เศษรักอสูร

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : เจ็บเจียนไร้วิญญาณ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 3

เจ็บเจียนไร้วิญญาณ

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถสปอร์ตคันโก้ก็จอดสนิท บริเวณชั้นใต้ดินของห้างฯ ดังกลางเมือง ตอนนี้อุ้งมือร้อนผ่าวดึงรั้งแกมลากร่างเล็ก มุ่งสู่ด้านใน ช่วงบ่ายคล้อยแบบนี้ เครื่องปรับอากาศภายในทำหน้าที่ได้ดี ทุกคนที่มาเที่ยว มาซื้อของ และพักผ่อนหย่อนใจ อยู่ได้ด้วยฤทธิ์เดชของมัน หากเป็นด้านนอกอาคารหลังโตนี้ล่ะก็ รับร้องได้ว่า เหงื่อคงได้ไหลนองท่วมตัว

สลิลลาเดินขาปัดเป๋เหมือนเดิมไม่มีผิด เพราะช่วงขาของคนเดินนำหน้า ไม่ได้แผ่วล้าลงเลย มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น เธอไม่รู้ว่าเขาพามาที่นี่ทำไม ต้องการอะไรกันแน่ แต่ถ้าหากให้เธอเดา เชื่อว่าครั้งนี้ คนใจร้ายคงต้องหาทางทำให้เธอเจ็บจนร้องไห้อีกเป็นแน่ เพราะนั่นมันเป็นนิสัย ซึ่งเขามักกระทำตลอดหนึ่งปีมานี้

คิดอย่างทดท้อ เจ็บเหลือเกินในยามสมองแล่นปราดไปคิดเรื่องร้ายๆ อันผ่านพ้น ตอนนี้เธอไม่รู้ว่าความเกลียด ชิงชัง ที่มีต่อเขามันมากแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ เธอไม่อยากจะพบเจอเขาอีก ในชั่วนิจนิรันดร์

ดวงตากลมๆ เงยขึ้นอีกครั้ง เมื่อช่วงขาแข็งแรงยอมเดินช้าๆ จนแทบจะหยุด และดวงตาคมๆ กำลังเหลือบแลนาฬิกาเรือนหรูประดับบนข้อมือ ไม่นานเขาก็ยิ้ม ซึ่งมันเป็นรอยยิ้มน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน

            “เธอเดินตามหลังฉัน และอย่าคิดหนีเด็ดขาด”

พูดพลางปล่อยอุ้งมือร้อนผ่าวออกจากข้อมือเล็ก นำมาสอดกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง มุ่งปลายเท้าไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง หางตานั้นคอยเหลือบมองร่างเล็ก สั่งกลายๆ ห้ามเธอออกฤทธิ์เด็ดขาด

            สลิลลาเลือกเดินตัวลีบตามเขาเข้าไป รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมนุษย์ต่างดาวไม่มีผิด เมื่อต้องมายืนอยู่ท่ามกลางความหรูหราโอ่อ่า และต้องทนแบกรับสายตาของหลายผู้คน มองเธอไม่ต่างจากตัวแปลกประหลาด คงเป็นเพราะเสื้อผ้าเก่าๆ และเนื้อตัวมีรอยกระด่างกระดำ ทุกคนที่นี่คงรังเกียจและขยะแขยงเธอกระมัง

            กะพริบตาถี่ๆ ไล่ความกระดากอายนั้นทิ้ง เดินตามแผ่นหลังกระด้างด้วยช่วงขามั่นคง ไม่ใส่ใจสายตาผู้คนแถวนี้อีก ต่อให้เธอจะเป็นอย่างไร แต่เธอก็เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ย่อมมีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นจิตใจหรือร่างกาย เราไม่อาจใส่ใจต่อสายตาแวดล้อมของใครได้ ขอเพียงไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นเป็นพอ แต่สิ่งที่เธอคิด ผู้ชายตรงหน้าซึ่งกำลังทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ และตีหน้าบึ้งตึงคงทำไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้เขามองเธอไม่ต่างจากตัวน่าชิงชัง

            “ไปนั่งเก้าอี้ตัวนั้น อยากทานอะไรก็เชิญตามสบาย!

ใบหน้าหล่อเหลาพยักพเยิดไปยังโต๊ะตัวตรงกันข้าม “แล้วก็อย่าก่อเรื่องล่ะ ไม่อย่างนั้น คืนนี้เธอได้คลานลงจากเตียงแน่...” ท้ายประโยค ยื่นหน้ามากระซิบกระซาบ อุ้งมือร้อนผ่าวทาบเรียวแขนเล็ก แล้วผลักแรงๆ จนร่างระหงเซถลา ไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนเก้าอี้ จัดการกับคนของตัวเองเรียบร้อย ริมฝีปากร้อนผ่าวก็แย้มกว้าง เมื่อเหลือบเห็นสตรีสวยในชุดสีดำแนบเนื้อ อวดเรือนกายเซ็กซี่และผิวขาวผ่องเป็นยองใยก้าวตรงมาใกล้

            ดวงตาที่เขามองคนอื่น ทำให้หญิงสาวถึงกับนั่งตาร้อนผ่าว เธอไม่ได้อิจฉา แต่เธอเวทนาตัวเองต่างหาก สายตาคู่นั้น เคยมองเธอด้วยความเอ็นดู อุ้งมือใหญ่คู่นั้น ยีผมนุ่มสลวยเธอด้วยแรงแผ่วเบา แผงอกกว้างของเขามีไว้ให้เธอซับน้ำตาเสมอ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกส่วนของเรือนร่างกำยำ ทำให้เธอเหมือนตายทั้งเป็น

            กะพริบตาปริบๆ แล้วนั่งหมุนกายหันหลังให้เขา แต่โสตประสาทของเธอกลับได้ยินเสียงของเขาชัดเจน และตอนนี้ก็มีเสียงของใครบางคนเอ่ยสลับ ฟังแล้วทั้งคู่เหมือนสามีภรรยากันไม่มีผิด

            ด้านคนตัวโต กำลังยกยิ้มร้ายกาจ โอบกอดร่างระหงซึ่งโผเข้าหาแนบนิ่ม ไม่ลืมเอียงแก้มสากให้เจ้าหล่อนหอมทั้งซ้ายและขวา ส่วนมือร้อนผ่าวนั้น สอดเข้าบริเวณเอวคอดกิ่ว รั้งมาแนบชิดใกล้

            “ผมว่า...เพซ่านั่งก่อนดีกว่านะครับ ส่วนอย่างอื่นเอาไว้ทีหลัง”

            “แหม...ภพคะ เพซ่าแค่กอดแค่หอมเท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องรีบบอกให้นั่งเลย  นี่ถ้าเพซ่าปล้ำคุณ คุณจะหักคอเพซ่าไหมคะ” เจ้าหล่อนเอียงหน้าเอียงคอใส่ด้วยท่วงท่าสาวมั่นเต็มตัว “แล้วนี่ ทำไมนัดมาร้านอาหารญี่ปุ่นล่ะค่ะ เราน่าจะเจอกันคืนนี้ที่ไนต์คลับ หลังจากคุยธุระเรียบร้อย เราจะได้ไปสนุกกันสองต่อสอง” ปลายนิ้วเล็กยื่นไปแตะเข้าบนแผงอกกว้าง จังหวะนั้นใครบางคนหันหน้ามอง จึงเห็นเข้าอย่างจัง

            “ก็ดีนะครับ”

มุมปากได้รูปว่าด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่ม “ผมไม่ได้สนุกแบบนั้นมานาน ที่จริงไนต์คลับน่าจะเปิดตอนนี้นะครับ ผมเริ่มใจร้อนแทบอดรนทนรอไม่ไหว” คนพูดกำลังตะครุบมือเล็กยุ่มย่ามกับช่วงอก ลูบๆ คลำๆ แผ่วเบา หางตาแอบมองเจ้าของดวงตาอาบรื้นเล็กน้อย แสยะยิ้มใส่อย่างร้ายกาจ ก่อนจะหันมาพะเน้าพะนอกับเพื่อนผู้กลับจากเมืองนอกเมืองนา

            เพราะเพซ่า หรือพิชญากาญจน์ คินทนาธร บุตรสาวเจ้าของร้านเพชรชื่อดัง เพิ่งกลับจากเรียนปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เขาอยู่ว่างๆ จึงมาเป็นเพื่อนทานข้าวกับเธอ ส่วนเรื่องอื่นๆ ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงทำเหมือนยั่วยวนเขาเช่นนี้

            “เพซ่า คุณจะทำอะไร”

ภีรภพเริ่มกระซิบถาม เมื่อคนตรงหน้าทำท่าทีเหมือนจะปล้ำตัวเองเข้าจริงๆ

            “ทำไมล่ะ นายไม่รักฉันแล้วหรือไง นี่นะ ฉันกะว่าจะมาเป็นคนรักของนายแหละภพ”

เจ้าของคำพูดหลิ่วตาให้อย่างรู้เท่าทัน “ถามจริงๆ เถอะ ผู้หญิงแต่งตัวมอมๆ คนนั้นน่ะ ลูกหว้าใช่ไหม” กลีบปากสีแดงสดโบ้ยปากไปหาร่างเล็ก อย่างรู้เรื่องทั้งหมดดี

            “อืม...” ชายหนุ่มจำต้องยอมรับ

            “นี่นายยังไม่ปล่อยเขาไปอีกหรอ เมื่อกี้ฉันเล่นละคร ฉันว่าเขาร้องไห้นะ ดูหน้าสงสารเชียว” คนพูดทำหน้าตาเศร้าๆ แอบเหล่หางตามองร่างอ้อนแอ้น ซึ่งกำลังนั่งมองน้ำเปล่าไม่วางตา

“ฉันว่านาย...”

            “ถ้ายังอยากเป็นเพื่อนกัน ก็เลิกพูดเรื่องนี้” เจ้าของคำพูดตวัดดวงตามองร่างของคนเหม่อลอยปานจะฉีกร่างทิ้ง ก่อนจะหันมาจ้องหน้าเพื่อนสาวซึ่งตัวเองให้ความสนิทสนมมาร่วมสิบปี “เพซ่า เรามาเป็นแฟนกันไหม”

            “จะบ้าเหรอ...”

เสียงนั้นแทบจะเป็นการตะคอกกลับ แต่แล้วต้องหุบปากเงียบแทบไม่ทัน ยื่นมือไปบิดเข้าที่แขนล่ำๆ “นายจะหาเรื่องให้ฉันหรือไง ฉันยังไม่อยากตกนรกทั้งเป็นหรอกนะ ไปหาคนอื่นเถอะ ฉันสละสิทธิ์”

            นักธุรกิจหนุ่มได้แต่มองหน้าเพื่อนด้วยใบหน้ากึ่งบึ้งกึ่งยิ้ม ผ่อนลมหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ แล้วพยักพเยิดชวนเธอทานอาหาร แต่อีกฝ่ายก็ขอตัวกลับเอาดื้อๆ ดังนั้นอุ้งมือร้อนผ่าวจึงเดินไปคว้าข้อมือเล็ก แล้ววางเงินไว้บนโต๊ะหนึ่งพันบาท ก็จะลากเจ้าของร่างเบาๆ ปลิวติดมือ มุ่งหน้าลงไปที่ลานจอดรถ เมื่อมาถึงก็จัดการผลักตุ๊กตาหน้ารถไปนั่งดังเดิม

            “คืนนี้เธอนอนคนเดียวนะ ฉันจะไปค้างที่อื่น”

ซุ่มเสียงกระด้างเอ่ยลอยๆ ขณะที่ดวงตาจับจ้องเจ้าของดวงตาชื้นฉ่ำ ด้วยสีหน้าข่มขู่ “และอย่า...”

            “ค่ะ ลูกหว้าจะขังตัวเองอยู่ในบ้าน ไม่ออกไปไหน ไม่คุยกับใคร และหากทำได้ ลูกหว้าจะไม่หายใจ คุณภพต้องการแบบนี้ใช่ไหมคะ ได้สิ! ลูกหว้าจะทำให้คุณสมความปรารถนา สาแก่ใจหรือยังคะ!” จู่ๆ คนนั่งเงียบมานานก็ตะเบ็งเสียงปาวๆ ลั่นรถ  มองหน้าคนตัวโตอย่างไม่ยอมหลบ จ้องจนขอบตานั้นร้อนผ่าว

            เอี๊ยด!

            คนเหยียบคันเร่ง เลี้ยวมาถึงทางออกจากตึก ต้องเหยียบเบรกจนตัวโก่ง มองเจ้าของคำพูดด้วยความคาดไม่ถึง ไม่รู้ว่าเมื่อครู่ หล่อนทานอะไรลงท้องกันแน่ เธอถึงได้กล้าขึ้นเสียงและแสดงฤทธิ์เดชกร้านโลกใส่ ม่านตาแห่งความโมโหจึงขยายกว้าง แล้วโน้มตัวไปผลักประตูฝั่งผู้โดยสารให้เปิดออกกว้าง

            “ลงไป!

เปิดปากไล่ด้วยใบหน้าบึ้งๆ พร้อมออกแรงผลักร่างเล็ก “ถ้าปากดีขนาดนี้ หาทางกลับบ้านเองก็แล้วกัน และถ้าภายในหนึ่งชั่วโมงเธอไม่ถึงบ้านล่ะก็ ฉันจะจุดไฟเผาบ้านโกโรโกโสนั่นให้ย่อยยับ สมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูลของเธอจะได้พินาศคามือฉันไง ลงไป!” ผลักแรงๆ จนร่างแน่งน้อย หล่นตุ้บไปกองอยู่กับพื้นซีเมนต์เย็นเฉียบ อึดใจประตูก็ถูกอุ้งมือใหญ่ดึงปิดเช่นเดิม ก่อนที่รถสปอร์ตหรูหราจะพุ่งออกไปราวกับพายุ

กลีบปากบางของคุณล้มลู่ พร้อมกับใบหน้างามๆ ถลาซบพื้นแข็งๆ ดีหน่อยที่มือบางค้ำไว้ทัน แต่ก็ทำให้ฝ่ามือเล็กๆ ทั้งสองข้างนั้นถลอกปอกเปิก แตะไปจุดไหนก็เจ็บแปลบปลาบจนน้ำตาเล็ด

ปลายจมูกเล็กรั้น สูดหายใจเข้าปอด บอกตัวเองให้เข้มแข็ง เพียงเงยหน้าขึ้นยามรักษาความปลอดภัยก็รีบเข้ามาดู สอบถามอาการตามหน้าที่ เธอก็ได้แต่บอกกล่าวว่าไม่เป็นอะไรมาก ไม่ได้เจอโจรปล้นฆ่าแต่ประการใด อ้อมแอ้มพึมพำบอกกล่าว แล้วเอ่ยขอตัว จากนั้นก็นำพาร่างกายเจ็บร้าวเดินออกไปยังหน้าห้างฯ นั่งรอรถเมล์ ที่ขับผ่านซอยเข้าบ้าน แต่เพราะเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ปล่อยให้น้ำตานั้นหยดไหล โดยไม่รู้เลยสักนิด ว่ารถเมล์ผ่านซอยเข้าบ้าน มันผ่านไปคันแล้วคันเล่า

 

นาทีนี้ หน้าบ้านไม้หลังกะทัดรัด มีน้ำมันหนึ่งแกลอนใหญ่ พร้อมกับคนตัวโตซึ่งยืนจังก้าด้วยใบหน้าบึ้งตึง นาฬิกาประดับข้อมือถูกยกขึ้นมาดูหลายครั้งหลายหน ผ่านไปหลายชั่วโมง ยัยตัวดีก็ไม่มีทีท่าจะกลับมาสักที ลมหายใจร้อนผ่าวจึงพวยพุ่งออกมา ไฟโกรธฉาบเต็มดวงหน้า ร้อนจนป้าหวานต้องรีบวิ่งไปตามคุณนายอรัญญาอย่างเร่งด่วน เพราะเกรงว่าคุณภพของนางจะเผาบ้านข้างๆ จนวอดขึ้นมาจริงๆ

เจ้าของร่างสูง ตวัดสายตามองน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยประกายตาร้ายกาจ ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นทิ้งหลายหน เหยียดยิ้มด้วยความน่าสะพรึงกลัว ก่อนจะคว้าเอาแกลอนนั้นมาเปิดฝา จนกลิ่นเหม็นของน้ำมันคละคลุ้ง

“ได้! เธอจะลองดีกับฉันใช่ไหม บ้านหลังนี้ก็อย่ามีมันเลย” กล่าวจบช่วงขาแข็งแรงก็มุ่งตรงไปยังประตูบ้าน แต่ปลายเท้าก็ต้องชะงักกึก เมื่อเจอถ้อยคำเอาเรื่องแสนคุ้นหู ตะโกนก้องอยู่เบื้องหลัง

“หยุดนะเจ้าภพ นั่นลูกจะทำอะไร” คนเป็นแม่รีบปราดมาคว้าแขนล่ำๆ ของบุตรชายไว้แน่น “ลูกจะเผาทรัพย์สินคนอื่นไม่ได้นะ มันผิดกฎหมาย ถามจริงๆ เถอะ นี่ลูกจะใจร้ายใจดำไปถึงไหนฮ้า!

“คุณแม่หยุดเลยครับ ถึงยังไงผมก็ต้องทำลายบ้านหลังนี้ เพราะอะไรรู้ไหมครับ”

มุมปากของคนพูด เหยียดทิ้งด้วยความน่าสะพรึงกลัว “เพราะยัยตัวแสบนั่นไง ถ้าบ้านหลังนี้มันวอดวาย นั่นก็เพราะเจ้าของมันไม่รักดี ผมจะเผามันให้มอดไหม้เป็นผุยผง”

“ไม่ได้นะ! ลูกไม่มีสิทธิ์ทำตัวเป็นศาลเตี้ยที่นี่”

รีบทัดทานด้วยเสียงสั่นเครือ เขย่าท่อนแขนกำยำอย่างอ้อนวอน “แม่ขอร้องล่ะลูก อย่าทำแบบนี้เลยนะ”

“คุณแม่...”

ลมหายใจแห่งความอึดอัด ถูกระบายทิ้งผ่านปลายจมูกโด่งคม

“ทำไมคุณแม่ต้องช่วยยัยนั่นด้วยครับ”

“แม่ไม่ได้ช่วยลูกหว้านะลูก แม่ช่วยภพของแม่ต่างหาก ถ้าลูกเผาบ้านหลังนี้จริงๆ ลูกของแม่อาจติดคุกนะลูก แม่ไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น” นางพยายามหว่านล้อม “แม่รู้ว่าลูกโกรธ ยังไงก็ใจเย็นๆ ก่อนดีไหมฮึ ส่งน้ำมันนั่นมาให้แม่สิคนดี” ว่าจบก็เอื้อมมือไปรั้งแกลอนน้ำมันออกจากอุ้งมือใหญ่ แต่นางก็ผิดหวัง เมื่อลูกชายตัวดีไม่ยอมให้ง่ายๆ

“คุณแม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะครับ ผมรับรองด้วยเกียรติ ว่าคืนนี้ คุณแม่จะไม่เห็นบ้านหลังนี้วอดเป็นจุลอย่างแน่นอน คุณแม่สบายใจได้ครับ” ชายหนุ่มยอมรับปาก ด้วยน้ำเสียงติดจะเยือกเย็น จากนั้นก็ร้องสั่งแม่บ้านคนสนิท ซึ่งยืนทำหน้าเหมือนร้องไห้อยู่ไม่ไกล “ป้าหวานครับ พาคุณแม่กลับบ้านไปพักเถอะ ส่วนทางนี้ ผมจะจัดการเอง”

“แต่...” แม่บ้านใหญ่ทำท่าอิดออด

“ถ้าป้าอยากให้ผมเผาบ้านหลังนี้ ป้าก็อยู่ดูสถานการณ์ก่อนก็ได้นะครับ”

คนที่ยืนรายล้อมอยู่รอบๆ ได้แต่ทำหน้าเหมือนกลืนอาหารพิษลงคอ ผู้นำของบ้านจึงพยักหน้าให้ทุกคนแยกย้ายกันไป ปล่อยให้ลูกชายตัวดี ยืนตีหน้ายักษ์อยู่ตรงนี้ ดูท่าทางคงอ่อนลงมาก เชื่อแน่ว่าไม่ลุกมาบ้าดีเดือด ทำตัวเป็นคนชั่ว เผาบ้านคนอื่นอีกหรอก

เมื่อทุกคนอันตรธานหายไปหมด ชายหนุ่มก็ได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความเดือดดาล อยากรู้นักว่าแม่ตัวดี ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ดวงตาเอาเรื่องจึงกราดมองรอบๆ ตัว และต้องแสยะยิ้ม เมื่อเสียงรั้วหน้าบ้านดังกึกกัก ดูท่าทางคุณเธอคงกลับมาเสียที ดี! มาตอนนี้ เขาจะต้อนรับเธอด้วยการเผาบ้านที่เธอหวงนักหวงหนา ให้มอดไหม้ไม่เหลือซาก

มือแข็งแรง กำลังจะราดรดน้ำมันซึ่งเป็นเชื้อเพลิง ชะงักเล็กน้อย เมื่อคำมั่นที่เพิ่งให้ไว้กับมารดาผุดขึ้นมาให้นึกคิด เรียวปากหยักร้อนผ่าวถึงกับถูกกัดไว้ด้วยฟันเรียงซี่สะอาด กลอกตาไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย

“คุณภพ!” เสียงตื่นๆ ร้องเรียกอยู่เบื้องหลัง

“กลับมาได้แล้วหรือแม่ตัวดี ไม่ทราบเธอคลานกลับหรือยังไงฮ้า มันถึงได้ช้าจนมืดค่ำแบบนี้”

ดวงตาของคนพูด กราดมองร่างบางราวกับจะฉีกเนื้อออกมาเหยียบเล่น ปากหยักจะกระตุกขึ้นน้อย แล้วยกแกลอนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นมาดู

“เธอมาได้จังหวะพอดีเลยนะลูกหว้า ฉันกำลังจะเผาบ้านไม้โสโครกอยู่เลยเชียว”

“อย่านะคะ อย่าเผาบ้านของฉันเลย”

กลีบปากเต้นระริก นำพาเรียวขาเจียนหมดแรงปรี่มาหาคนตัวโต คว้าท่อนแขนกำยำไว้แน่น สบสายตามองเขาด้วยม่านน้ำจางๆ เอ่อล้น และไหลอาบแก้มนิ่มเป็นทางยาว “ฉันขอร้อง อย่าเผาบ้านหลังนี้เลยนะคะ ให้ฉันกราบ ฉันก็ยินดี” มือน้อยยกขึ้นประกบเป็นพุ่มไหว้ อ้อนวอนขอร้องด้วยน้ำตานองหน้า

“กราบฉัน ขอร้องฉันอย่างนั้นหรือ เรื่องคงไม่เป็นแบบนี้ หากเธอรู้จักกลับมาตั้งแต่สามชั่วโมงก่อน” เสียงเครียดเค้นผ่านไรฟันสีขาว มือหนาคว้าหมับเข้าที่เรียวแขนสลักเสลา ออกแรงกดปลายนิ้วลงอย่างลงทัณฑ์ “ฉันถามจริงๆ เถอะ เธอเอาแต่เอ้อระเหยอ่อยผู้ชายอยู่หรือยังไงไม่ทราบ ถึงได้กล้าขัดคำสั่งฉันแบบนี้” เสี้ยวหน้าของภีรภพวาวโรจน์ด้วยไฟโกรธแผดเผา จนหน้าแทบไหม้

“เปล่านะคะ คือฉัน...” พยายามหาเหตุผลมาอธิบาย “คือว่า...”

“หุบปาก! ต่อให้เธอชักแม่น้ำทุกสายในประเทศมาพูด ฉันก็ไม่มีทางเชื่อผู้หญิงตอแหลอย่างเธอ”

คำด่าทอสุดร้ายกาจ มาพร้อมกับแรงมือเหวี่ยงร่างแน่งน้อยจนล้มลู่ฟุบอยู่กับพื้นหญ้า “ฉันเป็นคนรักษาคำพูด ในเมื่อเธอกลับช้า ฉันก็ต้องเผาบ้านหลังนี้ ยืนไว้อาลัยให้มันซะสิ หลังจากนี้ เธอก็นอนกลางดิน กินกลางทรายไปก็แล้วกัน” จบคำ ปลายเท้าแข็งแรง ก็มุ่งหน้าไปยังประตูบ้าน ยกแกลอนน้ำมันขึ้น หวังจะราดลงบนกรอบประตู แต่ว่า...ข้อเท้าแน่นๆ กลับถูกมือบางของสลิลลาคว้าห้ามเอาไว้

“ฉันกราบค่ะ คุณภพอย่าเผาบ้านฉันเลย ได้โปรด...”

มือน้อยๆ ประนมกราบวิงวอนเขา “ฉันสัญญา ว่าต่อไปนี้จะทำตามคำสั่งของคุณภพทุกอย่าง ” ปากสั่นๆ ขอร้องเขาด้วยน้ำตานองหน้า มือน้อยๆ กอดขาคนตัวโตไว้แน่น ต่อให้เขาดึงดันจะเดินต่อ โดยลากตัวเองไปกับพื้นเธอก็ไม่โอดครวญสักคำ

“ได้โปรด...”

เรียวปากอุ่นร้อนจูบเบาๆ เข้าที่หลังเท้า “อย่าเผาบ้านของลูกหว้าเลย...”

เจ้าของร่างสูง กำลังแหงนเงยหน้ามองฟ้า หลับตาและลืมตาสลับกันเป็นสิบๆ ครั้ง เสียงอ้อนวอนสั่นเครือ ไม่ต่างจากมีดเล่มเล็กๆ นับพันที่พร้อมกันปักลงกลางใจแกร่ง จนตอนนี้มันแผ่วล้าเจียนขาดสะบั้น

ชายหนุ่มยืนแข็งทื่อให้สลิลลาได้อ้อนวอนและขอร้องอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งยอมใจอ่อน วางน้ำมันเชื้อเพลิงลงข้างๆ โน้มตัวลงมาแกะมือเล็กออกจากข้อเท้า แล้วรั้งให้ยืนขึ้นเต็มความสูง มือแกร่งทั้งสองข้าง ยึดช่วงไหล่มนไว้ และเขย่าจนร่างแน่งน้อยหัวสั่นหัวคลอน

“เลิกร้องไห้ได้แล้วลูกหว้า คืนนี้ฉันจะไม่เผาบ้านของเธอ”

สั่งพร้อมกับปล่อยร่างเล็กให้เป็นอิสระ ปลายนิ้วแข็งแรงเชยคางมนให้แหงนเงยขึ้นสบตา ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วกรีดไล้น้ำตาให้อย่างแผ่วเบา “ถ้าฉันสั่ง เธอพร้อมจะทำทุกอย่างใช่หรือเปล่า” ริมฝีปากร้อนผ่าวกล่าวด้วยเสียงทุ้มน่าฟัง นิ้วแกร่งยังคงปาดป้ายคราบน้ำตาออกจากแก้มนวล

“ต่อไปนี้ ฉันขอสั่ง ห้ามเธอร้องไห้”

สลิลลาได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก กะพริบตาไล่น้ำร้อนๆ ซึ่งไหลปริ่มขอบตา

“ห้ามเธอพูดจาโต้เถียงฉัน ห้ามออกจากที่นี่โดยที่ฉันไม่ได้สั่ง ห้ามยิ้มหรือมองผู้ชายคนอื่น ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใครก็ตาม และต่อไปนี้ เธอต้องแทนตัวเองว่าลูกหว้าตลอดไป เธอทำได้หรือเปล่า”

หญิงสาวลอบกลืนก้อนสะอื้นลงคอ รับปากเขาโดยเร็ว “ค่ะ ลูกหว้าจะทำตามที่คุณภพสั่ง ลูกหว้าจะไม่ทำตัวเหมือนวันนี้อีก”

“ดีมาก!

มุมปากหยักยกยิ้มอย่างผู้มีชัย ขยับปลายนิ้วเกลี่ยไปตามกรอบหน้าสวยอย่างเบามือที่สุด “ตอนนี้ ขึ้นไปอาบน้ำ ปะแป้งหอมๆ แล้วฉันจะขึ้นไปหา และฉันหวังว่าคืนนี้เธอจะตอบแทนฉัน ทำให้ฉันมีความสุขที่สุด”

ดวงตากลมๆ เสหลบไปมองรอบตัว เจ็บเหลือเกินในยามที่เขาเห็นเธอเป็นเพียงสิ่งบำเรอความใคร่ ปากเล็กเม้มแน่นเป็นแถบตรง ก่อนจะกัดฟันรับปากคนใจร้ายด้วยหัวใจเจียนแหลกสลาย

“ค่ะ ลูกหว้าจะทำให้คุณภพมีความสุข สุขอย่างที่คุณภพต้องการ”

“เข้าบ้านได้แล้วเด็กดี แล้วฉันจะรีบมาหา”

นักธุรกิจหนุ่ม จบคำพูดแหบพร่าด้วยการทาบทับปากอุ่นร้อนของตัวเอง เข้ากับกลีบปากอิ่มชื้น บดเคล้าเบาๆ แล้วค่อยๆ ถอยห่างอย่างอ้อยอิ่ง และก่อนที่จะปล่อยให้ร่างบางก้าวเข้าบ้าน ปลายจมูกโด่งๆ ก็กดลงบนซอกคอเนียนเป็นการมัดจำ พร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเคลื่อนขยับเต็มดวงหน้า ซึ่งช่างแตกต่างจากใครบางคนเหลือเกิน

ร่างอรชรซึ่งนำพาตัวเองก้าวเข้ามาในบ้านด้วยแรงระโหยโรยรา ถึงกับเข่าทรุดลงกับพื้นเฉียบเย็น ดวงตาที่มีม่านจางๆ มองบ้านหลังน้อยด้วยความอาทร หากเธอมาช้ากว่านี้ บางทีเธอคงได้กอดเถ้าถ่านสีขาวขุ่นเท่านั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งร้องไห้ คว้าเอาของใกล้ตัวมากอดด้วยความหวงแหน เธอจะยอมทำทุกอย่าง เพื่อปกป้องบ้านหลังนี้ จะไม่ยอมให้คนใจร้ายนั่น เผาวิมารรักของพ่อกับแม่เด็ดขาด ต่อให้เธอต้องขัดขวางเขาจนตัวตายก็ยินดี!

 

“เฮ้อ!...

เสียงคุณอรัญญา สินันทราดลทอดถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม นางกลับเข้ามาพักอยู่ในบ้านร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว แม้จะเชื่อใจในคำพูดของบุตรชาย แต่ด้วยสีหน้าและท่าทางเอาเรื่องที่เห็น ทำให้นางเกิดกลัวใจลูกบังเกิดเกล้าขึ้นมาดื้อๆ ตอนนี้จึงพาลนั่งไม่ติด ต้องเดินวนไปเวียนมา โดยที่มีคนสนิทอย่างป้าหวานคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ

“คุณนายคะ นั่งพักก่อนเถอะค่ะ”

“ฉันนั่งพักไม่ได้หรอก ฉันเป็นห่วงหนูลูกหว้า ไม่รู้ว่าป่านนี้กลับมาหรือยัง”

รำพันออกมาด้วยใบหน้าหม่นเศร้า ดวงตาคอยชะเง้อมองไปยังบ้านไม้ กลัวเหลือเกินว่าจะมีไฟสีแดงฉานลุกไหม้ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ คงต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

“คุณภพคงไม่เผาบ้านหลังนั้นหรอกค่ะ ถ้าเธอจะเผาจริงๆ ป่านนี้คงไหม้หมดแล้ว” แม่บ้านเก่าแก่พยายามปลอบ ก่อนจะรีบแย้มบางๆ เมื่อมองเห็นใบหน้าหล่อเหลามุ่งตรงเข้ามา ดูท่าทางที่นางเห็นในเวลานี้ คุณภีรภพจะใจเย็นลงมาก มากเสียจนผิดสังเกต

ดวงตาสีนิลกราดมองหน้ามารดาและป้าหวานเล็กน้อย เรียวปากเม้มแน่นนั้นเริ่มแย้มบางๆ สืบปลายเท้าเข้าไปใกล้คนเป็นแม่ โอบเอวท่านเอาไว้ด้วยท่อนแขนกำยำ พลางถามด้วยเสียงทุ้มน่าฟัง

“ทำไมคุณแม่ยังไม่ขึ้นไปพักผ่อนครับ นี่ก็ดึกมากแล้ว”

“คือแม่...”

“ผมบอกแล้วไงครับ ว่าผมจะไม่เผาบ้านหลังนั้น ผมไม่มีทางผิดคำพูดหรอก”

ชายหนุ่มว่า ดวงตาทอประกายอ่อนโยน “คุณแม่ขึ้นไปพักผ่อนเถอะนะครับ ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว” มือหนาประคองคนเป็นแม่ให้ก้าวขึ้นสู่ชั้นสองของบ้าน เมื่อท่านยังคงไม่ยินยอมง่ายๆ จึงรีบงัดไม้ตายออกมา “และคุณแม่ไม่ต้องคิดมากนะครับ ตอนนี้ลูกหว้าเขากลับมาแล้ว อีกอย่างผมก็ไม่ได้ทำอะไรเขา รับรองว่าเขาจะปลอดภัยและสบายดีทุกประการ”

“ลูกไม่ได้ทำอะไรน้องจริงๆ นะตาภพ”

“จริงครับ ผมไม่ได้ทำอะไรเธอ รับรองได้ว่า ผู้หญิงคนนั้นจะมีชีวิตไปอีกยาวนาน” ชายหนุ่มยืนกรานเสียงนุ่ม โดยแอบประชดในตอนท้ายของประโยค เมื่อมารดาใจอ่อนก็ได้แต่ยกยิ้มพอใจ แต่คงไม่อาจรอดพ้นสายตาของแม่บ้านเก่าแก่ไปได้ เพราะตอนนี้ ดวงตาอารีคู่นั้นจ้องมองมาอย่างคาดโทษ จนชายหนุ่มรีบสืบเท้าตามคนเป็นแม่ขึ้นไป ท่าทางไม่ต่างจากวัวสันหลังหวะ

หายเข้าห้องพักไปร่วมชั่วโมง ภีรภพ ในชุดนอนลายทางสีฟ้าอ่อน ก็เดินผิวปากออกจากห้องอย่างอารมณ์ดี เป้าหมายของค่ำคืนนี้ ก็คือในห้องนอนสีหวาน บนเตียงกว้างขวาง กับเนินเนื้อขาวผ่อง แค่นึกถึงเรือนร่างสะโอดสะอง นอนยิ้มหวานอยู่กลางเตียง พลันช่วงท้องแข็งแรงก็เกร็งเข้าหากัน ลำคอนั้นร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงอย่างไม่น่าเชื่อ

รอยยิ้มเคลื่อนประดับบนดวงหน้า พลันหายไปในชั่วพริบตา เมื่อคุณแม่บ้านยืนจังก้าอยู่ที่บันไดขั้นแรก

“ป้าหวานมีอะไรหรือครับ” ถามพลางก้าวขายาวๆ มายืนอยู่ใกล้ๆ โน้มปลายจมูกแกร่งหอมแก้มย่นเบาๆ “หรือว่าเอานมอุ่นๆ มาให้ผม ผมไม่ดื่มแล้วนะครับ ผมโตแล้ว”

“ไม่ดื่มนมจากแก้ว แต่จะไปดื่มจากเต้าใช่ไหมคะ”

ปากย่นของคนรู้ทันรีบเอ่ยขึ้นรัวเร็ว ก่อนจะสบมองด้วยดวงตาละห้อย “ป้าขอร้องล่ะค่ะ อย่าทำร้ายคุณลูกหว้าเธอไปมากกว่านี้เลย ป้าสงสารเธอ เธอก็ตัวคนเดียว โดนคุณภพทำร้ายย่ำยีขนาดนี้ ป้าเกรงว่าเธอจะทนไม่ไหวเอานะคะ”

“ผมก็ไม่ได้ทำร้ายเขานี่ครับ เขาทำตัวเองทั้งนั้น”

ความผิดทั้งหมด ถูกโยนไปให้ร่างอรชร “และอีกอย่าง ผมก็ไม่คิดจะบังคับเขาสักหน่อย เราสองคนล้วนยินยอมพร้อมใจ ต่างก็มีความสุขด้วยกันทั้งคู่ ผมไม่เห็นว่าตัวเองจะเอาเปรียบผู้หญิงคนนั้นตรงไหน ผมสุข เธอก็สุข แค่ทุกอย่างที่ผมทำ มันเต็มไปด้วยการแก้แค้นก็เท่านั้นเอง”

“โธ่...คุณภพของป้า กลายเป็นคนใจยักษ์ใจมารถึงเพียงนี้เชียวหรือคะ” ป้าหวานได้แต่โอดครวญ

“ขอบคุณนะครับ ที่เอ่ยชมผม”

เรียวปากหยักยิ้มกว้าง ยักคิ้วให้นิดๆ ราวกับตัวเองเป็นเด็ก ก่อนจะรีบสืบเท้าก้าวยาวๆ หนีห่างคนบ่นให้ตัวเองหูชา โบกมือลาหย๋อยๆ “ไปก่อนนะครับป้า หลับฝันดีครับผม”

แม่บ้านเก่าแก่ได้แต่ส่ายหน้าวืดๆ นางล่ะสงสารคุณลูกหว้าเหลือเกิน แต่เวทนาสุดๆ ก็เห็นจะเป็นเจ้าของแผ่นหลังแข็งแกร่งนั้น ช่างไม่รู้ตัวเสียบ้างกระไร ว่ายิ่งทรมานอีกฝ่ายมากเท่าไร ตัวเองก็ต้องเจ็บเจียนขาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ นางก็ได้แต่หวัง ว่าสักวันหนึ่ง ความแค้นซึ่งสั่งสมอยู่ในหัวใจนายน้อยจะเบาบางลงเสียบ้าง บ้านทั้งสองหลังนี้ จะได้กลับมาร่มเย็นเป็นสุขเหมือนเช่นเมื่อก่อนเสียที ไม่ต้องอยู่กันอย่างอกสั่นพรั่นพรึง จะกินจะนอนก็หวาดกลัวจะเป็นเรื่องเป็นราวไปเสียหมด

 

เพียงแทรกกายแกร่งเข้าสู่ห้องสีหวานของสลิลลาได้ ช่วงขาเพรียวกำยำก็นำพาเรือนกายแกร่งกระโจนขึ้นสูงกลางเตียง ทาบทับเรือนร่างนุ่มๆ ซึ่งอยู่ในชุดนอนผ้านุ่ม รั้งเสื้อนอนออกเหนือศีรษะเล็ก ก่อนจะวกลงมารั้งกางเกงตัวนิ่มแนบเนื้อ พร้อมกับกางเกงในตัวจิ๋วให้หลุดร่วม ปลายจมูกโด่งๆ และปากหยักได้รูป พร้อมใจกันทำหน้าที่อย่างไม่มีบกพร่อง

เสียงเครือแหบห้าวดังพร่าอย่างพอใจ เพราะเวลานี้ ร่างอ้อนแอ้นเนื้อนุ่มๆ ยินยอมพร้อมใจร่วมสมรภูมิราคะด้วยกัน เธอไม่อิดออด ไม่คัดค้าน หนำซ้ำยังร่วมลงมือด้วยในทุกๆ ด้าน จนตอนนี้ เสี้ยวหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้มพอใจ สุขจนจุกไปทั้งอก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและยาวนาน ร่วมครึ่งชั่วโมงเต็มนั่นแหละ ถึงได้ครางกระเส่ากันจนลั่นห้อง

ลมหายใจในภาวะปกติ ถูกระบายออกผ่านปลายจมูกโด่งๆ ซึ่งรินรดกลุ่มผมนุ่มสลวย ตอนนี้ชายหนุ่มให้สลิลลานอนหนุนต้นแขน ขณะที่รั้งเรียวแขนสลักเสลามาวาดผ่านเอวสอบ จึงเป็นภาพทั้งคู่ นอนกอดกันด้วยท่าทีรักใคร่ ติดแค่ว่า เจ้าของร่างบอบบาง นอนด้วยท่าทีเหมือนคนไร้วิญญาณก็เท่านั้นเอง

“ลูกหว้า...” ชายหนุ่มกระซิบเรียก ด้วยโทนเสียงนุ่มนวล

“คะ” เธอขานรับ ทั้งๆ ที่ดวงตาทั้งสองข้างปิดลง

“เมื่อครู่ ฉันมีความสุขมาก” ว่าด้วยนัยน์ตาทั้งสองข้างเต้นระริก “ฉันยังต้องการเธออีก ต้องการไม่รู้เบื่อ”

“ลูกหว้าตามใจคุณภพค่ะ”

พยายามบังคับเสียงตัวเองให้เป็นปกติ ไม่ให้สั่นเครือ ทั้งๆ ที่หัวใจเล็ก เอ่อล้นไปด้วยความเจ็บเจียนขาดใจ เขาก็แค่เห็นเธอเป็นบ่อระบายความใคร่ เอาไว้ระบายความพยาบาทอาฆาตแค้น อยากได้ อยากลงทัณฑ์ให้เธอบอบช้ำไปทั้งเนื้อทั้งใจ

            “รู้ไหม ฉันอยากให้เธอน่ารักแบบนี้ไปตลอด”

            “ค่ะ ลูกหว้าจะเชื่อฟังทุกอย่าง”

เธอตอบรับคำสั่งนั้นอย่างเร็วรี่ พลิกกายซุกดวงหน้าเข้ากับแผงอกกว้าง บังคับให้ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม หากเธอและเขา ไม่มีความแค้นมากั้นกลาง เธอคงรู้สึกดีเหลือเกิน ในยามได้กอดเรือนกายแน่นๆ ของผู้ชายคนนี้

            ขณะปากหยักได้รูปกำลังคลี่ยิ้มกว้าง วาดฝ่ามือลูบแผ่วๆ เข้าที่ไหล่มน ปลายนิ้วเคาะเนื้อนุ่มเด้งด้วยความพอใจ ก่อนจะรีบเอ่ยปากในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา “ลูกหว้า พรุ่งนี้เธอไปอยู่คอนโดของฉันนะ ที่นั่นอยู่ใกล้ๆ บริษัท ฉันจะได้ไปหาเธอได้ตามแต่ใจต้องการ ไม่ต้องขับรถไกลๆ กลับบ้าน เหมือนที่ทำอยู่ในตอนนี้”

            เธอต้องกัดปากของตัวเองเอาไว้ ไปอยู่ที่นั่น หรืออยู่ที่นี่ ฐานะของเธอก็คือนางบำเรอ

            “แล้วบ้าน...” เอ่ยด้วยเสียงตะกุกตะกัก

            “บ้านหลังนี้ ฉันจะให้ป้าหวานดูแลให้ ถ้าเธออยากกลับมานอนค้าง ฉันก็จะพามา ดีไหมฮึ!

ปลายจมูกโด่งๆ จมลงบนกลุ่มผมนุ่มสลวย ขณะมืออีกข้าง กำลังวาดผ่านเอวเล็ก และจดจ่ออยู่กับสะโพกเล็กเปลือยเปล่า ผิวเนียนละเอียดที่ได้สัมผัส ทำให้มือสากระคายยากนักจะถอนออกห่าง เขาอยากจับและลูบไล้อย่างไม่ยอมปล่อย

            “ถ้าอย่างนั้น ลูกหว้าไปเก็บของนะคะ” เธอบอกเขาด้วยเสียงอ่อยๆ

            “ไม่ต้องหรอก ฉันจะให้คนจัดเตรียมไว้แล้ว เธอก็แค่ออกเดินทางพร้อมฉันในวันพรุ่งนี้ ส่วนเรื่องคุณแม่ฉันจะเป็นคนบอกท่านเอง” เสียงกร้าวเอ่ยรัวเร็ว แล้วพลิกกายให้ร่างเล็กจมลงไปกับที่นอน ก่อนจะทาบทับเรือนร่างหนั่นแน่นของตัวเอง แนบชิดเรือนกายเล็กจนไร้ช่องว่าง “ฉันดีใจเหลือเกิน ที่เธอจะไปอยู่ใกล้ๆ ฉันตลอดเวลา”

            อยู่ใกล้ๆ เพื่อให้คุณฉีกเลือดฉีกเนื้อฉันเป็นชิ้นๆ ใช่ไหมคะ สลิลลาถามเขาอยู่ภายในใจ

            หลังจากนั้น ดวงตากลมเล็ก รีบเสหลบมองไปยังผนังห้อง ปล่อยให้ปลายจมูกโด่งๆ ของคนตัวโต ลากไล้ผ่านลำคอผ่องขาว และจมลงไปยังเนินอก ปากของเขาอ้อยอิ่งอยู่บนทรวงอกอิ่ม ซึ่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ อดตัวสั่นไม่ได้ ในยามที่ช่วงขาแข็งแรง สอดกั้นเรียวขาเล็กของตัวเอง และต้องกัดปากอิ่มกั้นเสียงคราง เมื่อความร้อนผ่าว จ่ออยู่กับจุดอ่อนไหว

            เธอหลับตาลง ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามแรงปรารถนา ตัวเธอเองทำได้แค่เพียงตอบรับทุกจังหวะจะโคลน ซึ่งมีเขาสาดซัดลงมาหา ยินยอมให้เขาได้กลืนกินเรือนร่าง ให้ฝ่ามือร้อนผ่าวคู่นั้นได้คลึงเคล้น หรือแม้กระทั่งจับร่างของเธอถาโถมไปตามทำนองรักสุดร้อนแรง เพราะไม่ว่าจะกี่ครั้งหรือกี่หน เธอก็ไม่อาจต้านทานเสน่ห์อันแรงกล้าของผู้ชายคนนี้ได้เลย ทุกครั้งต้องพ่ายแพ้อยู่ร่ำไป


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha