เศษรักอสูร

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : อุ้งมือมัจจุราช


ตอนต่อไป

บทที่ 1

อุ้งมือมัจจุราช

 

เปรี้ยง!

สายฟ้าฟาดลงมา พร้อมกับเม็ดฝนเทกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง บ้านขนาดสองชั้นกลางเก่ากลางใหม่หลังกะทัดรัด ทาฉาบด้วยสีขาวซึ่งตอนนี้กลายเป็นสีเทาขุ่น มีอาณาเขตกินพื้นที่ร่วมสองงาน ถูกพายุร้ายตีวนรอบๆ จนต้นไม้น้อยใหญ่เอนไหวลูบลู่ไปตามกระแสลม แสงสว่างแลบแปลบปลาบที่เกิดขึ้น ทำให้แสงไฟฟ้าอันเคยสว่างไสวทั่วบ้านดับมืดขึ้นทันตา

ร่างสะโอดสะองในชุดเสื้อแขนตุ๊กตาและกระโปรงยาวคลุมเข่า ถลาวิ่งไปปิดบานหน้าต่างซึ่งถูกลมตีจนเปียกปอน ก่อนร่างบางจะนั่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง มือน้อยทั้งสองข้างยกปิดหน้าปิดหู เพราะหวาดหวั่นต่อเสียงคำรามของท้องฟ้ายามดึกสงัด ใบหน้าเล็ก ซบลงระหว่างเข่ามนทั้งสองข้าง ขณะที่ปล่อยน้ำตาให้ไหลอาบลงมา

“ฮือ...คุณพ่อขา...ช่วยลูกหว้าด้วย ลูกหว้ากลัว”

เสียงแหบเครือดังจากปากอิ่มสีซีดของสลิลลา อัศวมนตรี สาวน้อยผู้น่าสงสาร

ร่างอรชรสะอื้นไห้จนตัวสั่นเทิ้ม ก่อนจะสะดุ้งโหยง ในทุกคราที่สายฟ้าพิโรธลงมา โชคร้ายของเธอเหลือเกิน เพราะต้องอยู่ท่ามกลางบ้านหลังนี้เพียงลำพัง สิ้นไร้ซึ่งบุพการีอันเป็นที่รัก คุณพ่อและคุณแม่ ท่านประสบอุบัติเหตุ จากไปพร้อมๆ กันเมื่อสามปีก่อน บ้านเคยอบอุ่นมันเหลือทิ้งไว้เพียงความเดียวดายและอ้างว้าง เธอกำลังจะเรียนจบปริญญาตรีในอีกสองปีข้างหน้า ก็ต้องหยุดเรียนกะทันหัน เพราะชีวิตคุณหนูผู้เลอค่าเคยมีทุกอย่าง ตอนนี้ไม่เหลืออะไรเลย แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของความเป็นคน

มือน้อยยกปัดป้ายคราบน้ำตาทิ้ง ค่อยๆ ลืมตามองรอบกายด้วยดวงตาหม่นแสง ร่วมปีที่ต้องอยู่ลำพัง ร่วมหนึ่งปีที่ต้องแบกรับความอดสู มันเกินกำลังของผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะแบกรับไหว

ปลายจมูกเล็กแดงก่ำ สูดหายใจเข้าจนเต็มปอด ดวงตาสีดำสนิทหันไปมองหน้าต่างของบ้าน ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ความมืดมิดรอบกาย ทำให้ดวงตาต้องเพ่งมองทาง แม้จะคุ้นชิน แต่เธอก็พลาดเดินเตะโต๊ะ จนเลือดซึมไหลบริเวณปลายเท้า หากความเจ็บนั้นก็ถูกข่มเอาไว้ พยายามนำพาตัวเองไปจนถึงหน้าต่างแล้วผลักมันให้เปิดกว้าง

สายฝนยังสาดลงมาต่อเนื่อง แรงลมกรรโชกหนัก พัดเม็ดฝนมาปะทะดวงหน้าจนเปียกปอน แพขนตาชื้นฉ่ำกะพริบถี่ๆ แล้วชะโงกหน้าลงไปมองเบื้องล่าง แม้จะสลัวลางหากเธอก็จำได้ขึ้นใจ ว่าตรงนี้มีท่อนไม้ขนาดใหญ่ตั้งเรียงเป็นเก้าอี้ให้นั่ง หากตกลงไป เธอจะพบกับความสบายตัว โลกทั้งโลกจะเงียบสงบ และเธอต้องการแบบนั้น

ฆ่าตัวตาย!

ปลายเท้าเปลือยเปล่า ขยับขึ้นเก้าอี้ที่คว้าได้ การเปียกชื้นของหนังบุนวม ทำให้เธอลื่นไถลเกือบตกบ่อยครั้ง แต่มือน้อยก็ยึดกรอบหน้าต่างไว้แน่น ฝืนตัวยืนให้นิ่ง แล้วขยับเท้าเตรียมก้าวขึ้นไป อีกนิดเธอจะก้าวข้ามความทรมานที่มันทำให้เจ็บปวด อีกนิดเธอจะเป็นอิสระ เธอจะบินไปในดินแดนไกลแสนไกล

น้ำตาเม็ดโต ไหลปนกับสายฝน แปลกหรือเปล่าที่ม่านตาพร่าเลือนนั้น มองเห็นความสว่างขาวโพลนเบื้องหน้า เธอพยายามไขว่คว้ามัน แต่สิ่งสว่างไสวกลับอยู่ไกลออกไปเรื่อยๆ เธอหลับตา และเตรียมทิ้งตัวลง

เพล้ง!

เสียงแตกละเอียดของกระจกดังหล่นระพื้น ทั้งห้องส่องสลัวด้วยฤทธิ์ของสายฟ้าฟาดลงมา มันทำให้เธอตกใจจนเอนตัวกลับมาล้มฟุบอยู่กับพื้น เศษกระจกบาดปลายเท้าเป็นทางยาว เจ็บเสียจนต้องกดรอยแผลนั้นไว้ ปล่อยให้น้ำตามันหยดไหล แต่เธอคงไม่เจ็บและทุรนทุรายได้เท่ากับที่ อุ้งมือใหญ่ของใครบางคนกระชากบานประตูให้เปิดออก แล้วยืนจังก้าเหยียดยิ้มน่าสะพรึงกลัว

“ลูกหว้า! ฉันเรียกตั้งนาน ทำไมไม่เปิดประตูฮ้า!

ภีรภพ สินันทราดล ตะเบ็งก้องถาม ใบหน้าผ่านแสงวาบๆ ถมึงทึง ดวงตาสีนิลกราดมองทั่วห้อง แล้วถลึงตาใส่ร่างน้อยนั่งลู่อยู่กับพื้นเฉียบเย็น “นี่เธอเป็นบ้าหรือไง ถึงเปิดประตูให้ฝนสาดเข้ามาแบบนี้ ไม่มีสมองคิดหรือโง่กันแน่ ถึงได้นั่งซื่อบื้ออยู่ได้” กล่าวด้วยดวงตาเครียดขรึม แล้วเดินเร็วๆ เข้ามาใกล้ พร้อมๆ กับไฟฟ้าสว่างขึ้นพึ่บพั่บ

ภาพตรงหน้า ทำให้ปลายเท้าแข็งแรงชะงักไปชั่วครู่ เลือดสีแดงฉาน ผสมปนเปกับสายฝน จนมันเปื้อนเปรอะไปกับพื้น หน้าต่างแตกไปหนึ่งบาน พร้อมกับกิ่งไม้ขนาดใหญ่กองผสมกับเศษเล็กเศษน้อยของกระจก ขณะที่ใบหน้าเล็กเจ่อนองไปด้วยน้ำตา ร่างทั้งร่างสั่นเทาอย่างน่าสงสาร ชายหนุ่มสูดหายใจแรงๆ เข้าปอดลึก แล้วถลาไปช้อนร่างของหญิงสาวขึ้นแนบอก

“ถ้าเธอดิ้น ฉันจะโยนเธอทิ้ง!

ข่มขู่เสียงเครียด เพราะร่างอรชรทำท่าจะดื้อพยศ ชายหนุ่มจึงทำหน้าตึงๆ เสียจนน่าขนลุกขนพอง

"ปล่อยลูกหว้า" กลีบปากสีซีดอ้อมแอ้มบอกเขา

"ฉันบอกให้เธอเลิกดื้อด้าน ไม่เข้าใจหรือไงฮ้า!" อาการกระโชกโฮกฮาก มาพร้อมกับร่างแน่งน้อยลอยหวือออกจากอกกว้าง เรือนกายเบาราวปุยนุ่นหล่นแอ้งแม้งจมอยู่บนกลางเตียง

สลิลลาหน้านิ่ว เจ็บเจียนน้ำตาเล็ด จุกจนพูดไม่ออก ได้แต่โน้มตัวเลื่อนปลายนิ้วไปบีบฝ่าเท้า ซึ่งเจ็บจากการเหยียบเศษแก้ว กดแรงๆ ห้ามเลือดเอาไว้ แต่มันก็ไม่ได้ผลเลยสักนิด เพราะเลือดสีแดงฉาน ยังอาบไหลรินรดที่นอนจนเปื้อนเปรอะ

ด้านคนตัวโต ยืนกราดสายตาดุดันมองด้วยสายตาเย้ยหยัน ก่อนช่วงขาแข็งแรง จะก้าวฉับๆ ออกจากห้อง ร่วมสิบนาที ปลายเท้าหนักๆ ถึงได้ก้าวเข้ามา พร้อมกล่องปฐมพยาบาลขนาดเล็ก เดินอีกไม่กี่ก้าว ร่างสูงก็สามารถทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียงได้โดยพลัน

การยวบยุบของที่นอนนุ่ม ทำให้สลิลลามีท่าทีตื่นกลัว ร่างบางกระถดกายหนี ตวัดดวงตากลมชื้นฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตา มองเสี้ยวหน้าคมคร้ามด้วยความไม่ไว้วางใจ และยิ่งตัวสั่นงันงกเป็นเท่าตัว เมื่อความร้อนผ่านทาบทับเข้าบริเวณข้อเท้าอย่างแรง

"อย่า..." เธอรีบห้ามด้วยเสียงสั่นเครือ

"ไม่ทราบว่าจะกลัวผัวตัวเอง ทำไมกันนักกันหนาฮ้า!" 

ใบหน้าของคนพูดดูถมึงทึง ปลายนิ้วหนาใหญ่ลงแรงบีบจนอีกฝ่ายน้ำตาไหลพราก ยึดเท้าเล็กไว้ได้ ภีรภพก็จัดการเปิดกล่องปฐมพยาบาลอย่างเร่งรีบ คว้ายาใส่แผลได้ก็จัดการราดรด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเจ็บแสบเพียงใด

"ลูกหว้าเจ็บ..." กลีบปากบางครวญทั้งน้ำตา

"เจ็บแค่นี้เธอไม่ตายหรอก อย่าสำออยนักเลย ฉันสะอิดสะเอียนเธอเต็มทน ไอ้โรคเรียกร้องความสนใจของเธอ มันแก้ไม่เคยหายเลยนะ" ขณะที่พูด อุ้งมือใหญ่ก็จัดการทำแผลให้ด้วยแรงมือแผ่วเบาลงเรื่อยๆ หากเมื่อเรียบร้อย เขาก็โยนปลายเท้าเล็กออกไกลตัว แล้วดีดผึงผละห่างจากเตียง ปรายตามองร่างสะอื้นสั่นเล็กน้อย ก่อนจะไปคว้าเอาไม้กวาดและถังขยะ มาเก็บเศษกระจกซึ่งหล่นเกลื่อนห้อง

หญิงสาวได้แต่นั่งสะอื้น มองเขาทำโน่นทำนี่ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายเดินมายืนอยู่ปลายเตียงด้วยดวงตาขึงขัง กลีบปากบางก็เต้นแรง พลอยต้องกัดไส้จนห้อเลือด เธอกลัวเขาจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม

เจ้าของใบหน้ายักษ์ ปรายตามองพายุเงียบสงบด้านนอก สายฝนที่เทลงมาอย่างบ้าคลั่ง เริ่มซาลงเจียนกลับมาเป็นปกติ สักพักก็กันมาเอ่ยกับสลิลลาด้วยซุ่มเสียงราบเรียบ แต่แฝงเร้นความน่าสะพรึงกลัว

"กรุณาดูแลตัวเองดีๆ อย่าก่อเรื่องอีก ไม่อย่างนั้น ฉันหักคอเธอแน่"

ปลายจมูกแดงได้แต่สูดน้ำมูกใสๆ ลำแขนกลมกลึงวาดกอดตัวเองอย่างปลอบโยน เมื่อเขาทำหน้าตึงใส่ ก็รีบก้มหน้าซบลงระหว่างเข่ามนทั้งสองข้าง ปล่อยให้น้ำตามันเปื้อนอาบเข่าอยู่แบบนั้น

ภีรภพมองร่างสั่นเทิ้ม ด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก เขาอยากให้อภัยคนอื่นๆ รวมถึงเธอ แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ ให้เขาเครียดแค้นและชิงชังในตัวของน้องสาวศัตรูถึงเพียงนี้ คงเพราะว่าพี่ชายของเธอ ย่ำยีและทำลายศักดิ์ศรีหลานสาวของเขาจนป่นปี้ ไม่เหลือแม้กระทั่งความเป็นคน เพราะฉะนั้น ก็สมควรแล้วที่เธอจะแบกรับความเกลียด ขยะแขยง และท่าทีป่าเถื่อนจากเขาไปจนวันตาย

ทอดสายตามองร่างอ้อนแอ้นด้วยความระอาอยู่สักพัก ถึงได้ก้าวขายาวๆ ออกจากห้อง คืนนี้เขาจะปล่อยให้ผู้หญิงอวดดี ดื้อด้านคนนี้ ได้อยู่เพียงลำพัง กลิ่นคาวเลือดคลุ้งห้องแบบนี้ เห็นทีเขาคงข่มตานอนหลับไม่ลง

เสียงปิดประตูดังปังใหญ่ ทำให้สลิลลารีบกระวีกระวาด ข่มความเจ็บ ปรี่ไปกดล็อกประตูอย่างรวดเร็ว เรียบร้อยก็ปล่อยร่างตัวเองให้ล้มลู่ไปกับบานประตูใหญ่ นั่งสะอื้นไห้จนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม สภาพตอนนี้ บอกได้คำเดียวเลยว่าเธอเวทนาตัวเองเหลือเกิน

"เธอผิดอะไร ทำไมเขาถึงจงเกลียดจงชังนักหนา"

จู่ๆ คำถามนี้ก็ผุดขึ้น ท่ามกลางขอบตาแดงก่ำ ตั้งแต่เผชิญหน้ากับเขา เพียงลำพังมาร่วมหนึ่งปี เธอก็มีเพื่อนเป็นน้ำราอุ่นร้อน รอยยิ้มไม่เคยประดับอยู่บนกรอบหน้า มีแต่เพียงความเจ็บช้ำ เธอมักคลุกเคล้ากับอาหารมื้อหลัก แล้วกลืนลงคอด้วยความขมขื่น

ดวงหน้าหม่นเศร้า ค่อยๆ เงยขึ้นอย่างช้าๆ มือเล็กปาดป้ายคราบน้ำตาแห่งความอดสูทิ้ง ก่อนจะพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง หากต้องซวนเซนิดๆ เพราะอาการเจ็บปลาบของบาดแผล เจ็บเหลือเกินร่างกายนี้ แต่ไม่อาจเทียบเท่า ความเจ็บอันซ่อนลึกอยู่ในก้อนเนื้อที่ใครๆ เรียกมันว่าหัวใจ

สลิลลา นำพาเรือนการอ่อนเปลี้ย ล้มตัวลงนอนบนเตียง ร่างอ้อนแอ้นขดงอ ไม่ต่างจากทารกน้อยซึ่งอยู่ในครรภ์อันอบอุ่น หากนาทีนี้ เธอทำได้เพียงกอดตัวเองไว้ กอดให้แน่น ก่อนที่ร่างนี้จะสลายแหลกเพราะความใจร้ายของคนใจดำ

 

ปลายเท้าหนักๆ เดินผ่านรั้วไม้ของบ้านขนาดกะทัดรัด สัดส่วนสูงยาวกำยำ ค้อมตัวลงเล็กน้อยเพื่อลอดผ่านช่องแคบ ซึ่งกั้นระหว่างบ้านสองหลังรั้วติดกัน มุ่งปลายเท้าเข้าสูอาณาเขตคฤหาสน์หลังโอ่อ่าของตัวเอง ความจริงแล้ว เมื่อครั้งอายุสิบขวบ เขาและลูกหว้า เคยเล่นสนุกกันตามประสาเด็กๆ แต่ความสัมพันธ์พี่น้องต้องขาดสะบั้น เพราะเธอมันเป็นน้องสาวของคนใจยักษ์ใจมาร

เรือนกายหนั่นแน่น เปียกชื้นเล็กน้อยและเต็มไปด้วยสีแดงวงกว้าง พยายามขยับมือปัดทิ้งลวกๆ ขณะที่ก้าวย่างไปเบื้องหน้า ได้แต่หวังว่าคนเป็นแม่ ท่านจะหลับพักผ่อนเรียบร้อย แต่เพียงก้าวเข้าสู่ด้านใน ชายหนุ่มต้องรีบตีสีหน้าให้เป็นปกติโดยพลัน เมื่อสายตาสบเข้ากับใบหน้าเรียบเฉยของผู้เป็นแม่

"ไปไหนมาตาภพ"

คุณนายอรัญญารีบไต่ถามทันที กราดมองร่างกำยำตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพ่งพิศรอยเลือดนั้นเป็นพิเศษ

"เอ่อ..." ชายหนุ่มทำท่าอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะตอบไปเต็มเสียง "ไปดูคนบ้านโน้นมาครับ ว่าตายหรือยัง"

"นั่นปากหรือไง!"

เรียวปากของคนพูดเม้มแน่นอย่างขัดใจ ใบหน้าเคยอารีเริ่มบึ้งตึง กราดมองลูกชายบังเกิดเกล้าด้วยท่าทีเคืองขุ่น "ทำไมต้องร้ายกาจกับหนูลูกหว้าเขานักหนา แม่ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าน้องไปทำอะไร ให้ลูกไม่พอใจนักหนา"

"นี่คุณแม่ลืมไปแล้วหรือครับ ว่าพี่ชายของเธอ ข่มขืนหลานสาวของคุณแม่ จนต้องผูกคอตาย!"  ท้ายประโยค เน้นหนักจนกลายเป็นกระชาก ดวงตาสีนิลเริ่มแดงก่ำ จนแทบกระฉอกออกนอกเบ้า

คนเป็นแม่ถึงกับลอบถอนหายใจ รู้สึกไม่ดีเลย ยามที่ลูกตัวเองเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเช่นนี้ กลีบปากซึ่งมีขอบย่นของริ้วรอยแห่งวัย ค่อยๆ กล่าวทัดทานอย่างใจเย็น "แต่ผู้ชายคนนั้น เขาก็ได้รีบผลกรรมไปแล้ว เขาชดใช้ความผิดนั่นด้วยชีวิต ลูกก็ควรจะให้อภัยเขาสิ และเรื่องนี้ มันไม่เกี่ยวกับลูกหว้าเลยสักนิด แม่ว่าลูกควร..."

"ฮึ! มันไม่พอหรอกครับ ไอ้ชั่วนั่น มันตายคนเดียว แต่ยัยกี้ตายไปพร้อมกับลูกในท้อง!" ภีรภพโพล่งดังลั่น มือทั้งสองข้างกำแน่นด้วยความโกรธ กล้ามเนื้อตามร่างกายเกร็งจนเส้นเลือดปูดบวม

"นี่ลูก..."

"ผมรู้ครับ รู้ว่าคุณแม่ปิดบัง จิตใจคุณแม่ประเสริฐเหลือเกิน ที่ให้อภัยคนพวกนั้นอย่างง่ายดาย"

ปลายจมูกโด่งคม สูดหายใจเข้าปอดลึก ความแค้นซึ่งกัดกินหัวใจแกร่งจนเย็นชามาร่วมสามปี มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้เขายุติทุกอย่าง ใครเกี่ยวข้องกับผู้ชายชั่วคนนั้น ต้องได้รับการตอบแทนอย่างสาสม อย่าให้ยิ่งหย่อนไปกว่าการทรมานใจของหลานรักแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

“คุณแม่รู้ไว้เถอะครับ ว่าผมจะเป็นคนใจอาฆาตต่อไป จนกว่าตระกูลนั้น จะย่อยยับคามือ!"

"ตาภพ!"

ดวงตาที่มีริ้วรอยแห่งวัย ได้แต่จ้องมองหน้าลูกอย่างคาดไม่ถึง

"ขอตัวนะครับคุณแม่"

กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ปลายเท้าหนักๆ ก็นำพาเรือนร่างสูงกำยำเดินลิ่วๆ ผ่านบันไดวนขึ้นสู่ชั้นสองของบ้าน เพียงแทรกกายแกร่งพ้นเข้าอาณาจักรส่วนตัวเรียบร้อย ข้าวของซึ่งวางอยู่ขวางหูขวางตาก็ถูกมือหนากรวดลง จนไปหล่นแอ้งแม้งกองอยู่บนพื้นห้อง ชิ้นไหนที่เป็นแก้ว ก็แตกกระจัดกระจาย

นัยน์ตาสีนิล วาวโรจน์ด้วยไฟแค้นสั่งสุมอยู่ในอก ยิ่งคิดถึงสภาพหลานรัก แขวนคอตายอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ท้ายสวน เขาก็ยิ่งเจ็บปวด แต่มันก็ไม่ทุกข์ทรมานเท่ากับ หลานตัวเล็กๆ ถูกคร่าไปตั้งแต่อายุครรภ์เพียงสามเดือน

“ฉันจะฆ่าเธอ...ฆ่าเธอให้ตาย ให้สาสมกับที่พี่ชายชั่วๆ ของเธอกระทำ!

เค้นเสียงด้วยใบหน้าเยือกเย็น กลีบปากหยักได้รูปเม้มแน่นจนเป็นแถบตรง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ เสียงฟันเรียงซี่กระทบกันดังกรอดๆ “ฉันจะทำให้เธอทรมานไม่ต่างจากตายทั้งเป็น!” กระซิบบอกตัวเองด้วยนัยน์ตาแข็งกร้าว ใช้สมองอันแสนฉลาดปราดเปรื่องครุ่นคิดหาทางทำลายน้องศัตรูให้ย่อยยับยิ่งขึ้น เพราะเท่าที่ผ่านมาร่วมปี เขาปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้น มีความสุขมามากเกินทน แค่การรองรับรสสวาทบนเตียง มันคงไม่ทำให้ไฟแค้นนี้สลายลงได้

“เธอต้องเจ็บปวดเหมือนยัยกี้ จำไว้ลูกหว้า!

คำขู่น่าสะพรึงกลัว มาพร้อมกับกำปั้นหนักๆ กระทบลงบนโต๊ะใกล้ๆ จนเลือดสีแดงฉานไหลซึมเลอะพื้นพรม ปล่อยให้ตัวเองนั่งจมปลักอยู่อย่างนั้น ร่วมสิบนาทีช่วงขาทรงพลังถึงได้ก้าวหายเข้าไปในห้องน้ำ ใช้สายน้ำเย็นๆ ราดรดให้เนื้อตัวเปียกชุ่ม ก่อนจะดึงๆ ทึ้งๆ เสื้อผ้าเปียกแนบติดกาย โยนไปกองระเนระนาดอยู่บนพื้นกระเบื้องหินอ่อน นำพาร่างเปลือยเปล่าแช่นิ่งอยู่ในอ่างจากุชชี่น้ำวน ให้ความเย็นสบาย ทลายไฟแค้นซึ่งสุมจนร่างเกือบมอดไหม้ แต่หลับตาพริ้มครั้งใด ภาพดิ้นทุรนทุรายของหลานรักกลับตอกย้ำ จนนาทีนี้ต้องดีดผึงออกจากอ่าง พร้อมกำปั้นหนึกๆ ทุบลงบนศีรษะตัวเองนับสิบๆ ครั้ง

ภีรภพก้าวออกมา พร้อมกับผ้าเช็ดตัวพันเอวสอบไว้หลวมๆ อวดเรือนกล้ามเนื้อล้อเครื่องปรับอากาศแสนเย็นฉ่ำ ก่อนจะเดินอาดๆ ไปคว้าชุดนอนลายสก็อตผ้านิ่มลื่นมือมาสวมใส่ เรียบร้อยก็ขยับผ้าผืนนุ่มมาซับผมเปียกให้แห้งหมาด ก่อนจะโยนทุกอย่างที่ติดมือทิ้ง เดินเร็วๆ ไปหย่อนสะโพกลงนั่งบนปลายเตียง

ใบหน้าคมๆ ยังยับย่น ดวงตาเต็มไปด้วยความเครียดขรึม พ่นหายใจทิ้งนับร้อยๆ ครั้ง ก็นำพาร่างตัวเองออกจากห้อง จุดมุ่งหมายในค่ำคืนนี้ คือบ้านของศัตรูตัวฉกาจ ผู้หญิงที่เขาควรหักคอแล้วโยนทิ้งข้างถนน เฉกเช่นสิ่งไร้ค่าอันไม่ต้องการ

ช่วงขาแข็งแรง เดินลอดผ่านรั้วกั้นด้วยความเคยชิน ไฟสลัวรอบกาย ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเยื้องย่างเลยแม้แต่น้อย ทุกพื้นที่ในบริเวณบ้านสองหลังนี้ เต็มไปด้วยความคุ้นชิน ใช้เวลาเพียงสิบนาที ภีรภพก็สามารถนำพาเรือนกายหนั่นแน่น ซึ่งผ่านการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เดินเร็วๆ มาหยุดอยู่บริเวณบานประตูบนชั้นสองของบ้านหลังเล็ก

มุมปากได้รูปคลี่ยิ้มน้อยๆ อย่างลำพองใจ อุ้งมือหนาคว้าหมับเข้าที่ลูกบิดประตู พร้อมหมุนเบาๆ หากคิ้วทั้งสองข้างถึงกับย่นเข้าหากัน ลมหายใจร้อนๆ ระบายทิ้งผ่านรูจมูกโด่งคมด้วยความขัดใจ เขย่าบานประตูและใช้กำปั้นทุบอย่างแรง

“ลูกหว้า เปิดประตูเดี๋ยวนี้!

ตะเบ็งเสียงสั่งการดังลั่น “ฉันรู้ว่าเธอได้ยินฉัน ฉันสั่งให้เธอเปิดประตู ไม่อย่างนั้นฉันจะหักคอเธอทิ้ง” ท้ายๆ ประโยคไม่วายวางอำนาจและข่มขู่เฉกเช่นทุกครา

ร่างแน่งน้อย ซึ่งงีบหลับไปเพียงชั่วครู่ ถึงกับดีดตัวลุกขึ้นนั่ง สะโพกงอนๆ กระถดถอยจนชิดหัวเตียง คว้าผ้าห่มมาผืนโตมากัดไว้ เพื่อกั้นเสียงร้องตกใจของตัวเอง เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับคนใจร้ายในเวลานี้ แต่ยิ่งทำเป็นนิ่งเฉย ตัวเธอก็ยิ่งสั่นเทิ้มอย่างหนัก เพราะแรงทุบประตูเพิ่มขึ้นจนเกรงว่ามันจะล้มพังลงเค้เก้

“ลูกหว้า ฉันสั่งให้เธอเปิดประตู ไม่ได้ยินหรือไงฮ้า!

กำปั้นหนักๆ ยังคงทุบต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่ตะเบ็งเสียงก้องจนลำคอเริ่มแหบแห้ง ใบหน้าบึ้งๆ อยู่นั้น ฉาบด้วยอารมณ์โกรธมหึมา เพราะคนอยู่ด้านในยังคงเงียบกริบ ไม่มีการตอบสนองใดๆ แม้แต่น้อย

“ลูกหว้า...”

เสียงครางแหบห้าว สลับกับอาการพ่นลมหายใจทิ้ง ปากหยักเม้มแน่นด้วยความขัดใจ สุดท้ายเมื่อไม่สามารถพังประตูห้องเข้าไปได้ ภีรภพก็นำพาร่างสูงหล่อของตัวเอง เดินเร็วๆ ตรงไปยังห้องข้างๆ ผลักประตูเข้าไปโครมใหญ่ ปรี่ไปยังผนังกั้นกลางระหว่างสองห้อง ทุบกำปั้นลงแรงๆ

“เธอกล้ามากนะลูกหว้า หากเธอออกจากห้องนั้นเมื่อไร ฉันจะฆ่าเธอให้ตายคามือ” ขู่เสียงกร้าว แล้วเอื้อมไปคว้าแจกันใบเขื่องมาถือไว้ ก่อนจะฟาดเปรี้ยง กระทบกับผนังห้อง จนแตกกระจัดกระจาย

ด้านสลิลลา เธอสะดุ้งสุดตัว แล้วหวีดร้องออกมาดังลั่น ร่างแน่งน้อยคว้าผ้าห่มมาคลุมเอาไว้จนมิดศีรษะ กอดตัวเองร้องห่มร้องไห้จนน่าสงสาร นั่งกอดเข่าสั่นเทิ้ม ปล่อยให้น้ำตาอุ่นร้อนไหลกระทบเข่ามน เสียงสั่นเครือที่เล็ดลอดออกมานั้น ถูกกลีบปากบางของผู้เป็นเจ้าของกัดไว้ จนเกินรอยช้ำสีแดงสลับชมพู ร่างทั้งร่างต้องนั่งขดคู้อยู่แบบนั้น นานแสนนาน กระทั่งล้มคอพับคออ่อน เผลอหลับไปเอง

 

            เช้าของวันใหม่ สลิลลางัวเงียตื่นจากที่นอนด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งตัว ดวงตากลมๆ กะพริบปริบๆ เพื่อปรับรับกับแสงแดดอ่อนๆ ซึ่งสาดจ้าลอดช่องผ้าม่านเข้ามา ม่านตากลมๆ นั้นขยายกว้าง เมื่อนึกได้ว่ามีใครบางคนอยู่ร่วมบ้านหลังนี้ด้วย และป่านนี้ เขาคงโกรธจนแทบจะหักคอเธอทิ้งคามือ

            กลีบปากเต้นระริก ถูกผู้เป็นเจ้าตัวเม้มแน่น ค่อยๆ กระวีกระวาดขยับตัวลงจากเตียง พยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น ไม่ต้องหวาดกลัวผู้ชายคนนั้น เพราะในห้องนี้ มีเพียงเธอลำพังคนเดียว คนใจร้ายนั่นไม่อาจก้าวเข้ามาได้โดยเด็ดขาด ยกเว้นก็แค่การปีนหน้าต่างเข้ามา คิดถึงจุดนี้ ดูเหมือนปลายเท้าเล็กจะปรี่ไปยังขอบหน้าต่าง แล้วชะเง้อมองด้านล่างอย่างสำรวจตรวจตรา เมื่อรอบๆ เงียบกริบ ลมหายใจอุ่นร้อนถึงกับพวยพุ่งผ่านรูจมูกเล็กอย่างโล่งอก

            จากนั้น เรือนร่างสะโอดสะองก็หายเข้าไปจมปลักอยู่ในห้องน้ำ ร่วมหนึ่งชั่วโมงเต็ม ถึงได้ก้าวออกมา พร้อมกับชุดคลุมตัวใหญ่ มัดปมผ้าบริเวณเอวคอดกิ่วแน่นๆ ก่อนจะเยื้องย่างไปคว้าเอาเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้เรียบร้อย

            นาทีนี้ ร่างสะโอดสะองในชุดเสื้อยืดสีเทาซีดกับกางเกงขาสั้นเคลียเข่ามน กำลังทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบครีมประทินโฉมมาบำรุงหน้าตาและเรือนร่าง เส้นผมนุ่มสลวยถูกมัดรวบไว้ ปล่อยเพียงส่วนปลายให้ปลิวไสวไปตามจังหวะก้าวเดิน ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง ใบหน้าผุดผาด ก็ผ่านการแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบาเรียบร้อย เรือนกายแน่งน้อยดูน่ารักน่าปรารถนาไปทั้งเนื้อทั้งตัว

            ทว่า...เมื่อมือเล็กคว้าหมับเข้าที่ลูกบิด ร่างทั้งร่างก็เกิดสั่นเทิ้มขึ้นมาซะดื้อๆ เธอกลัวเหลือเกิน ยามต้องดึงบานประตูให้เปิดกว้าง แล้วเจอเข้ากับร่างยักษ์ยืนหน้าตึง กลัวเหลือเกิน หากต้องสบสายตากับผู้ชายใจหินคนนั้น

            สลิลลาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก เพราะอย่างไรเสีย เธอก็ไม่สามารถกักขังตัวเองอยู่เพียงในห้องได้ เธอต้องออกไปดำเนินชีวิตเฉกเช่นปกติ เธอต้องทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่มีสิทธิ์ก้าวออกจากบ้านหลังนี้ หากเขาไม่อนุญาต เพราะเธอเป็นได้เพียงนางทาสตัวน้อยๆ มีเขาเป็นเจ้าชีวิต ควบคุมแม้กระทั่งลมหายใจเข้าออก ทั้งๆ ที่ความจริง เวลานี้ เธอควรอยู่ในชุดนักศึกษา เตรียมพร้อมรับปริญญาในอีกหนึ่งปีข้างหน้า แต่ทุกอย่างก็ดับมืดลงภายในพริบตา ทุกอย่างของเธอสูญสิ้น อิสรภาพหมดลง และทุกวันต้องเผชิญหน้ากับคนใจยักษ์ใจมาร

            ยามดึงบานประตูให้เปิดออกกว้าง เธอก็แอบกลั้นใจด้วยความหวาดหวั่น แต่เมื่อไม่มีเขาอยู่ตรงหน้า กลีบปากบางถึงกับแย้มบางๆ ด้วยความโล่งอก แต่เพียงเธอดันประตูให้เปิดสนิทเช่นเดิม ผู้ชายเย็นชาคนนั้นก็ก้าวอาดๆ ออกจากที่ซ่อน พกพาใบหน้าตึงเครียดก้าวดุ่มๆ ตรงมาหา

            หญิงสาวอยากจะหมุนกายหันหลังกลับเข้าห้องเหลือเกิน แต่ก็ถูกข่มด้วยเสียงกร้าวแกมกระด้าง

            “ถ้าเธอคิดหนีฉันอีก ฉันจะให้คนมารื้อบ้านหลังนี้ทิ้งให้วอด!

            ลมหายใจอุ่นร้อน ถูกสูดเพื่อรวบรวมความกล้า เธอไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเขาได้เลย “คุณภพมีอะไรจะใช้ลูกหว้าคะ” กัดฟันถาม ดวงตาหลุบต่ำมองเพียงปลายเท้าของตัวเอง

            “มีอะไรอย่างนั้นหรือ...”

ปลายลิ้นของคนพูด ถูกดุนไปไว้ยังกระพุ้งแก้มซีกซ้าย ปลายเท้าแข็งแรง ก้าวอาดๆ มาประชิดตัว จ้องร่างบางระหงราวกับจะฉีกเป็นชิ้นๆ “เธอถามฉันว่า ฉันจะใช้ให้เธอทำอะไรใช่ไหม” อุ้งมือร้อนผ่าว วางทาบทับแขนเล็กข้างซ้ายถนัดถนี่ ออกแรงที่ปลายนิ้วบีบจนเนื้อขาวๆ นั้นเป็นปื้นแดง ใบหน้าคมๆ โน้มเฉียดแก้มนิ่มไปมา

            “ถ้าใช้ให้เธอไปนอนรอรับสวาทบนเตียงตอนนี้! เธอจะไปไหมล่ะ”

            “คุณภพ!” เรียกชื่อเขาด้วยความเจ็บปวดไปทั้งใจ

            “ใช่! ฉันคนนี้ คือคุณภพที่เธอเรียก แล้วอย่าลืมล่ะ ว่ามีตำแหน่งสามี อ้อ! ถ้าจะเรียกให้สั้นๆ แล้วเธอจดจำใส่สมองกรวงๆ มันคงต้องใช้คำว่าผัวสินะ หรือจะใช้เพียงคำว่าคนซื้อบริการทางเพศดี” เค้นเสียงลอดไรฟัน เอ่ยใกล้ๆ ปลายจมูกเชิดรั้น ตอกและย้ำให้เธอรวดร้าว แม้ไม่ต้องลงมือฆ่าให้ตาย แต่ก็ตรอมใจอย่างทุกข์ทรมาน

            “เข้าห้อง! แล้วไปนอนแก้ผ้ารอฉันอยู่บนเตียง”

สั่งพลางพยักพเยิด ลงมือเปิดประตูออกว้าง ไม่ลืมผลักร่างแน่งน้อยเข้าไปด้านในอย่างแรง จนร่างเล็กๆ เซถลาล้มฟุบอยู่กลางพื้นห้อง ปลายเท้าหนักๆ จึงก้าวย่างด้วยท่าทีคุกคาม เมื่อร่างบางยังนั่งตัวสั่นเทา ก็โน้มใบหน้าไปใกล้ๆ กราดเสียงตะเบ็งก้องใส่อีกชุดใหญ่ “ไปสิ! โน่น บนเตียง อย่ามานั่งสำออย!

            สลิลลาได้แต่นั่งกอดเข่าตัวเองไว้แน่น เธอช้อนดวงตากลมแป๋ว ซึ่งเจือไปด้วยวาวน้ำร้อนๆ มองผู้ชายใจยักษ์ใจมาร ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เขาแค้นเคือง เขาถึงได้ทำลายชีวิตจนย่อยยับแบบนี้

            “ฉันบอกให้ไปนอนบนเตียงไง เลิกนั่งซื่อบื้อสักที!

ถ้อยคำกรรโชกมาพร้อมกับอุ้งมือร้อนผ่าวเขย่าร่างทั้งร่างจนหัวสั่นหัวคลอน ก่อนจะยึดลำแขนทั้งสองข้าง แล้วเหวี่ยงร่างอรชรไปหล่นแอ้งแม้งจมอยู่กลางที่นอนนุ่ม

            “ฮือ...ลูกหว้าเจ็บ...” หญิงสาวครวญออกมาด้วยน้ำตานองหน้า

            “เจ็บสิดี เจ็บให้มากๆ ยิ่งเธอเจ็บ ฉันยิ่งมีความสุข” เสียงหัวเราะเยาะหยัน ปะปนมากับรอยยิ้มมาดร้าย เรือนกายหนาใหญ่ถาโถมลงมาแนบชิด คลุกปลายจมูกโด่งๆ ไปตามซอกคอเล็กทั้งสองข้าง ฝ่ามือร้ายกาจขยับไปตามจุดอ่อนไหวของเรือนกายแน่งน้อย เน้นหนักๆ บนบั้นท้ายงอนๆ บีบเคล้นราวกับร่างเล็กๆ นี้ เป็นเพียงสิ่งของที่ไร้ชีวิตและจิตใจ

            แม่จ๋า พ่อจ๋า...ช่วยลูกหว้าด้วย ลูกหว้ากลัว...

ในยามที่ตัวเองเผชิญหน้ากับความทารุณกรรม ซึ่งผู้ชายใจร้ายคนหนึ่งสาดลงตามเนื้อตัวอย่างบ้าคลั่ง หญิงสาวก็ได้แต่อ้อนวอนอยู่ภายในอก เฝ้าภาวนาให้ชีวิตแบบนี้จบสิ้น แต่แล้วเสียงเสื้อผ้าฉีกขาด กับอาการครางแหบห้าว แฝงเร้นด้วยอารมณ์วาบหวามรวยรินรดไปตามเรือนกาย ทำให้สลิลลาต้องหลับตาแน่น นึกเสียว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และเกิดมาแล้วจากอดีตผันผ่านมา มันเป็นเพียงฝันร้าย ฝันร้ายซึ่งเธอพลั้งเผลอตกไปสู่ก้นเหวลึก สักวัน...เธอต้องป่ายปีนแล้วพบกับอิสรภาพอันงดงาม แม้มันจะมาในบั้นปลายชีวิตเพียงวินาทีเดียวก็ตามที  

           

            เขาหายไปแล้ว

นี่คือสิ่งเดียวที่บอกเธอได้ในเวลานี้ ไม่รู้ว่าเธอสลบไสลจากฤทธิ์ย่ำยีของคนตัวโตไปนานแค่ไหน ร่างบางมีเพียงผ้าห่มผืนบางคลุมเรือนกายเปลือยเปล่า ค่อยๆ ขยับลุกขึ้นนั่ง มองรอบห้องแสงจ้าเคยครองห้อง พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ จนเกือบมืดมิด พื้นห้องบริเวณปลายเตียง มีพัดลมตัวโตส่ายไปมาหันกลับมามองข้างๆ กายแล้ว น้ำตาก็พลันตกแหมะ เปื้อนผ้าห่มขึ้นมาดื้อๆ แต่สักพักมันก็เหือดแห้งไปเอง

            นั่งข่มความเจ็บไปทั้งสรรพางค์กายเอาไว้ ภายใต้สีหน้าเย็นฉาและเรียบเฉย ค่อยๆ เดินไปคว้าเสื้อผ้าขาดวิ่นมาพับไว้บนเตียง เธอคงต้องใช้เข็มกับด้ายที่มีติดบ้าน ซ่อมมันเองกับมือ ถึงเวลาคว้าเสื้อผ้ามาถือไว้ แล้วกอดมันแนบอก เธอก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหลพราก และยิ่งเจ็บเจียนตาย เมื่อเดินไปยังตู้เสื้อผ้า และเปิดออกกว้าง

            ทุกชิ้น ทุกตัว ล้วนผ่านการฉีกขาดและซ่อมแซม มือบางขยับลูบไล้เสื้อผ้าทุกตัวด้วยความอาลัย บางชุดเธอเพิ่งจะได้รับมาจากคุณป้าอรัญญา ใส่เพียงครั้ง หากต้องป่นปี้ ขาดวิ่นจนน่าเวทนา

            ก้อนสะอื้นเล็กๆ ลอยละลิ่วมาจุกถึงลิ้นปี่ อยากร้องไห้โฮให้ดังลั่น หากมีเพียงกายบางสั่นเทา กับดวงตาแดงก่ำเท่านั้นที่บ่งบอกความเจ็บร้าวซึ่งเธอได้รับจากน้ำมือของคนหน้ายักษ์ใจสกปรก รูปร่างหน้าตา และการศึกษาสูงส่ง ไม่ได้ทำให้เขา เห็นเธอเป็นผู้หญิงน่าสงสารเลยสักนิด เขาคงเห็นเธอเป็นเพียง เศษฝุ่นไร้ค่าเท่านั้น ถึงได้ย่ำยีอย่างเลือดเย็น!

            กะพริบตา ข่มความเจ็บร้าวอยู่หลายสิบหน กระทั่งแพขนตางามเหือดแห้งจากหยาดน้ำใสแจ๋ว มือบางจึงคว้าเอาเสื้อยืดกับกระโปรงยาวเลยเข่าสีน้ำตาล เดินช้าๆ ไปยังห้องน้ำ และอยู่ในนั้นร่วมชั่วโมงเต็ม ก่อนจะกลับออกมาพร้อมเสื้อผ้าถูกสวมติดกายเรียบร้อย เครื่องสำอางเคยแต่งแต้มผิวกาย ไม่ได้รับการเหลียวแล จัดการเก็บทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อย ก็มุ่งออกจากห้อง

            ร่างระหง ในสภาพหน้าตาเหม่อลอย เดินเอื้อยๆ ไปยังห้องครัว จัดการหุงข้าว และเตรียมทำอาหาร เธอคงต้องทานไข่เจียวกับข้าวสวยร้อนๆ สักจานรองท้อง ก่อนจะคว้าจอบด้านหลังบ้าน ยกแปลงผักสักสองสามแปลง อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องรอคอยเศษเงินจากคนใจยักษ์ ซึ่งเขากักขังเธอไว้ที่นี่ หากเธอก้าวออกไปจากบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต คลิปอื้อฉาว ที่เขาเคยถ่ายเอาไว้ คงลอยกลาดเกลื่อนอยู่ในโลกไซเบอร์ เพราะฉะนั้น เธอต้องอดทน

            น้ำตามันก็ยังแอบไหล ขณะมือบางกดหม้อหุงข้าวให้ทำงาน ยืนตัวสั่นและขยับฝ่ามือปิดกั้นเสียงสะอื้นตัวเองอยู่แบบนั้นร่วมห้านาที แต่ต้องสะดุ้งจนตัวโก่ง เมื่อประตูบ้านด้านหลังถูกเคาะเบาๆ

            “หนูลูกหว้า อยู่หรือเปล่าลูก” น้ำคำช่างกระซิบกระซาบจนแทบไม่ได้ยิน

            คิ้วโก่งราวคันศร ย่นยู่จนแนบชิดติดกัน สูดหายใจเข้าปอดลึก กลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างลวกๆ ก่อนจะปรี่ไปยังบานประตูไม้หนาทึบ ปลดกลอนเหล็กและดึงมันให้เปิดกว้าง

            “ป้าหวาน” ร้องเรียก พร้อมยิ้มดีใจ “มีอะไรให้ลูกหว้าช่วยหรือคะ”

            “ป้าไม่มีอะไรให้หนูทำหรอกลูก ป้าน่ะไม่ใช่คุณภพ”

ท้ายประโยค หญิงวัยกลางคนเอ่ยเหน็บคุณหนูเหนือหัว แล้วยกปิ่นโตเหล็กยื่นให้ “วันนี้ป้าทำแกงเลียง แล้วก็ต้มยำปลากะพง หนูเอาไว้ทานนะลูก” ขอบตาที่มีริ้วรอยแห่งวัย มองด้วยความอาทรแกมสงสาร

            “แต่ว่า...”

            “ไม่ต้องแต่หรอกลูก หนูไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น วันนี้คุณภพจะกลับค่ำๆ หนูทานกับข้าวพวกนี้ได้อย่างสบายใจเลยนะจ๊ะ”

            ปากเล็กเม้มแน่นเป็นแถบตรง เธอพูดไม่ออก ได้แต่ยกมือไหว้ขอบคุณแล้วรับปิ่นโตนมาถือไว้ มองผู้หญิงมีใจอารีด้วยความซึ้งใจ ทุกครั้ง ที่คนใจยักษ์ออกจากบ้าน เธอมักจะได้รับข้าวของเครื่องใช้ อาหารและเครื่องดื่ม จากบ้านหลังใหญ่เสมอ อย่างน้อยที่นั่น ก็มีคนสงสารเธอด้วยกันถึงสองคน

            “ไม่ต้องร้องไห้หรอกนะ ไม่ต้องขอบคุณด้วย คุณผู้หญิงกับป้า อยากให้หนูได้กินของดีๆ ได้อยู่ที่ดีๆ แต่ป้าก็...”

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ลูกหว้าทนได้” บอกพร้อมฝืนยิ้ม ยกมือกราบผู้ใหญ่ตรงหน้าอีกครั้ง “ลูกหว้าขอบคุณมากนะคะ และก็ลูกหว้าฝากกราบขอบพระคุณคุณป้าอรัญญาด้วยนะคะ ลูกหว้าซาบซึ้งบุญคุณของท่านเสมอ”

            “โธ่ลูก...”

ฝ่ามือนุ่มหยุ่นได้แต่แตะเรียวแขนเล็กแผ่วเบา ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ย “ป้ากลับก่อนนะลูก เอาไว้ถ้าป้ามีของอร่อยเมื่อไร ป้าจะนำมาฝากหนู หนูต้องดูแลตัวเองดีๆ นะลูก อย่าทำให้คุณภพเธอโมโห เพราะจะเป็นหนูเองที่เจ็บปวด อะไรยอมเธอได้ ก็ยอมๆ เธอนะลูก”

            “หนูคงทำได้แค่นั้นค่ะ”

เรียวปากจิ้มลิ้มสีซีดเอ่ยอย่างปลงตก ก้มหน้าลงด้วยความทดท้อ หากเธอหนีออกไปได้ก็คงจะดีกว่านี้ อย่างน้อยเธอก็ไม่ถูกย่ำยีจนป่นปี้ สลิลลาได้แต่พยักหน้า เฝ้ามองแผ่นหลังของคนหวังดีกับเธอ เดินหายออกไปอย่างช้าๆ เมื่อต้องอยู่ลำพังอีกครั้ง น้ำตาที่เหือดหายไป มันก็ไหลผ่านแก้มนิ่มเป็นทางยาว

เสียงหม้อหุงข้าวดีดเมื่อสุกเป็นข้าวสวย ทำให้ร่างบางสะดุ้งเบาๆ กลีบปากอิ่มคลี่ยิ้มพอใจ รีบจัดการเตรียมข้าวและอาหารวางบนโต๊ะ เรียบร้อยก็หย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ มองอาหารฝีมือป้าหวานหน้าตาหน้าทาน และข้าวสวยที่มีไอร้อนพวยพุ่งออกมา พลันขอบตาก็แดงก่ำขึ้นซะดื้อๆ อาหารรสอร่อยๆ จึงต้องทานคลุกเคล้ากับหยาดน้ำตา และก็ชวนให้อิ่มตื้ออย่างง่ายดาย

 


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha