เสน่หาพรางใจ (ซีรี่ย์ชุดสองพี่น้อง)

โดย: ลูกตุ้มเงิน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : เรื่องราวระหว่างทาง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

​            เช้าวันรุ่งขึ้นกลายเป็นเช้าที่เร่งรีบสำหรับสองสาวเพื่อนรัก เพราะนาฬิกาที่ตั้งปลุกไว้ตั้งแต่ตีห้าครึ่งไม่ทำงาน เมทิตาตื่นมาอีกทีก็เกือบเจ็ดโมงเช้าแล้ว ส่วนชิตาพรนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเธอนอนหลับสบายโดยหวังให้เพื่อนสาวเป็นคนมาปลุกนั่นเอง

            ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

            เสียงเคาะประตูรัว ๆ อันที่จริงจะเรียกเคาะก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าเป็นเสียงตีประตูจะถูกต้องกว่า ทั้งแรงทั้งดังกว่าที่จะเป็นการเคาะปกติ ก่อนที่เมทิตาจะส่งเสียงปลุกคนในห้องให้ตื่นจากการหลับไหล

            “ไอ้จ๊ะ..ตื่น ๆ เร็ว ๆ เราสายกันแล้วววว”

            “หือ...อืม...” เสียงงัวเงียของชิตาพรดังตอบกลับออกมา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงโวยวายจากความตกใจ เมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นนาฬิกาในห้อง

            “ว้าย!!!! ไอ้เม..ทำไมแกเพิ่งจะมาเรียกฉันวะ” ชิตาพรเปิดประตูออกมา หัวหูยังดูยังกระเซอะกระเซิงอยู่ ชิตาพรเปิดประตูออกมาต่อว่าเพื่อน ก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตัวเองก็สภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

            “นาฬิกาไม่ปลุกว่ะ..ขอโทษที รีบเลยแล้วกัน อีก 15 นาทีลงไปเจอกันข้างล่าง” เมทิตาพูดจบไม่ต้องรอคำตอบ ก็วิ่งกลับเข้าห้องของตัวเองไป ส่วนชิตาพรเองก็รีบเข้าห้องไปจัดการตัวเองด้วยเช่นกัน

            ทั้งสองสาวใช้เวลาไม่นานก็ออกมาในสภาพรวมร่างกับชุดพริตตี้สำหรับงานที่จะไปทำวันนี้เรียบร้อย หน้าตาและผมยังไม่พร้อมไม่เป็นไร เดี๋ยวไปแต่งต่อในรถ ทั้งสองคนมีความเป็นมืออาชีพพอที่จะจัดการตัวเองให้สวยได้ในทุกสถานการณ์ อุปกรณ์เธอก็มีพร้อม และเพราะขับรถเป็นกันทั้งสองคน ดังนั้นผลัดกันขับและผลัดกันแต่งหน้าทำผมไปด้วยได้ อาหารเช้าก็หาเอาได้ระหว่างทางเช่นกัน กระเป๋าเดินทางใบเล็กสองใบถูกโยนเข้าไปในรถ เมื่อพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันได้เลย

            ระหว่างทางชิตาพรเกิดปวดท้องขึ้นมา เนื่องจากว่ารีบกันมากจนไม่ได้ทำภาระกิจส่วนตัวให้ครบสิ้น

            “ไอ้เม..ฉันปวดท้องแล้วว่ะ แกแวะปั๊มข้างหน้าให้หน่อยสิ”

            “เออ ได้ ๆ ดีเหมือนกัน ฉันจะได้ซื้อกาแฟหน่อย รู้สึกเหมือนวิญญาณยังไม่เข้าร่างดี ต้องเอากาแฟมากระชากวิญญาณกลับร่างหน่อยว่ะ”



            ขับต่อไปได้อีกไม่กี่นาทีก็เห็นปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้า เมทิตาไม่รีรอที่จะเลี้ยวรถเข้าไป

            “โอ้โห! ไอ้เม..แกดูชอปเปอร์คันนั้นสิ โคตรสวยเลยว่ะ รถใครวะ..น่าไปซ้อนท้ายจริง ๆ เลย” ชิตาพรตาโตไม่กะพริบมองรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่สีดำเงาวาววับ รูปแบบคลาสสิค ความสวยเตะตา แถมยังชี้ให้เพื่อนรักดูอีกคนด้วย แค่มองก็รู้ว่าราคาไม่เบาเลยทีเดียว ชาวบ้านตาดำ ๆ หาเช้ากินค่ำคงไม่มีโอกาสจะได้มาเป็นเจ้าของอย่างแน่นอน

            “เออ..ก่อนจะซ้อนท้ายเขาน่ะ ไปเช็คดูก่อนไหม ว่าเป็นที่ของเมียเขาหรือเปล่า?”

            “หูย!! แกนี่มันตัวดับฝันฉันจริง ๆ เลย” ชิตาพรถึงกับทำหน้าเซ็ง เมื่อถูกเพื่อนพูดดักคอ

            “เอ้า! จะเข้าไหมห้องน้ำน่ะ” เมทิตาส่งเสียงบอกเพื่อนเมื่อเอารถเข้ามาจอดในช่องจอดเรียบร้อยแล้ว ส่งเพื่อนให้จนถึงหน้าห้องน้ำกันเลยทีเดียว

            “ไปสิ ไป ๆ”

            ชิตาพรรีบลงจากรถวิ่งเข้าห้องน้ำไป ส่วนเมทิตาเองก็ลงจากรถเช่นกัน แต่จุดมุ่งหมายของเธอคือร้านกาแฟที่อยู่ในปั๊มน้ำมันแห่งนี้

            สายตาทุกคู่กำลังจับจ้องมาที่สาวสวยในชุดสีดำตัดกับสีเงินเข้ารูป กระโปรงสั้นโชว์เรียวขาขาวเนียน ผ้าซีทรูที่ปิดอยู่ด้านบนเนินเนื้อหน้าอก ก็ไม่อาจปิดบังความขาวใสของผิวเนื้อเนียนได้ ราวกับใส่เกาะอกดี ๆ นี่เอง แถมที่ช่วงเอวยังใช้ผ้าป้ายกันไปมา แอบโชว์เอวคอดเบา ๆ ให้สายตาทุกคู่ที่จ้องมองมาได้แอบลุ้นอยากจะได้สัมผัสอีกต่างหาก หากแต่เมทิตาเคยชินกับสายตาเหล่านั้นเสียแล้ว ชุดพริตตี้ที่เธอใส่บางทีก็มีการโชว์เนื้อหนังมากกว่านี้เสียอีก

            กลิ่นกาแฟหอมกรุ่น ดึงดูดให้เมทิตาแทบจะลอยตามเข้าไปในร้าน แต่ยังไม่ทันจะเปิดประตูกระจกใสเข้าไป สายตาของเธอก็ไปกระทบเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของชายผู้หนึ่ง ที่เธอพยายามจะลบเขาออกไปจากหัว แต่ก็ยังไม่สำเร็จเสียที แถมจู่ ๆ วันนี้ยังโผล่มากวนความคิดที่ตกตะกอนนอนก้นให้ฟุ้งขึ้นมาอีกด้วย ชายหนุ่มที่หน้าตาบ่งบอกว่าไม่ใช่คนไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ใส่รองเท้าหนัง กางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ตสวมทับด้วยแจ็คเก็ตหนังสีดำ กำลังนั่งจิบกาแฟและเขี่ยหน้าจอโทรศัพท์มือถือดูอยู่ ถึงแม้ว่าเธอจะเห็นแค่เพียงด้านข้าง เพราะเขานั่งหันหน้าเข้าหาผนังกระจกใส และแผ่นอะคริลิคที่ทางร้านใช้ยึดติดกับผนัง ทำเป็นที่วางเครื่องดื่ม และหนังสือที่มีไว้บริการลูกค้า ชายหนุ่มนั่งอยู่ตามลำพังบนเก้าอี้หมุนที่ดูตัวเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับขนาดตัวของคนนั่ง แต่ไม่ว่าจะนั่งอยู่ท่าไหน แต่งตัวอย่างไร ก็ไม่สามารถจะบิดเบือนความทรงจำของหญิงสาวได้

            เมทิตาจำได้ไม่เคยลืม เขาเป็นคนเดียวกันกับคนที่สร้างรอยมลทินให้กับเธอ เมื่อครั้งที่เธอไปเที่ยวพักผ่อนที่ชะอำกับพี่สาวและพี่เขย ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ความบริสุทธิ์ที่เธออุตส่าห์เก็บเอาไว้ 25 ปี ต้องถูกทำลายลงด้วยผู้ชายฉวยโอกาสคนนี้

            หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปในร้าน ส่งสายตาอาฆาตไปที่ชายหนุ่มที่นั่งก้มหน้าก้มตาจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ของเขาอย่างไม่กะพริบตา  เมทิตาเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์สั่งกาแฟใส่แก้วปิดฝา พร้อมทั้งขอน้ำร้อนด้วยอีกหนึ่งถ้วยกระดาษเล็ก ๆ ซึ่งพนักงานของร้านก็จัดให้ตามคำขอ หลังจากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเดินกลับมาผ่านด้านหลังผู้ชายตัวโตและทำตามความตั้งใจ แกล้งทำแก้วน้ำร้อนหกใส่

            คงเป็นความโชคดีของชายหนุ่มที่หมุนตัวหมุนเก้าอี้กลับมาจะสั่งกาแฟเพิ่มพอดี แล้วแถมไหล่ของชายหนุ่มก็ไปกระแทกเข้ากับลำแขนเรียวเล็กที่ถือน้ำร้อนอยู่อีกด้วย จนทำให้การประทุษร้ายของหญิงสาวเกิดการผิดพลาด

            “ว้าย! โอ๊ย!” เสียงอุทานด้วยความตกใจของหญิงสาว ที่น้ำร้อนนั้นกระฉอกใส่มือเธอเข้าเสียเองถึงแม้ว่าจะเล็กน้อยก็เถอะ

            “ขอโทษครับ” ชายหนุ่มหันมากล่าวคำขอโทษทันที ที่รู้ตัวว่าไปกระแทกหญิงสาวเข้า ก่อนจะต้องชะงักไปสองวินาที เมื่อได้เห็นว่าผู้หญิงที่เขากระแทกนั้นเป็นใคร “คุณ! เป็นอะไรหรือเปล่า”

            เมทิตารีบวางแก้ว แล้วสะบัดมือเอาน้ำร้อนออก แล้วยกมือขึ้นมาเป่าทันที

            “ก็เจ็บน่ะสิ..ถามได้”

            อิริครีบคว้ามือของหญิงสาวมาดู เห็นเป็นรอยแดงจึงได้รีบดึงมือเธอพาเดินเข้าไปขอใช้อ่างล้างมือที่อยู่หลังเคาน์เตอร์รับออเดอร์ของทางร้าน เปิดน้ำให้ไหลผ่านรอยแดงที่มือเล็ก ๆ นั้น โดยไม่สนใจเสียงที่ดังโวยวาย และปฏิกิริยาการตอบสนองแบบไม่ให้ความร่วมมือของคนตัวเล็กแต่อย่างใด

            “นี่..ปล่อยได้แล้วฉันทำเองได้” เมทิตาส่งเสียงบอกชายหนุ่มที่จัดการลากเธอเข้ามาหลังเคาน์เตอร์ที่พนักงานยืนอยู่

            “อยู่เฉย ๆ สิ อยากจะมีแผลเป็นหรือยังไง” คำขู่ของชายหนุ่มได้ผล จากที่พยายามดึงมือตัวเองออกจากมือใหญ่ เมทิตาก็หยุดอยู่นิ่ง ปล่อยให้คนขู่ได้จัดการตามวิธีของเขาไป จนคนตัวโตยกยิ้มด้วยความพอใจ ที่ทำให้หญิงสาวเลิกดื้อดึงได้

            “รู้สึกดีขึ้นไหม? ยังแสบอยู่หรือเปล่า?”

            “ฉันดีขึ้นแล้ว ปล่อยได้แล้ว” หญิงสาวพยายามบิดข้อมือตัวเองออกจากมือใหญ่อีกครั้ง แต่ก็ยังคงไม่สำเร็จอยู่ดี ชายหนุ่มปิดก๊อกน้ำ แล้วหันไปขอทิชชูกับพนักงานของร้าน เอามาซับน้ำที่มือเล็กรอบ ๆ รอยแดง ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตหนัง พันทับรอยแดงนั้นเอาไว้ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ให้ความร่วมมืออีกเช่นเดิม เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่ก็ไม่ยอมแพ้อีกเช่นกัน ^_^

            “ไม่ต้อง! ฉันไม่เป็นอะไร แผลแค่นี้ไม่ต้องพันผ้าหรอก”

            “ปลอดภัยไว้ก่อนสิคุณ เชื้อโรคจะได้ไม่เข้าแผล ผ้าของผมสะอาดหรอกน่า แล้วไประหว่างทางก็แวะร้านยา ซื้อยามาทาเสียด้วยล่ะ” ชายหนุ่มตั้งหน้าตั้งตาพันผ้าปิดแผลให้หญิงสาว ปากก็พูดไปด้วยเช่นกัน จนเมทิตามีเวลาได้สังเกตรายละเอียดของชายหนุ่ม ผมสั้นหยักศกสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ขนตายาวเป็นแพร ผิวหน้าชุ่มชื่นน่าสัมผัส ไรหนวดและเคราสีเขียวอ่อนยิ่งดึงดูดให้น่าหลงใหล กลิ่นอาฟเตอร์เชฟจาง ๆ ที่ลอยมาเตะจมูก ยิ่งทำให้หัวใจของเมทิตาเต้นไม่เป็นจังหวะ ‘ผู้ชายอะไรเนี่ยช่างน่าลวนลามจริง ๆ เลย’ ความคิดที่ดังกึกก้องอยู่ในใจตอนนี้ รู้สึกว่าจะบดบังความแค้นที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วครู่ไปเสียแล้ว

            “เสร็จแล้วคุณ” อิริคเงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่นเอาเมทิตาหลบมองไปทางอื่นไม่ทันเลยทีเดียว สายตาที่สบกันแน่นิ่งราวกับจะมองลงไปให้ลึกถึงหัวใจภายในสามวินาที ก่อนที่เมทิตาจะได้สติ และเลือกที่จะหลบสายตาจากดวงตาคู่คมนั้น เพราะหัวใจที่เต้นโครมครามจับจังหวะไม่ถูก

            “ขอบคุณ” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณพร้อมกับชักมือออกจากมือใหญ่ แล้วเดินแก้มแดงออกจากร้านกาแฟไปทันที โดยมีเสียงจากชายหนุ่มที่ย้ำเตือนให้เธอไปซื้อยามาทาแผลตามหลังไปอีกด้วย



            เมทิตาเดินมาถึงรถด้วยจังหวะหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นปกติ จนต้องมานั่งสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ อยู่ในรถหลังพวงมาลัยหลายครั้ง

            “อีตาบ้าเอ๊ย! มาทำเป็นดี คิดว่าฉันจะซึ้งหรือไง ยังไงก็ลบล้างความชั่วของนายไม่ได้หรอก ไอ้คนฉวยโอกาส” เสียงใส ๆ พูดกับตัวเองอยู่ในรถคนเดียว ระหว่างรอเพื่อนรัก *(อยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ชายหาดชะอำ สามารถอ่านได้ที่เรื่อง หน้ากากพรางเล่ห์ ตอนใจเราตรงกัน และตอนการกลับมาของชยุต)*​

            “อ้าว! แล้วกาแฟฉันล่ะ?” เมทิตามองซ้ายมองขวา ไม่มีกาแฟที่ไปซื้ออยู่ในมือ ก่อนจะนึกได้ว่าเธอวางทิ้งเอาไว้ในร้านกาแฟนั่นเอง แล้วจะให้เธอกลับไปเอาเนี่ยนะ ไม่มีทางเสียล่ะ อย่างน้อยก็ตอนที่นายหน้าฝรั่งนั่นยังอยู่ในร้าน คิดแล้วก็ยิ่งเจ็บใจ เสียเงิน เจ็บตัว แล้วยังไม่ได้ดื่มกาแฟที่ตนเองตั้งใจไปซื้อเสียอีก

            “ฮึ่ย! เป็นเพราะนายคนเดียวเลย ไอ้บ้า! ไอ้คนฉวยโอกาส! ไอ้ทุเรศเอ๊ย!”

            เจ็บใจแต่ไม่รู้จะไปลงกับใคร เมทิตาจึงได้แต่เอาหัวโขกอยู่กับพวงมาลัยเบื้องหน้าตัวเอง

            ก๊อก..ก๊อก.. เสียงเคาะกระจกรถฝั่งข้างคนขับดังขึ้น เรียกให้เมทิตาเงยหน้าขึ้นมามอง จึงได้เห็นหน้าตาของคนเคาะว่าเป็นคนที่เธอเพิ่งเดินหนีมานั่นเอง ผู้ชายหน้าฝรั่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นโครมคราม

            “มีอะไร?”

            เมทิตาถามเสียงขุ่น หลังจากที่เลื่อนกระจกด้านข้างลง แต่นั่นเป็นการเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้ชะโงกหน้าเข้ามาในรถ พร้อมกับยื่นแก้วกาแฟให้กับหญิงสาว แล้วท้าวแขนอยู่ที่ขอบประตูรถนั่นเอง

            “เอ้า! นี่..กาแฟของคุณ แค่อยู่ใกล้ผมไม่กี่นาที ทำให้คุณถึงกับลืมกาแฟที่ซื้อนี่เลยเหรอ เพราะอะไรล่ะ หรือเพราะว่ามัวแต่นึกถึงเรื่องของเราตอนที่อยู่ชะอำ...”

            “นี่! ถ้าหมดธุระแล้วก็ไปได้แล้ว ไม่ต้องมายืนพ่นคำพูดทุเรศ ๆ อยู่แถวนี้”

            “อะไร..ทุเรศที่ไหนกันคุณ ผมก็ว่าผมพูดสุภาพออกจากตาย ไม่มีคำไหนหยาบคายหรือทุเรศอย่างที่คุณว่าเลยนะ” ชายหนุ่มทำหน้าตาย ส่งยิ้มละไมให้หญิงสาวที่ทำหน้าบูดบึ้งอยู่ในรถ จนใบหน้าสวยงอคว่ำเป็นม้าหมากรุกมากเข้าไปอีก

            “ออกไป..ไปไกล ๆ จากรถของฉันเลย ออกไป...ออกไป..” เมทิตาไม่ได้พูดเปล่า แต่ว่ายังทั้งผลักทั้งดันคนตัวโตให้ออกห่างจากรถของเธออีกด้วย

            หากแต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่ชายหนุ่มได้มีโอกาสขโมยหอมแก้มนิ่ม ๆ ของหญิงสาว ด้วยอยากจะรู้ว่าเธอจะมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไรบ้าง จะเขินอาย หรือว่าจะแค่โกรธแค้น

            “ไอ้!...” หญิงสาวถึงกับอึ้งนึกคำต่อว่าไม่ทันเลยทีเดียว มือเรียวจับแก้มข้างที่ถูกขโมยหอมเอาไว้ เผยอีกข้างที่กำลังแดงระเรื่อ

            ชายหนุ่มที่ยืนดูผลงานตัวเองอยู่ถึงกับยกยิ้มสมใจ อย่างน้อยหญิงสาวก็ยังมีความรู้สึกให้กับผู้ชายอยู่ ไม่ได้หลงรักพวกเดียวกันเองจนไม่เหลือเผื่อใจให้กับชายชาตรีอย่างเขา

            “ยิ้มอะไรไอ้คนทุเรศ ไอ้คนฉวยโอกาส ไอ้..”

            “นี่! คุณจะว่าผมอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกนะ คุณเป็นคนผลักผมออกมาเอง ผมไม่ทันได้ตั้งตัวตั้งหลักเลยด้วยซ้ำ แล้วจมูกผมมันก็โด่งจะไปโดนแก้มคุณบ้างมันก็ไม่แปลกนี่” ชายหนุ่มพูดจบก็ยักไหล่ให้กับหญิงสาว ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งนั่นยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับสาวร่างบางจนถึงขั้นชี้หน้าต่อว่าชายหนุ่ม และกำลังจะเปิดประตูรถออกมาเอาเรื่อง ทว่าเพื่อนรักของเธอมาถึงรถเสียก่อน

            “เกิดอะไรขึ้นเหรอ ไอ้เม” ชิตาพรส่งเสียงถามด้วยใบหน้าที่พกความงุนงงเอาไว้เต็มที่ ก่อนจะหันไปเห็นหน้าคู่กรณีของเพื่อนสาว จนทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามนั้น เปลี่ยนเป็นใสซื่อ แววตาวิววับเล่นหูเล่นตาชายหนุ่มขึ้นมาทีเดียว

            ชายหนุ่มหันไปโปรยยิ้มให้กับชิตาพร พร้อมกับโค้งตัวให้เล็กน้อย ก่อนที่จะหันกลับมาที่เมทิตาอีกครั้ง

            “ผมไปก่อนนะ แล้วเจอกันเร็ว ๆ นี้ครับ..คุณเม..คนสวย” อิริคพูดจบก็ขยิบตาให้กับหญิงสาวอีกครั้ง เน้นเรียกชื่อของหญิงสาวเสียงดังฟังชัด ตามที่ได้ยินเพื่อนของเธอเรียก ก่อนจะเดินกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์ของตนเอง แล้วขับออกไปจากปั๊มน้ำมัน ตั้งใจจะไปรอเจอเธออีกครั้งที่ห้างสรรพสินค้าอันเป็นเป้าหมายเดียวกัน เพราะชายหนุ่มรู้ว่าทั้งสองสาวกำลังจะไปงานเดียวกับเขา เนื่องจากชุดที่พวกเธอใส่อยู่นั้นเป็นชุดที่เขาตัดสินใจเลือกแบบด้วยตัวเอง

            “พ่อหนุ่มชอปเปอร์นั่นใครวะไอ้เม โคตรจะหล่อเลยอ่ะ นี่ถ้าได้มาร่วมเรียงเคียงหมอนนะ แม่จะไม่ออกจากห้องนอนสามวันสามคืนเลยคอยดู” ชิตาพรส่งคำถามให้เพื่อนรักทันทีที่เข้ามานั่งในรถ

            “น้อย ๆ หน่อยไอ้จ๊ะ สามวันสามคืนไม่ออกจากห้องนอนก็ตายพอดีสิ ข้าวปลาไม่กินหรือไง”

            “โอ๊ย! อยู่กับผู้ชายหล่อขนาดนี้ ฉันก็ไม่กินข้าวแล้ว กินอย่างอื่นแทนย่ะ ฮ่าฮ่า แล้วสรุปเขาเป็นใคร ตอบซิ”

            “เอ่อ...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เจอกันในร้านกาแฟน่ะ” เมทิตาอึกอักก่อนที่จะตอบแบบเลี่ยง ๆ ไป ไม่อยากท้าวความให้ยืดยาว เพราะรู้จักนิสัยเพื่อนของตนเองดี ว่าช่างซักช่างถามมากขนาดไหน ก่อนจะชวนเปลี่ยนเรื่องคุย “แกจะซื้ออะไรกินรองท้องมั้ย เซเว่นอยู่นั่น”

            “ไม่เอาดีกว่า กาแฟแก้วเดียวกับแกนี่ก็พอแล้ว แกรีบออกรถดีกว่า ฉันขี้เกียจฟังเสียงบ่นของพี่มลว่ะ” ชิตาพรพูดพร้อมกับหยิบแก้วกาแฟของเพื่อนขึ้นมาดูดไปด้วย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha