เศษรักอสูร

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : เหมือนจะเจ็บไม่พอ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 2

เหมือนจะเจ็บไม่พอ

 

นักธุรกิจจัดจำหน่ายรถยนต์นำเข้าหลากหลายยี่ห้อ เหยียบคันเร่งรถสปอร์ตคันโปรด ตีวนเลี้ยวโค้งรอบน้ำพุ เข้าไปจอดยังโรงเก็บรถ เมื่อเรียบร้อยก็คว้าเอาเสื้อสูทพาดไว้บนแขนล่ำๆ พร้อมคว้าเอากระเป๋าเอกสารติดมือ เดินเร็วๆ เข้าบ้านด้วยใบหน้าแช่มชื่น

“สวัสดีครับป้าหวาน”

ทักทายคุณแม่บ้านเก่าแก่ เมื่อนางเดินช้าๆ มารับเอาข้าวของในมือ “ผมหิวจังเลย วันนี้มีอะไรทานบ้างครับ”

“ก็มีแกงเลียง ต้มยำปลากะพงค่ะ”

ป้าหวานรีบตอบ พลางหรี่ตาแคบมองใบหน้ายิ้มระรื่นด้วยความหมั่นไส้ เมื่อทนไม่ไหว จึงกล่าวแกมเหน็บเข้าให้ “ว่าแต่ตอนนี้ คุณภพของป้า จะรับน้ำระกำสักแก้วไหมคะ ป้าจะได้ไปยกมาเสิร์ฟ”

“เอ่อ...ผมไม่ชอบดื่มครับ ขอเป็นน้ำเปล่าเย็นๆ ก็พอ”

คนรู้ทันรีบคล้องแขนนุ่มๆ ไว้แน่น แล้วก้มหอมแก้มฟอดโต “ป้าพูดแบบนี้ มีเลศนัยอะไรหรือเปล่าครับ เดี๋ยวนี้ ป้าหวานดูไม่รักผมเลยน้า... ผมเริ่มน้อยใจ” บ่นพึมพำราวกับเด็กอายุสามขวบ พลางชะเง้อชะแง้คอยาวมองรอบๆ

“ว่าแต่ นี่คุณแม่ไปไหนซะล่ะครับ หรือว่าอยู่สวนด้านหลัง”

“ค่ะ นั่งร้อยมาลัยถวายพระในวันพรุ่งนี้ ว่าแต่คุณภพจะไปทำบุญที่วัดด้วยกันไหมคะ เผื่อว่าความรัก โลภ โกรธ หลง แค้นเคืองน่ะจะเบาบางลงบ้าง นี่ป้าก็จะไปสวดมนต์สักบท เผื่อว่าอะไรๆ จะดีขึ้น บ้านเราจะได้ร่มเย็น” นางเอ่ยลอยๆ หากหางตาก็แอบลอบมองเสี้ยวหน้า พร้อมฉีกยิ้มกว้างขวาง เขย่าแขนล่ำๆ นั้นแผ่วเบา

“คือว่า...พรุ่งนี้ป้าขอ...”

“ป้าจะชวนลูกหว้าไปด้วย”

ภีรภพเอ่ยอย่างรู้ทัน “ก็ดีนะครับ ผมจะได้ไปด้วยคน ทำบุญซะบ้าง เผื่อว่าพวกผีเปรตชอบขอส่วนบุญจะได้ไปเกิดใหม่ ตัวผมเองจะได้หมดเวรหมดกรรมกับเขาสักที” เจ้าของคำพูดทำหน้าขึงขัง แอบลอบถอนหายใจทิ้งเพียงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขายาวๆ ขอตัวเดินห่างออกไป ทิ้งให้ป้าหวานได้แต่ส่ายหน้าตามเต็มแรง

ช่วงขาแข็งแรง นำพาเรือนกายสุขภาพดีเดินไปด้านหลังของบ้าน ภาพมารดากำลังหยิบดอกมะลิตูมร้อยกับเข้มก้านยาว ใบหน้าของท่านดูอ่อนโยน ภาพนี้ทำให้ปากหยักแย้มยิ้มกว้าง รีบสืบเท้าเข้าไปใกล้ ยกมือไหว้ทักทายเช่นเคย พลางก้มลงหอมแก้มนุ่มๆ นั้นฟอดใหญ่

“ร้อยมาลัย เผื่อผมสักพวงนะครับคุณแม่”

“ไม่ล่ะจ้ะ” คุณอรัญญาปฏิเสธลูกชาย เพราะยังเคืองขุ่นกับเรื่องเมื่อคืนนี้ ดวงตากลมๆ ค้อนควักวงใหญ่ เลือกจะหมุนกายหันหลังให้ โดยไม่ลืมคว้าเอาพานมาลัยไปตั้งไว้อีกฝั่ง

“โธ่...คุณแม่อย่าใจร้ายกับผมสิครับ”

ชายหนุ่มรีบอ้อน หย่อนสะโพกลงนั่งใกล้ๆ เอื้อมมือไปหยิบมาลัยเรียงร้อยเสร็จมาดอมดมจนชื่นปอด “มาลัยดอกมะลิของคุณแม่ช่างสวยและหอมเหลือเกิน” คนปากหวานรีบชมเปราะ “และรู้ไหมครับ ว่าคนร้อยมาลัย ก็แสนดีที่หนึ่งในใจผม ผมรักและเทิดทูนท่านเหนือหัวเชียว”

“ไม่ต้องมาพูดดี”

ท่านกล่าวต่อว่า แบมือขอมาลัยคืน “เอามานะ มาลัยนั่นแม่จะให้หนูลูกหว้า เพราะเราจะไปทำบุญด้วยกันในวันพรุ่งนี้ ส่วนลูก...หากอยากได้ ก็คงต้องให้เด็กในบ้านเขาร้อยให้ก็แล้วกัน”

“โธ่...คุณแม่” ซุ่มเสียงทุ้มรีบครวญ “ผม...”

“มาลัยของแม่ แม่ไม่ร้อยให้กับคนใจร้ายหรอก”

ว่าพลางยื่นมือไปหยิบดอกมะลิอย่างเบา มาร้อยใส่เข็มแหลมคม ทำทีเป็นไม่เห็นใบหน้าขัดใจของบุตรชายบังเกิดเกล้า การที่ภีรภพใจร้ายกับหนูลูกหว้า ทำให้ท่านเคืองโกรธลูกชายคนนี้เหลือเกิน ท่านอยากให้ลูกรู้จักให้อภัยคนอื่น โดยเฉพาะผู้หญิงน่ารักและบอบบางอ่อนโยน ไม่รู้ว่าใจเจ้าภพทำด้วยอะไร ถึงได้อาฆาตมาดร้ายนัก

ผู้บริหารหนุ่ม ได้แต่นักคอตก มองมารดาตาปริบๆ เมื่อท่านใจแข็ง ชายหนุ่มก็จัดการแบ่งดอกมะลิมาใส่อีกพาน คว้าเข็มอันยาวถือติดมือ แล้วยืนตัวขึ้นเต็มความสูง ดวงตาคมกล้าทอประกายเจิดจ้า

“นั่นลูกจะเอาดอกไม้ กับเข็มของแม่ไปไหน”

“ก็เอาไปให้ยัยตัวดีร้อยมาลัยให้ไงครับ”

กล่าวแค่นั้น ช่วงขาแข็งแรงก็เดินเร็วๆ ไปยังบ้านไม้กะทัดรัด โดยไม่ฟังเสียงร้องห้ามของมารดาซึ่งตะโกนอยู่เบื้องหลังเลยสักนิด มุมปากของคนถือดอกมะลิตูมๆ ยกขึ้นอย่างร้ายกาจ ผู้หญิงคนนั้น ต้องร้อยมาลัยพวงงามที่สุดให้เขา ถ้าไม่ได้ล่ะก็ เขาจะหักคอหล่อนทิ้ง หรือไม่ก็ลงทัณฑ์กักขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน

            คนมองอยู่เบื้องหลัง ได้แต่ส่ายหน้าและทอดถอนหายใจแรงๆ นึกโทษตัวเองไม่น้อยที่ทำให้สลิลลาเดือดร้อน งานนี้ไม่รู้ว่าจะโดนเจ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกลั่นแกล้งอะไรบ้าง ในเมื่อห้ามปรามคนของตัวเองไม่ได้ คุณอรัญญาก็ได้แต่ทอดถอนหายใจทิ้ง ใบหน้าหมองหม่นเหลือเกิน ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง หนูลูกหว้าของเธอ จะรอดพ้นจากความใจร้ายใจมารของลูกชายตัวดี

 

โครม! ประตูของบ้าน ถูกมือแข็งแรงข้างที่ว่าง ผลักจนกระแทกกับผนังห้อง ทำเอาคนที่อยู่บริเวณห้องครัวต้องสะดุ้งสุดตัว และจานในมือซึ่งกำลังเช็ดล้างหล่นแตก จึงได้แต่ทำหน้าเศร้า และก้มลงเก็บอย่างระมัดระวัง

ด้านคนจัดการเปิดประตูเข้ามาด้วยพายุโกรธ กราดตามองรอบๆ บ้าน ตะโกนโหวกเหวกโวยวายเรียกหาลูกหว้าซะลั่น ช่วงขาแข็งแรงเดินเร็วๆ ตามหา กระทั่งเห็นร่างแน่งน้อยอยู่ในห้องครัว อุ้งมือร้อนผ่าวก็คว้าหมับเข้าที่เรียวแขนสลักเสลาเต็มแรง

“อยู่นี่เอง ฉันเรียกทำไมไม่ขานรับฮ้า!

เค้นเสียงรอดไรฟันกระซิบถามใกล้ๆ กลีบปากเต้นระริก

“ลูกหว้าไม่ได้ยินค่ะ”

หญิงสาวว่า แล้วเบือนหน้าไปอีกฝั่ง “คุณภพมีอะไรจะใช้ลูกหว้าเหรอคะ”

“มีสิ ร้อยมาลัยให้ฉันสักพวง และเธอต้องร้อยให้เสร็จภายในคืนนี้”

คนสั่งส่งพานทองใส่ดอกมะลิยื่นให้ ปากหยักแสยะยิ้มร้ายกาจ “แต่ก่อนจะร้อยมาลัย เธอน่าจะทำหน้าที่นางบำเรอซะก่อนนะ เพราะว่าฉันกระหายเนื้อขาวๆ ของเธอเต็มทน” พูดพลางกดปลายจมูกโด่งๆ จมไปกับแก้มเนียนทั้งสองข้างอย่างเอาแต่ใจ

“ว่าไงฮึ! หรือว่าเธอจะร้อยมาลัยไป และให้ฉัน...”

“ลูกหว้าขอร้อยมาลัยอย่างเดียว ส่วนเรื่องอื่น...คงไม่จำเป็นหรอกมั้งคะ”

เธอว่า แล้วคว้าพานมาถือไว้ในมือ เบี่ยงกายออกจากอุ้งมือร้อนผ่าวบีบเสียจนเนื้อเธอเปลี่ยนเป็นสีเข้ม มือเล็กหยิบเข็มและจัดการร้อยมาลัยมะลิอย่างช้าๆ ทำทุกขั้นตอนให้เบามือที่สุด ต่อให้คืนนี้เธอต้องร้อยถึงสิบพวงมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะคุณป้าอรัญญาท่านเคยสอนเธอ จนตอนนี้ร้อยมาลัยได้สวย

คนสั่งการได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นกอดอก อยากจะรู้นักว่าเข็มจะทิ่มตำมือของเจ้าหล่อนเหวอะหวะขนาดไหน ขอให้ทิ่มสักสิบยี่สิบแผล เลือดไหลเปื้อนมาลัย ทว่าผ่านไปร่วมห้านาที กลับไม่มีเหตุการณ์ที่เขาต้องการจะเห็น มีแต่มาลัยพวงสวยกำลังเป็นรูปเป็นร่าง และอีกไม่นานมันคงเรียบร้อยงดงาม

ปลายจมูกโด่งๆ แดงก่ำด้วยไฟโกรธ อยากจะคว้ามาลัยในมือบางแล้วขว้างทิ้งใจแทบขาด แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันทน ยืนมองเธอจนทำเสร็จเรียบร้อย เมื่อมือบางยื่นให้ ก็คว้าทั้งมือและมาลัยมาหอมเต็มฟอด

            “มาลัยพวงนี้ช่างหอมเย้ายวนเหลือเกิน” ปากนั้นชมเปราะ แต่แววตากระด้างกระเดื่อง

            “ในเมื่อฉันร้อยมาลัยเรียบร้อยแล้ว ขอตัวนะคะ” ว่าพลางรั้งมือตัวเองออกจากปลายจมูกโด่งๆ รีบเดินหลบเลี่ยงไปให้พ้นๆ จากคนหน้ายักษ์ปากหวานปนยาพิษ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะห่างเขาถึงสองเมตร เรียวแขนเล็กก็ถูกดึงไว้เต็มแรง แต่ร่างระหงก็ไม่คิดจะหันหน้ากลับมามองคนตัวโตให้ต้องปวดไปทั้งใจ ปากบางได้แต่เม้มเป็นแถบตรง

            “ลูกหว้า เธอยังไม่มีสิทธิ์ไป หากฉันไม่ได้สั่ง”

เสียงกร้าวกระด้าง เอ่ยด้วยนัยน์ตาเอาเรื่อง “แต่ครั้งนี้ ฉันจะไม่ถือโทษโกรธเธอ เอาเป็นว่า ขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย นอนรอฉันอยู่บนเตียง เพราะคืนนี้ฉันจะนอนกับเธอที่นี่”

            “อย่าเลยค่ะ”

รีบปฏิเสธ พร้อมกับแกะอุ้งมือร้อนผ่าวออกจากแขน “เห็นแก่มาลัยที่ฉันร้อยให้ อย่าบังคับจิตใจฉันมากไปกว่านี้เลย”

            “ได้สิ!                   

ว่าด้วยใบหน้าและดวงตาอ่านไม่ออก มือหนาบีบแรงๆ แล้วยัดมาลัยพวงสวยใส่มือบางไปเต็มแรง “ถ้าเธอต้องการแบบนั้น เธอต้องร้อยมาลัยให้ฉันใหม่อีกสิบพวง ถ้าเธอทำเสร็จเมื่อไร เธอจะนอนก็เชิญตามสบาย แต่ถ้าไม่เสร็จ ต่อให้เธอล้มลง เธอก็ต้องคลานมาร้อยมาลัยพวกนี้ให้เรียบร้อย เข้าใจไหมฮ้า!” เขย่าแรงๆ จนร่างเล็กหัวสั่นหัวคลอน

            “ค่ะ” ยอมรับปากสั้นๆ กัดฟันปลดมือแกร่งออกจากท่อนแขน รอยนิ้วจ้ำเขียวซึ่งปรากฏให้เห็น แทบทำให้เธอปล่อยโฮ แต่ต้องเชิดหน้าอดทน เดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม มองดอกมะลิเหลือเพียงน้อยนิดพร้อมชะเง้อมองด้านนอก ท้องฟ้าก็มืดมิด มีสายลมเอื่อยๆ แปลงมะลิของคุณป้าอรัญญาก็อยู่ไกลไม่น้อย แต่ในเมื่อมองหน้าเขาแล้วพบกับความว่างเปล่าเธอก็จำต้องลุกขึ้น แล้วเดินไปหยิบตะกร้าใบเล็ก

            “นั่นเธอจะไปไหน” เสียงห้าวร้องถาม

            “ไปเก็บดอกมะลิค่ะ” ตอบทั้งๆ ที่หันหลังให้

            “ไม่ต้องไป”

เจ้าของใบหน้าตึงเรียบรีบสั่งการ เขาไม่บ้าพอจะปล่อยให้หล่อนคลาดสายตาเด็ดขาด “เธอห้ามไปไหนทั้งนั้น ห้ามออกจากอาณาเขตของบ้านหลังนี้ ไม่ทราบว่าสมองกลวงๆ ของเธอลืมไปแล้วหรือยังไง”

            “ไม่ได้ลืมค่ะ ว่าคุณห้ามอะไรฉันบ้าง แต่ถ้าฉันไม่ไป มะลิที่เหลือคงร้อยมาลัยให้คุณได้แค่พวงเดียวเท่านั้น” กลีบปากนุ่มชื้นรีบโต้เถียงและชี้แจงเหตุผล หมุนกายกลับมามองหน้าเขาอย่างไม่ยอมแพ้

            สองสายตายืนจ้องหน้ากันด้วยประกายตาขึงขัง หนึ่งคนก็ไม่ยอม หนึ่งคนก็มิอาจถอยร่น นานชั่วอึดใจ ปลายเท้าแข็งแรงจึงจ้ำอ้าวเข้ามาใกล้ จัดการคว้าตะกร้าในมือเล็กทิ้งไปไกลแสนไกล “ไม่ต้องไปเก็บมะลินั่น แต่มานี่...” ว่าพร้อมดึงแกมลากร่างบอบบางขึ้นไปสู่ชั้นสอง แม้อีกฝ่ายจะต้านทาน แต่ด้วยแรงอันน้อยนิด มีหรือจะสู้พละกำลังมหาศาลของคนหน้ายักษ์ได้

            ประตูห้องถูกเปิดออกกว้าง พร้อมร่างบางถูกเหวี่ยงเข้าสู่ด้านใน ปลายนิ้วเรียวชี้กราดไปที่ดวงหน้า “ตั้งแต่คืนนี้ เธอต้องอยู่แต่ในห้อง ห้ามออกไปไหน ไปทำอะไรทั้งสิ้น และพรุ่งนี้ ก็ห้ามไปวัดกับคุณแม่เด็ดขาด” จบคำสั่ง ประตูบานกว้างก็ปิดปังลง จนบ้านสั่นสะเทือน

            ร่างบางล้มลู่อยู่กลางพื้นห้อง เธอกะพริบตาไล่น้ำตาอุ่นร้อนที่เจียนหยดไหล ยกปลายนิ้วป้ายปัดทิ้งลวกๆ ก่อนจะกัดฟันลุกขึ้นยืน นำพาตัวเองไปล้มลงนอนบนเตียง สภาพเนื้อตัวระโหยโรยแรง กับจิตใจบอบช้ำอย่างหนัก ทำให้เธอหมดแรงจนสลบไสล แต่ทุกๆ นาที กลับมีน้ำตาซึมออกมา ให้รู้ว่าร่างกายนี้เหลือเพียงลมหายใจ แต่ไร้จิตวิญญาณ!

 

            คืนนี้ใครบางคนกำลังนอนกระสับกระส่ายอย่างหนัก ลมหายใจอุ่นร้อนถูกระบายทิ้งผ่านปลายจมูกโด่งคม ในเมื่อข่มตานอนไม่หลับ กายแกร่งก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ค่อยๆ วาดขาลงจากเตียง ก่อนจะสืบเท้าเร็วๆ ไปยังหน้าต่างของห้อง เป้าหมายสายตานั้นอยู่ที่บ้านหลังเล็ก ซึ่งป่านนี้ทั้งบ้านสว่างจ้าด้วยแสงไฟฟ้า ไม่เว้นแม้แต่ห้องของเจ้าหล่อน ซึ่งยังเปิดไฟทิ้งไว้

            ดวงตาคมกล้า ปรายมองนาฬิกาประดับบนผนังห้องเล็กน้อย นี่ก็เที่ยงคืนแล้ว ทำไมยัยตัวดีนั่นถึงไม่หลับไม่นอน มัวแต่เอ้อระเหยลอยลมอะไรอยู่ ด้วยความอยากรู้ ช่วงขาแข็งแรงจึงเดินไปหยิบเอาไฟฉายบนโต๊ะ แล้วปรี่ออกจากห้อง

            ใช้เวลาเพียงสิบนาที เขาก็สามารถนำพาตัวเองมายืนอยู่หน้าห้องของร่างเล็ก บานประตูที่ปิดสนิท ถูกอุ้งมือร้อนผ่าวขยับลูกบิดเปิด และก็สามารถเดินเข้าไปด้านในอย่างง่ายดาย ภาพร่างบางนอนขดตัวงอเป็นกุ้งนั้น ทำให้ชายหนุ่มถึงกับเบิกตากว้าง ปลายเท้าหนักๆ รีบก้าวไปด้วยท่าทีเร่งรีบ หากเมื่อเข้าไปใกล้ ก็ได้แต่ส่ายหน้าแรงๆ

            ชายหนุ่มค่อยๆ ช้อนร่างบางขึ้นไปนอนอยู่กลางเตียง หยิบหมอนมาให้เธอนอนหนุน สภาพเนื้อตัวบอบช้ำจากร่องรอยของตัวเอง ทำให้ปากหยักต้องเม้มแน่น ความสงสารเล็กๆ ผุดขึ้นมา แต่ชั่วพริบตามันก็เลือนหายไป เหลือแค่เพียงความเครียดแค้นชิงชังเท่านั้น

            ริมฝีปากร้อนผ่าวเหยียดทิ้งอย่างดูแคลน ค่อยๆ ขยับมือรั้งเสื้อยืดของคนหมดแรงออกผ่านศีรษะ อ้อมมือสอดเข้าบริเวณแผ่นหลัง จัดการปลดตะขอบราเซียร์ลายลูกไม้สีขาวออกจากเรือนกาย ปล่อยให้สองเต้าเต่งตึงได้อวดช่อล่อตา

            เรียวปากหยักไล้เลียกลีบปากหยักของตัวเองอย่างพอใจ จับจ้องอกสล้างดีดผึงอยู่ไม่วาง ก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวลงครอบครอง หากคนหลับมานานกลับดิ้นขยุกขยิกและเบิกตากว้าง พร้อมกับหวีดเสียงลั่น

            “กรี๊ด...”

แต่มันก็ดังได้เพียงวินาทีเดียว เพราะอุ้งมือร้อนผ่าวขยับขึ้นมาปิด พร้อมกับเงยหน้าออกจากอกสวย ยิ้มให้ด้วยประกายตาร้อนแรงเปิดเปลือยแววปรารถนาอย่างโจ่งแจ้ง “เธอจะหวีดเสียงร้องทำไมกัน ทำสะดีดสะดิ้งไม่เคยไปได้” ชายหนุ่มพึมพำว่าเบาๆ ชิดปลายจมูกโด่งรั้น ค่อยๆ ละมือจากปากเล็ก มาขยับครอบครองทรวงงาม

            “หน้าที่เธอต่อจากนี้ ก็คือครางกระสันให้ถึงใจฉันก็พอ”

            “ไม่!

สลิลลารีบปฏิเสธ มือน้อยๆ ผลักไสคนตัวโตออกห่างจ้าล่ะหวั่น

            “อย่าทำเป็นผู้หญิงไร้เดียงสานักเลยลูกหว้า ฉันกับเธอ หน้าท้องเราชนกันไม่รู้กี่พันครั้ง ก็แค่ทำให้ฉันได้นอนหลับสบายตัว มันจะยากอะไรนักหนาฮ้า! หัดว่าง่ายๆ ซะบ้างสิ” ภีรภพว่า พร้อมกดปลายจมูกโด่งๆ ลากจากแก้มเนียน มาจึงถึงเนินอกขาวผ่อง ต่อให้คนใต้ร่างจะทั้งดิ้น ทั้งถีบ หากมีหรือจะสู้พละกำแรงอันเหนือกว่าได้

            ช่วงขาแข็งแรง เบียดและยึดลำขาเล็กเอาไว้ ค่อยๆ ใช้แรงกายที่มี บังคับขู่เข็ญให้คนตัวเล็กยินยอม เมื่อทำให้ดั่งใจต้องการ ก็หัวเราะในลำคอด้วยความลิงโลดใจ แต่ใบหน้าก็ต้องเบ้บึ้ง เพราะเจ้าของเนื้อหอมๆ เอาแต่กัดฟัน ปิดปากเงียบ

            “ร้องสิ ร้องออกมา!

สั่งการอย่างเอาแต่ใจ เมื่อคนตัวเล็กยังแสดงอาการต่อต้าน ภีรภพจึงจัดการขั้นเด็ดขาด ค่อยๆ ขยับตัวถอยล่น ปล่อยให้คนตัวเล็กได้นอนอยู่สูงกว่าตัวเองเป็นเท่าตัว โน้มใบหน้าเข้าใกล้กายสาว แล้วก้มหน้าลงแนบชิด ตลอดเวลานั้นก็เรียกร้องให้ร่างอรชรครางลั่น จนเมื่อได้สมใจปรารถนาก็จัดการกับร่างเล็กอย่างเนิบช้า ทุกขั้นทุกตอน เต็มไปด้วยความป่าเถื่อน รุนแรง จนร่างแน่งน้อยแทบฉีกร้าวระบม

            ผ่านไปร่วมหนึ่งชั่วโมง แผ่นหลังเปลือยสั่นเทิ้ม ก็พลิกกายหันหลังให้ นอนกอดตัวเองงอโค้งเหมือนกุ้งต้ม ขอบตาแดงช้ำน่าสงสาร ขณะที่คนตัวโตก็เลือกนอนแผ่หลานิ่งอยู่กลางเตียง ปรายหางตามองร่างเปลือยขาวโพลนเล็กน้อย ก่อนจะพลิกกายเบือนหน้าหนี รั้งผ้าห่มผืนโตขึ้นมาคลุมกายแกร่งจนถึงเอวสอบ ไม่คิดจะใส่ใจร่างอ้อนแอ้นอีกเลย

            สลิลลากะพริบตาปริบๆ ไล่ความเจ็บช้ำ เมื่อเห็นว่าคนตัวโตเงียบไป ร่างอรชรก็ค่อยๆ ขยับลุกขึ้น แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่มาสวมใส่ เมื่อมายืนอยู่ข้างๆ เตียง น้ำตาเหือดหายไปนานก็ร่วงผล็อย จนต้องรีบยกมือปัดป้ายทิ้ง เธอมองร่างสูงใหญ่หลับตาพริ้มด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะยื่นมือคว้าเอาหมอนหนุน หากเธอยังไม่ทันได้แตะ ข้อมือเล็กก็ถูกอีกฝ่ายคว้าหมับเข้าให้เต็มแรง จนร่างบางนั้นล้มเค้เก้ จมอยู่กับที่นอนนุ่ม

            “นอนดีๆ ไม่อย่างนั้น ฉันจะสั่งสอนเธออีกรอบ”

ดวงตาของคนสั่งยังหลับสนิท มืออีกข้างวาดมากอดร่างแน่งน้อย แล้วรั้งเข้าหาตัว

            “ปล่อย” หญิงสาวพยายามดิ้น

            “ลูกหว้า ถ้าเธอไม่อยากโดนเหมือนเมื่อครู่ ก็จงนอน นอนให้ฉันกอดแต่โดยดี”           

ดวงตากลมโต ช้อนมองเสี้ยวหน้าคนปิดตาแน่นด้วยความคับอกคับใจ เธออยากจะหยิกข่วน หรือไม่ก็ตบเขาสักฉาดใหญ่ๆ ให้สาแก่ใจยิ่งนัก แต่เธอก็ทำได้เพียงนอนตัวแข็ง ปล่อยให้เจ้าของท่อนแขนล่ำๆ ได้กกกอด ปล่อยให้คนใจยักษ์นี้ วาดพันธนาการรัดร่างของตัวเองจนไม่สามารถดิ้นหลุดได้ และเธอก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร ความเจ็บปวดเหล่านี้มันจะจางหายไปสักที

                       

เช้าวันนี้ ทุกคนในบ้านสินันทราดล ต่างเตรียมพร้อมสำหรับการไปทำบุญในช่วงเช้า แต่ความปรารถนาของคุณอรัญญาก็ต้องผิดหวัง เมื่อหนูลูกหว้าที่นางรัก ไม่อาจออกไปร่วมทำบุญด้วยได้ แม้หญิงสาวจะให้เหตุผลว่าไม่สบาย แต่คนเป็นแม่ก็ยังมองบุตรชายอย่างคาดโทษอยู่ดี นางแทบจะคาดคั้นเอาความจริง แต่ติดว่าวันนี้เป็นวันพระ ไม่อยากทำให้ลูกชายต้องบาปหนาเป็นร้อยเท่า

พวงมาลัย ที่ควรเป็นของหนูลูกหว้า ถูกส่งให้ลูกชายตัวดี นางค้อนให้จนตากลับ เมื่อเห็นใบหน้าหล่อๆ ยิ้มกรุ้มกริ่มน่าหมั่นไส้ หากทำอะไรไม่ได้ ก็จำต้องปล่อยเลยตามเลย ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เพื่อไปทำบุญให้จิตใจปลอดโปร่ง และนางก็จะขอให้กรรมของหนูลูกหว้าหมดลงโดยเร็ว

ชีวิตของเธอจะได้พบกับแสงสว่าง ไม่ต้องพบเจอปีศาจร้ายใกล้ๆ ตัวอีก

เกือบสี่โมงตรง ขบวนทำบุญก็กลับมาถึงบ้าน คนใส่สูทเต็มขั้น ก็ปรายหางตาไปมองบ้านหลังเล็กห่างไกลร่วมร้อยเมตรนั้นอีกครั้ง แล้วคลี่ยิ้มอบอุ่นให้กับมารดา หอมแก้มท่านไปฟอดใหญ่

“ผมไปทำงานก่อนนะครับ”

“ไม่รอไปช่วงบ่ายหรือลูก ทานข้าวทานปลาเสียก่อนสิ” คุณอรัญญาว่า แล้วฉุกคิดด้วยความสงสัย ปรายหางตามองลูกชายอย่างจับผิด “วันนี้วันอาทิตย์นี่ลูก ที่บริษัทเปิดทำการด้วยหรือ แม่ไม่เห็นรู้เลย”

“ผมว่าจะเข้าไปเคลียงานสักหน่อยน่ะครับ อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ”

ใบหน้านั้นเรียบสนิท ขณะเอ่ยต่อ “และอีกอย่างวันนี้ผมมีนัดสำคัญด้วย”

“จ้ะๆ แล้วแต่ลูกก็แล้วกันนะ”

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนะครับ”

ยกมือไหว้ลาคนเป็นแม่ ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วหมุนกายเดินห่างออกไป เพียงประชิดตัวรถสปอร์ตคันโปรด เรือนร่างสลักเสลาก็สอดตัวเข้าไปนั่ง เหยียบคันเร่งออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว ทว่า...เคลื่อนพ้นรั้วมาเพียงไม่กี่เมตร ก็ดับเครื่องยนต์จอดสนิท กระโดดข้ามรั้วมุ่งปลายเท้าไปยังบ้านไม้หลังเล็ก ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายร้ายกาจ

ช่วงขาเพรียวกำยำ พกพาใบหน้าเรียบเฉย เดินสู่ชั้นสองของบ้าน ไม่พูดพล่ามทำเพลง จัดการดันบานประตูปิดตายให้เปิดกว้าง เห็นร่างสะโอดสะองเพิ่งวางแจกันลงบนโต๊ะ เรียวปากก็กระตุกยิ้มน้อยๆ รีบสืบเท้าเข้าไปใกล้ พร้อมคว้าหมับเข้าที่แขนเรียว

“ไปข้างนอกกับฉันลูกหว้า”

“ไปไหน”

ถามเขาด้วยเสียงสั่นๆ “ไม่ไปได้หรือเปล่า”

“ไม่ได้ ฉันสั่งให้เธอไป เธอก็ต้องไป เพราะวันนี้ฉันต้องการเด็กรับใช้ส่วนตัว เอาไว้คอยใช้งาน”

กล่าวด้วยเสียงห้าวเข้ม บีบแขนเล็กแรงๆ เมื่อหญิงสาวครางเครือห้ามปราม จึงเหยียดปากใส่อย่างหมั่นไส้ “ไปเป็นคนรองมือรองเท้าของฉัน มันคงไม่ตายหรอกมั้ง เพราะอย่างเธอ รองบนเตียงมาจนทานทนแล้วนี่ ครั้งนี้ก็แค่ไปข้างนอกด้วยกัน อย่าอิดออดนักเลย ฉันรำคาญลูกกะตา” ว่าจบ ก็ออกแรงรั้งร่างบางแกมลากออกจากห้อง จนคนช่วงขาสั้นกว่ารีบเร่งฝีเท้าให้ตามทัน ทำให้ขาเล็กๆ ขวิดกันแทบล้มเค้เก้

มาถึงตัวรถ อุ้งมือร้อนผ่าวก็เปิดประตูฝั่งคนขับ แล้วผลักร่างบางลงนั่งเค้เก้ ส่วนตัวเองอ้อมไปยังอีกฝั่ง ดึงประตูให้เปิดกว้าง ดวงตาวาวโรจน์กราดมองร่างฟุบอยู่ด้วยความชิงชัง

“จะให้ฉันนั่งทับหัวเธอหรือไง ถึงได้ไม่ขยับตัวสักที”

ดวงตากลมๆ ช้อนมองคนพูดด้วยความเจ็บไปทั้งใจ เธอค่อยๆ ขยับตัวมานั่งประจำที่ เบี่ยงกายหันหน้าไปมองฝั่งถนน ปล่อยให้คนตัวโตทำอะไรอย่างใจปรารถนา แต่ชั่ววินาทีต่อมา ร่างทั้งร่างก็ต้องแข็งทื่อเป็นหุ่น เพราะอุ้งมือใหญ่รั้งเข็มขัดนิรภัยมาล็อกให้ ขณะที่ลมหายใจร้อนผ่าวของเขารินรดบริเวณซอกคอ จนเธอหายใจไม่ออก

ด้านคนหวังดีประสงค์กลิ่นหอมๆ จากกายเล็ก ก็แอบยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาล็อกเข็มขัดนิรภัยของตัวเองบ้าง เมื่อเรียบร้อย ก็ตั้งหน้าเหยียบคันเร่งพุ่งไปตามท้องถนน จุดมุ่งหมายก็คือบริษัทจัดจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งเป็นกิจการสืบทอดจากบรรพบุรุษ ใช้เวลาร่วมหนึ่งชั่วโมงเต็ม ตัวรถมันวาวไร้ฝุ่นจับ ก็จอดแน่นิ่งอยู่โซนจอดรถวีไอพี พร้อมๆ กับพนักงานในชุดยูนิฟอร์มสีฟ้าเข้ม เปิดประตูรถและค้อมตัวให้ด้วยความสุภาพ

ดูเหมือนพนักงานวัยกลางคน จะแปลกใจไม่น้อย ที่จู่ๆ ก็มีหญิงสาวสวยหมดจรด แม้อยู่ในชุดมอมแมมก้าวลงจากรถ ดูหน้าตาน่ารักน่าชัง หากแต่ดูคล่าวๆ แล้วแอบน่าสงสาร เพราะดวงหน้ามีแต่ความเศร้าสร้อยเต็มไปหมด

เสียงกระแอมของผู้เป็นนาย ทำลายภวังค์นั้นจนหมดสิ้น รีบก้มหน้ามองเพียงปลายเท้าตัวเอง ปล่อยให้นายหนุ่มดึงรั้งร่างบอบบางผู้น่าสงสารหายเข้าไปในตึกด้วยกันสองต่อสอง พ้นแผ่นหลังเจ้าของบริษัท หนุ่มวัยกลางคนถึงกับยกมือตบท้ายศีรษะตัวเองอย่างหวาดหวั่น รีบหมุนกายกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเช่นเดิม

ด้านคนตัวโต ก็รั้งร่างบางเดินผ่านรถสปอร์ตหรูหลากหลายสี มุ่งขึ้นสู่ชั้นสองของตึก ปรี่ตรงไปยังชั้นในสุด ซึ่งเป็นห้องทำงานโอ่อ่าของตัวเอง ผลักร่างบางเข้ามาในห้องเรียบร้อย มือหนาก็จัดการดันบานประตูให้ปิดสนิท แล้วจับจ้องอยู่ที่ร่างของคนตัวสั่น ปรายหางตามองเล็กน้อย แล้วเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานตัวเขื่อง คว้าเอกสารตรงหน้าขึ้นมาเปิดอ่านคร่าวๆ

หน้ากระดาษซึ่งมีตัวอักษรเรียงร้อยกันเป็นถ้อยคำ ถูกเปิดผ่านไปหลายสิบแผ่น บางหน้าก็ถูกมือหนาคว้าปากกามาลงนาม บางแผ่นก็ถูกเปิดเลยผ่าน ใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมง เอกสารปึกเล็กในมือก็เรียบร้อย ดวงตาคมกล้ามองคนยืนอยู่ท่าเดิมแล้วแสยะยิ้ม ก่อนจะขยับยกนาฬิกาประดับบนข้อมือขึ้นมามอง มุมปากนั้นยกยิ้มมีเลศนัย

ร่างสูงผละห่างจากเก้าอี้ทำงาน เดินมายืนอยู่ตรงหน้าร่างเล็ก ทิ้งสะโพกลงนั่งบนขอบโต๊ะ ขณะที่อุ้งมือร้อนผ่าว โน้มไปคว้ามือนุ่มๆ แล้วรั้งร่างบางเข้าหาตัว วาดฝ่ามือโอบรอบเอวเล็กไว้แน่น แล้วก้มหอมแก้มนวลฟอดใหญ่

“ทำงานเสร็จ แล้วมีรางวัลแบบนี้ ฉันชักจะติดใจแล้วสิ” ว่าพร้อมกับลูบบั้นท้ายเล็กอย่างเอาแต่ใจ กระซิบเสียงพร่าชิดเรียวปากอิ่ม “เปลี่ยนบรรยากาศ จากที่บ้าน เป็นที่ทำงานสักหน่อยไหมลูกหว้า...มันคงถึงใจดีนะ เธอว่าไง”

คนตัวเล็กจ้องมองเจ้าของคำพูดห่ามๆ อย่างชิงชังรังเกียจ กำปั้นน้อยผลักอกแกร่งไว้อย่างไม่ยอมง่ายๆ ยิ่งเขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ เธอก็ยิ่งดิ้นรนเพื่อหาทางเลี่ยงหลบ

“ทำไมฮึ! ไม่อยากทำเรื่องอย่างว่ากับฉันหรือไง ถึงได้เบือนหน้าหนี”

ซุ่มเสียงคนต่อว่า ช่างแหบพร่าเหลือเกิน หางตาดุคมปรายตามองกลีบปากนุ่มนิ่ม พลางขยับปลายนิ้วแตะเชยคางเล็ก ขณะที่มืออีกข้าง ยังคงเคล้นคลึงสะโพกงามงอนอยู่ไม่ว่างเว้น มุมปากได้รูป กระตุกยิ้มร้ายกาจ เมื่ออีกฝ่ายยังคงมีท่าทีเช่นเดิม คนอยากหาเรื่องจึงเอ่ยลอยๆ “ยอมๆ ฉันเถอะน่า รับรองว่าถึงใจ”

“คุณภพ!” สลิลลาเรียกด้วยใบหน้างอง้ำ ก่อนจะเผลอทุบอกกว้างด้วยอารมณ์โมโห “ปล่อยฉัน! ฉันไม่มีวันทำเรื่องพรรค์นั้นกับคุณ ถ้าคุณต้องการมากก็ไปชวนคนอื่นๆ อย่ามายุ่งกับฉัน” กัดฟันโต้ตอบออกไปเสียงขุ่นเขียว

“เธอแน่ใจนะ ว่าอยากให้ฉันทำแบบนั้น” เจ้าของคำพูด หรี่ตาแคบมอง

“แน่ใจ”

“ดีมาก! ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลา เราควรจะออกจากที่นี่กันสักที”

ว่าพลางดันร่างเล็กๆ ไปยืนคว้างอยู่กลางห้อง หยิบเอากุญแจรถติดมือ แล้วคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็ก รั้งแรงๆ จนร่างแน่งน้อยปลิวถลาติดมือ หลังจากนั้นช่วงขาแข็งแรงก็ก้าวยาวๆ โดยไม่สนใจคนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งตอนนี้แทบวิ่งตามจนเรียวขาเล็กๆ ปัดเป๋ ร่างเกือบล้มเค้เก้

“เดินให้เร็วๆ หน่อย ถ้าเธอทำฉันหกล้ม เธอจะถูกหักคอ!

ชายหนุ่มหันมาตะคอกลั่นใส่หน้า แล้วเหยียดยิ้มใส่อย่างหมั่นไส้ ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาก้าวขายาวๆ มุ่งสู่ทางออก เพียงพ้นประตูกระจก อุ้งมือร้อนผ่าวก็รั้งร่างแน่งน้อยมายืนอยู่แนบข้าง วาดมือโอบไหล่มนอย่างแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เอาให้พรุ่งนี้เปิดทำการ เรื่องนี้กระฉ่อนไปทั้งบริษัทได้ยิ่งดี ทุกคนเขาจะได้รู้กันทั่ว ว่าผู้หญิงหน้าตาน่าเกลียดคนนี้ ผ่านศึกสวาทจากเขามาอย่างชอกโชน

 

ประตูรถถูกปิดเสียงดังลั่นอีกครั้ง ไม่ถึงห้าวิรถสปอร์ตคันโก้ก็กระชากออกจากศูนย์จำหน่ายรถยนต์นำเข้าราวกับพายุ วิ่งตรงอยู่บนท้องถนนด้วยความเร็วร้อยกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มือน้อยชื้นเหงื่อ ต้องบีบประสานกันบนตัก ดวงตากลมๆ ทั้งสองข้าง มองภาพทิวทัศน์ของตึกรามซึ่งผ่านม่านตาไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง

กลีบปากสีซีด เม้มติดกันจนเป็นแถบตรง ไม่นานดวงตาทั้งสองข้างก็หรี่แคบ จนปิดสนิทกัน ทว่าไม่ถึงสิบนาที ต้องสะดุ้งน้อยๆ เพราะความเย็นเฉียบของฝ่ามือร้อนผ่าว ทาบทับเข่ามนและทำท่าจะเลิกชายกระโปรงผ้านิ่มขึ้นสูง

“ปล่อย!” เธอเปิดเปลือกตาจ้องเจ้าของมือร้ายกาจ ตาแทบถลนออกนอกเบ้า

“คุณควรจะตั้งใจขับรถ มากกว่าหาทางเอาเปรียบฉันนะคะ”

“ถึงฉันจะลูบๆ คลำๆ เธอจนเนื้อเปื่อย แต่รับรองได้ว่า ความสามารถในการขับรถของฉัน มันไม่ลดน้อยลงหรอก เธอได้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแน่ รับรองด้วยเกียรติคนหล่อแห่งปี”

ถ้าเป็นเมื่อสิบปีก่อน เธอคงจะหัวเราะร่วนจนดวงตายิบหยี แต่ตอนนี้ เธอไม่รู้จักเสียงหัวเราะและรอยยิ้มมาร่วมปี จึงได้แต่เบือนหน้าหนี โดยไม่ลืมปัดอุ้งมือร้อนผ่าวลูบเข่ามนทิ้ง แทบอยากจะจิกเนื้อของเขาให้ขาดวิ่นติดปลายนิ้ว

“นั่งนิ่งๆ ลูกหว้า ให้ฉันจับไปแบบนี้ ขาเธอคงไม่สึกหรอก”

“ช่วยให้เกียรติฉันหน่อยได้ไหมคะ”

เธอเงยหน้าจ้องตาเขา ขอบตานั้นร้อนผ่าว “ฉันรู้ค่ะ ว่าเกียรติฉันมันคงไม่เหลือแล้ว แต่ได้โปรดอย่าย่ำยีความเป็นคนของฉันมากไปกว่าอีกนี้เลย ถ้าคุณไม่เห็นฉันเป็นคน ทำไมไม่ล่ามโซ่ โยนข้าวให้ทาน เหมือนพวกสัตว์เลี้ยงถูกขังอยู่ในกรงล่ะ ถ้าทางมันคงจะสาแก่ใจคุณดี” ริมฝีปากสีซีด เอ่ยขึ้นด้วยความโกรธเคืองอัดแน่นในใจ

“จริงสิ! ฉันว่าไปซื้อกรงกับโซ่มาล่ามเธอก็คงดีเหมือนกัน”

มือของคนพูด บีบต้นขาเล็กอย่างแรง พร้อมรั้งชายกระโปรงขึ้น จนเห็นเรียวขาอ่อนขาวโพลน ปลายนิ้วนั้นกดและเคล้นสุดแรงที่มี “เธอจะได้สำนึกตัวเองได้ว่า ควรใช้คำพูดกับฉันยังไง ไม่ใช่มาแสดงท่าทีฮึดฮัดเป็นหมาช่างกัดแบบนี้” ว่าจบก็ผลักเรียวขาเล็กๆ จนไปกระแทกกับประตูรถโครมใหญ่

            น้ำตาเม็ดเล็กไหลอาบแก้มนวลทันที ดวงตากลมๆ ต้องรีบกะพริบถี่ๆ เพื่อไล่ความเห่อร้อนซึ่งอุ่นขึ้นรอบดวงตา เบือนหน้าหนีไปมองทิวทัศน์พาดผ่าน ขณะที่มือบางข้างหนึ่งกำลังลูบแผ่วๆ บนเรียวขา ซึ่งคงบอบช้ำเพราะถูกแรงกระแทก

            ร่างอรชรนั่งแข็งทื่อ ไม่พูดไม่จา ทำเหมือนตัวเองไร้ชีวิต ปล่อยให้คนตัวโต เหยียบคันเร่งไปเรื่อยๆ แม้จะวิ่งเร็วขนาดไหนเธอก็หวั่นกลัวอีกแล้ว หากเป็นไปได้ อยากให้เขาขับรถชนเสาไฟฟ้า หรือไม่ก็ตกลงข้างทาง และขอให้เธอสิ้นใจตายคาที่ ส่วนเขาขอให้รอดชีวิต และอยู่กับความสาแก่ใจ อย่าให้เขาได้ตายตามตกไปตามเธอ เพราะไม่ว่าชาติไหนๆ เธอกับเขาขอให้สิ้นสุดต่อกัน อย่าได้พบเจอกันอีกเลย!

            ภีรภพปรายหางตามองร่างแน่งน้อยด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก ทำไมเมื่อครู่ เขารู้สึกว่าตัวเองทำเกินไป แต่ความรู้สึกแบบนั้นก็เลือนหาย เหลือทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มลิงโลดประดับบนดวงหน้า เขาต้องท่องจำให้ขึ้นใจ ว่าผู้หญิงคนนี้ ต้องเจ็บ เจ็บเหมือนที่กีรการได้รับ และเธอต้องทรมานจนใจแทบขาด อยากตายก็ไม่มีสิทธิ์ตาย

            จำเอาไว้สลิลลา อัศวมนตรี!

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha