เสน่หาเมียบ้านนอก (-จบ-)

โดย: บุณณ์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 18 : ตัดไฟแต่ต้นลม


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

"ดีใจจังที่พี่รามยังจำได้ว่าน้องชอบทานผัดไทกุ้งสด" ภารินียิ้มแก้มแทบปริ ดีใจที่รามพาเธอไปร้านอาหารที่มีผัดไทเป็นเมนูหลัก

"...." เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่มหน้าเข้มที่นั่งนิ่งร่วมโต๊ะ

"เป็นใบ้ซะแล้ว เฮ้อ..พูดอยู่คนเดียว เหมือนคนบ้าเลยเรา" ภารินีทำท่าทางเหมือนเซ็งไปหมดทุกอย่าง

"จะสั่งหอยทอดเพิ่มไหมครับ" ประโยคคำถามจากราม ทำให้ภารินีที่ก่อนนี้ทำหน้าเซ็งถึงยิ้มกว้างมากกว่าเดิม เธอดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่ได้แล้ว

"พี่รามสั่งให้น้องนะคะ" เสียงใสออดอ้อนขึ้น รามจึงหันไปสั่งอาหารเพิ่มกับเด็กที่ยืนคอยรับรายการอยู่ใกล้

"หอยทอด ขอกรอบๆ ไม่ใส่พริกไทครับ"

"ขอบคุณนะคะ ที่ยังจำได้ว่าน้องไม่ชอบพริกไท"  ภารินีได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ใส่ผู้ชายที่นั่งหน้าเข้มกอดอกอยู่ตรงข้าม ดวงตาสดใสแพรวพราวไปด้วยความสุข รามที่ถูกภารินีนั่งจ้องหน้าจึงเกิดอาการประหม่าขึ้นทันที

"หยุดจ้องหน้าผมซะที" เสียงเข้มจึงเอ่ยประโยคที่ทำให้ภารินีถึงกับตาโต ตามด้วยเสียงหัวเราะด้วยความขบขันกับอาการขัดเขินของราม

"ก็น้องไม่ได้เห็นหน้าพี่รามแบบใกล้ชิดมา 5 ปีแล้วนี้ค่ะ วันนี้เป็นวันแรกเลย ขอน้องมองให้เต็มตาหน่อยนะคะ"

"เป็นผู้หญิงควรรักษากิริยาด้วยครับ ไม่ใช่มานั่งจ้องหน้าผู้ชายแบบนี้" เพราะไม่รู้จะวางตัวแบบไหนต่อหน้าหญิงสาวที่นั่งยิ้มดวงตาสดใสตรงหน้า จึงต้องวางมาดขรึมใส่เหมือนเดิม

"โธ่..น้องก็จ้องเฉพาะหน้าพี่รามนี้คะ ไม่ได้ไปจ้องหน้าคนอื่นซะหน่อย ถ้าน้องจ้องผู้ชายอื่นค่อยมาว่าน้องซิคะ" สาวหน้าหมวยจึงทำหน้าหยู่ใส่ ยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแก้เซ็งเมื่อถูกตำหนิแบบนั้น  รามที่วางมาดนิ่ง ได้แต่นึกขำหญิงสาว

'ก็ลองไปจ้องผู้ชายอื่นซิ'  และตอนนี้กลายเป็นรามที่นั่งจ้องหน้าภารินีแทน เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นจากแก้วน้ำดื่ม จึงสบสายตาหนุ่มหน้าเข้มที่จ้องมองลึกถึงข้างในความคิด สาวมั่นถึงกับเกิดอาการประหม่า ใบหน้าใสจึงเกิดริ้วสีชมพูขึ้นอย่างรวดเร็ว

"ทำไมพี่รามจ้องหน้าน้องแบบนี้ละคะ"

"อยากมอง" คำตอบสั้นๆ ทำให้ใบหน้าใสชมพูเกิดเป็นสีแดงมากยิ่งขึ้น เสียงใสจึงพูดอ้อมแอ๋มขึ้นเบาๆ

"แล้วทำเป็นมาว่าน้อง ตัวเองก็อยากมองหน้าเขาใช่ไหมละ"

"หึหึ"

เมื่อเด็กเสิร์ฟยกอาหารมาวางบนโต๊ะ ทั้งสองจึงจัดการอาหารเงียบๆ จากนั้นรามก็พาภารินีไปซื้อของขวัญให้มารดาของเธอและไปส่งหญิงสาวที่บ้าน ใบหน้าของภารินีเต็มไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา ส่วนรามเลือกที่จะวางหน้าขรึมแต่ข้างในอกซ้ายมันเต้นแรงด้วยความสุข ภารินียังสดใสและพูดเก่งเหมือนเดิม

 

"จอดสวนสาธารณะข้างหน้าก่อนได้ไหมคะ" เสียงภารินีบอกให้รามหยุดรถ เมื่อใกล้จะถึงบ้านของเธอแล้ว รามจึงทำตามคำสั่งของหญิงสาวที่นั่งข้างๆ ในเวลาดีแบบนี้ขอทำตามใจอยากสักครั้ง เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะมีโอกาสอีกหรือไม่

บรรยากาศที่เงียบสงบ สายลมพัดเย็นๆ สองคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมสระน้ำ ต่างคนต่างเงียบ มองไปข้างหน้าแบบไร้จุดหมาย แต่ความคิดในใจตอนนี้กลับเป็นเรื่องเดียวกัน

"คิดถึงวันแรกที่เราเจอกันนะคะ น้องยังจำได้เลย อยู่ดีๆ ก็มีผู้ชายหน้าตายังกับมหาโจร มาว้ากใส่น้อง หาว่าเป็นคุณหนูเหยียบขี้ไก่ แล้วสั่งให้ทำท่าทางบ้าบอตลอดช่วงรับน้อง ชอบแกล้ง ชอบทำให้อาย เทอมแรกที่เรียน รู้ไหมคะน้องอยากจะลาออกไม่อยากเรียนต่อแล้ว เกลียดรุ่นพี่มหาโจรคนนั้นมาก" ภารินีพูดไปก็ยิ้มและขำไปด้วย

รามได้แต่นิ่งเงียบพร้อมกับคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่หญิงสาวพูดถึง

"แล้วที่น้องเกลียดมากที่สุด คือ รุ่นพี่มหาโจรคนนั้น สั่งให้น้องเอาป้ายคล้องคอในมหาลัยตลอดทั้งเทอม 'ห้ามมอง มีคนจองแล้ว...หมวยยกล้อน้องโทรไปเล่าให้พี่นัยฟัง พี่นัยบอกว่ากลับเมืองไทยเมื่อไหร่ รุ่นพี่คนนั้นตายแน่ นึกแล้วก็ขำนะคะ ป้ายอันนั้นน้องยังเก็บไว้เลยค่ะ เก็บไว้เป็นความทรงจำ" เสียงเล่าใสๆ ในทีแรกตอนนี้กลายเป็นเสียงเศร้า แผ่วเบา ดวงตาหยีสองข้างคลอไปด้วยน้ำตา

"5 ปีที่แล้วทำไมพี่รามถึงทิ้งน้องไปคะ บอกเหตุผลได้ไหม ถ้าหากไม่ได้รักน้องแล้ว บอกน้องนะคะ น้องจะได้ไม่ต้องรอต่อไป"

รามที่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 8 ปีก่อน เขาตกหลุมรักรุ่นน้องหน้าหมวยปี 1 ทำให้ต้องหาทางใกล้ชิดโดยการแกล้งรับน้องตลอดทั้งเทอมแรก ผ่านไปเข้าเทอม 2 ใกล้ที่เขาจะจบการศึกษาแล้ว จึงเข้าไปสารภาพรักรุ่นน้องคนนั้น ตามจีบหลายเดือน จนวันสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัยเขาจึงได้เป็นแฟนกับเธอ

"บอกน้องได้ไหมคะ" เมื่อรามยังคงเงียบ ภารินีจึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

"ผมขอโทษ ..... ผมไม่คู่ควรกับคุณ"

"พี่รามคิดไปเองหรือเพราะป๊าเรียกพี่รามไปพูดคะ"

รามยังคงเงียบเช่นเดิม เขาไม่รู้จะบอกกล่าวกับภารินียังไงดี และยังจำประโยคที่บิดาของหญิงสาวเรียกเข้าไปคุยได้ดี หลังจากที่เขาคบกับภารินีได้ปีกว่า ประโยคที่ทำให้เขาตัดสินใจเงียบหายไปจากชีวิตอันสดใสของเธอตั้งแต่วันนั้น

'ภารินียังมีอนาคตอีกไกล เรียนจบแล้วผมจะส่งเขาไปต่อโทที่ต่างประเทศ คิดว่าคุณคงพอจะเข้าใจในสิ่งที่ผมอยากจะบอกนะ ถ้าคุณรักยายน้องจริง ไม่ได้คิดเป็นหนูตกถังข้าวสาร ต้องปล่อยให้เธอมีอนาคตที่ดีกว่านี้'

"คุณควรจะเจอคนที่ดีกว่าและเหมาะสมกว่านี้" 

"ดีกว่า เหมาะสมกว่า แต่ไม่ใช่คนที่รัก แล้วน้องจะมีความสุขเหรอคะ" เสียงสั่นเครือแทรกขึ้นทันที มือเรียวสองข้างที่วางบนตักได้แต่บีบกันแน่น

"สักวันคุณก็จะเจอคนที่รักคุณและคุณก็รักเขา"

"น้องรักพี่ราม ยังคงรักไม่เปลี่ยนแปลง" ความเงียบเกิดขึ้นเมื่อจบประโยค

ความรู้สึกปวดแปลบในใจที่ถูกผลักไส ทำให้ภารินีเอ่ยประโยคที่เชือดเฉือนความรู้สึกอีกฝ่ายออกมา

"น่าอายนะคะ น้องพูดมาขนาดนี้แล้ว พี่รามยังคงเฉย น้องก็คงต้องทำใจ และคงถึงเวลาที่จะเปิดใจรับใครสักคนแล้ว"

รามที่ได้แต่นิ่งเงียบ ใจแกร่งที่เคยอดทนมา 5 ปี รับรู้ถึงการบีบคั้นด้วยความทรมาร รู้สึกใจหายเมื่อได้ฟังประโยคเหมือนตัดพ้อของภารินี ทั้งสองนั่งเงียบมองไปข้างหน้า ความคิดของภารินีตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ทั้งน้อยใจผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ นี้ อีกความรู้สึกก็หมั่นไส้ในความนิ่งขรึมของรามเหลือเกิน

ส่วนความคิดของรามก็สับสนไม่ต่างจากภารินี รักแรกของเขาแบบวัยรุ่นที่ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงความเหมาะสมในอนาคตเลย เขารู้แค่เพียงว่าหลงรักรุ่นน้องคนนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งที่บิดาของเธอเรียกไปพูดคุย ชายหนุ่มนึกถึงประโยคเก่าของบิดาหญิงสาว แล้วก็นึกถึงคำพูดที่ภาสนัยที่บอกก่อนจะออกไปกับหญิงสาว เหมือนภาสนัยจะยอมรับในตัวเขา แล้วสุดท้ายก็นึกถึงท่าทีของภารินีในวันนี้ 

"น้องขอตัวกลับนะคะ ขอบคุณที่พาไปซื้อของขวัญให้ม๊า และขอบคุณสำหรับโอกาสวันนี้ที่ทำให้น้องได้พูดในสิ่งที่อยากถามอยากรู้มาหลายปีแล้ว พี่รามกลับเองได้นะคะ"

"ครับ"

ภารินีลุกขึ้นยืนท่าทีเชิดหน้า หันหลังให้ราม รีบเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามองรามอีกเลย เมื่อขึ้นไปบนรถเรียบร้อยแล้ว ภารินีจึงมองกลับไปยังจุดที่เดินจากมา แล้วก็เห็นว่ารามยังนั่งนิ่งอยู่ตรงที่เดิม

'น้องไม่ยอมหรอก จะปั่นหัวให้บ้าเลย คอยดู'

 

       

              รามยังคงนั่งเงียบ ชายหนุ่มคิดถึงวันที่ผ่านมา คิดถึงเหตุการณ์เก่าๆ แล้วได้แต่ทรมานอึดอัดในใจคนเดียว 'ดอกฟ้ากับหมาวัด'  ประโยคนี้จากเพื่อนร่วมคณะ ยังไม่เจ็บปวดเท่ากับ 'หนูตกถังข้าวสาร' จากบิดาหญิงสาว
           คำพูดที่เหมือนจะลดศักดิ์ศรีของเขา ทำให้รามเลือกที่จะเดินออกมาจากชีวิตของภารินีตั้งแต่วันนั้น ใบหน้าคมเข้มทอดสายตามองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ความมืดมิดเริ่มเข้าปกคลุมแทนความสว่างนานแล้ว
            "พี่ขอแค่ได้มองและห่วงใยอยู่ห่างๆ ก็พอแล้วครับ"

 

 

ติ๊ดดด..ติ๊ดดดด..ติ๊ดดด... 
ติ๊ดดด..ติ๊ดดดด..ติ๊ดดด...

เสียงสัญญาณเรียกเข้าที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบและมืดมิด สายตาเศร้าของลลิตภัทรได้แต่มองดูเบอร์แปลกที่เรียกเข้าสองครั้งแล้ว เวลานี้หญิงสาวไม่อยากจะพูดใครกับใคร เธอจึงเลือกที่จะนั่งนิ่งเงียบอยู่ริมแม่น้ำสายใหญ่ใกล้กับคอนโดหรูของเควิน

ในความคิดของเธอตอนนี้ ได้แต่เตือนหัวใจตัวเอง อย่าได้ถลำลึกไปกว่านี้ ในห้วงอารมณ์ใคร่เควินก็พูดจาออดอ้อนจนใจสาวเต้นแรง แต่ในความเป็นจริงของชีวิตแล้วเขาก็ไม่ต้องการเธออยู่ดี 'ต่างคนต่างอยู่คำพูดนี้เธอห้ามลืม

ติ๊ดดด..  เสียงเรียกเข้าครั้งที่สามจากเบอร์โทรศัพท์ของราม

"คะพี่ราม...ขิมอยู่ตรงท่าเรือใกล้คอนโดนี้เองค่ะ กำลังจะเดินกลับแล้วค่ะ...ค่ะ"

 

 

"แม่นั้นอยู่ไหน" เควินนั่งกอดอกหน้าเครียดอยู่ภายในห้องรับแขก เค้นถามเสียงเข้มเมื่อรามวางสายเรียบร้อยแล้ว

"ริมน้ำซอยด้านข้างนี้เองครับ กำลังเดินกลับมา" รามมองดูหน้าเจ้านายแล้วได้แต่กังวลแทนลลิตภัทรเหลือเกิน ไม่รู้จะรับมือคนขี้โมโหไหวหรือเปล่า

"ฮึ...ฉันโทรไปทำไม่รับสาย ทีแกโทรละรับเร็วเหลือเกิน"  เควินยิ่งหงุดหงิดมากกว่าเดิม เมื่อรามโทรไปแล้วลลิตภัทรรับสายทันที

หลังจากพูดคุยตามประสาเพื่อนสนิทพอสมควรแล้วพิพัฒน์และภาสนัยกลับไปเมื่อช่วง 5 โมงเย็น เควินจึงรีบกลับเข้าห้องเพื่อไปดูลลิตภัทร เพราะตั้งแต่เช้าหญิงสาวยังไม่ได้รับประทานอะไรเลย ก็ไม่พบร่างบางอยู่ในห้องซะแล้ว ตามไปดูที่ห้องตรงข้ามก็ไม่พบ จึงได้ออกมานั่งหน้าเครียดรออยู่ห้องรับแขก ผ่านไป 2 ชั่วโมงก็ไม่มีวี่แวว รามจึงถูกเควินโทรตามตัวให้รีบกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็พบว่าเควินหัวฟัดหัวเหวี่ยงเนื่องจากลลิตภัทรหายตัวไป ติดต่อไม่ได้

"เวลานั้นคุณขิมอาจจะไม่สะดวกรับสายเจ้านายก็เป็นไปได้ครับ"

"ปกป้องกันเหลือเกิน อย่าบอกนะว่าแกหลงเสน่ห์แม่นั้น ฉันจะบอกไอ้นัยมันยกยายน้องให้คนอื่นไป" เควินที่ฟังประโยคเหมือนรามจะออกตัวแทนลลิตภัทร ก็พาลโมโหลูกน้องหนุ่มด้วยอีกคน

 

ตึ๊ง..เสียงลิฟต์ที่ดังขึ้นทำให้เควินหันขวับไปมองทันที และเมื่อเห็นลลิตภัทรเดินเข้ามาด้วยสีหน้านิ่งเฉย เควินยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น เขาอยากให้เธอแสดงสีหน้าบ่งบอกอารมณ์มากกว่านี้ ร่างบางหยุดยืนอยู่ข้างราม สีหน้าเรียบเฉย ยืนก้มหน้านิ่ง ไม่ยอมสบตาใคร

"จะไปไหนมาไหนไม่บอกกล่าว เธอคิดว่าตัวเองใครห๊ะ" เสียงเข้มตวาดขึ้นทันทีด้วยความโมโห        

"......" ร่างบางได้แต่ยืนก้มหน้าเงียบ

"เกิดเป็นอะไรขึ้นมา ฉันจะไปบอกกล่าวคุณยายยังไง"

"ขอโทษค่ะ ที่ไม่ได้แจ้ง" หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้พร้อมกับกล่าวขอโทษ

"ฮึ.. ถ้าเธอไม่อยากอยู่ที่นี้หรืออยากไปไหนมาไหนก็ได้ตามใจตัวเอง เธอกลับไปบ้านนอกของเธอเลย"

"......"

รามได้แต่ยืนมองหน้าเควินและลลิตภัทร อารมณ์โมโหแบบนี้เควินไม่ค่อยจะมีให้เห็น หากเจ้านายไม่พอใจในเรื่องไหน เควินจะปล่อยให้เขาเป็นคนจัดการแทน

เควินที่นั่งกอดอกจ้องร่างบางที่ยืนก้มหน้าเงียบอยู่อย่างนั้น เขาพยายามระงับอารมณ์โมโหของตนเอง

"อย่ามาทำให้ฉันรำคาญด้วยเรื่องบ้าบอพวกนี้ ไม่งั้นฉันจะส่งเธอกลับ"

"....." ร่างบางยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากเธอ ยิ่งทำให้เควินรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิม

คำพูดของภาสนัยมันวนกลับมาในหัวเขาอีกครั้ง 'ถ้ายังยืนยันว่าไม่อยากมีครอบครัว อย่าสร้างความหวังให้คุณขิมเลย เพราะผู้หญิงที่ได้ใกล้ชิด ไม่มีใครหลุดพ้นจากเสน่ห์มึงได้สักคน' จากนั้นคำพูดร้ายๆ ของเควินจึงเกิดขึ้น

 

"อย่าคิดเรียกร้องความสนใจจากฉันด้วยวิธีนี้ แล้วก็อย่าลืมข้อตกลงที่ให้สัญญาไว้ ไม่อย่างนั้นอย่ามาว่าฉันใจร้ายกับเธอ"

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"นิยายรักที่ไม่ซับซ้อน รับรองมีแต่ความฟิน"

บุณณ์


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha