมเธอได้ไง”

หล่อนเขย่งปลายเท้าหอมแก้เมเขาเบา ๆ

“ไม่คิดจะให้รางวัลสุหน่อยหรือคะ”

“ต้องการอะไรล่ะจ๊ะ”

หล่อนทำหน้าครุ่นคิด

“ขอคิดดูก่อนนะคะ”

“อย่าคิดนานนักล่ะฉันอาจจะลืมได้”

“ไม่นานหรอกค่ะ”

เขาฝังริมฝีปากลงยังหน้าผากของหล่อนเบา ๆ แล้วเดินไปที่ประตู

“เช้านี้ไปทานอาหารกับฉันที่ตึกใหญ่นะ บอกอรณัสกับศตายุด้วย”

ภพพระหันมาหาหล่อนเมื่อดึงประตูให้เปิดออก

“ไปทั้งสามคน”

“ได้ค่ะ”

หล่อนตอบรับพร้อมกับกำเงินในมือไว้แน่น เมื่อคล้อยหลังเขาหล่อนก็รีบคลี่เงินออกมานับด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

“บ้าชะมัดคุณภพนะคุณภพ เรื่องอะไรต้องให้นางสองคนนั่นไปทานข้าวที่ตึกใหญ่ด้วยก็ไม่รู้”

หล่อนทำหน้างอ แต่ก็เพียงครู่เดียวก็หันกลับมายิ้มเมื่อมองเห็นเงินจำนวนมากนั้น

 

“ตื่นเช้าจังนะ”

รัตนาภรณ์เอ่ยทักเมื่อเห็นเพกายืนอยู่ที่สวนหน้าบ้านในตอนเช้าของวันใหม่

“ค่ะ คุณพี่ออกมาตักบาตรหรือคะ”

“ใช่จ้ะ”

“ขอเพตักด้วยคนนะคะ”

“ดีสิจ๊ะ”

รัตนาภรณ์ยิ้มเย็นเมื่อกวาดสายตามองเครื่องหน้าที่เนียนกริบงามละมุนของเพกาด้วยความพึงพอใจที่เห็นเธอเข้ามารับขันข้าวไปถือไว้แล้วเดินตามหลังหล่อนออกไปหน้าประตูบ้าน ห่างไปด้านหลังมีบุญตายกถอดอาหารพร้อมดอกไม้ตามไป

หลังจากที่ตักบาตรพระเสร็จก็เข้ามาในบ้าน แต่เพกาต้องหยุดกึกเมื่อมองเห็นภพพระเดินลงมาจากด้านบน เขามองมาหาเธอด้วยสายตาที่มองผิวเผินเหมือนไม่มีอะไร แต่สำหรับเธอ พลังทางกระแสที่เขาตวัดมองมาหาเธอมันเหมือนหยามหมิ่นและท้าทายอยู่ในที

“ไม่ทานอาหารเช้าก่อนหรือจ๊ะ”

รัตนาภรณ์เอ่ยถามเขาเบา ๆ แต่เขากลับมองผ่านมาหาเพกาที่เชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง

“ผมรอคุณพี่อยู่ครับ”

“ดีเลย”

รัตนาภรณ์หันมาหาเพกา

“ไปจ้ะ”

“ผมไม่ต้องการร่วมโต๊ะอาหารกับคนอื่นนะครับพี่”

“แต่ฉันเป็นเมียของคุณเหมือนกันนะคะ”

เธอเชิดหน้าขึ้นพลางยิ้มน้อย ๆ

“หรือจะไม่รับผิดชอบ”

“รับผิดชอบอะไรไม่ทราบ”

“ก็เรื่องเมื่อคืน..”

เขามองหน้าเธอนิ่ง

“ทำไม เมื่อคืนผมทำไม”

เพการีบจับมือรัตนาภรณ์ไว้แน่น

“คุณพี่ขา ฟังน้องชายของคุณพี่พูดนะคะ เพเป็นผู้หญิงนะคะคุณพี่ เขาพูดแบบนี้จะให้เพอธิบายยังไง ว่าระหว่างเขากับเพ เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้”

เธอทำเสียงอ่อยในประโยคท้ายพร้อมกับหลุบเปลือกตามองต่ำ ทำให้ภพพระขบกรามแน่น

“ผมกับคุณงั้นหรือ”

“หรือคุณจะปฏิเสธว่าไม่ได้แตะต้องฉันเมื่อคืนนี้”

“ผมแค่เผลอไปเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย”

“พอที”

รัตนาภรณ์เอ่ยขัดขึ้นเบา ๆ

“ไปที่โต๊ะอาหารกันได้แล้ว เดี๋ยวก็ทำงานสายหรอกจ้ะ ภพมีประชุมด้วยไม่ใช่หรือจ๊ะ”

“ครับ”

ภพพระตอบรับพร้อมกับถอยเพื่อหลีกทางให้รัตนาภรณ์เดินนำหน้าโดยมีเพกาเดินตามไปติด ๆ แต่เธอกลับหันมามองหน้าเขาพร้อมกับโปรยยิ้มกึ่งยั่วล้อแล้วขยิบตาให้เขาอย่างผู้มีชัย ทำให้เขาได้แต่ขบกรามแน่นด้วยความหมั่นไส้เธอ

 

“มีธุระอะไรกันหรือ”

เมื่อมาถึงโต๊ะอาหาร รัตนาภรณ์ก็เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงแสดงออกถึงความฉงนเล็ก ๆ เมื่อมองเห็นสุชาวลี อรณัสและศตายุอยู่ที่นั่น

“ผมให้เมียของผมมาทานอาหารด้วยครับคุณพี่”

เขารีบตอบพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ให้หล่อน แต่หล่อนยังไม่ยอมนั่ง หันไปมองหน้าเขา

“ทำไม ไม่เคยสักครั้งที่ภพจะให้พวกหล่อนขึ้นมาทานอาหารบนตึกนี้”

“เธอก็เมียของผมเหมือนกันนี่ครับ ขนาดคนแปลกหน้าคุณพี่ยังยอมนั่งร่วมโต๊ะอาหารได้เลย แล้วนี่เมียของผมทั้งนั้นพวกเธอก็เหมือนน้องสาวของคุณพี่ไม่ใช่หรือครับ ทำไมจะขึ้นมาทานอาหารที่นี่ไม่ได้”

เขามองหน้าเมียทั้งสามของเขา

“จากนี้ไปเธอทั้งสามมีสิทธิ์มาทานอาหารกับฉันได้ในมื้อที่ฉันอยู่ด้วยเข้าใจไหม”

เมียทั้งสามของเขายิ้มกว้างออกมาอย่างสดใส

“เข้าใจแล้วค่ะ”

ทั้งสามตอบรับเกือบพร้อมกันก่อนจะรีบหาที่นั่งแต่ทุกคนช้ากว่าสุชาวลีที่เลือกที่นั่งติดกับภพพระ ในขณะที่เพกาได้ที่นั่งด้านซ้ายมือของรัตนาภรณ์ และก็อยู่ตรงข้ามกับภพพระ

“ตักข้าวสิ”

รัตนาภรณ์ร้องบอกวันทาที่รีบเข้ามาตักข้าวใส่จานให้ทุกคนแต่เพกากลับตกเป็นเป้าสายตาของเมียทั้งสามของภพพระไปโดยปริยาย

“เธอมาจากไหน”

สุชาวลีเอ่ยถามเพกาขึ้นเบา ๆ หลังจากมองดูเพกาตักอาหารทานได้สองคำ

“จำเป็นต้องบอกด้วยหรือ”

“ใช่ อย่างน้อยฉันก็เมียคนที่หนึ่ง เธอเป็นคนที่สี่ ควรจะให้เกียรติฉันด้วย”

เพกายิ้มหวานพร้อมกับช้อนสายตามองหน้าภพพระที่มองมาหาเธอเช่นกัน

“ฉันไม่ใช่เมียคนที่สี่ค่ะ แต่เป็นเมียเพียงคนเดียวของเขาฉันว่าทางที่ดีอย่าพยายามเรียงลำดับ ก่อนหลังเลยนะคะ สิ่งที่พวกคุณควรทำได้ตอนนี้คือเตรียมตัวแล้วเตรียมใจ พร้อมกับเตรียมขน”

เธอพูดออกมาอย่างชัดเจนพร้อมกับตักอาหารอย่างหนึ่งใส่จานให้รัตนาภรณ์

“อาหารจานนี้อร่อยมากค่ะคุณพี่ เพทานมาหลายครั้งแต่รสนี้อร่อยมากค่ะ”

เธอบอกพร้อมกับส่งยิ้มตวัดไปหาเขา

“ลองหน่อยไหมคะที่รัก ฉันยังไม่ทราบเลยว่าคุณชอบอาหารรสไหนบ้าง ช่วยบอกฉันด้วยก็ดีนะคะ”

“ไม่จำเป็น”

เธอยิ้มหวานพลางชำเลืองสายตาไปหาเมียทั้งสามของเขาที่ต่างจ้องมองเธอแทบเป็นตาเดียว

“อาหารไม่อร่อยหรือคะถึงไม่ยอมทาน ไหน ๆ สามีของฉันเขาก็อุตส่าห์เชิญพวกคุณมาทานเป็นเพื่อนเพราะกลัวว่าฉันกับคุณพี่จะเหงา แต่พวกคุณไม่ยอมทานแบบนี้หมายความว่าไงคะ”

“ทุเรศ”

อรณัสรวบช้อนแล้วกระแทกใส่จานอย่างแรง

“เพิ่งจะมาได้แค่คืนเดียวกำแหงแล้วหรือ ถือดียังไงตีสนิทกับคุณพี่ พวกฉันอยู่มาตั้งนานยังไม่มีใครกล้าสักคน”

เพกายิ้มหวาน

“เพราะวาสนาของพวกคุณเป็นได้แค่นางบำเรอน่ะสิคะเลยไม่กล้า แต่สำหรับฉันคือเมียค่ะ เมียคนเดียวเท่านั้น ทางที่ดีพวกคุณทั้งสามควรทำตามที่ฉันบอกนะคะ เตรียมตัว เตรียมใจแล้วก็เตรียมขนย้าย ไปหาที่อยู่ใหม่มองหาผู้ชายคนใหม่ที่ยังว่างจะดีกว่า”

“แก!

ศตายุชี้หน้าเพกาพร้อมกับทำท่าเหมือนจะลุก

“หยุด นี่โต๊ะอาหารนะ ไม่กินก็กลับไป”

ทุกคนเงียบกริบแต่ภพพระกลับมองหน้าเพกาอย่างไม่สบอารมณ์ เขารวบช้อนแล้วเตรียมลุกขึ้นแต่สุชาวลีรีบกอดแขนของเขาไว้

“คุณภพขา ยังไม่ได้ทานเลยสักคำ”

“ฉันทานไม่ลง”

เขาตอบเบา ๆ ทั้งที่สายตายังจับนิ่งอยู่ที่เครื่องหน้าของเพกา

“สุไปด้วยนะคะ”

หล่อนรีบออด

“อย่าลืมสัญญาสิคะ รางวัลที่คุณภพจะให้สุ”

เขาเมินหน้าไปอีกทางก่อนจะหันกลับมาแล้วมองหน้าเพกานิ่ง ๆ

“ไปสิ”

เขาบอกกับสุชาวลีแล้วเดินจากไป

“คุณภพคะ”

“ทำอย่างนี้ได้ไงคะ”

ทั้งอรณัสและศตายุต่างรีบวิ่งตามไปแต่ไม่ทันเมื่อเขาขับรถเองโดยมีสุชาวลีที่รับเปิดประตูไปนั่งเคียงข้าง

“นางตัวดีนี่ได้ทั้งกลางคืนกลางวัน”

“ทุเรศสิ้นดี แย่งกันแทบตามสุดท้ายนางตัวดีนี่ได้ไป”

ทั้งอรณัสและศตายุต่างหันมามองหน้ากับด้วยความแค้นเคือง

“เท่าที่ดู คุณทั้งสองยังอ่อนหัดมากนะคะ”

เพกาเอ่ยขึ้นเบา ๆ เมื่อเยื้องย่างตามออกมา ทำให้ทั้งสองหันมาหาเธอจ้องมองอย่างไม่พอใจ

“เพราะแกคนเดียว”

“ฉันหรือคะ ผิดคนหรือเปล่าคะ ฉันอยู่ของฉันเฉย ๆ นะคะ”

เพกายังคงยิ้มเยือน

“หากแกไม่เข้ามาที่นี่”

“ช่วยไม่ได้ค่ะ เพราะตำแหน่งนี้เป็นของฉัน ฉันเปิดโอกาสให้พวกคุณมานานมากแล้วนี่คะ ถอยเถอะน่า ถอยดีกว่านะคะ คุณสองคนเทียบฉันไม่ได้หรอก เพราะแค่คุณคิดจะเอาชนะผู้หญิงคนนั้นก็ยากแล้ว..”

เธอเดินเข้ามาใกล้อรณัสและศตายุอีกนิดพร้อมกับกวาดสายตาโลมเลียตลอดร่าง

“ในขณะที่คุณทั้งสองยังดูสด หาผู้ชายคนใหม่ดีกว่าไหมคะ หาคนที่เขาพร้อมจะรับคุณเป็นเมียเอก ไม่ต้องมาเปลืองตัวเพียงแค่หวังเงินอย่างทุกวันนี้ ดูเหมือนจะเริ่มหาลำบากแล้วไม่ใช่หรือคะ”

“แก!

“ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะคะ เพราะยังไง ฉันก็คือเมียของเขาไม่มีวันจะยอมให้เขามีผู้หญิงอื่นอีกแน่นอน”

เพกาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไปทิ้งให้ทั้งสองคนเฝ้ามองตามไปด้วยความคิดที่สับสนและหงุดหงิดอย่างที่สุด ครั้นเมื่อมองตามทิศทางที่ภพพระจากไปพร้อมกับสุชาวลีก็ยิ่งทำให้หล่อนทั้งสองแค้นเคือง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"นิยายสำหรับบุคคลอายุ 25 ปี ขึ้นไป"

คีตะธารา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha