เสน่ห์นางซ่อง

โดย: คุณธิดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : ไม่ปล่อยมือ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“สวัสดีค่ะพี่เกน” แมวรีบยกมือไหว้ รีบเดินเข้าไปหาพสุอย่างรวดเร็ว

“มาดูว่าฝึกงานเป็นยังไงกันบ้าง” เขาพูดแล้วส่งยิ้มให้กับทุกคนภายในร้าน

วาวถอนหายใจ จำใจยกมือไหว้พสุแบบแกนๆ เขาส่งยิ้มให้ พลางยืนถุงขนมที่ซื้อมาฝากจากกรุงเทพฯ ให้กับแมว

“แบ่งๆ กันกินนะ”

“ขอบคุณค่ะ” แมวยกมือไหว้

“มาแล้วทำอะไรบ้างคะคุณพสุ” เสียงโทนี่กระเทยเจ้าของร้านทักขึ้น

“เด็กสองคนเรียนอะไรไปบ้างแล้วครับ จะใช้บริการสักหน่อย อุดหนุน และเทสฝีมือ” เขาพูดพลางยกมือขึ้นเกาศีรษะ

“สระผมไหมคะ ตอนนี้เราสองคนกำลังฝึกสระผมอยู่” แมวแนะนำพร้อมกับชี้ไปที่เตียงสระ

 “ไม่เคยสระเลยสักครั้งเดียวนะครับ ปกติมีผู้ชายคนอื่นๆ เขาเข้าร้านเสริมสวยแบบนี้บ้างไหม”

“เยอะไปค่ะคุณพสุ” โทนี่กระเทยเจ้าของร้านส่งเสียงตอบกลับมา

“แหม... ไหนๆ ก็มาแล้ว ให้น้องวาวสระให้สิคะ ลูกค้าชมใหญ่ว่าทำดี มือกลางๆ ไม่หนักไม่เบาไป ไม่เหมือนน้องแมวค่ะ แม่คนเนี้ย โดนลูกค้าแว้ดใส่หลายครั้งแล้วนี่ มือหนักเป็นบ้า” เจ้โทนี่จ้องมองหน้าแมวเขม็ง

“แหมๆๆๆ พี่โทนี่ขา หนูมันลูกชาวไร่ชาวสวนนะคะ ถือจอบขุดดิน จะเปลี่ยนมาเอาดีทางนี้ มันก็ต้องให้เวลาน้องสักกะหน่อย” เธอยิ้มเฝื่อๆ รู้ตัวอยู่ว่าตัวเองคงไม่เหมาะกับอาชีพนี้แน่ๆ ต้องพยายามอีกเยอะ แมวบอกตัวเองว่าไม่ถนัดเอาเสียเลย

“มาค่ะพี่เกน รับประกันสมราคา” แมวจับแขนพาเขาเดินไปที่เตียงสระ ดันหลังเขาขึ้นไปนอนบนเตียงสระผม วาวหยิบผ้าขนหนูมาวางไว้ใต้ศีรษะของเขา ก่อนจะเริ่มทำตามขึ้นตอน

พสุตกใจเล็กน้อยตอนที่ถูกน้ำเย็นกระทบที่ศีรษะ

“วาวใช้น้ำอุ่นให้ลูกค้านะ” เสียงพี่โทนี่ดังขึ้นมาทันที เธอกะจะแกล้งเขาสักหน่อย จึงปิดน้ำ แล้วหันไปเปิดเครื่องทำน้ำอุ่น

“ชอบไหมงานแบบนี้” เขาชวนคุย

“ก็เป็นวิชาบังคับไม่ใช่หรือคะ ทุกคนต้องฝึกหนึ่งอาชีพ” เธอตอบออกไปแบบกวนๆ

“แล้วชอบไหม” เขาถามย้ำคำเดิม

“ค่ะ” วาวตอบเพื่อตัดปัญหา แต่เธอก็นึกชอบอาชีพนี้อยู่

ร้านเสริมสวย เป็นอะไรที่ผู้หญิงทุกคนชอบ และมักจะมาใช้บริการไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละสองครั้ง ซึ่งมันเป็นการลงทุนแค่ครั้งเดียวจริงๆ

ลงทุนไปเรียน เปิดร้าน ซื้ออุปกรณ์ หลังจากนั้นก็ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาให้บริการความพอใจ ท่าทางจะใช้เงินทุนหนักๆ ในช่วงแรกๆ แต่หลังๆ คงเป็นกำไรล้วนๆ ยิ่งคนไหนที่ทำอยู่ที่บ้านด้วยแล้ว ค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าเช่าร้านก็หมดไป วาวคิดไปเพลินๆ

“ตั้งใจเรียนสิถ้าชอบด้านนี้ ทางหน่วยงานของเราก็จะเปิดให้คนที่สนใจได้ไปเรียนฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนทางหน่วยงานจ่ายให้ทั้งหมด เอาแต่ตัวกับหัวใจไปเรียน” เขาบอกถึงโครงการที่เขาจะเริ่มทำในเร็ววันข้างหน้า

“ค่ะ” เธอตอบเขาสั้นๆ อีกเหมือนเคย

ชายหนุ่มเปิดตามองไปที่หญิงสาว เห็นใบหน้าน่ารักกำลังตั้งใจในสิ่งที่เธอทำ เขาก็เผลอยิ้มออกมา

“ระวังตาจะเขนะคะ” เธอพูดดักคอ พสุทำหน้าแป้น ก่อนจะหลับตาลง

เด็กวาวสระผมและนวดศีรษะได้ดีทีเดียว ชายหนุ่มถึงกลับเคลิ้มไป จนเมื่อเธอพันผ้ารอบศีรษะของเขา แล้วใช้นิ้วมือนวดลำคอ และก็ขมับให้

“ดีจัง” เขาถูกอกถูกใจ

“วันหลังก็มาอีกสิคะ” เสียงแมวดังขึ้นใกล้ๆ

มณีรินสับมือลงบนศีรษะของเขาดังป๊อกๆ ก่อนจะช่วยพยุงตัว และดันหลังเขาขึ้น

“ว้าว... เยี่ยม” เขาหันหน้าไปยิ้มพร้อมกับยกนิ้วหัวแม่โป้งให้

หญิงสาวไม่พูดอะไร แต่ในใจรู้สึกดีที่ทำให้เขามองเห็นอีกมุมหนึ่งของตัวเธอเอง

“มาทางนี้ค่ะ” แมวจับแขนของเขา แล้วพาไปตรงที่นั่ง ทำตัวสนิทสนมกับพสุเหลือเกิน

“แมวเป่าให้แห้งนิดนึง เดี๋ยวให้พี่จันทร์ฉายทำต่อ” โทนี่ละมือจากลูกค้าที่เขาทำค้างเอาไว้ หันมาสั่งแมวให้ทำตาม

เธอจึงลงมือนวดบ่า คอ ไหล่ ให้เขาตามขั้นตอน

“มือหนักใช้ได้นะ” พสุหันไปยกนิ้วให้กับแมวอีก

“ไว้โอกาสหน้า แมวว่า แมวจะไปเรียนนวดน่าจะดีกว่าค่ะ เจ้าของร้านเสริมสวยน่าจะเป็นคนสวยๆ หล่อๆ หรือมีสไตล์แบบพี่โทนี่มากกว่า” เธอพูดเขาว่าสไตล์แบบกระดกลิ้น

“น้องแมวเอ๊ย ก็ดีนะพี่ว่า” โทนี่พูดแทรกขึ้นมาทันที แมวหันไปค้อนขวับใส่เขา

“พี่โทนี่ละก็...” เธอยังค้อนเขาตากลับ ทุกคนในร้านพากันหัวเราะ

 

พสุเหลือบตามองมณีรินที่วันนี้เธอดูแปลกตา การแต่งเนื้อแต่งตัวที่เปลี่ยนไป ทำให้เขาชื่นชม พสุไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมตัวเขาถึงสนใจเด็กในตัวเด็กคนนี้นัก

หญิงสาวสบตากับเขาทางกระจก พสุยิ้มให้เต็มใบหน้า แต่มณีรินกลับหลบสายตาของเขา ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอกร้าน

หญิงสาวเกลียดสายตาของเขาที่มองเธอแบบเมื่อวันก่อน แต่ทำไมวันนี้ถึงกลับรู้สึกใจเต้นแรงกับรอยยิ้มของเขาที่ส่งมาให้เธอแบบนี้นะ

“ไม่มีที่อื่นให้ไปหรือไงนะ” เธอพูดออกเสียงทันทีที่ออกไปยืนคนเดียวนอกร้าน

 

เป็นไงคะ ชอบไหมคะ หล่อเลยค่ะคุณพสุ” โทนี่เอ่ยชมอย่างจริงใจ ทำตาเล็กตาน้อยใส่เขา

“ไว้วันหลังผมจะมาอุดหนุนใหม่นะครับ ขอบคุณคุณโทนี่ด้วยนะครับที่เข้าร่วมโครงการนี้กับเรา” เขากล่าวขอบคุณเป็นการส่วนตัว

“อุ้ย... เมื่อก่อนกว่าโทนี่จะเดินมาถึงจุดนี้ได้ ก็ได้รับโอกาสที่ดีๆ แบบนี้แหละค่ะ คนเราอยู่ในสังคมเดียวกัน หากพวกเราไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันสังคมจะน่าอยู่ได้ยังไงละคะ”

พสุยิ้มอย่างจริงใจ เขารู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น แล้ววันนี้ได้มาเจอคนประเภทเดียวกันทำให้เขายิ่งรู้สึกดีขึ้นไปใหญ่

 

“ไปก่อนนะแมว” เขายกมือรับไหว้แมว ก่อนจะเดินออกมาข้างนอก

“กลับก่อนนะ” เขาเอ่ยบอกมณีรินที่นั่งเล่นอยู่ที่หน้าร้าน หญิงสาวหันมายกมือไหว้เขา แต่ยังทำสีหน้าเรียบเฉยไม่ยอมยิ้มให้กับเขาสักนิดเดียว

เอ่อ... อยู่ๆ ก็มีคนเกลียด ไม่ชอบขี้หน้าพสุเป็นคนมีเซนส์แรง เขารู้อยู่แก่ใจว่ามณีรินไม่ชอบหน้าของเขาเลย

“ตั้งใจดีๆ นะ พี่เชื่อว่า วาวทำดีอยู่แล้ว” เขายกนิ้วให้ ก่อนจะเดินจากไป

“ชิ...” เธอทำเสียงแบบนี้ไล่หลังเขาไป

“ฮั่นแน่... มันยังไงๆ อยู่นา ฉันว่าพี่เกนเขาชอบเธอ” แมวแซว

“บ้าน่า...ยายแมว แกพูดอะไรออกมา” เธอหันไปมองหน้าเพื่อนสายตาเอาเรื่อง

“อ้าว... งั้น พี่เกนเขาก็ชอบฉันแล้วกัน” แมวพูดเองเออเอง แล้วก็ทำเสียงหัวเราะออกมาอย่างน่าเกลียด

 

“ซาลาเปาไหมครับ ซาลาเปาร้อนๆ ลูกเดียวอิ่มครับ ซาลาเปาครับ ซาลาเปา” เสียงคนขายร้องแหกปากบอกมาตลอดทาง พร้อมกับบีบลูกยางสีดำทำเสียงแตรที่ติดรถให้ดังขึ้น

“พี่ทางนี้ค่ะ” แมวลุกขึ้นยืนโบกมือหยอยๆ คนขายซาลาเปาที่ขี่มอเตอร์ไซค์รีบเร่งเครื่องเข้ามาหาในทันที ก่อนจะจอดลงตรงหน้าของแมวที่ฉีกยิ้มให้

“เอาซาลาเปา 4 ลูกค่ะ” เธอยกนิ้วบอกกับคนขายไปด้วย

“ไส้อะไรดีครับ ไส้ถั่วเหลือง ถั่วดำ ไส้หมูแดง ไส้หมูไข่เค็ม หรือจะเป็นไส้ไก่เค็ม”

“อ้าวพี่ไส้ไก่เค็ม พี่จะเอามาขายทำไม” แมวพูดกวนคนขาย เขายิ้มให้จนตาหยี

“น้องนี่กวนตีนดีจริงๆ” เขาพูดเล่นหยอกกลับมาเหมือนกัน แล้วหัวเราะ แมวก็หัวเราะร่วมกับเขาด้วย

“ล้อเล่นน่าพี่ เอาไส้หมูไข่เค็มดีกว่า 4 ลูกเลย จะได้ไม่ต้องมีใครเลือก” เธอบอกกับเขา

“สี่สิบครับ” คนขายยื่นให้พร้อมกับรับเงินจากเธอ

“ขอบคุณครับ” แล้วเขาก็สตาร์ทรถแล้วออกไป

“อ้าว... ของแกหนึ่งลูก”

“เลี้ยงเหรอ” วาวพูดขึ้นมาทันทีแต่ก็รับเอาซาลาเปามาถือเอาไว้

“โน้น... คนนู้นเลี้ยง” เธอชี้ไปบนถนนที่วางเปล่า แต่วาวก็รู้ความหมายว่าแมวหมายถึงใคร

แมวเดินไปข้างในเรียบร้อยแล้ว แต่เธอก็นั่งอมยิ้มอยู่ตรงนั้น หยิบเอากระดาษที่รองซาลาเปาออก แล้วเอาเข้าปากเคี้ยวอย่างอร่อย

 

ก็ต้องเตรียมตัวกันหน่อยนะ ทางหน่วยเหนือเขาจะเข้ามาช่วยเรากวาดล้างการค้าประเวณี และการกระทำที่เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย ประมาณกลางเดือนหน้า” สารวัตรหมี่บอกกับตำรวจทุกนายที่นั่งรวมกันอยู่ในห้องประชุม

“ก็ทำตามที่เราเคยตกลงกันเมื่อครั้งก่อน เราดูแลกันอย่างเต็มที่ เรื่องไม่ดี หรือสิ่งไม่ดีงามก็จะหมดไป ผมขอความร่วมมือแค่นี้ครับ วันนี้พอแค่นี้ก่อน” สารวัตรหมี่กล่าวปิดประชุม

ดาบติ้วเดินขยับตัวเข้ามาใกล้สารวัตร

“ตั้งแต่วันนั้น เราสองคนยังไม่ได้ไปที่ร้านนั้นอีกเลยนะครับ” คำพูดของหมวดติ้วทำให้สารวัตรหมี่หน้าแดง

“ก็ไปคืนนี้อีกซิ ไปกันเลย” เขาบอกกับนายดาบ แล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะนำดาบติ้วออกจากห้องประชุม

 

“สวัสดีค่ะ...ผู้หมวด” อุษาจีบปากจีบคอก้มหัวโน้มแทบจะถึงเอวเดินเข้ามาหาสองหนุ่มนายตำรวจที่กำลังจอดมอเตอร์ไซค์อยู่ที่หน้าร้าน

“สวัสดีครับ” สองคนตะเบะรับไหว้อุษา

“กินอะไร ดื่มอะไรไหมคะ” เธอถามพร้อมกับเดินเข้าไปคล้องแขนของผู้หมวดทันที

“เออ...” มาโดนมุขนี้อีกแล้ว สารวัตรหนุ่มถึงกลับไปไม่เป็น

ดาบติ้วจึงเดินเข้ามาแทรกตรงกลาง พร้อมกับทำมือแหวกให้สองคนแยกจากกัน

“ขอน้ำเย็นๆ สักสองแก้วก็พอ” เขาทำหน้าแป้นแล้นเข้าใส่หญิงสาว อุษายักไหล่ให้นิดๆ แต่ก็ส่งยิ้มกระจาย

“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ” เธอเดินกลับเข้าไปในร้าน สองหนุ่มนายตำรวจเดินตามเข้าไปทันที

สารวัตรมีสอดส่ายสายตามองรอบๆ ตอนนี้ยังไม่แขกเลยสักโต๊ะ เพราะอาจจะยังหัวค่ำ

นิ ตันหยง แม อัน นั่งบนเก้าอี้ที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ในร้าน ทุกคนหันมามองทั้งสองเป็นตาเดียว แต่วันนี้ฟางไม่ได้อยู่กับพวกนี้ด้วย

สารวัตรหมี่มองหาเธอจนทั่วแต่ก็ไม่เห็น ดาบติ้วมองหน้าแบบรู้ใจ ไม่รู้ยังไง เขาคิดว่านายของเขาน่าจะถูกอกถูกใจน้องฟางคนสวย แต่ก็ไม่แสดงออกและยังไว้ตัว

“ฟางไปไหน” ดาบติ้วจึงถามขึ้นแทนนาย

“อ๋อ ไม่สบายมาสองสามวันแล้วค่ะ นอนซมอยู่หลังร้านโน้น” แมตอบออกมา

“อ้าว... เป็นอะไรมากไหม หาหมอหรือยัง” สารวัตรหมี่ถามสวนออกไปทันทีที่รู้ข่าว

สี่สาวหันหน้ามามองกัน และก็ยิ้มมุมปาก

“ตำรวจห่วงใยประชาชนแบบใกล้ชิดแบบนี้น่ารักเนอะ” แมพูดเสียดสีเขา

สารวัตรหมี่รู้ตัวว่าแสดงออกมากจนเกินไป เขาจึงแกล้งพูดกลบเกลื่อน

“ก็คนรู้จักกันแล้ว ก็ต้องห่วงต้องใยเป็นธรรมดา เออ... ดาบติ้วไม่มีอะไรผิดปกติใช่ไหม งั้นเราก็กลับกันได้” เขาหมุนตัวหุนหันออกไปทันที ได้ยินเสียงสาวๆ หัวเราะไล่ตามหลังกันเกรียวกราว

 

สักครู่ฟางเดินสวยออกมาจากข้างใน

“อีฟาง กูมีข่าวจะบอก”แมเริ่มเสนอหน้า

“อะไรเจ้” เธอมองหน้าแมด้วยความสนใจ

“กูว่าอีสารวัตรนั้นมันต้องชอบมึงแน่ๆ ถ้าได้โอกาส มึงจับมันทำผัวเลยนะ โอ๊ยๆๆๆ... ตายๆๆๆ ว่าที่คุณนายสารวัตร ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะคุณนาย” แมจีบปากจีบคอพูด ทุกคนหัวเราะผสมโรงเสียงดัง

ฟางยังทำหน้างงๆ

“ศาลา...วัดไหน...อะ พี่แม” เธอถามแบบติดตลก

“ก็อีตา สารวัตรหมี่ไง คู่หูอีตาดาบติ้วนะ อีดาบหน้าเหลี่ยมนั้น” แมสาธยาย

“โอ๊ย... พี่แมเอาอะไรมาพูด ใครหรือผู้ชายดีๆ ที่ไหนเขาจะมาแลพวกเรา” เธอนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใกล้ๆ พี่แม

“เฮ้ย...วาสนา...ปิ ของใครก็ของใครโว้ย จะไปรู้ได้ไง แต่เรื่องแบบนี้นะโว้ย มันต้องแบบว่า กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง จะว่าไปแล้ว มึงบอกว่าไข่ใหญ่ใช่ไหมเมื่อวันก่อน ว้ายๆๆๆ อื้อ...” แมยังทำเสียงเหมือนสยิวแล้วแกล้งส่ายสั่นขนลุก

ฟางตีมือลงไปบนแขนของพี่แมทันที

“บ้าน่า...” สาวๆ หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

 

“วาว แกวันนี้ที่สำนักงานพี่เกนเขามีงานด่วน เขาให้วันนี้ห้าร้อยเลยนะ ไปไหม ฉันทำคนเดียวไม่ไหวหรอก ต้องมีคนช่วย อีกอย่างถ้าแกไม่ไป ฉันก็ไม่รู้จะชวนใครแล้ว”

(“กี่โมงถึงกี่โมง ห้าร้อยนะ”) แมวยิ้มออกมาอย่างดีใจ

“เก้าโมงถึงสี่โมงเย็น แกไปเป็นเพื่อนฉันนะ” แมวอ้อนมาตามสายโทรศัพท์

(“เขาจ่ายเงินสดเลยไหม”) มณีรินถามขึ้นด้วยความอยากรู้ เธอยังขาดเงินอีกไม่กี่ร้อย ที่จะซื้อไดร์เป่าผมดีๆ สักอัน

“ใช่ จ่ายสดๆ โว้ย” แมวเหมือนจะตะโกนขึ้นมาพร้อมกับยกมือถือออกห่างๆ

มณีรินหัวเราะเสียงรวน แมวก็เป็นคนงกเงินพอๆ กับเธอ ขยันทำทุกอย่างเหมือนกัน

(“ไปก็ไป”)

“เย้ๆ ดีใจจัง เจอกันที่สำนักงานเลยนะ ฉันจะออกจากบ้านเลย” แมวรีบวางสาย ก่อนจะขับมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้าน

วาวหันไปบอกป้ากันยาว่าจะไปข้างนอก กลับมาประมาณสี่โมงเย็น ป้าได้แต่พยักหน้ามือก็กดเปลี่ยนช่องทีวีหารายการโปรดอยู่

หญิงสาวจับจักรยานคู่ชีพได้ก็ออกจากบ้าน

 

พสุไม่อยู่ในออฟฟิตจนเกือบจะสามโมงครึ่งเขาถึงได้กลับเข้ามาในออฟฟิต

“เป็นยังไงบ้างสาวๆ พี่ซื้อผัดไทยกับขนมมาฝาก”

วันนี้ทุกคนในสำนักงานออกไปช่วยงานของจังหวัดที่จัดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมอาชีพในชุมชนที่งานกาชาด จึงจำเป็นต้องให้สองสาวมาช่วยคีย์ข้อมูล ซึ่งก็เป็นงานด่วนอีกเหมือนกัน

เขาวางถุงพลาสติกที่ใส่กล่องโฟมข้างในมีผัดไทสองห่อกำลังร้อน” และขนมตรงที่โต๊ะเอนกประสงค์ที่ทุกคนชอบเอาอะไรมากินกันก็จะวางไว้ตรงนี้

“กินกันก่อนสิ กำลังร้อนๆ เดี๋ยวมันเย็นแล้วจะไม่อร่อย” เขาบอกเด็กสาวทั้งคู่ สองสาวยกมือไหว้ขอบคุณเขา

“หล่อแล้วยังใจดีอีก” แมวก็พูดเล่นตามนิสัย รีบยกตัวทิ้งงานออกมาหาของกินทันที

“พี่เกนรู้ได้ยังไงคะ ว่าเราสองคนยังไม่ได้กินอะไร” แมวถามพสุ

“อ้าว... ทำไมไม่ไปหาอะไรกิน ปล่อยให้ตัวเองหิวกันได้ยังไง ระวังนะจะเป็นโรคกระเพาะ” เขายกมือขยี้หัวแมวอย่างเอ็นดู

มณีรินมองกิริยาที่สนิทสนมของคนทั้งคู่ เธอรู้สึกใจเต้นแปลกๆ

“อ้าว... วาวนั่งบื้ออยู่ได้แก มาสิ เมื่อกี้ยังบ่นหิวอยู่เลย” แมวหันไปว่าให้เพื่อนแล้วกวักมือเรียก เธอสบตากับพสุที่ยิ้มให้อย่างเอ็นดู

“แต่งตัวอย่างนี้น่ารักออก” เขาเอ่ยชมเธอทันทีที่หญิงสาวลุกขึ้นอย่างเต็มตัว

วันนี้มณีรินรวบผมยาวๆ จนตรึงเปิดทั้งใบหน้ารูปไข่ที่หมดจด และไร้เครื่องสำอาง และเสื้อตัวใหม่สีขาวสีโปรดของเธอ แขนสามส่วนทรงทันสมัยแต่ไม่โป๊ กับกางเกงขายาวสีเดียวกันที่รัดรูป แต่ว่าชายเสื้อที่ยาวกว่าปกปิดได้ดีดูเรียบร้อยมากๆ

เธอชักสีหน้าทันที ทำไมเขาชอบจ้องเธอด้วยสายตาแบบนี้นะ แล้วรอยยิ้มแบบนี้อีก

หมั่นไส้ แล้วการแต่งตัวของหนูไปหนักหัวคุณตั้งแต่เมื่อไหร่คะเธอคิดในใจ แต่เดินไปหาแมวด้วยสีหน้าราบเรียบ ดวงตาเฉยเมย

พสุรู้แล้วว่าหญิงสาวคงไม่พอใจเขาอีกแน่ๆ จึงเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบน้ำดื่มเย็นๆ มาให้ทั้งสองสาว เขาเปิดฝาขวดน้ำดื่มให้อย่างเอาใจ

“แหม... ถ้าใครได้เป็นแฟนพี่เกนคงโชคดีมากๆ นะคะ ช่างเอาใจจัง แทคแคร์อะ” แมวชมเขาอีกครั้ง

“ประกาศรับสมัครแฟนเมื่อไหร่บอกแมวด้วยนะคะ จะเขียนใบสมัครเป็นคนแรกเลย” เธอทำตายิ้มให้เขา เกนได้แต่หัวเราะเพราะรู้ว่าแมวพูดเล่น

“แมวพูดอะไรก็ไม่รู้ น่าเกลียด” มณีรินตำหนิเพื่อน แมวหันไปมองทำยักไหล่แบบไม่สนใจ

“วาวแกก็ส่งใบสมัครได้นะ” แมวเย้าเพื่อนสาวอีกครั้ง

“เชิญแกไปสมัครไปคนเดียวเถอะย่ะ” มณีรินโต้ตอบเพื่อนกลับไปทันที ลืมตัวไปว่าพสุยังนั่งมองหน้าสองสาวอยู่ เขาหัวเราะขึ้นมาในความน่ารักของสองสาวที่หยอกเย้ากัน

“พี่เกนกินมาแล้วเหรอคะ” แมวถามทั้งๆ ทีเคี้ยวผัดไทในปากตุ้ยๆ

“กินแล้ว อร่อยไหม” เขาตอบและถามแต่สายตาจ้องมองใบหน้าของอีกคน

มองอะไรนักหนามณีรินคิดในใจ เธอแหงนมองนาฬิกาที่ข้างฝา

“จะสี่โมงเย็นแล้วนะ” วาวบอกกับแมว

“อ้อ... ลืมไป แกจะไปแวะที่ตลาดก่อนใช่ไหม”

“อือ... ป้ากันยาโทรมาสั่งซื้อของด้วย” เธอนึกถึงรายการสั่งซื้อที่ป้าโทรมาบอกเมื่อกี้

“กินกันเสร็จก็กลับกันได้เลยนะ” พสุพูดแทรกขึ้นมา

“แล้วพรุ่งนี้จะมากันอีกไหม” เขาถามต่อ

“แมวมาค่ะ” แมวรีบยกมือ รายได้ดีขนาดนี้ แถมนั่งทำงาน คีย์ข้อมูลในห้องแอร์ทั้งวัน ใครไม่ทำก็โง่

“วาวล่ะ” เขาถามพร้อมกับส่งยิ้ม เธอนึกถึงเม็ดเงินแล้วก็รีบตอบ

“มาก็ได้ค่ะ แต่วันนี้คุณพสุจะจ่ายตังค์เลยไหมคะ” หญิงสาวถามแบบงกๆ

“ยายวาว” แมวส่งเสียงปราม เธอเล่นหัวกับพสุได้ทุกเรื่อง แต่แกล้งลองใจเขาเรื่องเงินนี่แหละ

“อ้าว... ทำงานครบชั่วโมงก็อยากได้ตังค์เลยไง” วาวตอบเพื่อนเสียงค่อย

พสุหัวเราะขึ้นมาเบาๆ

“จ้า จ่ายเลย เดี๋ยวพี่ทำใบสำคัญรับให้เราสองคนเซ็นต์ แล้วแนบบัตรประจำตัวด้วยนะ” เขารีบลุกขึ้นไปทำตามที่บอก

แมวกระแซะไปที่ไหล่ของเพื่อน เธอยิ้มให้กับมณีรินปากจะฉีกถึงหู

“ฉันรวบรวมเงินจะไปซื้อโน้ตบุ้ค” แมวพูดอย่างมีความสุข

“ฉันจะซื้อไดร์เป่าผม แล้วโครงการต่อไปก็ที่หนีบผมตรง” วาวส่งสายตาอย่างมีความสุข

“มาเซ็นต์เอกสารให้พี่ก่อนมะ แล้วรับเงินเลย” พสุเรียกทั้งสองสาว

วาวจัดการเก็บขยะใส่ถุง แมวดื่มน้ำเสร็จเดินไปหาพสุก่อนมณีริน เซ็นต์ชื่อหยิกๆ ก่อนจะรับเงิน แมวไหว้ขอบคุณเขาอย่างอ่อนช้อย

มณีรินก้มลงไปเขียนชื่อด้วยตัวบรรจง เขายิ้มที่เห็นลายมือเธอสวย จังหวะที่เขาส่งเงินให้ สองคนมือสัมผัสกันนิดหน่อย มณีรินรีบชักมือกลับ

“กลับแล้วนะคะพี่เกน พ่อดีพ่อจะรีบใช้มอเตอร์ไซค์เย็นนี้” แมวบอกกับเกน หลังจากกลับไปเซฟงานและเก็บเอกสารให้เป็นระเบียบ

สองสาวเดินออกมาที่หน้าสำนักงานพร้อมกัน

“เฮ้ย... ไอ้วาวรถแกยางแบน” แมวชี้ให้เพื่อนดู

“เวรแล้ว คนยิ่งรีบๆ อยู่” เธอหันซ้ายหันขวาไม่มีใคร ทรุดนั่งลงไปสำรวจที่ล้อหลัง เห็นตะปูตัวเล็กจิ๋วปักอยู่

“นี่ไง ตัวปัญหา” เธอชี้ให้แมวดู

“แถวนี้มีร้านซ่อมไหมละแก” เธอทำสีหน้าเป็นกังวล จะว่าไปก็ไกลเกือบสามกิโลจากร้านมาสำนักงาน แล้วต้องแวะที่ตลาดสดอีก

“ยังไม่กลับอีกหรือ” พสุส่งเสียงดังมาแต่ไกล

“พี่เกนรถวาวยางรั่ว” แมวเสนอหน้าตอบไป

พสุเดินเข้ามาใกล้ๆ เห็นสีหน้ากังวลของวาวจึงพูดขึ้น

“พี่ไปส่งเอง แมวจะรีบกลับไม่ใช่เหรอ จักรยานนี้เดี๋ยวยกขึ้นหลังรถพี่” พสุใช้มือจับแฮนด์รถ แล้วเข็นไปยังรถกระบะของเขาที่อยู่ใกล้ๆ

แมวผลักหลังของเพื่อนให้เดินตามเขา

“ไปซิ มีราชรถมาเกยแล้ว ฉันกลับก่อนนะ” แมวหยอกเธอด้วยสายตา ขบปากนิดๆ

“อีบ้า” วาวด่าเพื่อนทันที

“ไปนะคะพี่เกน บายๆ” เธอโบกมือลา หันไปขึ้นคร่อมรถของตัวเอง สตาร์ทรถออกไปทันที

“อ้าว... มาสิครับ วาว พี่จะไปส่ง” เกนตะโกนกลับมา เธอหันไปเห็นรถของเธอถูกยกขึ้นไปที่ท้ายกระบะเรียบร้อยแล้ว

“เห็นว่าจะไปตลาดก่อนใช่ไหม” เขาถามเธอตอนที่หญิงสาวขึ้นมานั่งเรียบร้อยอยู่ที่บนรถแล้ว

“ค่ะ แต่คุณพสุไปส่งวาวที่ร้านซ่อมก็ได้ค่ะ หลังจากซ่อมรถเสร็จวาวจะไปตลาดเอง”

“ทำไมไม่เรียกพี่เกนเหมือนกับที่แมวเรียก” เขาหันหน้ามาถาม ยังไม่ยอมใส่เกียร์รถเพื่อออกจากตรงนั้น

“ก็ไม่ได้สนิทกัน แล้วก็ไม่ได้เป็นญาติกันสักหน่อย” เธอตอบเขาแบบกวนๆ

“อือ...” พสุพยักหน้าทำปากแบน

“ต่อไปให้เรียกพี่เกนนะ พี่อนุญาต ถึงไม่ได้สนิท หรือไม่ได้เป็นญาติก็เรียกได้ เรียกชื่อจริงมันดูห่างเหิน” เขาพูดจบก็เคลื่อนรถออกไปทันที

ทั้งสองคนนั่งเงียบไปตลอดทาง จนถึงที่ตลาดสด

“เข้าไปซื้อของก่อนไป เดี๋ยวพี่เอารถไปซ่อมให้ที่ร้านตรงโน้น” เขาชี้มือไปยังป้ายร้านที่เห็นอยู่ไม่ไกล”

“ค่ะ” หญิงสาวรีบรับคำ ก่อนจะเปิดประตูลงไปที่ตลาด จับจ่ายหาซื้อของตามรายการที่เธอจดเอาไว้

 

“มาพี่ช่วยถือ” เขาสะกิดหลังเธอ แล้วรวบข้าวของที่เต็มมือของวาวไปถือเอาไว้เสียเอง เธอหน้าแดงออกมา เขาช่างแทคแคร์เหมือนที่แมวพูด เธอใจเต้นตึกๆ ใจจริงก็รู้สึกดีๆ กับเขา แต่ความที่หน้าที่การงานของเขา และสถานะของเธอที่เป็นอยู่ทำให้มณีรินคิดว่า อยู่ห่างๆ จากเขาเป็นดีที่สุด

“ขาดอะไรอีก” เขาก้มหน้าลงมาเกือบชิด เธอเงยหน้าขึ้นไปแทบจะชนกัน มณีรินออกอาการเขิน

“ซื้อพริกขี้หนูสวนอีกอย่างเดียวก็กลับแล้วค่ะ” เธอบอกเขาอย่างเสียไม่ได้ รีบเดินจ้ำอ้าวไม่มองหน้า พสุยิ้มตามหลังเด็กสาวไป เขาก็บอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าที่รู้สึกอยู่ตอนนี้คืออะไร

“ของเยอะอย่างนี้ให้พี่ไปส่งนะ” เขายกทุกอย่างขึ้นหลังกระบะ แล้วดันหลังมณีรินไปทางประตูรถ พร้อมกับเปิดให้

มณีรินหันมามองหน้าเขา แต่ก็ยอมขึ้นไปนั่งโดยง่าย พสุยิ้มอย่างดีใจ รีบปิดประตู แล้ววิ่งวนไปอีกด้านเพื่อขึ้นรถ

“ค่าซ่อมเท่าไหร่คะ” วาวถามขึ้น

“60 บาท ไม่ต้องเอาเงินให้พี่นะ พี่จ่ายให้” เขารีบยกมือปฏิเสธ เพราะเห็นเด็กสาวกำลังหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าเงิน

“วาวไม่อยากรับเงินของคุณเปล่าๆ” มณีรินทำเสียงพูดเหมือนกับการโดนดูถูกอีกครั้ง เธอนั่งคอแข็งมองหน้าเขาเขม็ง

“เป็นอะไรนักหนาฮึ... ทำไมวาวคิดว่าพี่ดูถูกหรือ” เขาพูดดักคอเหมือนอ่านใจเธอออก

มณีรินก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ตั้งแต่เกิดมาทุกคนรอบๆ ข้างก็ดูถูกเธอมาโดยตลอด แต่กับเขาทำไมเธอรู้สึกเจ็บปวด อาจจะเป็นเพราะการพบกันครั้งแรกกับสายตาที่มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า หญิงสาวยังจำวันนั้นได้ดี

“ขอบคุณค่ะ” เธอยกมือไหว้เขา ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น ไม่ยอมตอบคำถามของเขา เธอได้ยินเสียงถอนหายใจของพสุดังขึ้นเบาๆ

ทั้งสองจึงไม่สนทนากันอีกสักครู่

“พี่มีงานในมือหลายอย่างนะ ที่เงินเดือนดีๆ และมีสวัสดิการบ้านพักให้” เขาเอ่ยขึ้น ตอนที่เริ่มเลี้ยวเข้าไปในทางซอยร้าน

วาวหันขวับไปมองใบหน้าเขาอีกครั้ง

“แล้วงานที่วาวทำอยู่มันไม่ดีตรงไหนคะ ที่นั้นเป็นบ้านค่ะ วาวเกิดที่นั่น และป้าๆ เขาก็เลี้ยงวาวมา” น้ำเสียงไม่พอใจอย่างชัดเจน

พสุผ่อนคันเร่งก่อนจะจอดข้างทาง เขาหันหน้ามามองใบหน้าของวาวทั้งตัว

“ที่นั่นเป็นบ้านของวาวค่ะ ไม่ใช่ซ่อง” เธอพูดด้วยความขมขื่น จ้องหน้าของพสุแบบน้อยอกน้อยใจในวาสนาของตัวเอง

“พี่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่นั่นไม่ดี”

“คุณหมายความว่าอย่างนั้นค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” เธอเปิดประตูรถลงไปทันที

“............” พสุถึงกลับพูดไม่ออก เขารีบลงตามไป เห็นเธอพยายามกำลังจะเอารถของตัวเองลงมา ชายหนุ่มรีบไปช่วย

มณีรินหน้าแดง ทำเหมือนจะร้องไห้ ทำไมช่วงนี้เธออารมณ์หวั่นไหวจังตั้งแต่เจอเขา

“เดี๋ยววาว” เขาแตะหลังมือของเธอไว้

“คะ” เธอยกหน้าขึ้นมามองเขาน้ำตาคลอ

“วาวเลือกเกิดไม่ได้ค่ะ” เธอพูดขึ้น ก่อนจะสะบัดหน้าจูงรถออกไปให้ห่างเขา แล้วปั่นออกตัวไปทันที

มณีรินน้ำตาร่วงเปาะ เธอปั่นมันให้เร็วขึ้น ไม่อยากเห็นสายตาของเขาแบบเมื่อกี้อีกแล้ว

“เฮ้อ...” พสุได้แต่ถอนหายใจ มองตามหลังของเธอไปแบบคิดหนัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“พี่เกนวันนี้วาวไม่มานะคะ” แมวรายงานทันทีที่เห็นหน้าของเขา ชายหนุ่มทำหน้านิ่งๆ แต่หัวใจคิดเป็นห่วงความรู้สึกของมณีรินไม่น้อย

“วาว เขาคงเกลียดพี่จริงๆ น่ะแหละ”

“เอาอะไรมาพูดคะพี่เกน” ปากพูดไปแบบนั้นก็จริงแต่ก็นึกไปถึงคำพูดของมณีรินที่บอกว่าไม่ชอบแววตาดูถูกและรอยยิ้มหยันๆ ของพสุ ทั้งๆ ที่แมวก็แก้ต่างให้ว่า คงไม่เป็นความจริงหรอก พสุใจดีออกจะตายแล้วยังหวังดีกับทุกคน

“เฮ้อ...” พสุถอนหายใจออกมาเสียงดัง

“พี่เกนอย่าคิดเยอะเลยค่ะ บางทีวาวอาจไม่ถนัดงานแบบนี้ก็ได้” หญิงสาวแก้ต่างแทนเพื่อน

“อื้อ... วันนี้แมวก็ต้องอยู่คนเดียวน่ะสิ พวกพี่ยังติดงานกาชาดอยู่เลย อีกอย่างเดี๋ยวพี่ต้องเข้าไปประชุมร่วมกับชุมชน.......... เรื่องการส่งเสริมอาชีพ และรับฟังปัญหาของชาวบ้าน”

“ไม่ต้องเป็นห่วงแมวค่ะ แมวอยู่ได้ อีกอย่างเดี๋ยวแมวเปิดเพลงให้ดังเลย ขออนุญาตพี่เกนเปิดใช้ลำโพงนะคะ” เธอชี้นิ้วไปยังลำโพงที่วางอยู่ใกล้ๆ กับหน้าจอ

“เอาสิ อยู่คนเดียวเปิดได้เต็มที่ แต่ถ้ามีพี่ๆ หรือเพื่อนรวมงานเราต้องใช้หูฟังนะ”

“ค่ะ” แมวพยักหน้ายิ้มรับ

“งั้นพี่ไปก่อน แล้วเย็นๆ จะมีพี่อีกคนหนึ่งมาปิดออฟฟิตแล้วดูแลเรื่องความเรียบร้อย”

“ค่ะ” หญิงสาวได้แต่รับคำสั้นๆ ก่อนจะยกมือไหว้พสุที่หมุนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว

 

ตืด... ตืด... มือถือของมณีรินสั่นขึ้น เธอรีบยกขึ้นมาดูพอเห็นเป็นเบอร์ของพสุ หญิงสาวก็รีบกดทิ้งทันที

“ตอแหยจริงๆ เลย” เธอบ่นพึมพำ

“วาวทำไมไม่รับล่ะ เผื่อใครจะธุระ” ป้ากันยาเห็นเธอจดๆ จ้องๆ อยู่กับหน้าจอมือถือนานแล้ว

“อ๋อ พวกที่ชอบโทรมาขายประกันนะคะป้า ขี้เกียจรับ แหม...จะกินไปวันๆ ยังไม่มี จะโทรมาเพื่อ... ว่าแต่วันนี้จะมีใครจ้างวาวนวดบ้างหนอ” เธอขยับเข้าไปจับแขนของป้ากันยาแล้วบีบนวดให้

“อื้อ... ได้ยินอุษามันบ่นอยู่เมื่อคืนว่าเมื่อย ป้าเลยบอกว่าพรุ่งนี้ให้วาวไปนวดให้ มันบอกว่าจะให้ชั่วโมง 200 เลย มันจองคิว” ป้ากันยาให้ข้อมูล

“จริงหรือป้า”

“เอ่อสิ... เมื่อคืนมันได้ตั้งหลายตังค์ เสี่ยเก่าในตลาด....ขาประจำเขามาเปย์ให้”

“แหม... ป้าก็รู้จักภาษาอังกฤษกับเขาด้วยเหรอ” มณีรินแซวป้าสาย

“ก็จำๆ เขามา” นางหัวเราะเบาๆ

“เออ... วาวถ้าว่างก็เติมตังค์โทรศัพท์ให้ป้าหน่อยนะ เน็ทหมด ว่าจะเช็คข่าวซะหน่อย”

“อุต๊ะ... เพิ่งได้มาใหม่เองนะ เล่นเป็นแล้ว ไวจัง เก่งมาก” เธอยกยอพร้อมกับยกนิ้วหัวแม่โป้งให้

“แก่แต่ตัวโว้ย หัวสมองยังได้อยู่” ป้ากันยาตอบเด็กสาว

“นั่นสิ ป้ากันยาต้องอยู่กับวาวไปนานๆ อย่ารีบแก่นะ” เธอสวมกอดนางด้วยความรัก

“พักนี่เอ็งเป็นอะไร อ่อนไหวจัง ฮึ... อ้อนเป็นลูกแมว” ป้ากันยาลูบหัวด้วยความเอ็นดู

“เฮ้อ...” เธอไม่ตอบแต่กลับพ่นลมหายใจออกเบาๆ

ตืด... ตืด... มือถือของมณีรินสั่นขึ้นอีกครั้ง แค่เห็นชื่อเธอก็ใจเต้นแรงแล้ว หญิงสาวคว้ามือถือขึ้นมาก่อนจะปิดเครื่องทันที

“รำคาญจังพวกนี้ ตื้อไม่เลิก” หญิงสาวแกล้งพูดให้ป้าได้ยิน ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ได้ยินเสียงเธอตะโกนเรียกชื่ออุษาอยู่ดังลั่น

ก่อนที่จะได้ยินเสียงด่าตามหลังของพวกที่ยังนอนอุตุบ่นกันอุบที่มณีรินทำเสียงดังลั่นไปทั้งบ้าน

“นิสัยนะ พี่จะจัดการกับเธอยังไง” พสุบ่นออกเสียง เขาเฝ้าถามตัวเองในใจว่าทำไมถึงห่วงเด็กสาวคนนี้นัก แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ

 

สามทุ่มคืนนั้น

“สวัสดีค่ะ” อันยกมือไหว้พสุอย่างนอบน้อม ก่อนจะฉวยจับประสานมือแล้วพาเขาเข้าไปนั่งในร้าน

“เหมือนเคยเห็นหน้า เคยมาที่นี่หรือเปล่าค่ะ หน้าคุ้นๆ” น้ำเสียงดัดจริตช้อนสายตาถามชายหนุ่ม

“ครั้งเดียวครับ”

“ว่าแล้ว” เธอตบที่เข่าดังฉาด...

“ดื่มอะไรดีค่ะ หรือจะสั่งอาหาร ที่นี่อาหารอร่อยนะคะ” เธอหันหน้ามองซ้ายมองขวา ก่อนจะยกมือเรียกมณีรินที่กำลังเดินผ่านมาหลังจากไปเสิร์ฟอาหารให้อีกโต๊ะหนึ่ง

“นังวาวเมนูหน่อยสิ” อันพูดออกไป

มณีรินแค่เห็นใบหน้าของเขาก็ใจเต้นเร็ว และยิ่งเห็นสายตาเหมือนว่าเป็นห่วงคู่นั้นเธอก็หวั่นไหว

มาทำไมเธอไม่คิดว่าเขาจะมาในเวลาเช่นนี้

“อ้าว นังวาว... เมนู” อันใช้สายตาปรามเธอ เพราะเห็นยืนถือถาดอยู่นิ่ง ประสานสายตากับสุดหล่อที่นั่งอยู่ข้างๆ

มณีรินเดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วหยิบเมนูมาให้

“วาว... ทำไมวันนี้ไม่ไปทำงานกับแมว” เขาถามขึ้นทันทีที่รับเมนูมาจากมือของหญิงสาว

อันทำตาโต หันมองหน้าชายหนุ่มทีและมองหน้ามณีรินที

“วาว...จะมาเปลี่ยนตำแหน่งกับพี่ไหม” อันพูดขึ้นอย่างเสียอารมณ์ ลุกขึ้นตรงเข้ามาจับแขนของมณีริน แล้วผลักตัวเธอลงไปนั่งใกล้ๆ กับชายหนุ่ม

เก้าอี้โซฟาตัวนิดเดียวที่เหมาะสำหรับนั่งคนเดียว แต่ตอนนี้มีตัวเธอนั่งเบียดอยู่กับเขา แล้วด้วยแรงผลักของพี่อันทำให้เธอเสียหลักเล็กน้อย พสุโอบเอวและคว้าร่างของเธอไว้ ตอนนี้กลายเป็นว่ามณีรินอยู่ในอ้อมกอดของพสุ

กลิ่นน้ำหอมที่เคยได้กลิ่นตอนได้ใกล้ชิดกับเขาครั้งแรก อวลอยู่ที่ปลายจมูก มณีรินดิ้นทันที แต่พสุไม่ยอมกับกระชับอ้อมแขนกอดรัดร่างเธอให้แน่นกว่าเดิม

“เราต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อนไหม” เขาก้มหน้าลงมาใกล้ๆ เพราะเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มไปทั้งร้าน

“วาวไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ” เธอทำฮึดฮัด วางถาดในมือ ก่อนจะใช้สองมือง้างอ้อมแขนใหญ่แข็งแรงที่เหมือนก้ามปู

 

สาวๆ ในร้านที่อยู่ในเคาน์เตอร์หันมามองทั้งสองคนเป็นตาเดียว

“มาตามจีบนังวาวมันหรือเปล่าวะ” นิถามขึ้น

“จะไปรู้เหรอ จะว่าไปอีวาวมันก็หน้าตาดีนะ แต่งแล้วมันจะงามกว่าพวกเราอีก ไม่รู้อีกหน่อยเจ้จะให้มันมาทำงานแบบนี้อย่างเราหรือเปล่า” แมพูดพลางยักไหล่

“บ้า เจ้เลี้ยงเหมือนลูกเหมือนหลาน”

“เชอะ... ลูกหลานกะผีอะไร พามาเลี้ยงอยู่ในนี้ ถ้าไม่ได้ป้ากันยานะ กูว่าใจแตกได้ลูกไปแล้วมั้ง” อันเสริม

“พวกมึงว่างหรือไง โน้นแขกกวักมือเรียกอยู่” ตันหยงชี้นิ้วไล่ทั้งสามตัวที่สุมหัวกันอยู่”

“ค่ะ มาแล้วค่ะ” สาวงามรีบกระวีกระวาดไปตามมือที่เรียก

 

“เกลียดพี่นักหรือ” เขาถามเธอออกไปตรงๆ

มณีรินนั่งคอแข็งไม่พูดไม่จา หน้าเริ่มแดงเพราะไม่เคยใกล้ชิดกับชายใดมากขนาดนี้

“อีกอย่างทำไมต้องแต่งตัวแบบนี้” เขาพูดพลางใช้สายตาสำรวจร่างกายของเธออีกแล้ว

“ดูสิกางเกงยีนส์นี้ก็สั้นแทบปิดอะไรไม่มิด เสื้อนี้อีกรัดติ้วเห็นไปหมดทั้งส่วนเว้าส่วนโค้ง ทำงานแบบนี้ ในสถานที่แบบนี้ไม่ใช่จะต้องแต่งตัวล่อตะเข้แบบนี้ที” เขาพูดตำหนิเธออย่างรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ

หญิงสาวหันมองใบหน้าของเขาที่อยู่ใกล้ๆ อย่างเต็มตา ด้วยความโมโหเต็มที

“แล้ววาวจะแต่งแบบนี้มันจะเกี่ยวอะไรกับคุณคะ”

“เกี่ยวสิ” เขาพูดขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ ชายหนุ่มก็อึดอัดเต็มทนแล้ว เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากทุกครั้งที่เห็นเธอแต่งตัวโป๊ๆ แบบนี้

“ไม่เกี่ยว...” มณีรินเถียงสวนออกไปทันที ก่อนจะกระทุ้งศอกเข้าใส่หน้าท้องของเขาเมื่อมีโอกาส แต่ก็ทำได้ไม่แรงอย่างใจต้องการ

“พรุ่งนี้ไปหาพี่ที่สำนักงานนะตอนเช้า” เขาออกคำสั่ง

“ทำไมวาวต้องไป คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งอะไรในตัววาวทั้งนั้น คนบ้า...อะไรไม่รู้... ทำเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของเขายังงั้น” เธอพูดออกไปด้วยความหมั่นไส้

“วาว ถ้าพี่เป็นเจ้าของเธอ พี่ถึงจะสั่งเธอได้ใช่ไหม” เขาถามออกไปตรงๆ แววตาตัดพ้อในแวบหนึ่ง

“คนเขาหวังดีแท้ๆ” เขาพูดอย่างน้อยใจ

“เก็บความหวังดีของคุณไปให้คนอื่นเถอะ วาวไม่ต้องการ”

“วาว... น่าตีนักเด็กคนนี้” เขาทำท่าว่าจะตีเธอจริงๆ แต่ก็ชะงักมือ

“ถ้าเด็กก็เลิกยุ่งนะคะ วาวบอกตรงๆ ไม่อยากยุ่งกับคุณเลยสักนิดเดียว” เธอจ้องสบตาเขาอย่างไม่ลดละ ใบหน้าที่เกือบชิดกันทำให้เห็นแววตาที่หวั่นไหวของกันและกันได้อย่างชัดเจน

“จะกินจะดื่มอะไรไหมคะ ถ้าไม่สั่งอะไรก็ออกไปค่ะ” เธอไล่เขาดื้อๆ ตอนนี้ตันหยงเดินเข้ามาใกล้ๆ เพราะเห็นสายตาขอความช่วยเหลือของเด็กสาว

“ผมเอาเบียร์เย็นๆ ครับ” เขาปล่อยมณีรินเป็นอิสระ เธอรีบลุกขึ้นไปยืนก่อนจะเก็บเมนูแล้วเดินเข้าไปที่หลังเคาน์เตอร์บาร์

“อยากได้เด็กมานั่งเป็นเพื่อนที่เป็นคนอื่นไหมคะที่ไม่ใช่เด็กวาว” ตันหยงผายมือไปยังอุษาที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์

“ไม่ดีครับ ผมขออยู่คนเดียวครับ” พสุตอบออกไป แต่สายตาของเขาก็ยังจดจ้องที่มณีริน สองมือของเธอกำลังง่วนกับการทำออเดอร์ของโต๊ะอื่นๆ ด้วย

เธอยกเบียร์มาให้พสุเป็นโต๊ะสุดท้าย

“เทใส่แก้วให้พี่ด้วยสิ” เขาเหมือนแกล้ง ใจมันบอกว่าอยากอยู่กับเธอนานๆ กว่านี้ หญิงสาวมองใบหน้าของเขาแบบขัดใจ แต่ก็ยอมเทรินเบียร์ให้

เขามองตามเธอทุกฝีก้าวที่เดินบริการโต๊ะโน้นโต๊ะนี้อยู่ในร้าน

ตอนที่มณีรินเดินไปเสิร์ฟที่โต๊ะผู้ชายกลุ่มใหญ่ที่สุดในร้านที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ชายหนุ่มเหล่านั้นใช้สายตาและคำพูดที่ลวนลามเธอ พสุโมโหเลือดขึ้นหน้า ชั่งใจและหักห้ามใจไม่ให้มีเรื่องสุดๆ

ทุกวันเธอต้องทนอยู่กับไอ้พวกคนแบบนี้หรือ ขี้เหล้าเมายา และเห็นผู้หญิงเป็นอาหารตาและอาหารมือ

ชายคนหนึ่งในกลุ่มจับเนื้อสะโพกที่โผล่พ้นกางเกงยีนส์ของเธอ แต่หญิงสาวแค่ปกป้องเล็กน้อย และหันไปยิ้มให้กับพวกเขา ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นส่งเสียงหัวเราะเฮฮาแบบชอบอกชอบใจ บางคนพยายามจะส่งมือมาแตะเนื้อหนังของเธอให้ได้ แต่มณีรินก็เบี่ยงหลบจนพ้น

พอมณีรินเดินผ่านมาที่โต๊ะของเขา ชายหนุ่มจึงกวักมือเรียก

“อ๋อ... ที่จริงก็ชอบแบบนี้นี่เอง ถ้าไม่ชอบจริงๆ ก็คงไม่ทำ มันก็จริงเหมือนที่แมวว่าซะด้วย” เขาพูดถากถางเธอ

“อะไรคะ ที่ว่าชอบไม่ชอบ” เธอชักคอแข็ง ตอนนี้พสุคงจะเมาเพราะเห็นเขาหน้าแดงๆ และน้ำเสียงที่พูดกับเธอฟังดูกระด้างขึ้น

“อาชีพไง อาชีพที่ชอบ เห็นมาแต่เด็กๆ อาจจะกลายเป็นความชอบ กลายเป็นรสนิยม” เขาลากเสียงยาว

“มันจะเยอะไปไหมคะคุณ” วาวชักสีหน้าไม่พอใจอย่างรุนแรง

“ถ้าคุณไม่ชอบที่แบบนี้ก็ไม่ต้องมาค่ะ วันหลัง” เธอพูดจาไล่เขาทางอ้อม

“แล้วที่ให้พวกนั้นจับ ลูบ คลำ ได้ทิปดีหรือ อีกหน่อยก็...” เขาพูดละไว้ในฐานที่เข้าใจ

มณีรินหายใจแรง จ้องหน้าเขาเขม็ง

“ขอเบียร์อีกขวด” เขามองใบหน้าเธอนิ่ง ตอนนี้ในใจของเขาเดือดดาลไปหมด ความรู้สึกข้างในบอกว่า...หึง...

เด็กสาวเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์เปิดเบียร์มาให้เขาหนึ่งขวด ตอนที่วางลงไปเธอกระแทกขวดนั้นลงไปบนโต๊ะอย่างแรง แล้วนั่งย่อตัวลงเทรินเบียร์ใส่ในแก้วของเขา

พสุจับมือของเธอนิ่ง ตอนที่เธอเลื่อนแก้วมาตรงหน้า สายตาที่จ้องสบกันมากมายไปด้วยความรู้สึก

“อยู่ที่นี่ ทำงานที่นี่ต่อไปก็คงไม่พ้นขายตัว” พสุก็ตกใจในคำพูดของตัวเองเหมือนกัน ทำไมเขาจงใจว่าให้มณีรินอย่างนั้น มันฟังแล้วดูแรงมากๆ

เด็กสาวตกใจวูบ โกรธพสุจนตัวสั่น เธอจ้องมองหน้าของเขาแบบหมดศรัทธา หญิงสาวเพิ่งแน่ใจในวันนี้เองที่เธอหวั่นไหวไปกับทุกคำพูด แววตา และสีหน้าของเขา เพราะเธอชอบพสุนั้นเอง

แต่ตอนนี้ชายคนนี้กำลังดูหมิ่นศักดิ์ศรีและความรู้สึกของเธอเอามากๆ มณีรินลุกขึ้นก่อนจะสะบัดมือของเธอแรงๆ จนแก้วเบียร์นั่นเกือบล้ม

“ค่ะ” เธอพูดได้แค่นั้น หันหน้าหนีไม่มองใบหน้าของเขาอีก

พสุเอื้อมมือจะไปจับมือของเธอ แต่หญิงสาวก็เดินจากไปเสียแล้ว ชายหนุ่มยกมือขึ้นตบปากตัวเองทันที ในใจนึกขอโทษ

“ไอ้เกน... มึง” เขาต่อว่าตัวเอง

หลังจากที่ชายคนหนึ่งเดินลงมาจากเวทีที่โชว์การร้องเพลงร่วมกับดนตรีคาราโอเกะที่เปิดขึ้นจอใหญ่ตรงหน้า

มณีรินคว้าไมโครโฟนมาจากมือของชายผู้นั้น ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยเสียงอันดัง

ฟางที่นั่งคลุมเครื่องเสียงอยู่ถึงกลับหยุดเสียงเพลงลงทันที

“สวัสดีค่ะทุกท่าน หนูชื่อวาวนะคะ วันนี้ไม่มีอะไรมาก แค่อยากประกาศให้ทุกท่านได้รู้ว่า ใครอยากนอนกับวาวเสนอเงินมาค่ะ ถ้าตัวเลขเป็นที่น่าพอใจ วาวยินดีไปนอนด้วยคืนนี้”

“อีวาว...” สาวๆ ทุกคนตกใจ เอ่ยชื่อของเธอขึ้นมาพร้อมๆ กัน

พสุหูร้อน ใจร้อนขึ้นมาทันที เขาลุกไวเท่าความคิด เดินตรงเข้าไปที่หน้าเวทีก่อนจะขึ้นไปบนนั้น เขาจับไมค์ออกมาจากมือของเธอ แล้วยื่นส่งให้กับฟางที่รีบวิ่งขึ้นมาบนเวทีเช่นกัน

“คิดเงินค่าเบียร์ทั้งหมดที่สำนักงาน............”

ฟางได้แต่พยักหน้าด้วยความงงงวย ชายหนุ่มช้อนแขนอุ้มร่างของมณีรินขึ้น เธอฮึดฮัดอย่างขัดใจ ตอนนี้น้ำตาไหลริน พสุพาตัวเธอออกไปนอนร้าน ก่อนจะพาไปที่รถของเขา ยัดตัวเธอขึ้นไปที่เบาะด้านคนขับ เขาดันตัวเองขึ้นตามไป เธอจำใจต้องขยับตัวไปอีกเบาะหนึ่ง

“พูดออกไปแบบนั้นได้ยังไง” เขาแวดใส่เธอเสียงดัง ก่อนจะกระชากตัวรถออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว

 

ตันหยง อุษา นิ วิ่งตามออกมาดู แต่เห็นฝุ่นตลบเต็มไปหมด

“แฟนอีวาวมันเหรอ ป้า...” นิถามตันหยง

“กูจะรู้ไหมอีนิ กูกับมึงก็อยู่ด้วยกันเนี่ย” ตันหยงส่ายหน้า

แล้วเรื่องที่มณีรินสร้างขึ้นในร้านก็ดังไปถึงหูเจ้สายพิณกับป้ากันยา

“จะพาฉันไปไหน” เธอเปลี่ยนสรรพนาม ใจเต้นระส่ำ ท่าทางที่เอาจริงของพสุทำให้เธอนึกกลัว

“จะจับไปสั่งสอนนะสิ ก๋ากั่นนัก อยากเป็นนักหรือไงไอ้โสเภณีเนี่ย” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยคำดูถูกและหยามหยัน

“จะเป็นอะไรมันก็เรื่องของฉันไหมคะ มันไปหนักส่วนไหนของคุณไม่ทราบ” แรงมาแรงกลับในใจของหญิงสาวบอกเอาไว้แบบนั้น

“เอี๊ยด...” เสียงเบรกล้อรถไปกับถนนอย่างแรง เขาหักพวงมาลัยเอารถไปจอดที่ไหล่ถนนที่ว่างเปล่า

สองมือของมณีรินยันเอาไว้กับคอลโซน ไม่งั้นตัวเธอก็คงกระแทกไปกับพลาสติกและไฟเบอร์แข็งๆ นั้นแน่ๆ

“จะบ้าหรือไง” เธอแวดเข้าใส่เขาทันที ตกใจจนหน้าซีด

พสุหันมาหาเธอ กระชากร่างบางเข้าหา ชิดใบหน้าเข้าใกล้ ก่อนจะฉกริมฝีปากปิดปากที่พูดมากของเธอให้สนิท

หญิงสาวตกใจจนพูดไม่ออก เธอตัวชานิ่งงัน นั่งตัวแข็งทื่อ ปล่อยให้พสุทำตามอำเภอใจ เขาสอดปลายลิ้นเข้ามาควานหาความหวาน หญิงสาวถึงกับหลับตานิ่งทำอะไรไม่ถูก

มือของเขาประสานฝ่ามือน้อยๆ ที่วางเอาไว้ที่หน้าตักเฉยๆ ไม่กล้าแม้จะยกขึ้นมาแตะต้องตัวเขา อีกมือของพสุปรับเอนเบาะของเธอลงไป แล้วปีนป่ายทิ้งน้ำหนักตัวลงไปทาบทับร่างกายที่กำลังหวั่นไหวมากๆ นั้น

รถกระบะสี่ประตูคันโก้ที่ดูกว้างขวางแคบไปถนัดตา ร่างหนาที่กดทับกอดก่ายรัดรอบร่างบาง สองฝ่ามือของเขาลูบคลำไปทั่ว หญิงสาวเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก ตัวเกร็งไปหมด เธอครางอื้อประท้วงพร้อมกับหายใจเข้าออกแรงๆ สองมือที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระเริ่มยกขึ้นมากีดกันตัวของเขาให้ออกห่าง

“อื้อ...” หญิงสาวครางประท้วง พยายามใช้เรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดต่อต้าน แต่ก็ไม่ได้ผล ตอนนี้เขาละเมียดละไมอยู่กับริมฝีปากกลีบนุ่มอย่างหวงแหน

สองข้างทางนั้นเงียบสงบ รถสักคันก็ไม่แล่นผ่าน ตอนนี้มีลมกรรโชกแรง ลมพัดต้นไม้เหมือนจะพัง ใบไม้เริ่มร่วงหล่นตามแรงลมที่พัดโบก เสียงหวีดหวิวของแรงลมที่กระทบกับตัวถังรถ และสรรพสิ่งทั้งหลายดังก้องกังวาน ก่อนที่เม็ดฝนเม็ดใหญ่ ห่าใหญ่ๆ จะสาดซัดลงมาประหนึ่งจะกลบเสียงของลมหายใจของทั้งสองคนที่ตอนนี้หายใจเข้าออกแรงพอๆ กัน

“อย่านะ อย่าทำอะไรวาว” เธอทำเสียงอ่อนลง ร้องห้ามปรามตอนที่เขาปลดปล่อยริมฝีปากของเธอให้เป็นอิสระ

พสุหน้าตาแดงก่ำ เขารวบร่างของมณีรินปีนป่ายไปยังเบาะหลัง หญิงสาวอยากขัดขืนแต่ตอนนี้เรี่ยวแรงไม่รู้หายไปไหนหมด มารู้ตัวอีกทีตัวเองอยู่ใต้อาณัติของเขาเสียแล้ว

“ทำไมต้องต่อต้านพี่ ทำไมไม่ชอบพี่” เขาถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ เธอจ้องมองใบหน้าของเขาในความมืด มีเพียงแสงสะท้อนสีเขียวที่อยู่ในรถดวงเล็กๆ เท่านั้น และไฟหรี่ที่เขาเปิดเอาไว้

เปรี้ยง... สายฟ้าลงตรงไหนไม่รู้ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

“ว้าย...” มณีรินร้องขึ้นด้วยความตกใจสุดเสียง ยกมือขึ้นกอดรัดร่างของเขาอย่างไม่รู้ตัว ชายหนุ่มโอบกอดปลอบประโลมให้ แสงสว่างวาบขึ้นมาเป็นระยะ เขาเห็นความอาทรในแววตาของเธอ ใบหน้าสวยๆ ช่างมีความดึงดูดมากจริงๆ

“พี่ชอบวาวนะ” เขาสารภาพออกไป เธอทำสีหน้าตกใจ แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึง

“แค่ชอบ คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาทำอะไรกับวาวแบบนี้” เธอว่าออกเสียงเพราะชักน้อยใจผู้ชายตรงหน้าคนนี้เสียแล้ว หัวใจดวงน้อยๆ ของมณีรินรู้สึกเสียใจกับการกระทำของเขา

พสุยิ้มให้กับกิริยาแสนงอนนั้น เขาก้มหน้าแล้วอ้าปากงับริมฝีปากที่กำลังเผยอต่อว่า

“หยุดนะ” เธอร้องห้ามน้ำเสียงไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เพราะตอนนี้พสุไม่ได้เพียงแต่งับขบเบาๆ แต่เขาส่งปลายลิ้นเข้าไปทักทายอีกครั้ง

ครั้งนี้รุนแรงและทวีความหนักหน่วง ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่อยู่ข้างในและแรงปรารถนาในกายหนุ่มส่งออกมาเต็มที่ เขาบอกตัวเองอย่างเดียวตอนนี้ว่า เขาต้องการเธอและอยากเป็นเจ้าของเธอคนนี้

มณีรินเริ่มหายใจไม่ออกอีกครั้ง เธอเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ เพราะการกลั้นลมหายใจอยู่นาน สุดท้ายเธอก็ต้องโอนอ่อนตามเขา ยอมหายใจเอาออกตามปรกติ

พสุรู้ตัวเองดีว่าตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่ทำกับเธอแบบนี้ แต่คำตอบเดียวที่มีอยู่ในหัวของเขาก็คือ ชายหนุ่มจะไม่ยอมให้หญิงสาวกลับไปอยู่สภาพเดิม และท้าทายความรู้สึกเป็นห่วงของเขาไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

“อย่านะคะ” เธอร้องห้ามอีกครั้ง ร่างกายงามถูกขย้ำขยี้แรงๆ เธอตกใจเป็นที่สุด ตอนที่พสุพยายามจะล้วงมือเข้าไปในเสื้อแสงก่อนจะร่นยกมันให้พ้นไป แล้วละเลงใบหน้าและริมฝีปากไปทั่ว หญิงสาวซ่านเสียวจนเผลอร้องครางดิ้นส่ายยังไงก็ไม่พ้นร่างหนาที่ครอบงำ แล้วในรถนี่ บนเบาะนี้ มันไม่มีที่ทางให้เธอหนีไปไหนได้

“อย่าค่ะคุณพสุ” เธอยังเรียกชื่อเขาแบบเต็มยศ ชายหนุ่มหาได้สนใจแล้ว เขายอมรับว่าโกรธเธอจนหน้ามืด เมื่อตอนที่หญิงสาวประกาศขายตัวออกมาอย่างเต็มคำ เขายอมไม่ได้ จะไม่ปล่อยโอกาสให้เธอได้ทำมันอีกเป็นครั้งที่สอง

“อ้า...” เธอร้องขึ้นแรง เพราะเขาดูดยอดสีสดอย่างแรง แล้วอีกมือก็ขย้ำอีกข้างอย่างไม่เกรงใจ

มณีรินหูอื้อตาลายไปหมด แสงสว่างวาบจากฟากฟ้าทำให้หญิงสาวต้องหลับตาลง เธอไม่มีหนทางสู้ และทางที่จะหนีอีกแล้ว

เขาฝ่าด่านปราการครอบครองส่วนบนและได้ลิ้มรสไปแล้ว ตอนนี้เขาอยากที่จะสำรวจความสวยงามของเรือนกายหญิงสาวข้างล่างบ้าง

ชายหนุ่มใช้มือปลดประดุม และรูปซิบกางยีนส์ที่สั้นจนปิดอะไรไม่มิดตัวนั้น เธอตะกายตัวหลุดพ้นแล้วลุกขึ้นนั่ง หลังประชิดติดกับประตูด้านข้าง สองมือพยายามคลำหาทางจะที่เปิด แต่มันก็เปิดไม่ออก เพราะเหมือนจะถูกล็อคอีกชั้นหนึ่ง

“กั้นเด็กดื้อหนี” เขาพูดขึ้น ก่อนจะทำท่าฮึดฮัดแล้วรูดรวบกางเกงยีนส์พร้อมทั้งกางเกงในของเธอออกมาด้วย

“ว้าย... อย่านะ คุณจะข่มขืนฉันเหรอ” เธอร้องโวยวาย ยกมือยกเท้าขึ้นมาหมายจะทำร้ายเขา พสุรวบขาขาวๆ ของเธอเอาไว้ ก่อนจะดึงร่างของเธอให้มานอนราบลงกับเบาะ แล้วทับร่างหนาของเขาประกบแนบลงไปบนเนื้อตัวของเธอ

หญิงสาวหมดทางสู้ ตอนนี้หัวใจเต้นเร็วจนแทบทะลุออกมานอกอก

“ไหนว่าจะขายตัว อยากได้ผัว พี่ก็จัดให้ แต่พี่ไม่จ่ายตังค์เป็นค่าตัวนะ” เขาพูดว่าให้เธอแรงๆ

“ถ้าไม่จ่ายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะนอนกับฉัน” เธอเค้นคำพูดใส่ใบหน้าที่ลอยอยู่ใกล้ๆ

“ตอนนี้วาวไม่มีสิทธิ์ประท้วงอะไรพี่ทั้งนั้น เพราะวาวเลือกที่จะทำแบบนี้เองนะ ทำลายความหวังดีของพี่” พูดจบเขาฉกริมฝีปากลงไปอีกครั้ง เธอครางประท้วงในลำคอจนเหนื่อยแล้วก็เงียบเสียงไป ความอ่อนโยนของพสุในช่วงหลังนี้ทำให้เธอถึงกลับนิ่ง แล้วเผลอตัวตวัดรัดตอบปลายลิ้นของเขา

วาวอย่ายอมเขานะเธอร้องบอกตัวเองในใจ

อ้อมกอดและความอบอุ่นที่ถ่ายทอดลงมาทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจแปลกๆ หัวใจที่เต้นคร่อมจังหวะเริ่มอ่อนโอนตามเขา และพยายามหายใจเป็นจังหวะเดียวกับเขา

พสุเกลือกกลั้วใบหน้าไปทั่วร่างกายของเธอ ทำทุกอย่างที่ใจปรารถนาที่จะครอบครองแล้วให้ความอุ่นใจแก่เธอ ริมฝีปากระร้อนละเลงไปทั่ว เธอได้แต่ร้องระงมแข่งกับเสียงพายุด้านนอก ตอนนี้คงไม่มีใครสัญจรไปมาแล้ว รถทุกคันคงจะจอดข้างถนนเหมือนกับพวกเขา สายฝนที่ตกลงมาเหมือนฟ้ารั่วก็ช่างเป็นใจให้กับพสุยิ่งนัก

เธอแทบหวีดร้องขึ้นมาทันใด ที่เขาส่งปลายลิ้นทักทายส่วนอ่อนไหวด้านล่าง และตวัดปลายลิ้นสะกิดต่อมรัญจวนให้เธอซาบซ่านภายใน หัวใจของหญิงสาวสั่นระริกๆ เธอเพิ่งรู้ตัวว่าชอบเขา หรือไม่แน่ก็รักเขาเข้าไปแล้ว เพราะหัวใจของมณีรินเต้นแรงทุกครั้งที่เห็นใบหน้านี้

ร่างบางสั่นไหว หัวใจตื้นชาไปหมด ยอมให้เขาทำอะไรต่อมิอะไรที่เขาอยากทำโดยไม่มีเสียงห้ามอีกต่อไป ตอนนี้มีแต่เสียงครางแผ่วบอกความเสียวซ่านที่ยากเกินบรรยาย ปลายนิ้วที่สอดใส่ดึงขยับกระแทกเข้าออกจนร่างเล็กๆ สะท้านสะเทือน มันบอกไม่ถูกรู้แต่ว่าตอนนี้อยากรู้อะไรๆ ให้มากกว่านี้ และอยากรู้ว่าเขาจะทำอะไรเธอต่อไป

สายธารที่หลั่งไหลรินสร้างความพอใจให้แก่เขาไม่น้อย พสุขยับตัวลุกขึ้นก่อนจะปลดพันธนาการเบื้องล่างของตัวเอง ปลดปล่อยเจ้าลูกรักที่นอนขดตัวก่อนอยู่ให้ออกมาผงาดพร้อมจะมุดไปหาความอิ่มเอมไม่รู้จักเบื่อ

“คุณพสุ อย่าทำอะไรวาวเลยนะ” เธอร้องห้ามเสียงหวาน ปากคอสั่น ใจหนึ่งก็กลัวสุดๆ แต่ใจหนึ่งก็อยากได้รับความรักจากเขา

“ทำไมครับ...” เขาพูดพลางกระซิบข้างใบหู เขาดื้อด้านของเธอทำให้เขาต้องทำแบบนี้ เขากลัวใจของมณีรินเหลือเกิน

“พี่รู้ว่าร่างกายของวาวต้องการพี่เกนใช่ไหม” เขาถามไถ่แล้วอ้าปากงับติ่งหู พร้อมส่งปลายลิ้นล้วงเข้าไป หญิงสาวขนลุกเกรียว เธอไม่ตอบแต่กลับเผลอยกสองมือลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังของเขา พสุยกยิ้มอย่างพอใจ

“ต่อไปต้องเรียกพี่เกนเข้าใจไหม” เขาออกคำสั่ง

“โอ๊ย... พี่เกน วาวเจ็บนะ” เธอร้องลั่นขึ้นมาทันทีโดยไม่รู้ตัว เพราะคนตัวใหญ่กดความเป็นชายเข้าไปในตัวเธออย่างแรง ช่องทางคับแคบนั้นสร้างความอึดอัดให้กับเขามากๆ มันบีบรัดตัวเขาแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ

“อ๊ะ...” เขาร้องออกเสียง ครางอู้อ้าอย่างถูกใจ และระบายความเจ็บเสียวที่ได้รับ

“โอ๊ย... เอาออกไปนะ ฮือ...” เธอร้องไห้น้ำตาไหลริน เขาก้มหน้าลงไปจูบพรมเช็ดน้ำตาให้ แล้วกดกระแทกตัวเขาไปอย่างแรง

หญิงสาวจิกเล็บลงไปบนตัวของเขาระบายความเจ็บปวดที่ได้รับ ร่างกายงามแทบแยกออกเป็นสองส่วน ปวดร้าวเข้าไปถึงหัวอกหัวใจ เธอยกมือขึ้นทุบไปที่หัวไหล่ของเขาอย่างแรง

“คนใจร้าย...ฮือ...” เธอต่อว่าพสุ ชายหนุ่มไม่พูดใดๆ ชิดริมฝีปากหนาลงไปปิดริมฝีปากบางของเธอทันที หญิงสาวน้ำตาไหลพรากๆ

“วาวเป็นเมียของพี่เกนแล้วนะ ห้ามดื้อกับพี่นะครับต่อจากนี้ไป แล้วเรื่องที่พี่ทำวันนี้ พี่ขอจ่ายเป็นความรัก และจะดูแลวาวจนวันตาย” น้ำคำที่นุ่มหูที่สุดในโลกได้เอื้อนเอ่ยออกมา เขายกสองมือขึ้นประคองใบหน้าที่ร้องไห้นั้น และจูบพรมเช็ดน้ำตาให้อีกครั้ง

“พี่รักวาวนะ” เขาสารภาพรักในที่สุด

หญิงสาวยิ่งน้ำตาไหล นี่เธอฝันไปหรือเปล่า มีผู้ชายมาบอกรักเธอ บนตัวเธอ แล้วกำลังทำยวบยาบบนตัวเธออย่างไม่เกรงใจ

“ไม่จริง วาวไม่เชื่อ ต้องเป็นความฝันแน่ๆ” เธอเถียงออกไปอย่างแผ่วเบา

“โอ๊ย... เจ็บนะ อื้อ... อย่าทำแรงๆ ได้ไหม” เธอร้องดังแล้วบอกเขาด้วยน้ำเสียงเขียวเข้ม

“ก็มันเป็นเรื่องจริง พี่เกนจะบอกว่า วาวไม่ได้ฝัน อู้...”

เขาใช้สองแขนดันตัวเองขึ้น ก่อนจะกระดกสะโพกขึ้นลงขยับเพิ่มจังหวะ ช่องทางน้อยๆ บีบตอดท่อนใหญ่ท้าทายเขาอย่างหนัก หญิงสาวร้องครางอย่างไม่อายแล้วตอนนี้ เสียงของเธอดังลั่นแข่งกันกับสายฝนที่กระทบบนหลังคา

น้ำคำหวานๆ เสียงร้องครวญอย่างน่ารัก ทำให้ร่างหนาใหญ่พอใจเอามากๆ เขากระชั้นตัวถี่ๆ ตามอารมณ์ที่เร่งส่ง พสุเงยหน้าอ้าปากครางอู้ ผสมผสานกับเสียงร้องของมณีรินเป็นจังหวะเดียวกัน

รถคันใหญ่ที่ฐานล่างแข็งแรงยังโยกไหวตามแรงขยับโยกของชายหนุ่ม ความสุขครั้งนี้ไม่ได้มีใครมาทัดทาน มีแต่ฟ้าฝนที่เป็นใจให้สองหนุ่มสาว มณีรินกอดรั้งรอบคอของเขาเอาไว้แน่น ปากก็ร้องบอกพอแล้วๆ ไม่ไหวแล้ว

เขาทุ่มเข้าไปสุดตัวกระแทกเข้าไปสุดลำ ปลดปล่อยสายน้ำที่ขุ่นข้นเข้าไปในตัวของหญิงสาวแบบไม่ยั้ง

“พี่เกน อ๊าย...” เธอหวีดร้องขึ้นมา ร้อนวูบวาบจนเต็มช่องท้อง ทิ้งร่างลงไปนอนหายใจโรยระรินอยู่บนเบาะ

เขาทิ้งตัวลงไปบนเรือนร่างของเธอ จูบปลอบประโลมไปทั่วใบหน้า หญิงสาวได้แต่น้ำตาซึม ตอนนี้ในหัวไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย นอกจากความกลัว

พสุดึงร่างระทดระทวยของเธอขึ้นมากอด เขาลุกขึ้นนั่ง แล้วยกตัวของหญิงสาวให้ตามขึ้นมาติดๆ มณีรินไม่ได้ขัดขืน แต่ตอนนี้เสียงร้องไห้และสะอื้นดังขึ้น เขารั้งท้ายทอยของเธอลงแนบซบที่หัวไหล่

“พี่บอกแล้วไงว่าจะรับผิดชอบ” น้ำเสียงนุ่มนวลกระซิบข้างหู ก่อนจะจูบเบาๆ ที่ข้างแก้ม เธอไม่พูดอะไรซักคำ ปล่อยให้ความเงียบจัดการทุกอย่าง

สายฝนที่ตกหนักเหมือนกับฟ้าถล่มก็หยุดหายไปในบัดดล เหลือไว้แต่ร่องรอยของความชอกช้ำและสายน้ำที่เจิ่งนองเติมพื้นถนน

ชายหนุ่มเอื้อมหยิบทิชชูที่อยู่ใกล้หมายจะทำความสะอาดให้ หญิงสาวคว้าหมับเอาไปถือเอาไว้ ก่อนจะจัดการตัวเอง และมองหาเสื้อผ้าที่หายไป

พสุจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ถึงแอร์ในรถจะเย็นมาก และฝนฟ้าที่พร่ำตกลงมาอย่างเอาเป็นเอาตาย ฝนที่ตกข้างนอกจะทำให้อากาศเริ่มเย็นยะเยือก แต่ใบหน้าและเรือนกายกำยำก็โทรมไปด้วยเม็ดเหงื่อ

เขาปีนป่ายไปนั่งประจำที่ แล้วตบเบาะข้างๆ ให้หญิงสาวข้ามมานั่งด้วยกัน มณีรินไม่แม้แต่จะมองใบหน้าของเขา เธอหันหน้าออกไปมองข้างนอกตลอดเวลา ตอนนี้สองตาเต็มไปด้วยม่านน้ำตา

พสุไม่ได้พาเธอกลับไปส่งที่ร้าน เขาพาเธอกลับไปนอนที่บ้านพักของเขา คงไม่ใช่ตอนนี้ที่เขาจะส่งเธอกลับ ยังไงเรื่องราวก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว เขาไม่มีทางปล่อยมือจากเธอแน่ๆ

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมา เขาเหลือบมองไปยังคนข้างกายที่นั่งสั่นสะท้านเบาๆ ไปตลอดเส้นทางเช่นกัน

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ชีวิตบัดซบ แม่ผัวลูกสะใภ้ คนที่ไม่เข้าตา ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย ยังไงไปติดตามกันต่อได้เลยค่ะ"

คุณธิดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha