เสน่ห์นางซ่อง

โดย: คุณธิดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : โธ่เอ๊ย...


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“เป็นอะไรไปวาว ทำหน้าเหมือนหมากัดตูด” เธอทิ้งกระเป๋าลงก่อนจะนั่งลงใกล้ๆ ยกหน้าขึ้นมองป้ากันยาพร้อมกับถามออกไป

“ป้าจ๋า ทำไมวาวต้องเกิดในซ่องนี้ด้วยคะ เธอถามอย่างหมดความอดทน การได้พบเจอกับพสุทำให้เธอมองดูว่าตัวเองต่ำต้อย ซึ่งปกติสายตาของคนทั่วๆ เธอไม่เคยแคร์เท่าไหร่

ป้ากันยานั่งลงใกล้ๆ ก่อนจะกอดเธอเพื่อปลอบประโลม

“โธ่เอ๊ย... วาว คนเราเลือกเกิดไม่ได้หรอก แต่รู้ไหมเราเลือกที่จะเป็นคนดีได้ ป้าอยากให้วาวตั้งใจเล่าเรียนจะได้ทำงานดีๆ แล้วจะได้ย้ายไปอยู่ที่อื่นซะที ดีไหม” ป้ากันยาให้กำลังใจ เธอได้แต่พยักหน้างึกๆ

“ไปอาบน้ำแต่งตัว จะได้ออกไปช่วยป้าทำงานไป คนเราต้องทำงานจะได้มีกินมีใช้ บางทีเราก็เลือกอาชีพของเราเองไม่ได้หรอก ความรู้แค่นี้ได้เท่านี้ก็ดีแล้ว มีที่ซุกหัวนอนมันก็ดีแค่ไหนแล้ว ไปๆ” ป้าไล่

“จ้ะป้า” เธอพยุงป้ากันยาให้ลุกขึ้น ก่อนจะถอนหายใจออกมา สะบัดหัวเบาๆ แล้วเดินไปทำตามที่ป้ากันยาบอก

 

หลายวันต่อมาที่ตลาดนัดใกล้ๆ บขส.

พสุเห็นหลังเธอไวๆ จึงรีบเดินตามแล้วทักขึ้น

“มาซื้ออะไรครับน้องวาว”

หญิงสาวหันไปมองด้วยความตกใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีทำเหมือนไม่รู้จัก เขาวิสาสะจับมือของเธอเอาไว้ทันที มณีรินหันหน้ามามองเขาดังขวับ ทำตาโตเข้าใส่ ก่อนจะขยับปากพูด

“ทำไมชอบมายุ่งกับวาวจริงๆ วันๆ คุณคงได้แต่ยุ่งเรื่องของคนอื่นไปทั่ว ใช่ไหมคะคุณพี่” เธอแกล้งเรียกเขาแบบนั้น

“เฮ้อ...” เสียงพสุถอนหายใจ และใช้สายตาสำรวจการแต่งเนื้อแต่งตัวของเธอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

หญิงสาวมองเขาแบบขัดใจ เธอไม่ชอบสายตาของเขาที่จ้องมองเธอมาแบบนี้เลย

“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ ฉันเป็นพัฒนาสังคมก็มีหน้าที่สอดส่องดูแลตามหน้าที่ และอีกอย่างเราสองคนก็รู้จักกันแล้วนี่ ไม่ใช่คนแปลกหน้ากันสักหน่อย”

“ถามวาวสักคำไหมคะ ว่าอยากรู้จักคุ้นเคยกับคุณพี่หรือเปล่า” เธอพูดพลางใช้สายตามองมือของเขาที่จับเธอไม่ยอมปล่อย

เขาจึงจำใจปล่อยมือเธอ หญิงสาวยกมือไหว้เขาอย่างลวกๆ เพราะยังไงเขาก็เคยไปสอนที่โรงเรียน เดี๋ยวจะหาว่าเด็กในซ่องไม่มีการศึกษาอีก และก็หันหลังกลับเดินลิ่วๆ เพราะเลือกซื้อของตามที่ป้ากันยาสั่งไปหมดแล้ว

“ดื้อเอาเรื่องนะเด็กคนนี้ สงสัยไม่มีคนอบรม” เขาพูดตามหลังเธอไป สีหน้าเป็นกังวล

เกลียดนักสายตาแบบนี้ คนบ้า... ไปที่ไหนก็เจอวาวต่อว่าเขาอยู่ในใจ

 

ในห้องครัวหลังร้าน

“ได้ของมาครบหรือเปล่าวะวาว” ป้ากันยาถามเธอขึ้นมาทันทีที่เห็นหน้า

“อ้าว... ไปกินหมามุ่ยที่ไหนมาอีกล่ะ ทำหน้าเหมือนตูดอีกแล้ว” ป้าหัวเราะออกมาเบาๆ

“เจอหมาบ้ามากกว่าป้า ตามตอแยอยู่ได้ เกลียดนักเชียว...” เธอบ่นกะปอด

มณีรินหยิบเอาข้าวของที่ซื้อออกมาจากตะกร้าแล้วทำการล้างผักสดต่างๆ ที่เพิ่งได้มา

“ใครนะที่ทำให้เอ็งโมโหได้ ปกติเห็นอารมณ์ดีร้องเพลงหงิงๆ ได้ทั้งวัน”

“ป้าร้องหงิงๆ นะมันลูกหมาแล้วค่ะ” คำโต้ตอบของเธอทำให้ป้าหัวเราะออกมาเสียงดังอีก

“อีวาวรับออร์เดอร์” เสียงพี่แมดังลั่นมาจากประตู พร้อมกับโยนกระดาษผ่านหนึ่งให้

“ให้ดีๆ ไม่ได้หรือพี่แม” เธอว่าสวนแมไปทันที แมไม่ตอบแต่หันมายิ้มมุมปาก แล้วเดินออกไป

“เบื่อจริงๆ” วาวเก็บกระดาษแผ่นนั้นที่ปลิวตกลงไปที่พื้นขึ้นมา พร้อมกับอารมณ์เสียพาลขุ่นมัวไปเสียทุกเรื่อง

“อย่าไปอะไรกับมันเลย ช่างมัน” ป้ากันยาพูดได้แค่นั้น แล้วก็ถามว่าต้องทำอะไรมั่ง คืนนั้นก็เลยวุ่นวายนับตั้งแต่บัดนั้น

 

“วาว งานของแกเสร็จหรือยัง” แมวถามทันทีที่เห็นหน้าเพื่อนที่โรงเรียน

“นี่” วาวยื่นรายงานของเธอไปตรงหน้าของเพื่อน

“อั๊ยยะ เก่งโว้ยเที่ยวนี้ มีการพัฒนา” แมวแกล้งแซวกระแซะไหล่เข้าไปที่ไหล่ของเพื่อน วาวหันไปส่งยิ้มให้ อย่างน้อยก็มีแต่แมวนี่แหละที่ทำดีกับเธอ และคอยเป็นทุกอย่างให้

“ฉันได้งานแล้วนะ” แมวเล่าเรื่องของตัวเองทันที

“งานอะไรของแกวะ” วาวให้ความสนใจในเรื่องของเพื่อน

“ก็ฉันไปช่วยงานของพี่เกนมา เขากำลังหาคนคีย์ข้อมูลลงเครื่อง พี่เกนเขาก็เลยออกปากจ้างฉัน นี่แกพี่เกนยังบอกให้ฉันมาชวนแกไปทำด้วย ถึงจะเป็นแค่ชั่วคราวก็เหอะ ไปไหม” แมวถามเพื่อนรักทันที

“พี่เกนไหนของแก” วาวทำหน้างงๆ

“ไอ้วาว ก็คุณพสุไง คนที่เป็นนักพัฒนาสังคมน่ะ ที่มาสอนเราเมื่อเสาร์ที่แล้ว” คำตอบของแมวทำให้วาวส่ายหน้าระรัว พร้อมกับทำปากเบ้

“อึ...  ไม่เอาดีกว่า ฉันไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไหร่ คนอะไรก็ไม่รู้สายตาสอดรู้สอดเห็นไปเสียหมด อีกอย่างฉันไม่ชอบที่เขาดูถูกฉัน”

“แกจะบ้าหรือเปล่าวาว มองพี่เขาร้ายไปหน่อยไหม พี่เกนเขาไม่ได้เป็นคนแบบนั้นสักหน่อย อีกอย่างท่าทางเขาเป็นห่วงแกน่าดูเลยนะ คอยแต่จะถามเรื่องราวของแก”

มณิรินทำตาโตเข้าใส่เพื่อนทันที

“แล้วแกก็เล่าให้เขาฟังใช่ไหมว่าฉันเป็นมายังไง ฮึ... นังแมว” เธอยกมือขึ้นชี้หน้าของเพื่อน จิ้มนิ้วลงบนหน้าผากสีดำของแมว

“นิดเดียว” แมวทำมือทำนิ้วว่านิดเดียวจริงๆ

“เออ...” วาวทำอารมณ์เสีย เธอรีบลุกจากเก้าอี้ที่นั่งทันที เดินตัวปลิวลิ่วๆ ตรงไปที่ห้องเรียนโดยไม่รอเพื่อน แมวโบกมือหยอยๆ เรียกชื่อของเธอ ตามหลังไปไม่ห่าง

“วาว... วาว...”

 

ที่โรงพัก

“สารวัตรเรียกประชุมพวกเราด่วนมีอะไรครับ” นายตำรวจชั้นผู้น้อยถามขึ้นตอนที่ทุกคนไปรวมกันอยู่ในห้องประชุมเล็กๆ บนโรงพักนั้น

“ก็ทางหน่วยเหนือเขาให้ทุกท้องที่กวดขันเรื่องโสเภณี และการขายตัว เพราะมันเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และอีกอย่างท้องที่ของเราติดกับชายแดน เรื่องแบบนี้อาจจะเป็นการนำพามาสู่เรื่องต่างๆ ที่ไม่ดีงาม จึงต้องรีบกวดขัน แล้วในหนังสือนี้แจ้งมาแล้วว่า หากทางหน่วยกลางมาเจอว่าที่ไหนยังคงมีสถานที่แบบนี้อยู่ก็จะต้องได้ย้ายกันทั้งโรงพักนั่นแหละ” สารวัตรหมี่เล่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พวกเราก็กวดขันกันมาตลอดนะครับ แต่ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทันเท่านั้นเอง อีกอย่างธุรกิจพวกนี้ก็เปิดเป็นกิจการอื่นบังหน้า” นายตำรวจคนหนึ่งพูดขึ้น

“ก็นั่นไง นี่แหละเป็นสิ่งที่เราต้องกระชากหน้ากากพวกนั้นออกมาให้หมด ต้องกวาดล้าง ต้องปราบปราม ต้อง...”

“ครับๆ สารวัตรครับ” ทุกคนแทบจะรับปากออกมาพร้อมๆ กัน

“ว่าแต่ไอ้ร้านคาราโอเกะหลัง บขส. เอายังไงดีครับ” ดาบติ้วถามขึ้น

“ปัญหามันก็อยู่ที่พวกที่ร้านพวกนั้นมันรู้ว่าใครเป็นตำรวจเนี่ยละซิ เฮ้อ...” สารวัตรหมี่ถอนหายใจออกมาอย่างแรง

“เอาเป็นว่าเขตไหนใครรับผิดชอบ ดูแลกวดขันกันให้หนัก เอาจริงนะ ส่วนเรื่องร้านคาราโอเกะหลัง บขส. ดาบติ้ว เดี๋ยวอยู่คุยกับผมก่อน”

นายตำรวจคนอื่นๆ รีบทยอยกันลุกขึ้น แล้วทำความเคารพสารวัตรแล้วเดินออกไป หลังจากนั้นทั้งสองหนุ่มก็ประชุมวางแผนกันต่อไป

 

ตืด... ตืด...ตืด... มือถือที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของพสุดังขึ้น

“สวัสดีครับแม่” ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“แหม... ถ้าแม่ไม่โทรหาเกนก่อน เกนจะคิดโทรหาแม่ไหมลูก” นางต่อว่าลูกชายขึ้นมาทันที

“ก็วันนี้ว่าจะโทรหาคุณแม่ค่ำๆ น่ะครับ มีธุระด่วนอะไรหรือเปล่า”

“มีสิ...” นางตอบกลับมาแทบทันที

“จำหนูผึ้งได้ไหม” คุณชนาภายิงคำถามออกมาทันที

“ผึ้งไหนแม่?” พสุจำได้แล้ว แต่แกล้งทำเป็นจำไม่ได้ไปอย่างนั้นแหละ

“เกน ถ้าอยู่ใกล้ๆ แม่จะตีให้สักเปรี้ยะ น้องผึ้งลูกของคุณอาท่าชนะไง ตอนเด็กๆ แม่ชอบพาเราไปเที่ยวที่บ้านสวนของเขาที่กาญจนบุรีจำได้ไหม”

“จำได้ครับ” พสุตอบพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

“ว่าแล้วเชียว วันก่อนนี้นะ คุณอาท่าชนะ คุณอาบุปผา และหนูผึ้งมาหาแม่ที่บ้าน อุ้ย... เกนเอ๊ย หนูผึ้งน่ารักมาก หน้าตาสะสวยกว่าเมื่อตอนเด็กๆ เสียอีก แม่เห็นแล้วถูกใจๆ ลูก” คุณแม่เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นตามสไตล์

“แล้วไงครับ”

“แล้วไงเหรอ ก็คืออย่างงี้ แม่นะนัดว่าจะพาหนูผึ้งเขามาที่บ้านวันไหนที่ลูกกลับมาจะได้เจอกัน” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความสุข

“เฮ้อ...” เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ

“แม่ไม่ได้บังคับนะ แต่รู้จักกันเอาไว้ก็ไม่เสียหาย เรารู้เช่นเห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ รู้ไหมน้องเขาจบอะไรมา”

ได้โอกาสคุณชนาภาก็เล่าเรื่องอย่างสนุก กว่าจะวางสายไป ก็เป็นชั่วโมง จบลงโดยการที่พสุรับปากว่าจะกลับบ้านเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี้ คุณชนาภาจึงยอมวางสายไป

 

ติ๊ง... ติ๊ง... ติ๊ง... เสียงเตือนว่ามีข้อความเข้า

“แมว...” เขาเห็นหน้าคนที่ส่งข้อความมาให้แล้วรีบเปิด

(“พี่เกนคะ วาวเธอปฏิเสธหัวชนฝาเลยค่ะ ว่าจะไม่มาทำงานกับเรา”)

(“ทำไม”) เขาพิมพ์ถามกลับไปในทันที

(“เหตุผลส่วนตัวค่ะ”)

แมวนึกไปถึงคำพูดของเพื่อน

“ฉันไม่ชอบหน้าคุณพี่เกนอะไรของแกนั้นนังแมว จบนะ อย่าพูดอีก เดี๋ยวอารมณ์เสีย อีกอย่างต่อไปเขาถามอะไรที่เกี่ยวข้องกับฉันแกห้ามเล่าอะไรให้เขาฟังเด็ดขาด ไม่ยังงั้น...(เธอทำท่ายกนิ้วขึ้นไปเชือดที่คอของตัวเอง) แกกับฉันขาดกัน” วาวทำหน้าเข้ม ทำหรี่ตาจ้องหน้าแมว จนเธอต้องหงอไป และพยักหน้าให้เพื่อนรักงึกๆ

“ก็ได้...” เธอสิ้นหนทาง ได้แต่ทำเสียงอ่อยๆ

(“แมวต้องให้เหตุผลกับวาวนะว่า พี่เป็นห่วงเขา อีกอย่างทำงานกับพี่ก็จะได้ประสบการณ์อะไรดีๆ นำไปใช้ได้ในชีวิตด้วย”)

(“ค่ะ”) เธอรีบตอบไป แต่ตอนนี้ได้แต่นั่งทำหน้านิ่ว อีกคนก็นายจ้าง อีกคนก็เพื่อน

แม่งโคตรอึดอัดว่ะแมวบ่นอยู่ในใจ

 

เย็นวันหนึ่ง

“วาว ทำไมไม่ยอมมาทำงานกับพี่ที่สำนักงาน” พสุถามมณีรินทันทีที่เขาเห็นหน้าของเธอวันหนึ่งที่ซุปเปอร์มาเก็ต

มณีรินแกล้งไม่ได้ยิน แล้วเธอก็เดินหนี พสุไม่ยอมเขาเดินตามก่อนจะเดินไปดักหน้ารถเข็นของเธอ หญิงสาวยกหน้าขึ้นมองเขาแบบไม่สบอารมณ์

“แล้วคุณอะเป็นอะไรหนักหนาคะ มายุ่งอะไรกับวาวนัก วันๆ ไม่ทำงานทำการหรือไง ค่อยตามหาเรื่องยุ่งวุ่นวายกับคนอื่นเขาไปทั่ว” เธอทำเสียงไม่พอใจ จ้องมองใบหน้าของเขาอย่างไม่ลดละ

“พี่เป็นห่วง” เขาพูดแบบห่วงใย

“เป็นห่วงทำไม วาวมีงานทำ มีเงินใช้ ก็ไม่ได้ไปใช้เงินกระเป๋าเดียวกับคุณสักหน่อย” เธอสะบัดหน้าหนี ก่อนจะเดินไปหยิบเอาของที่ตัวเองตั้งใจจะมาซื้อ

พสุมองด้านหลังของเธออีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“แล้วไอ้เรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัวแบบนี้ พี่ว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมนะ ถ้าแต่งยั่วผู้ชายอยู่ที่ร้านมันก็โอเคอยู่ แต่ถ้าแต่งออกมาอวดประชาชีเขาแบบนี้มันก็ดูกะไร” เขาว่าให้เธอตรงๆ แถมยังใช้สายตาตำหนิแบบปิดไม่มิด

มณีรินมองตามสายตาของเขา เห็นชายหนุ่มจ้องมองขายาวๆ ของเธอไม่หยุด เธอเดินเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะพูดใส่หูของเขา

“ไม่เคยเห็นแบบนี้หรือไง” เธอว่าให้เขา ตอนนี้รู้สึกอายสายตาของเขาขึ้นมาบ้าง

“รู้สึกอายขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหม คิดดูสิ ผู้ชายบางคนจะเหมือนพี่หรือเปล่า เขาอาจจะคิดมิดีมิร้ายก็ได้ ไม่ใช่ห่วงใยเหมือนกับพี่” คำพูดของเขาเหมือนเธอโดนตบหน้าอย่างแรง

“เชอะ...” เธอไม่ตอบโต้ แต่กับเดินตุบปัดตุบป้องเอาของที่เลือกแล้วไปจ่ายเงิน พสุส่ายหน้าระรัว รู้สึกเสียดายความสะสวยของเธอ

แมวได้เล่าเรื่องของมณีรินให้เขาฟังมาบ้างแล้ว พสุลงทุนไปค้นหาข้อมูลของเธอ เผื่อว่าจะเจอญาติของมณีรินที่ยังมีชีวิตอยู่บ้าง เขาส่งข้อมูลของคุณแม่ของเด็กสาวไปให้เครือข่ายของเขาทั่วประเทศเพื่อให้ตามหาญาติ และพสุก็หวังอยู่ในใจว่า สักวันหนึ่งจะต้องเจอญาติของมณีริน

 

“พักนี้เป็นอะไรวาว ป้าสังเกตเห็นแล้ว ทำหน้าบูดหน้าบึ้งทั้งวัน เป็นอะไรหรือเปล่า” ป้ากันยาถามอย่างห่วงใย

“หรือว่าเอ็งจะเป็นเมนส์ ถ้าเหนื่อยก็ไปพักไป” นางไล่เสียดื้อๆ

“เปล่าหรอกป้า วาวไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่วาวรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำไมวาวต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย” เธอถามประโยคเดิมๆ นี้อีกแล้ว แต่ครั้งนี้เด็กสาวนั่งลงแนบไปกับพื้นครัว ก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้ออกมาอย่างเหลือทน

“อ้าวเฮ๊ย... เป็นอะไร” ป้ากันยาตกใจ เพราะเธอไม่เคยเห็นวาวร้องไห้ออกมาแบบนี้ ตั้งแต่เล็กจนโตนับครั้งได้ว่าเด็กคนนี้ร้องกี่ครั้ง อ้อมกอดที่อบอุ่นของป้าที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้เธอปล่อยโฮออกมาอีก

“ป้าจ๋า วาวจะตั้งใจเรียน วาวจบเมื่อไหร่ วาวจะหางานที่มันมีเกียรติมีศักดิ์ศรีมากกว่านี้ทำนะคะ วาวจะเอาป้ากันยาไปเลี้ยงด้วย” เธอพูดไปตามประสา แต่ในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“วาวเอ๊ย เอ็งคิดดี ทำดี ยังไงสักวันเอ็งก็ได้ดี เข้าใจไหม” ป้าปลอบใจ

“ไปอาบน้ำแต่งเนื้อแต่งตัวเสียใหม่ไป วันนี้มีใครส่งพัสดุมาให้แน่ะป้าก็ลืมบอก วางไว้อยู่ในห้องนอนนั้นแหละ” ป้ากันยาลุกขึ้น พร้อมกับฉุดมือของมณีรินขึ้นมาด้วย เธอยิ้มให้กับป้า พร้อมกับยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตา ป้ากันยายกมือขึ้นช่วยเช็ดให้อีกแรง เธอจึงยิ้มออกมาได้

“ขอบคุณป้ามากนะคะ ที่เลี้ยงวาวมาจนถึงทุกวันนี้”

“ถ้าป้าไม่เลี้ยงแก แล้วใครจะเลี้ยง ไปได้แล้ว อย่ามาร้องไห้เป็นเด็กๆ” นางไล่เธออีกครั้ง

 

มณีรินเดินกลับไปที่ห้องนอน เธอเห็นกล่องพัสดุที่วางอยู่บนที่นอน จึงรีบเดินเข้าไปหากรรไกรมาเปิด พอเปิดออกมาเป็นเสื้อผ้าที่เธอสั่งไปในอินเตอร์เน็ท เป็นกระโปรงยาวหลายรูปแบบ แล้วเสื้อที่ดูเรียบร้อย สีสันก็ไม่จัดจ้านเหมือนเดิม

วาวเก็บเงินมากแค่ไหนกว่าจะได้เงินมาซื้อเสื้อผ้าหรือข้าวของพวกนี้ ตอนนี้เสื้อผ้าที่เธอใส่ก็ได้รับความอนุเคราะห์มาจากพี่ๆ ที่ทำงานอยู่ในร้านนี่แหละ ที่เขาไม่เอาไม่ใส่แล้ว

เด็กสาวก้มมองชุดที่ตัวเองสวมใส่อยู่ตอนนี้ ก็ถอนหายใจขึ้นมาอีก

“ก็สมควรให้เขาดูถูกหรอกนะอีวาว” เธอว่าให้ตัวเอง มันดูโป๊จนปิดอะไรไม่มิด แต่อาจจะเพราะตัวเธอชินที่แต่งตัวแบบนี้ เธอจึงไม่รู้สึกอะไร แต่เธอก็ไม่ชอบเหมือนกันที่ใครมามองเธอด้วยสายตาที่พสุดูเธอเหมือนวันนี้

หญิงสาวลุกขึ้นไปอาบน้ำ ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่พร้อมที่จะทำงาน เธอเห็นป้ากันยาขยันทำงานแล้ว เธอสงสารอย่างน้อยให้แรงงานของเธอได้ผ่อนแรงของป้ากันยาบ้าง

 

“ลมอะไรหอบเอาสารวัตรหมี่กับดาบติ้วมาถึงที่นี่ จะกินอะไรดีคะ” ตันหยงยกมือไหว้ทั้งสองทันทีที่เขาทั้งสองคนแต่งกายเต็มยศเข้ามาถึงในร้าน

“ไม่ได้จะมากินอะไรหรอก แต่มาสำรวจตรวจสอบความเรียบร้อยตามหน้าที่ของตำรวจไทยนะ”

“แหม... คุณสารวัตรขา ที่นี่ไม่มีอะไรน่าสงสัยหรอกค่ะ พวกเราทำงานกันสุจริตนะคะ”

“คร้าบ...” ดาบติ้วลากเสียงตอบออกรับแทนเจ้านาย

“ถ้าคุณทำงานสุจริตถูกต้อง ใครจะไปทำอะไรพวกคุณได้จริงไหม” สารวัตรหมี่ยิ้มให้อย่างใจเย็น สายตาของเขาสอดส่องมองไปทั่ว

ฟาง แม อัน และนิ เดินออกมาจากห้องแต่งตัวที่อยู่ด้านหลัง พอทั้งสี่เห็นสายตาของทั้งสองหนุ่มในเครื่องแบบก็เซ็งสุดๆ

“กูว่าวันนี้กูไม่ได้เปิดบิลแน่” แมพูดขึ้นแบบเสียอารมณ์

“จริงว่ะ พี่ก็ว่างั้น” นิพูดขึ้นมาอีก ก่อนจะหันหลังกลับไปทางเดิมแบบเซ็งสุดๆ

“มาขัดลาภอีกนะ ใกล้จะสิ้นเดือนแล้วแท้ๆ ตังค์ก็ไม่ค่อยมีใช้อยู่” อันบ่นขึ้นมาอีกคน

“เดี๋ยวฟางจัดการเองพี่” ฟางอาสาเดินนวยนาดเข้าไปหาสองหนุ่ม

“แหม... พี่ตันหยงไม่เชิญท่านนั่งอะคะ” เธอพูดพลางลูบไล้ปลายมือบนแผงอกของสารวัตร แล้วหลังจากนั้นฟางก็แกล้งจับกล่องดวงใจของชายหนุ่มแล้วบีบเบาๆ

สารวัตรหมี่ถึงกลับหน้าแดง อ้าปากค้างจ้องมองหน้าของฟางอย่างหมดคำพูด เธอยิ้มยั่วเขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ทักทายค่ะ” เธอพูดจบก็เอามือที่ลูบเป้าของเขาเมื่อกี้ขึ้นมาแตะที่ริมฝีปาก แล้วก็ทำเป็นส่งจูบไปให้เขา เธอยกหน้าขึ้นไปประชิดแล้วกระซิบที่ข้างหูของเขา

“อยากจะใช้บริการของสารวัตรจังเลยค่ะ ท่าทางใหญ่ๆ” เธอทำเสียงเล็กเสียงน้อยอ้อนเขาหวานๆ เสียงแผ่วเซ็กซี่จนชายหนุ่มขนลุก เขารีบถอยหลังออกไปในทันทีสองสามก้าว

“กลับเหอะดาบติ้ว” น้ำเสียงของเขาดูแกว่งๆ

แม นิ ฟาง และตันหยงหัวเราะตามหลังสองหนุ่มที่ลนลานออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว

“ฮ่าๆๆ... แน่มากว่ะอีฟาง” อันตบมือดังเปาะๆ

“ใหญ่จริงหรือ” แมยืนหน้ามาถามอย่างสนอกสนใจ หากไม่คิดว่าสารวัตรหมี่เป็นศัตรู เขาก็เป็นหนุ่มที่หน้าตาดีทีเดียว

“อื้อ...” ฟางตอบพลางทำตาเล็กตาน้อย ขยิบตาหยิบๆ ให้กับสองสาว ทั้งสี่คนหัวเราะประสานเสียงกันอย่างมีความสุข

 

“โดนจับจริงๆ หรือครับสารวัตร” ดาบติ้วถามอย่างสนใจ ยังรู้สึกอิจฉาสารวัตรขึ้นมาตะหงิดๆ

“ดาบติ้ว...” เขาทำเสียงเอ็ด ดาบติ้วรีบขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์เพราะเขาต้องเป็นคนขับพาสารวัตรกลับโรงพัก

สารวัตรหมี่ตอนนี้หน้าแดงมาจนถึงใบหู

 

“มาแล้วจ้า หนูผึ้งพี่เกนมาแล้วลูก” คุณชนาภาหันหน้ามาบอกกลิ่นเกสร และคุณบุปผาที่นั่งยิ้มอยู่ใกล้ๆ

“ออกไปรับพี่ด้วยกันกับป้าเร็ว” นางเอ่ยชักชวน

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำ รีบเดินก้มตัวผ่านหน้าคุณแม่ของตัวเอง คุณชนาภามองกิริยาที่น่ามองของหญิงสาวนึกชื่นชมว่าเธอได้รับการสั่งสอนมาดี นางยื่นมือของนางให้หญิงสาวจับ ผึ้งจับมือของคุณชนาภาอย่างอุ่นใจ

“วันก่อนป้าโทรไปคุยกับพี่นะ เขาดีใจมากเลยนะที่รู้ว่าจะได้มาเจอหนู” คุณชนาภาปดหญิงสาวเสียยังงั้น

เธอได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ตอนนี้ใจเต้นตุบๆ อยากเจอเขาขึ้นมาจริงๆ แล้ว ไม่งั้นเธอกับแม่ก็ไม่ต้องถ่อนั่งรถจากกาญจนบุรีมาจนถึงที่นี่

รถแท๊กซี่คันหนึ่งแล่นมาจอดประชิดตรงหน้าบ้าน พสุเปิดประตูลงมาจากรถ เขาเปิดเผยรอยยิ้มทันทีที่เห็นสตรีสองคนตรงหน้า ชายหนุ่มรีบยกมือไหว้คุณแม่ ท่านยิ้มแก้มแทบปริ ก่อนจะหันมาสบตากับหญิงสาวที่ตอนนี้เธอยกมือขึ้นไหว้เขาอย่างอ่อนช้อย คุณชนาภายิ้มอย่างถูกอกถูกใจในกิริยาที่น่ามองนี้อีกครั้ง

“เกนจำน้องได้ใช่ไหม”

“ครับๆ ผมจำได้ สวัสดีครับน้องผึ้ง” เขาตอบรับแบบมีไมตรีจิต พร้อมกับยกมือรับไหว้หญิงสาวเช่นกัน

“เกนลูกจะมาอยู่กี่วันลูก” นางมองใบหน้าลูกชายคนเดียวอย่างรักมาก

“พรุ่งนี้ก็กลับแล้วครับ”

“เห็นไหม ป้าบอกหนูผึ้งแล้วว่าพี่เกนเขากลับมาเพื่อที่จะเจอหนูจริงๆ” คุณชนาภาเรียกคะแนน

โอ้โห... แม่พูดแบบชักแม่น้ำทั้งห้าแบบนั้น หากไม่มาผมเนี่ยจะดูเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องไปเลยพสุคิดในใจ

พสุเดินเข้าไปพอเห็นหน้าคุณอาบุปผาเขาก็ยกมือไหว้

“คุณอายังสวยไม่สร่างเลยนะครับ” เขาเอ่ยชม

“แหม... ปากหวานอย่างนี้สงสัยมีผู้หญิงมาติดกันตรึมหรือเปล่าค่ะ” บุปผาเอ่ยแซว

พสุนึกไปถึงใบหน้าของมณีรินที่แสดงความรังเกียจเขาจนออกนอกหน้าก็หัวเราะ

“ผมว่าตรงกันข้ามเสียมากกว่าครับ ผมยังไม่มีแฟน” เขาออกตัว

“เป็นไงเชื่อป้าหรือยังหนูผึ้ง ว่าพี่เกนเขายังไม่มีแฟน” คุณชนาภาได้โอกาสพูดเชียร์ลูกชายอีกครั้ง

“คุณอาท่าชนะไม่มาด้วยหรือครับ” เขาถามไปถึงคุณอาผู้ชาย

“ช่วงนี้งานข้าราชการมันค่อนข้างยุ่งน่ะค่ะ เลยไม่ได้มาด้วย วันนี้ก็มีงานเปิดงานอะไรไทยช่วยไทยสินค้าธงฟ้าอะไรที่เขาจัดนี่แหละ เลยไม่ได้มาด้วย ว่าแต่เกนเป็นยังไงบ้าง ทำงานเพื่อสังคมแบบนั้นมันก็เหนื่อยนะ” บุปผาชวนคุย

“เหนื่อยแต่มีความสุขครับ ยิ่งได้เห็นคนพวกนั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมผมก็ดีใจแล้วครับ ว่าแต่น้องผึ้งเรียนจบแล้วหรือครับ เรียนเกี่ยวกับอะไรมา” เขาวกเข้าในเรื่องของหญิงสาว เธอได้แต่นั่งยิ้มส่งมาให้

“ผึ้งเรียนเกี่ยวกับคหกรรมค่ะ และก็ลงเรียนวิชาชีพครูอีกปีหนึ่ง เพิ่งรับปริญญาไปค่ะ” เธอเล่าด้วยความภาคภูมิใจ

“ชิมนี่สิลูก ฝีมือน้องเขาเลย” คุณชนาภายกจานผลไม้แกะสลักอย่างวิจิตรสวยงามมาตรงหน้าของลูกชาย

“โอย... เห็นสวยๆ แบบนี้ไม่กล้าจะกินเลยครับ” เขาพูดไปอย่างนั้น แต่มือก็ใช้ไม้จิ้มที่ปักอยู่เอาผลไม้เข้าปาก หญิงสาวนั่งมองท่าทางของเขา และใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างถูกใจเช่นกัน

“เดี๋ยวนี้หาคนที่จะชอบและเรียนเรื่องแบบนี้มีน้อยมาก”

“ผึ้งชอบนะคะพี่เกน อีกอย่างได้อนุรักษ์ความเป็นไทยเอาไว้บ้าง” ผู้หญิงที่แก่กว่านั่งมองหน้าหญิงสาวอย่างชื่นชม

“รู้ไหมน้องเขาสอบบรรจุผ่านแล้วนะ กำลังรอเรียกตัวอยู่ใช่ไหมลูก” คุณชนาภาพลอยชื่นชมไปกับความสำเร็จก้าวแรกของหญิงสาวด้วย

“ค่ะ” เธอรับคำพร้อมรอยยิ้ม

“อนาคตดีๆ รอเราอยู่เสมอ เก่งๆ มีฝีมือดีๆ อย่างนี้ คงไปได้อีกไกลนะป้าว่า” นางกล่าวชมไม่หยุดปาก

พสุส่งยิ้มให้เธอด้วย

 

ติง... ติง... เสียงมือถือของพสุเตือนว่ามีข้อความเข้า พอเห็นเป็นชื่อของแมวที่ส่งข้อความมาเขาจึงขอตัวออกมาจากสตรีทั้งสามคน

“คงจะเรื่องงานนั่นแหละ” ผู้เป็นแม่บอกแทนลูกชาย

 

พสุเดินออกมา มือก็กดดูว่าแมวส่งอะไรมาให้ สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาอมยิ้ม

มณีรินในชุดเสื้อผ้าเรียบร้อย กระโปรงสีขาวยาวคร่อมไปถึงปลายเท้า และเสื้อแขนสามส่วนปิดคอ และการแต่งหน้าที่ลดความจัดจ้านลง เธอยืนยิ้มสวยให้แมวถ่ายรูป

“น่ารักจัง” พสุเผลอปากเอ่ยชม

(“วาวมาลุ๊คใหม่ค่ะพี่เกน วันนี้เราสองคนไปทำงานวันแรกที่ร้านเสริมสวย พี่เกนรู้ไหมคะ มีคนเข้าร้านชมแต่วาวทั้งวัน แมวนี่หมั่นไส้เลย”)

แล้วเธอก็ส่งสติ๊กเกอร์เบ้ปากมองบนส่งมาด้วย

(“เห็นเล่าให้ฟังว่าเก็บเงินซื้อมาจากในเน็ท เสื้อผ้าที่ใส่ๆ อยู่นั้นได้รับบริจาคมาจากพี่ๆ ในร้าน วันนี้นะคะพี่เกนรู้ไหม ยายวาวนะทำเป็นเดินสวยไปสวยมา”)

และตามมาด้วยสติ๊กเกอร์เป็นรูปคนถอนหายใจ

(“แมวไม่เกิดมาสวยบ้างก็แล้วไปค่ะ”) เธอเล่าแค่นี้แล้วหยุดส่งข้อความ

(“ฝากดูแลกันและกันด้วยนะ”) เขาส่งข้อความตอบกลับ ก่อนจะยิ้มให้กับตัวเอง

 

“เกนมากินข้าวลูก” เสียงคุณชนาภาเรียกลูกชายเสียงดัง

“ครับ” เขาตอบกลับ กลิ่นอาหารที่กลิ่นเกสรทำคลุ้งไปทั้งบ้าน

“เหมาะจะเป็นแม่บ้านให้ใครสักคนนะเนี่ย หนูผึ้งยังไม่มีแฟนใช่ไหม” ป้าชนาภาช้อนสายตาถาม เธอทำเอียงอายก่อนจะตอบ

“ยังค่ะ” คำตอบของหญิงสาวทำให้นางยิ้มได้

“เกน...” นางยังเรียกชื่อลูกชายขึ้นมาอีก

“มาแล้วครับ มีอะไรกินบ้าง ห๊อม... หอม...” เขาทำท่าสูดกลิ่นอาหารเข้าจมูก

“ดู๊... ดู ดูทำเข้าลุกคนนี้ น้องเขายังไม่มีคนจองเลยนะ สนไหม” คุณแม่ทำเสียงเหมือนกระซิบในประโยคท้ายๆ

พสุไม่ตอบได้แต่อมยิ้ม

กลิ่นเกสรตักข้าวให้กับทุกคน เธอบริการทุกคนอย่างสุดฝีมือ วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะทำให้พี่เกนประทับใจ

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ชนาภาพยายามจะเชียร์อัพคนทั้งคู่ให้แก่กัน

พสุแค่เอ็นดูเธอเหมือนกับน้องสาวคนหนึ่ง ไม่ได้คิดอะไรกับเธอเป็นพิเศษ

ส่วนหญิงสาวเหมือนจะประทับใจพี่ชายคนนี้ไปแล้ว หมายมาดไว้ในใจต้องได้เขาเป็นคู่ครอง หากเขาโอเค

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ชีวิตบัดซบ แม่ผัวลูกสะใภ้ คนที่ไม่เข้าตา ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย ยังไงไปติดตามกันต่อได้เลยค่ะ"

คุณธิดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha