เศษรักอสูร

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : ใจมันร้าว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 5

ใจมันร้าว

 

แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านช่องผ้าม่านเข้ามาสู่ด้านใน ทำให้คนหลับสนิท เพราะความอ่อนเพลียซึ่งลามเลียไปทั่วร่าง ต้องทำหน้าย่นแล้วค่อยๆ ปรือตาขึ้นรับกับแสงสว่างของวันใหม่ มือบางขยับเกลี่ยเส้นผมซึ่งระไปตามกรอบหน้า เปิดตาสะลืมสะลือให้มองภาพได้ชัด ก่อนจะค่อยๆ ดิ้นขยับ หากติดท่อนแขนกำยำพาดผ่านเอวเล็กเอาไว้ เธอจึงจับแขนของเขายกออกอย่างแผ่วเบา

ร่างบางเดินตัวเปล่า ไปหยิบเอาชุดคลุมมาห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ มัดปมผ้าให้แน่นๆ จากนั้นถึงเดินไปหยิบเสื้อผ้าซึ่งถูกโยนทิ้งดาษเดื่อนบริเวนพื้นห้อง หอบเอาไว้แนบอกแล้วจับใส่ตะกร้า

ทว่า...ถึงกับต้องยกมือปิดปากตัวเองไม่ให้กรีดร้อง เมื่อสายตาปะทะกับรอยลิปติกสีแดงสด หลายร่องรอยพาดผ่านอยู่บน

ปกเสื้อ ช่วงไหล่ แม้แต่บนแผงอกกว้าง เธอก้มหยิบขึ้นมาดอมดม ก็ได้กลิ่นน้ำหอมไม่เคยคุ้น จนต้องรีบสูดลมหายใจเข้าปอด ระงับอาการหน้าร้อนผ่าว ซึ่งตัวเองก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ ระหว่างความโกรธ ชิงชัง หรือแม้กระทั่ง หึงหวง

ทำไมเมื่อคืนเธอไม่สังเกตเห็น ทำไมเมื่อคืนเธอถึงได้ตาฝ้าฟางขนาดนี้ ธุระที่เขาไปทำก็คงไม่พ้นเรื่องอย่างว่ากับผู้หญิงคนอื่น มือบางกำเนื้อผ้าอยู่เช่นนั้น อัดแน่นเข้าหากันจนผ้ามีรอยยับย่นนับสิบๆ รอย ดวงตาเจ้าของมือแดงก่ำ ม่านน้ำจางๆ เริ่มเอ่อล้น และไม่นานมันก็ไหลเป็นทางยาว หยดเปื้อนลงบนเสื้อของคนใจร้ายจนเป็นรอยด่าง

แพขนตาชุ่มฉ่ำไปด้วยละอองน้ำ กะพริบตาปริบๆ ไล่ความเจ็บร้าวเกาะกินหัวใจ เธอเลือกวางผ้าลงใส่ตะกร้าเตรียมซักเช่นเดิม นำพาร่างระหงซึ่งซวนเซจวนลมคะมำ หายเงียบเข้าไปอยู่ในห้องน้ำ ปิดกั้นตัวเองให้ห่างจากเขา แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามที

สลิลลาขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำร่วมชั่วโมงเต็ม ก่อนจะก้าวออกมาพร้อมเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาว หากใบหน้านวลไม่ได้สดชื่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย มันกลับละห้อย และขอบตายังบวมเจ่อ ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม แต่เพียงเงยหน้าขึ้นจากปลายเท้าแล้วมองเห็นคนตัวโต นั่งนิ่งๆ อยู่บริเวณปลายเตียง ขาของเธอก็เกิดสั่น จนแทบจะกัดฟันเดินต่อไปไม่ไหว

“ไปอาบน้ำ ทำไมไม่ปลุกฉันฮึ!

ซุ่มเสียงของคนพูด ส่อแววไปทางตำหนิ ช่วงขาแข็งแรงเดินเร็วๆ มาคว้าเอวคอดกิ่วไปแนบชิด โน้มลงมาใกล้ แล้วใช้ปลายจมูกโด่งๆ กดแก้มเนียนจนเป็นรอยบุบบุ๋ม

“อาบน้ำใหม่ๆ แบบนี้ แก้มเธอยิ่งหอมนะลูกหว้า” พูดพลางเคลียคลออยู่ข้างแก้ม

แต่คนถูกชม ได้แต่ยืนกลั้นสะอื้น กะพริบตาถี่ๆ ไล่ความอุ่นร้อน เธอไม่รู้ว่าแขนล่ำคู่นี้ ไปกอดใครมาบ้างเมื่อคืน จมูกของเขา ผ่านแก้มผู้หญิงมากี่คน คำหวานน่าฟังพวกนี้ คงโปรยลงเหมือนสายฝน ซึ่งคนอื่นๆ ก็คงได้รับเช่นเดียวกับเธอ แต่อิสตรีพวกนั้น คงไม่ถูกด่าทอและสาดความเกลียดชัง ความขยะแขยง เช่นเดียวกับเธอหรอก

อาการนิ่งเงียบของคนในอ้อมแขน ไม่หือไม่อือใดๆ ทำให้ปื้นคิ้วเข้มต้องเลิกขึ้น มือหนาค่อยๆ ดันร่างอ้อนแอ้นให้ออกห่าง เมื่อใบหน้างามเบือนหนีอย่างแง่งอน จึงรีบยึดคางเล็ก แล้วจับดวงหน้าสวยๆ ให้แหงนเงยสบตา

“เป็นอะไร” น้ำคำเริ่มกระด้าง

“เปล่าค่ะ” เธออ้อมแอ้มตอบเขา

“เปล่า...”

ภีรภพลากเสียงยาวอย่างไม่เชื่อ มือหนาปล่อยจากคางเรียวอย่างแรง พ่นลมหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันมาจ้องกรอบหน้าเล็กด้วยใบหน้าถมึงทึง “รู้ไหม คำว่าเปล่าของเธอเนี่ย มันหมายความว่าตัวเธอน่ะมีปัญหา และฉันอยากรู้ว่ามันคืออะไร ตื่นขึ้นมาแทนที่จะเจออะไรเจริญหูเจริญตา กลับต้องมาทนเห็นขอบตาบวมๆ กับอาการตัวสั่น ใบหน้างอเป็นจวัก ถามจริงๆ เถอะ เธอไม่สงสารลูกกะตาฉันบ้างเลยหรือไง” ถ้อยคำห้าวเข้มสาดใส่หน้าเป็นชุดใหญ่

“ขอโทษค่ะ ลูกหว้าจะไม่ทำอีก”

รีบบอกเขาแล้วก้าวเดินหนีซะดื้อๆ แต่เพียงเธอขยับ เรียวแขนสลักเสลาก็ถูกคว้าหมับ

“ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง เธอจะรีบหนีไปไหนฮ้า!

“ลูกหว้าไม่ได้หนีค่ะ แค่จะไปแต่งตัว แล้วจะรีบเตรียมอาหารเช้าให้คุณทาน”

ตอบออกมา ทั้งๆ ที่ใบหน้าเสหลบมองไปยังผนังห้อง อยากจะปลดอุ้งมือร้อนผ่าวซึ่งบีบแขนตัวเองจนเจ็บร้าวนี้ทิ้ง แต่เธอก็ทำได้เพียงอดทน ต่อให้เจ็บแค่ไหนก็ไม่ร้องโอดครวญ เขาจะได้เลิกรำคาญหูรำคาญตา และปล่อยเธอไปเสียที

“เชิญ!” ซุ่มเสียงตะคอกดังลั่น อุ้งมือหนาใหญ่ปล่อยแขนเล็กอย่างแรง จนร่างแน่งน้อยซวนเซ

สลิลลากะพริบตาปริบๆ พยายามประคองตัวให้เดินไปยังตู้เสื้อผ้า แต่แค่ออกห่างเจ้าของร่างสูงใหญ่เพียงไม่กี่ก้าว น้ำตาเจ้ากรรมก็พาลไหลจนเปื้อนแก้ม ต้องรีบยกมือน้อยๆ ของตัวเองปาดป้ายทิ้ง แล้วหยิบเอาเสื้อผ้าที่แขวนอยู่มาสวมใส่ ไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าชุดที่ตัวเองหยิบจะหวานแหววและเซ็กซี่เพียงใด

ร่างบางในชุดเดรสสีชมพูอ่อน ดูพลิ้วไหวและน่ารักไปทั้งเนื้อทั้งตัว แต่ติดที่ว่าไม้แขวนเสื้อสวยๆ ไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางบนใบหน้า ผมเผ้าก็ยังคงปล่อยให้ยุ่งเหยิง มีเพียงเกลี่ยปลายผมซึ่งระข้างแก้มไปทัดใบหูเพื่อไม่ให้ลุ่มล่ามเท่านั้น ก้าวออกจากห้องแต่งตัว ก็มองไม่เห็นเจ้าของดวงตาแข็งกร้าวอีก เขาคงหายเงียบเข้าไปอาบน้ำกระมัง

เมื่อต้องอยู่กลางห้องกว้างเพียงลำพัง ความรู้สึกเวทนาตัวเองก็แล่นมาจุกจนถึงลิ้นปี่ ต้องรีบส่ายหน้าแรงๆ ระงับอาการทุกอย่างที่เป็น ขยับปลายเท้าก้าวเร็วๆ ไปยังห้องครัว เตรียมมื้อเช้าเป็นแฮมและไข่ดาว รวมทั้งกาแฟร้อนๆ ไว้ให้กับเจ้าของห้อง หลังจากนั้นเธอก็เดินเลี่ยงหลบ ไปอยู่มุมระเบียงห้อง มองโลกเบื้องหน้าด้วยแววตาเลื่อนลอย

อากาศยามเช้าของเมืองกรุง ร้อนจ้าจนชวนให้เหนียวตัว แต่มันคงไม่สามารถ ทำอะไรกับเรือนร่างอ้อนแอ้นนี้ได้ ต่อให้ร้อนจนเหงื่อผุดพราย แต่เธอก็ยังยืนตัวแข็ง เหมือนไม่นำพาต่อชีวิตและเลือดเนื้อของตัวเอง เธออยากให้ความร้อนแรงของพระอาทิตย์ดวงโต แผดเผาร่างกายให้มอดไหม้เป็นจุลเลยด้วยซ้ำไป

เสียงฝีเท้าซึ่งขยับตรงมาใกล้ ทำให้สลิลลาต้องรีบสูดลมหายใจจนเต็มปอด เธอพยายามอย่างยิ่งยวด เพื่อแสดงท่าทีและสีหน้าให้เป็นปกติ ค่อยๆ หมุนกายกลับมาเผชิญหน้า เรียวปากนั้นแย้มบางๆ

“ลูกหว้าเตรียมอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วนะคะ”

“อืม...”

ชายหนุ่มครางรับรู้ในลำคอ ขยับปลายเท้าเข้ามาใกล้ เอื้อมมือบางมากุมพลางบีบเบาๆ “ถามจริงๆ เถอะ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเธอเป็นอะไรกันแน่ ก่อนหน้านี้ เธอออกจะน่ารักน่าใคร่”

“เอ่อ...” หญิงสาวทำเสียงกระอึกกระอักในลำคอ จะบอกเขาได้อย่างไร ว่าเธอโกรธ โกรธที่มีรอยลิปสติกเต็มเสื้อของเขา จึงได้แต่คิดหาคำตอบดีๆ “คือ...ลูกหว้าแค่คิดถึงบ้านเท่านั้นเองค่ะ ขอโทษนะคะ ที่ทำให้คุณภพรำคาญใจ” กล่าวด้วยใบหน้าก้มลงต่ำ กัดปากตัวเองข่มความร้าวรานไว้ ถือโอกาสนั้นเอนศีรษะซบลงบนแผงอกกว้าง

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ”

“โธ่...นึกว่าเรื่องอะไร ห่างบ้านแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็คิดถึงซะแล้ว เอาเป็นว่า ถ้าว่างๆ ฉันจะพากลับไปเยี่ยม ช่วงนี้ก็ทำตัวดีๆ ว่าง่ายๆ รู้ไหมฮึ!”เจ้าของคำพูด ขยับมือลูบผมนุ่มสลวยไว้แผ่วเบา รอยยิ้มแห่งชัยชนะระบายไปทั้งกรอบหน้า

“ค่ะ” ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักอยู่กับอกกว้างของเขา วาดเรียวแขนเล็กโอบกอดร่างนี้เอาไว้ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกจริงๆ ที่ตัวเองซ่อนเอาไว้เบื้องลึก ไม่นานเธอก็ผละห่าง แล้วจับจูงเจ้าของร่างใหญ่ ปรี่ไปยังโต๊ะอาหาร นั่งมองเขาทานมื้อเช้าซึ่งเตรียมไว้ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แม้ภายใต้กรอบหน้าสวยๆ นั้น จะเต็มไปด้วยความทุกข์ใจก็ตาม

 

เขาออกจากห้องไปแล้ว หยิบกุญแจรถและกระเป๋าสตางค์ติดมือไปด้วย เธอไม่รู้หรอกว่าเขาจะไปแห่งไหน ทำอะไร และอยู่กับใคร ถ้าคิดอย่างปกติ เขาคงออกไปทำงานที่บริษัท และถ้าคิดอย่างแง่งอน เขาคงไปอยู่กับผู้หญิงสักคน อาจจะเป็นเจ้าของร่องรอยลิปสติกเปื้อนเต็มเสื้อนั่นก็เป็นได้

เสียงประตูห้องถูกเคาะแผ่วเบา ร้อนจนร่างบางต้องสะดุ้งตัวโก่งเพราะความตกใจ แต่ปลายเท้าเล็กก็ตัดสินใจเดินเร็วๆ มองผ่านกล้องดูด้านนอก เมื่อเห็นหญิงร่างท้วมวัยกลางคน ดูท่าทางไว้ใจได้ จึงเปิดประตูออกกว้าง

“ป้ามีอะไรหรือคะ” ถามพลางมองอุปกรณ์ซึ่งอีกฝ่ายถือติดมือมา

“ป้าชื่อดวงค่ะ เป็นแม่บ้านดูแลคอนโดของคุณภพ เอ่อ...ป้าจะมาเก็บกวาดห้อง แล้วก็มานำผ้าไปซักค่ะ”

“แต่...” สลิลลาทำท่าคัดค้าน เธอไม่รู้จักป้าคนนี้เลยสักนิด จึงมองด้วยความระแวดระวัง

หญิงร่างท้วมได้แต่ฉีกยิ้ม เมื่อเห็นแววตาไม่วางใจ จึงรีบกดโทรศัพท์มือถือ ไปยังเบอร์นายน้อยผู้จ้างวานตัวเองมาร่วมห้าปี พูดคุยอยู่สักพักก็ยื่นโทรศัพท์ให้สาวสวยรุ่นลูกรุ่นหลาน พลางว่า “คุณภพเธอจะคุยด้วยค่ะ”

มือบางสั่นเทา จำต้องรับโทรศัพท์มาพูดสาย เธอได้แต่ตอบรับ ค่ะๆ เป็นสิบๆ คำ หลังจากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์คืนให้คนเป็นเจ้าของ เดินเลี่ยงเชิญป้าดวงเข้ามาด้านใน ปล่อยให้คุณแม่บ้านได้ทำโน่นทำนี่ ส่วนตัวเองนั้น เลือกนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เปิดเพลงเศร้าซึ้งเคล้าคลอบรรยากาศเงียบกริบ ปล่อยให้สมองนั้นว่างเปล่าและขาวโพลน ราวกับร่างนี้มีเพียงชีวิตซึ่งขาดจิตวิญญาณ

ผ่านไปร่วมสองชั่วโมง ป้าดวงก็ขอตัวกลับ ในมืออวบๆ นั้น มีตะกร้าผ้าขนาดย่อม แต่เธอก็เลือกเดินเร็วๆ ขัดขวางเอาไว้

“ป้าคะ ขอเสื้อตัวนั้นให้ลูกหว้านะคะ”

ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยังเสื้อเชิ้ตสีขาว ซึ่งมีร่องรอยสีแดงปาดป้ายหลายจุด “เดี๋ยวลูกหว้าจะซักเสื้อตัวนั้นเองค่ะ” เธอบอกเหตุผล เมื่อป้าดวงยื่นเสื้อให้ จึงได้แต่อ้อมแอ้มขอบคุณ

พ้นแผ่นหลังคุณแม่บ้าน ซึ่งหายไปจากห้องร่วมสิบนาที มือบางยังคงกุมเสื้อของชายหนุ่มไว้แน่น เธออยากจะเก็บมันไว้ตอกย้ำให้ตัวเองได้จดจำ ว่าเนื้อตัวของเขา ผ่านรอยจูบของผู้หญิงคนอื่น เธอไม่ใช่เจ้าของร่างกายนี้แต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าวันนี้ หรือพรุ่งนี้ เธอก็ไม่มีสิทธิ์หวงร่างกายของภีรภพ สินันทราดล แม้เพียงเสี้ยวเล็บก็ไม่มีสิทธิ์

ได้แต่คลี่ยิ้มจืดเจื่อน สลับกับขบขันตัวเอง ร่างบางเดินปรี่ไปยังห้องน้ำ เสื้อที่ติดมือถูกขยุ้มจนยับยู่ยี่ มือบางเลือกจะซักและขยี้ทุกรอยลิปสติกด้วยตัวเอง แต่ไม่ว่าจะขยี้กี่ร้อยกี่พันครั้ง ร่องรอยมันก็ยังคงติดจางๆ เธอพยายามอยู่ครึ่งชั่วโมงเต็ม เสื้อของคนใจร้ายก็สะอาดเอี่ยม นำไปตากไว้มุมระเบียงห้อง ปล่อยให้แสงแดดจ้าสาดใส่ให้แห้งสนิท

ขณะร่างบางยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ในคอนโดหรู ผู้บริหารหนุ่มกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ช่วงเช้าก็หมดเวลาไปกับการประชุมเรื่องแผนการตลาด และนาทีนี้ จมอยู่กับยอดจำหน่ายรถยนต์ ถึงแม้จะมียอดขายและลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน สิ่งที่บริษัทต้องทำงานเพิ่มเติม นั่นคือบริการหลังการขาย ห้ามไม่ให้ด้อยกว่าแห่งใดในประเทศ ไม่เช่นนั้น ฐานลูกค้าอาจเสียหายได้

ภีรภพกำลังทำหน้านิ่ว ยุ่งอยู่กับเอกสารกองพะเนิน กว่าจะได้ผ่อนคลาย เวลาก็เกือบบ่ายคล้อยเต็มที ดังนั้น เพียงลงนามเอกสารปึกสุดท้ายแล้วเสร็จ เรือนกายล่ำๆ ซึ่งถูกอาการเมื่อยขบลามเลีย จึงยืดตัวเต็มความสูง และบิดเนื้อเอี้ยวตัวให้ผ่อนคลาย ก่อนจะนำพาตัวเองก้าวออกจากห้องผู้บริหาร พร้อมกับกุญแจรถคันโปรด เป้าหมายปลายทางก็คือคอนโดหรูหรา สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

เรือนร่างกำยำ ก้าวเข้าห้องในเวลาเกือบสี่โมงเย็น ปลายเท้าแข็งแรงรีบก้าวยาวๆ เข้าไปใกล้ร่างบาง ซึ่งนั่งนิ่งเป็นหุ่นอยู่บนโซฟากลางโถงกว้าง กดปลายจมูกโด่งๆ จมไปกับข้างแก้มนุ่ม สูดกลิ่นยวนๆ เข้าปอดไปฟอดใหญ่

“รู้ไหม ว่าฉันคิดถึงเธอ”

บอกออกมาตามความรู้สึกแท้จริง มือร้อนผ่าววางทาบไหล่มนทั้งสองข้างแล้วลูบไล้แผ่วเบา “เธอเหมือนยาเสพติดขนานเอกของฉันเลยนะลูกหว้า ห่างกันไม่ถึงสิบชั่วโมง ฉันแทบขาดใจ”

“ขอบคุณค่ะ ที่คิดถึงผู้หญิงไร้ค่าคนนี้” อ้อมแอ้มกล่าว ท้ายประโยคนั้นเบาหวิวจนคนฟังแทบไม่ได้ยิน จึงถือโอกาสนั้นฝืนยิ้มกว้างขวาง  “กลับมาเหนื่อยๆ ลูกหว้าไปหาน้ำดื่มเย็นๆ มาให้นะคะ”

“ไม่ต้องหรอก แค่มีเนื้อหอมๆ เป็นรางวัลก็พอแล้ว”

เจ้าของคำพูดทำตากะลิ้มกะเหลี่ย “ถ้าอย่างนั้น ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ แล้วเจอกัน” จบประโยค ชายหนุ่มก็กดจมูกโด่งๆ นั้นลงบนขมับอิ่มเต็มรัก รีบสืบเท้าหมุนกายไปยังห้องน้ำ ด้วยความสบายอารมณ์ หากหันกลับมามองเบื้องหลัง คงจะเห็นร่างแน่งน้อยทิ้งแผ่นหลังแนบพนักพิงโซฟา และตัวสั่นเทิ้มเพราะร้องไห้โฮ

สลิลลานั่งตัวแข็งทื่ออยู่แบบนั้น ร่วมสิบนาทีถึงได้ขยับกาย เดินไปเตรียมเสื้อผ้าลำลองไว้ให้คนตัวโตได้สวมใส่ หลังจากนั้นคิดว่าจะหมุนกายไปยังห้องครัว เตรียมมือค่ำให้เขา ทว่าเสียงห้าวซึ่งตะโกนออกจากห้องน้ำ ทำให้ปลายเท้าเล็กๆ ต้องชะงักงัน

“ลูกหว้า มาอาบน้ำด้วยกันสิ วันนี้ฉันจะพาเธอไปทานมื้อค่ำข้างนอก”

“...”

คนที่ต้องตอบคำถามนั้น ได้แต่เม้มกลีบปากเป็นแถบตรง

“รีบๆ เข้ามา อย่าขัดคำสั่งฉัน”

คนเอาแต่ใจตะเบ็งบอกอีกครั้ง พลางกระชากบานประตูห้องน้ำให้เปิดกว้าง เดินออกมาท่ามกลางฟองสีขาวเต็มเรือนกาย อวดเรือนร่างและหุ่นน่าฟัดของตัวเองอย่างไม่คิดจะอาย

มือเล็กบางแทบจะยกปิดหน้าปิดตาตัวเองจ้าล่ะหวั่น เมื่อเปรตชีเปลือยเดินโทงๆ ปรี่มาหา เขาช่างหน้าด้านหน้าทน หนามากกว่าซีเมนต์คอนกรีต เป็นตัวเธอเองที่หน้าร้อนผ่าว และหลับตาปี๋

“ไม่ต้องหลับตาหรอกน่า เลิกทำเป็นกระดากอายได้แล้ว ฟัดกันมาไม่รู้ต่อกี่รอบ เลิกอายสักที”

ภีรภพบ่นระอา ส่ายหน้าให้สาวช่างอายซึ่งเอาแต่หลับตา ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็ก ดึงๆ ทึ้งๆ ชุดกระโปรงตัวสวยออกจากร่างบาง ถึงแม้เจ้าของร่างจะอิดออดแค่ไหน แต่ด้วยคำขู่อันกร้าวกระด้าง ชายหนุ่มก็สามารถปราบพยศคนตัวเล็กได้อย่างง่ายดาย

ช่วงขาเปลือยเปล่า เต็มไปด้วยละอองน้ำใสแจ๋ว นำพาร่างบอบบางก้าวเข้าห้องน้ำไปด้วยกัน เนื้อตัวขาวสะอาดหมดจรด และกลิ่นรัญจวนใจ รวมถึงผิวพรรณเนียนละเอียดมือ ทำให้ชายหนุ่มมัวแต่สาละวนลูบไล้ ทุกอณูเนื้อของกายเล็ก จึงถูกวาดสำรวจด้วยความเอาแต่ใจ ภีรภพก็ยังคงเป็นมัจจุราชร้ายกาจ บัญชาเอาตามแต่ตัวต้องการ

ร่างอรชรแทบจะหมดแรงแดดิ้น เมื่อเจอสัมผัสวาบหวามวาดผ่านเนื้อนุ่มๆ ของตัวเอง เสียงห้ามแผ่วล้า เริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงครางกระเส่า ปล่อยให้เขาได้จับ ได้ลูบไล้ และครอบครองร่างกาย เธอทำได้เพียงยินยอมและหลับตาพริ้ม ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามจังหวะจะโคลนที่เขาสร้างสรรค์ ต่อให้ฤทธิ์ปรารถนานั้นยาวนานและร้อนแรง เธอก็ต้องยอมรับแต่โดยดี

ใบหน้างามซบสิ้นแรงกับแผงอกนั่นแหละ ท่อนแขนกำยำของหนุ่มนักรักตัวยงถึงได้ช้อนร่างอ้อนแอ้นขึ้นแนบอก วางร่างเปลือยเปล่าขาวโพลนลงบนที่นอนนุ่มด้วยความแผ่วเบา พร้อมกดจมูกโด่งๆ จมลงกับแก้มนิ่มหนักหน่วง

“ฉันให้เธอนอนพัก อีกหนึ่งชั่วโมง เราจะไปดินเนอร์กัน”

คนพูดคลี่ยิ้มกว้าง พอใจเหลือเกินที่มีร่างหอมกรุ่นอยู่เคียงข้าง

            หลังจากนั้น อุ้งมือหนาก็คว้าเอาเสื้อผ้าหญิงสาวเตรียมไว้มาใส่ติดกาย ผิวปากฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ปรายตามองร่างบางหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงบ่อยครั้ง ถ้าเธอว่าง่ายๆ และเชื่อฟัง ไม่ลุกขึ้นมาก่อเรื่องให้รำคาญใจเธอก็น่ารักไม่น้อย

            น่ารัก!

นึกถึงคำนี้แล้วปากหยักก็เหยียดทิ้งอย่างดูแคลน ผู้หญิงคนนี้มีเพียงความน่าใคร่เท่านั้นแหละ ช่วงนี้เขาจะปล่อยให้เธอมีความสุข เอาไว้นึกอยากจะแก้แค้นเมื่อไร ค่อยทำให้เธอตายอย่างช้าๆ ตอนนี้เขาก็แค่กอบโกยเอาเนื้อนุ่มๆ ไว้สนองความอยากตามประสาผู้ชาย บางทีหากเขาอิ่มจนจุก เขาอาจจะปล่อยเธอไปก็ได้ แต่รับรองได้ว่า ไม่ใช่เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

            หางตาดุคม กราดมองร่างบางอีกครั้ง ก่อนจะเดินเร็วๆ ไปคว้าเอาเบียร์ในตู้เย็น ถอดสลักทิ้งแล้วยกกรอกลงลำคอจนหมดกระป๋อง ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา หยิบรีโมตกดดูรายการต่างๆ ในโทรทัศน์ ทว่าเจอแต่รายการอันไม่น่าสนใจ จึงได้เบือนหนีมองไปรอบๆ ตัว พลันสายตาคมกล้ากลับสะดุดอยู่กับเสื้อเชิ้ต ซึ่งแขวนอยู่บริเวณระเบียง

            คิ้วเข้มๆ ย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย เสื้อตัวนั้นควรจะอยู่กับป้าดวง แต่ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ จึงรีบก้าวเร็วๆ เข้าไปใกล้ คว้าเสื้อติดมือมาข้างใน แล้วเพ่งมองอย่างใช้ความคิด แปลกใจเหลือเกิน ทำไมลูกหว้าไม่ให้ป้านวลไปซัก แต่กลับนำมาซักตากด้วยตัวเอง

            “มีอะไรกันแน่...”

รำพันอย่างอยากรู้ แต่ในเมื่อคิดไม่ตก จึงได้แต่วางพาดไว้กับโซฟา แล้วดีดตัวลุกขึ้นยืน ก้าวอาดๆ เดินไปหยิบนิตยสารธุระกิจมาเปิดอ่านคร่าวๆ รอคอยเวลาให้ครบหนึ่งชั่วโมงเต็ม จะได้พาคนตัวเล็กสุดแสนขี้แย ไปทานมื้อค่ำด้วยกันข้างนอก เพื่อตอบแทนความน่ารักของเธอในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา

 

เมื่อถึงเวลากำหนด ช่วงขาเพรียวกำยำก็นำพาเรือนกายหนุ่มแน่น ก้าวยาวๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ร่างอ้อนแอ้น ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยไปตามกรอบหน้าเล็กของคนหลับตาพริ้ม ฉวยโอกาสนั้น จูบเบาๆ บนกลีบปากนุ่ม และใช้ปลายลิ้นร้อนฉ่าปาดป้ายอย่างอยากแกล้ง แต่พอเอาเข้าจริงๆ ชายหนุ่มแทบไม่อยากถอนกลีบปากออก เฝ้าลุกลามแทะเล็มริมฝีปากบางอย่างตะกละตะกลาม

เสียงครางอืมอาคล้ายรำคาญ ดังคลอเบาๆ ในลำคอ คิ้วเล็กย่นเข้าหากันเล็กน้อย แล้วรีบยกมือผลักเจ้าของแผงอกกว้างให้ออกห่าง ก้มหน้าหนีอย่างไม่อยากมอง ก่อนจะรีบขอตัวเดินเร็วๆ ไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบชุดสวยติดมือแล้วหายเข้าไปในห้องแต่งตัว

เวลาเลยผ่านไปเพียงสิบนาที สลิลลาในชุดเดรสซีฟองสีฟ้าอ่อน อวดเรียวแขนยาวสลักเสลา กับช่วงขาเพรียวเล็กเนียนตา เดินตัวลีบออกมาอวดเรือนร่างงดงาม ใบหน้าเศร้าๆ ซึ่งผ่านการแต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา มองหน้าคนตัวโตเล็กน้อย แล้วฝืนยิ้มจืดเจื่อน

“สวยใช้ได้”

เจ้าของดวงตาดุคมกล่าวเสียงเรียบ “ไปกันเถอะ ฉันหิวแล้ว”

จบคำ ฝ่ามือร้อนผ่าวก็คว้าเอามือนุ่มไปกุมไว้หลวมๆ รั้งร่างอ้อนแอ้นถลาติดมือออกจากห้อง จุดหมายคืนนี้ คือร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถมองแสงสีของเมืองหลวงได้ทั้งสี่ทิศ ใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษ ตอนนี้ หนุ่มหล่อในเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กแบรนด์ดัง ก็สามารถพาร่างสะโอดสะอง มานั่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศหรูหรา ระดับห้าดาว

เจ้าของร่างเล็ก รู้สึกเกร็งตัวนิดๆ เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบปี ไม่คิดฝันว่าคนหน้ายักษ์ จะใจดีพาเธอมาทานมื้อค่ำในร้านหรูหรา ความจริง ปล่อยให้เธอ ทานก๋วยเตี๋ยวตามรวงร้านข้างทางก็ดีอยู่แล้ว เพราะเธอไม่เหมาะกับสภาพแววล้อมแบบนี้เลยสักนิด นางบำเรออย่างเธอ กินอยู่ข้างถนนก็ดีถมไป คิดอย่างทดท้อ จนมือบางนั้นเย็นเฉียบ ใบหน้านวลตานั้นซีดเป็นไก่ต้ม

“ทานอะไรดี ลูกหว้า” ซุ่มเสียงทุ้มน่าฟังร้องถาม ดวงตากำลังจ้องอยู่กับเมนู

            “อะไรก็ได้ค่ะ แล้วแต่คุณภพ” เธอตอบเสียงเรียก

            คนตัวโตเลิกคิ้วมองอย่างขัดอารมณ์เล็กน้อย แต่ก็ไหวไหล่กระด้าง แล้วเลือกสั่งอาหารสามสี่อย่าง พร้อมเครื่องดื่มของตัวเองและของหญิงสาว เรียบร้อยก็นั่งจิบไวน์ชั้นดี มองบรรยากาศรอบๆ ตัวไปพลางๆ

            ขณะหางตา ปรายมองเจ้าของร่างสะโอดสะองอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งร่างอรชรอยู่ในชุดเดรสตัวสวย ความงามที่มียิ่งเจิดจ้า และหากเขาไม่คิดฟุ้งซ่านจนเกินไป ผู้ชายซึ่งนั่งอยู่โต๊ะถัดไปกำลังมองผู้หญิงของเขาตาปรอย ใจจริงอยากจะหาอะไรฟาดหน้ายิ่งนัก แต่นักธุรกิจหนุ่มก็ทำได้แค่แค่นยิ้ม ต่อให้มองจนตาถลน ร่างนี้ก็คงไม่สึกหรอหรอก ในเมื่อเจ้าตัวไม่ว่าอะไร แล้วทำไมเขาต้องเป็นเดือดเป็นร้อนด้วย

แต่พอเอาเข้าจริงๆ ใบหน้าหล่อๆ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ร่างสูงดีดผึงผละห่างจากเก้าอี้ หวังจะก้าวไปคว้าคอเสื้อของผู้ชายตาดีมาซัดสักหมัด หากเพียงขยับกาย ก็ต้องนิ่วหน้า เมื่อลำแขนล่ำๆ ถูกมือบางของใครบางคนคว้าไว้ พร้อมกับปลายจมูกเจ้าหล่อนจมลงมาบริเวณแก้มสากอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

“ภพขา...พลอยไม่คิดเลยว่าจะเจอภพที่นี่”

พลอย!

เรียกชื่อหญิงสาวตาโต อย่างไม่คิดว่าโลกจะกลมถึงเพียงนี้ พลอยศิริพรรณ มานุมาตร บุตรสาวของนักธุรกิจชื่อดัง เขาจำได้ว่าเจอเจ้าหล่อนครั้งสุดท้ายก็เมื่อสามปีก่อน หลังจากนั้นเธอก็ไปเรียนต่อยังเมืองนอก ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเวียนบรรจบ มาพบกันอีกครั้ง แถมยังเป็นสถานที่และเวลาไม่เหมาะสมเอาซะเลย

“เอ่อ...”

หนุ่มหล่อมาดขรึม เกิดติดอ่างกะทันหัน เพราะมือเหนียวหนึบเกาะแขนตัวเองไม่ยอมปล่อย ปรายหางตาไปมองร่างบางของคนที่ยึดเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เธอก็เอาแต่ก้มหน้า ไม่พูดไม่จาใดๆ

“พลอยกลับมาตั้งแต่เมื่อไรครับ ไหนบอกอยู่อังกฤษ”

“กลับมาสัปดาห์ก่อนนี้เองค่ะ พรุ่งนี้พลอยว่าจะไปหาภพที่บริษัทอยู่เชียว ดีเหลือเกินนะคะที่เราเจอกันวันนี้” เจ้าของคำพูด หว่านเสน่ห์ด้วยดวงตายั่วเย้า ปลายนิ้วเล็กเรียวเกลี่ยเบาๆ บนปกเสื้อของชายหนุ่ม สักพักก็ทำตาโตแปลกใจ “ตายแล้ว นี่ภพมาทานข้าวกับใครหรือคะ” ว่าพลางปรายตาไปมองเจ้าของหน้าซีดด้วยความเย้ยหยัน

“หรือว่า...มากับคู่ขาคนใหม่”

“ไม่เอาน่าพลอย” ภีรภพรีบปราม “แล้วนี่ พลอยมากับใครครับ”

“พลอยนัดกับเพื่อนไว้ค่ะ แต่ป่านนี้ยังไม่มาเลย ถ้าอย่างนั้น พลอยทานด้วยคนนะคะ ถือซะว่าภพน่ะเลี้ยงต้อนรับพลอย”

พูดจบ ร่างระหงก็รั้งกายแกร่งให้นั่งลงใกล้ๆ ใช้จังหวะที่ดวงตาดุคมกราดมองสตรีตรงข้าม กดโทรศัพท์ส่งข้อความยกเลิกนัดกับเพื่อน เรียบร้อยก็หันมาเอาเซาะกะหนุงกะหนิงกับผู้บริหารหนุ่ม ตามประสา วัวเคยค้า ม้าเคยขี่

คนมาใหม่ให้ความสนใจกับเจ้าของกรอบหน้าหล่อเหลาอยู่พักใหญ่ จนพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟเรียบร้อย ถึงได้ปรายตาไปมองเจ้าของร่างระหงซึ่งเอาแต่นั่งตัวแข็ง ก้มหน้าก้มตา เธอจึงเอ่ยถามหนุ่มมาดเท่ห์ด้วยประกายตาอยากรู้ “ว่าแต่ ภพไม่คิดจะแนะนำ เพื่อนร่วมโต๊ะอีกคน ให้พลอยรู้จักเลยหรือคะ หรือว่าเธอไม่สำคัญพอ”

“สลิลลายกมือไหว้ทักทายคุณพลอยเธอสิ” ภีรภพร้องสั่งคนที่เอาแต่นิ่งเงียบ โทนเสียงนั้นเป็นไปอย่างบังคับ

มือบางทั้งสองข้าง ยกประกบกันด้วยความสั่นเทา ไหว้ทักทายด้วยเสียงแผ่วล้า และกัดฟันทน ไม่พูดไม่จาอะไรอีก อาหารตรงหน้าเธอก็ไม่คิดจะแตะสักคำเดียว ปล่อยให้สองคนคู่รัก ได้ทานอาหารและพูดคุยกันอย่างออกรส ท่าทีของคนทั้งคู่ ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นช้าลงเรื่อยๆ เชื่อแน่ว่า อีกไม่กี่ชั่วโมง มันอาจขาดสะบั้นเอาง่ายๆ

“แหม...พลอยไม่คิดนะคะ ว่าภพน่ะ จะพาคนใบ้มาทานมื้อค่ำด้วย” จู่ๆ เจ้าของร่างสะโอดสะอง เซ็กซี่ก็เปรยเสียงเรียบ “หรือว่าแท้จริงแล้ว เธอคงไม่ชอบใจ เพราะมื้อนี้มีพลอยร่วมโต๊ะด้วย”

“ว่ายังไงล่ะลูกหว้า” เสียงห้าวเอ่ยถามเสียงเรียบ

“ลูกหว้าไม่มีคำตอบค่ะ”

เจ้าของมือบางชื้นเหงื่อเงยหน้าขึ้นมาตอบ ก่อนจะเสหลบมองรอบๆ กาย เมื่อทั้งสองหนุ่มสาวฝั่งตรงข้ามไหวไหล่ให้น้อยๆ จึงนำพาตัวเองผุดลุกจากเก้าอี้ ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เลือกเลี่ยงหลบมากกว่าเผชิญหน้า เพราะเพียงแค่นี้เธอก็จวนเจียนไร้เรี่ยวแรง หากนั่งอยู่ตรงนั้น แล้วมองภาพคู่รักผลัดการป้อนอาหาร เธอคงสำรอกใส่อาหารพวกนั้นเป็นแน่

 

มื้ออาหารสุดแสนทรมานดำเนินมาถึงจุดสุดท้ายแล้ว แต่ดวงตากลมๆ ก็ต้องทนมองภาพล่ำลาหวานฉ่ำ ลิ้นทั้งสองคนแลกกันอย่างไม่อายคนรอบๆ เลยสักนิด ส่วนตัวเธอเองได้แต่ก้มหน้าก้มตา และผละห่างจากเก้าอี้ มุ่งปลายเท้าไปรอเขาอยู่ยังรถ ปล่อยให้ผู้ชายใจร้ายกับอิสตรีสวยฉ่ำ ได้สลับลิ้นกันจนสาแก่ใจ

เพียงแผ่นหลังแนบกับโครงเหล็กของรถสปอร์ต ร่างทั้งร่างก็สั่นเทิ้ม น้ำตาห้ามเอาไว้ ไหลพรากลงมาอย่างไม่อาย ก่อนจะถูกมือเล็กป้ายปัดทิ้งลวกๆ ให้เหลือไว้เพียงร่องรอยของความเสียใจ

            เรียวขาเล็กยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ร่วมสิบนาทีเจ้าของรถสปอร์ตสุดหรู ก็เดินพกใบหน้าปั้นปึ่งตรงมาใกล้ เขาเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับ ดึงประตูให้เปิดกว้าง แล้วสอดตัวขึ้นไปนั่ง ไม่นานเสียงเครื่องยนต์ก็พร้อมใจกันทำงาน ขณะเดียวกัน สลิลลายังคงไม่ยอมขยับ กระทั่งแตรรถถูกกดใช้งาน ดังกระหึ่มจนทำให้หัวใจหล่นไปกองอยู่กับพื้น มือสั่นๆ จึงรีบขึ้นไปนั่งประจำที่

            ตลอดเวลารถเคลื่อนออกจากร้านอาหารหรู วิ่งด้วยความเร็วอยู่บนทางด่วน กลีบปากเล็กก็ยังคงเม้มแน่นเป็นแถบตรง บีบมือเย็นเชียบของตัวเองจนชื้นเหงื่อ และไม่กล้าหันไปมองหน้าเขา ซึ่งเอาแต่เงียบมาตลอดเส้นทางเช่นกัน

            เธอไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ควรจะมีความสุขไม่ใช่เหรอ กับการได้พบกับผู้หญิงที่เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย เขาควรจะมีความสุขมากกว่าจะนั่งนายับอยู่เช่นนี้ หญิงสาวจึงค่อยๆ ช้อนตามองเขาอย่างไม่เข้าใจ

            “มีอะไรติดหน้าฉัน รอยลิปสติกของพลอย เปื้อนอยู่บนแก้มหรือไง” จู่ๆ ซุ่มเสียงกระด้างก็ร้องถาม พลางขยับมือมาวางบนหน้าขาเล็ก ใช้ปลายนิ้วแข็งแรงเคาะเบาๆ อย่างอยากแกล้ง

“ว่าไง มีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่า”

            “ไม่มีค่ะ” ริมฝีปากสีซีดรีบอ้อมแอ้มบอก

            “แต่ฉันว่ามีนะ เอาไว้ถึงห้องเมื่อไร ฉันจะให้เธอมองชัดๆ”

นัยน์ตาของคนพูด ฉายแววมีเลศนัยจนชวนให้หมั่นไส้ โดยเฉพาะอุ้งมือใหญ่ซึ่งทำหน้าที่ลูบไล้เรียวขาเนียนอย่างเอาแต่ใจ จนเจ้าของเนื้อนุ่มๆ ขยับกาย ยกก้นงอนๆ ไปแนบชิดประตูนั่นแหละ ภีรภพถึงได้ไหวไหล่น้อยๆ พลางกระตุกยิ้มชอบใจ อย่างน้อย ผู้หญิงข้างกายคนนี้ ก็ยังดูเหมือนมีชีวิต ไม่ใช่ผีตายซาก

            หลังจากนั้นเพียงครึ่งชั่วโมง ช่วงขาแข็งแรงก็สามารถรั้งคนตัวเล็ก ให้เดินเข้าสู่ด้านในของคอนโดหรูหรา เพียงก้าวเข้าไปในห้องนอนเรียบร้อย ร่างอ้อนแอ้นก็ถูกผลักให้ล้มจ้ำหม่ำอยู่กลางเตียง โดยมีร่างกำยำทาบทับตามติดลงมาอย่างถนัดถนี่

            “เอ่อ...” ใบหน้างามๆ ได้แต่เบือนหนี

            “จะเอ่อทำไมเล่า ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันจะให้เธอมองหน้าชัดๆ ลองดูสิ ว่ามีอะไรผิดแปลกหรือเปล่า”

            เปลือกตาบอบบางค่อยๆ เปิดกว้าง ดวงตากลมๆ กราดมองดวงหน้าหล่อเหลาตามคำสั่งของคนบ้าอำนาจ แล้วรีบส่ายหน้าวืดๆ จนเส้นผมนุ่มสลวยกระจายเต็มหมอน

“ไม่มีนี่คะ ปกติดี”

            “ปกติที่ไหน ฉันรู้สึกว่า แก้มมีรอยหอม ปากก็มีรอยจูบ” เสียงทุ้มน่าฟังลอยหน้าลอยตาเอ่ย ปลายจมูกโด่งๆ ไถเฉียดแก้มนุ่มไปมา “เธอช่วยฉันหน่อยได้ไหมลูกหว้า ลบรอยจูบของพลอยศิริพรรณให้ที ฉันอยากให้แก้มและปาก มีเพียงรอยที่เธอฝากเอาไว้เท่านั้น” แต่ละคำซึ่งกล่าวออกมา แววตาคมกล้าสีนิล ได้แต่สบมองดวงตากลมแป๋วด้วยประกายวอนเว้า

            “ช่วยลบให้หน่อยสิ” เร่งเร้า พร้อมเอียงแก้มให้

            “จะลบทำไมคะ คุณภพออกจะชอบจูบกับหอมของคุณพลอย”

จู่ๆ สลิลลาก็ลุกขึ้นมาประชดประชัน ดวงตากลมๆ ค้อนควักด้วยความหมั่นไส้ หนำซ้ำกำปั้นน้อยๆ ยังยกขึ้นผลักดันแผงอก ไม่ให้เบียดเสียดทรวงอกนุ่มนิ่มของตัวเองจนมากเกินไป และหากเป็นไปได้ เธออยากจะผลักเรือนกายนี้ ให้หล่นแอ้งแม้งไปกองอยู่บนพื้นพรม

            “ทำไมฮึ! จำคำสั่งฉันไม่ได้หรือไง”

ซุ่มเสียงของคนหล่อ เริ่มกระด้างขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้ใบหน้าก็ถมึงทึงน่ากลัว

            “ลูกหว้าทำไม่ได้หรอกค่ะ ลูกหว้ารังเกียจ”

หญิงสาวเลือกพูดตามตรง จ้องมองดวงตาคมดุอย่างไม่ยอมแพ้ เรียวปากบางเฉียบเม้มติดกันเป็นแถบตรง สักพักมือบางก็ออกแรงผลักร่างหินผาให้ออกห่าง แต่แรงเท่ามดก็ไม่อาจสั่นคลอนคนตัวโตได้

            “ฮึ!” ภีรภพทำเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ “เธอรังเกียจฉันอย่างนั้นหรือ มันไม่มากไปหน่อยหรือไงลูกหว้า เธอไม่มีสิทธิ์รังเกียจ และขยะแขยงร่องรอยที่ผู้หญิงพวกนั้นฝากไว้ในตัวของฉัน ต่อให้ฉันนอนกับผู้หญิงพวกนั้นมาเป็นร้อยเป็นพันคน เธอก็ต้องอ้าขารอฉันอยู่บนเตียง คอยรองรับอารมณ์ใคร่ เธอไม่มีสิทธิ์ต่อต้าน หรือขัดขืน จำเอาไว้!” ปลายนิ้วเรียวยกขึ้น จิ้มไปที่หน้าผากเล็กแรงๆ ก่อนจะดีดตัวผึงออกห่าง “อ้อ! อย่าคิดว่าเธอจะรังเกียจคนอื่นได้ฝ่ายเดียว เพราะตอนนี้ ฉันก็รังเกียจผู้หญิงเน่าๆ อย่างเธอเต็มทน!

            จบประโยคนั้น ร่างสูงก็เดินเร็วๆ ออกจากห้อง ทิ้งเพียงเสียงปิดประตูโครมครามดังลั่นเท่านั้น ปล่อยให้ร่างบางยังคงนอนราบอยู่บนกลางเตียง น้ำตาแห่งความอ่อนแอ ไหลประจานความอัปยศอดสู ร่วงจากหางตาเล็กทั้งสองข้าง เปรอะเปื้อนจนเปียกชุ่มที่นอน และจะยังคงเป็นแบบนั้น ติดต่อกันนานหลายชั่วโมง

            น้ำตาหยุดไหลไปแล้ว พอๆ กับเวลาล่วงเลยสู่วันใหม่ แพขนตาชื้นฉ่ำไปด้วยน้ำตา กะพริบถี่ๆ ยกมือปัดป้ายคราบความอ่อนแอซึ่งปรากฏเกลื่อนอยู่บนกรอบหน้าทิ้ง ค่อยๆ นำพาร่างระโหยโรยแรง มุ่งสู่ห้องน้ำ ใช้เวลาอาบน้ำอยู่ร่วมชั่วโมงเต็ม ถึงได้กลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนปลายเตียง

            ดวงตากลมๆ กวาดมองรอบห้องด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ดูเหมือนคืนนี้เธอต้องอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ริมฝีปากเล็กเริ่มแย้มบางๆ อย่างพอใจ อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ชายใจร้าย เห็นแก่ตัวคนนั้นอีก และหากเป็นไปได้ ขอให้เขาหายไปจากชีวิตเธอ ไม่ต้องโคจรกลับมาพบกันอีก ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเดิน

            เมื่อคิดอย่างสบายใจ ร่างบอบบางก็ค่อยล้มตัวลงนอน รั้งผ้าห่มมาคลุมจนถึงลำคอ บังคับให้ตัวเองพักผ่อน แต่ถึงกระนั้น เปลือกตาบางๆ ก็ยังคงเปิดกว้าง เจียนร่างกายทนไม่ไหวนั่นแหละ สลิลลาถึงได้งีบหลับไป

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha