เศษรักอสูร

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 6 : หัวใจยับๆ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 6

หัวใจยับๆ

 

            ใบหน้างามเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา เงยขึ้นดูนาฬิกาประดับบนผนังห้องด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้ ล่วงเลยสู่วันที่สาม หลังจากคนตัวโตอันตรธานหายไปในคืนนั้น สลิลลา อัศวมนตรี ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดหรูเพียงลำพัง ทุกๆ นาที หมดไปกับการทำความสะอาดโน่นนี่ นั่งดูรายการทีวี หรือไม่ก็อ่านหนังสือจบไปหลายสิบเล่ม

            เสียงทอดถอนหายใจ ดังขึ้นบ่อยครั้ง ตั้งแต่ไม่มีเขาขึ้นมาย่างกรายให้เห็น เธอก็รู้สึกอ้างว้าง เดียวดาย ถึงแม้ช่วงเวลาผ่านมา จะรู้สึกสงบ ไม่ต้องตัวสั่นงันงก ในยามพบเจอเขา แต่อาจเพราะความเคยชิน จึงทำให้ความคิดกระหวัดไปเห็นหน้าหล่อๆ ของผู้ชายใจยักษ์อยู่ร่ำไป นาทีนี้จึงได้แต่ทำหน้าละห้อย ทิ้งตัวลงแนบกับโซฟานุ่มอย่างไร้แรง

            ตกค่ำของวัน ร่างระหงก็นำพาตัวเองเดินเข้าครัว อาหารในตู้เย็นเริ่มร่อยหรอ เธอจึงเลือกหยิบมาม่าที่ติดตู้ แกะใส่ชามใบโต วันนี้คงต้องเพิ่งมาม่าประทังชีวิตไปพลางๆ ทว่าอดขำตัวเองไม่ได้ ก็เวลาตอนจัดโต๊ะ เธอทำเหมือนมีเขามานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แตกต่างก็แค่ เขาคนที่เธอเห็น ไม่สามารถจับต้องได้โดยมือเปล่าก็เท่านั้นเอง

            เพล้ง!

            สิ่งของบางอย่างซึ่งร่วงหล่นแตกอยู่นอกห้องครัว ทำให้คิ้วเรียวของคนเพิ่งกินมาม่าต้มไปสองคำต้องย่นยู่ ร่างบางดีดตัวผละห่างจากเก้าอี้ แล้วเดินเร็วๆ ไปดูต้นกำเนิดของเสียง ก่อนจะยืนแข็งทื่อเป็นหุ่น เมื่อสายตาปะทะกับแจกันใบเล็กซึ่งแหลกละเอียดกองอยู่กับพื้นห้อง โดยมีร่างกำยำเดินขาปัดเป๋ไปมา หนำซ้ำข้างๆ เขายังมีผู้หญิงเซ็กซี่ยืนเคียง

            “เอ้า! ในเมื่อมันแตก แม่บ้านอย่างหล่อนก็มาเก็บสิยะ”

            “คุณพลอย...”

สลิลลาเอ่ยเรียกคนสั่งการ ด้วยประกายตาเหนื่อยล้า

            “ก็ฉันน่ะสิ เก็บกวาดให้เรียบร้อยล่ะ” ปลายนิ้วเรียวชี้สั่ง ขณะดวงหน้าซบอยู่กับซอกคอคนเมา “แล้วนี่ ห้องของภพอยู่ที่ไหน ต้องเป็นห้องใหญ่นั่นใช่ไหม คืนนี้ฉันจะค้างเป็นเพื่อนภพ ส่วนเธอก็จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อยล่ะ ขอตัว!” เสียงแจ๋นๆ เอ่ยออกมาเป็นชุดใหญ่ หลังจากนั้นก็ประคองร่างซวนเซเดินหายเข้าไปในห้อง

            ดวงตาแดงก่ำ ได้แต่กะพริบปริบๆ ค่อยๆ ก้มเก็บเศษแก้วใส่มือตัวเองทีละชิ้น ต่อให้ความคมนั้นจะทิ่มตำจนเนื้อสีแดงฉานไหลริน เธอก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด มันเทียบไม่ได้เลย กับการเห็นเขาคนนั้น อยู่ในห้องกับผู้หญิงคนอื่น อยู่ในห้อง อยู่บนเตียงที่เธอและเขาเคย...

            กลีบปากอิ่มสั่นสะท้านจนฟันกระทบกันดังกึกๆ สะอื้นไห้จนตัวหอบโยน ได้แต่กัดฟันและกอดตัวเองไว้แนบแน่น กว่าจะฝืนใจเก็บเศษแจกันให้สะอาดเอี่ยม เธอก็แทบสิ้นแรงลงกองกับพื้น เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ดวงตาอาบรื้นก็เฝ้ามองประตูห้องซึ่งถูกปิดตายด้วยความเจ็บร้าว หัวใจดวงเล็กๆ ภายใต้อก มันเจียนจะหยุดเต้นขึ้นดื้อๆ

            “อ๊าย! ภพขา...ไม่เอาสิคะ เบาๆ ค่ะ”

            เสียงที่แว่วออกมา ทำให้น้ำตาของเธอไหลเป็นทางยาว  ร้อนจนต้องยกมือน้อยมาป้องปิด รีบลนลานหนีออกไปจากจุดนั้น ปิดกั้นขังตัวเองไว้ในห้องครัว ร่างทั้งร่างล้มลู่ลง จนต้องซบดวงหน้าระหว่างเข่ามนทั้งสองข้าง ปล่อยให้น้ำตาอุ่นร้อนได้มีหัวเข่าคอยเช็ด

            หากเธอผลักประตูห้องเปิดเข้าไปล่ะก็ คงได้เห็นใครบางคนนั่งหน้าตึงอยู่ปลายเตียง แล้วจ้องมองร่างอ้อนแอ้นของนักแสดงตัวเป้ง ทำตัวเป็นผู้กำกับคอยสั่งให้เล่นไปตามบทบาท

            “ภพคะ ทำไมต้องให้พลอยมาเล่นอะไรบ้าๆ นี่ด้วย!” เจ้าหล่อนว่า ด้วยใบหน้าบึ้งๆ

            “ผมสั่งคุณก็ทำไป ไม่อย่างนั้น ผมจะแจ้งตำรวจ ข้อหาที่คุณวางยาคิดจะปล้ำผม ประจานออกสื่อ ให้รู้กันทั้งประเทศเลยดีไหม ว่าคุณคิดจะทำอะไรชั่วๆ กับผมบ้าง” ภีรภพจ้องหน้าของพลอยศิริพรรณด้วยแววตาเดือดดาล เพราะค่ำคืนก่อนหน้า เจ้าหล่อนทำเขาแสบไปถึงทรวงใน ถึงเวลาแล้วที่แม่ตัวดีจะทำประโยชน์อะไรให้เขาบ้าง

            “ทำไมต้องให้พลอยเล่นละครด้วยค่ะ ทำจริงๆ เลยก็ได้” ท้ายประโยคอ้อมแอ้มกล่าว พลางทำตาปริบๆ ขยับกายเดินนวยนาดลงมานั่งข้างๆ เอนศีรษะเล็กซบกับไหล่กระด้าง “นะคะ เรามาทำอะไรให้เป็นจริงเป็นจัง จะได้สมบทบาทไงคะ ถ้าคุณอยากให้ผู้หญิงที่แอบรักคุณมันเจ็บปวด คุณก็ต้องลงมือทำจริงๆ สิคะ ไม่ใช่หลอกทั้งหล่อน หลอกทั้งตัวเองแบบนี้”

            “ถ้าทางคุณอยากติดคุกนะพลอย...”

ภีรภพว่า นัยน์ตาทั้งสองข้างเขม้นมอง “ถ้าคุณไม่ทำตามคำสั่ง เราก็ไม่จำเป็นต้องพูดกันอีก”

            “ทำก็ได้ค่ะ”

ลูกนักการเมืองชื่อดัง ยอมพยักหน้าหงึกหงัก เบะปากด้วยความหมั่นไส้ แล้วรีบร้องลั่น เมื่อเจอประกายตาเอาเรื่อง “ว้าย! ภพขา...เบาๆ สิคะ พลอยเจ็บ อืม...” ร้องไปก็ชะเง้อมองประตูห้องบ่อยครั้ง

            เวลาผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมง จนเสียงเริ่มเหือดแห้งนั่นแหละ หญิงสาวถึงได้หยุดร้องแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงหน้า ทอดถอนลมหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ นึกระอาผู้ชายที่ตัวเองคลั่งไคล้นักหนาเหลือเกิน เพราะเขาเอาแต่มองเธอหวีดเสียงร้อง ดีดสะดิ้งจะเป็นจะตาย ส่วนตัวเขานั่งกอดอก เป็นพระอิฐพระปูน ขนาดเธอใช้จังหวะนั้นทั้งยั่วทั้งยวน ก็ไม่สะทกสะท้านสักนิด

            “ขอพักก่อนนะคะ พลอยเหนื่อย”

            “ผมก็ไม่ได้บอกให้คุณร้องตลอดเวลาสักหน่อย ร้องติดต่อกันหลายชั่วโมงก็ไม่ใช่คนแล้วคุณ”

            “เอ๊ะ! ภพคะ”

เจ้าหล่อนทำตาขวางขุ่น สะบัดหน้าทิ้งอย่างแง่งอน แล้วกระโจนลุกจากเตียงขึ้น เดินฉับๆ ไปคว้ากระเป๋าซึ่งทิ้งขว้าง มากระชับไว้แน่น “พลอยกลับก่อนนะคะ คุณอยากให้เล่นละครเมื่อไรก็ติดต่อไปก็แล้วกัน วันนี้พลอยเหนื่อย พลอยเพลียเต็มทน แล้วก็หวังว่าคุณคงจะรักษาสัญญานะคะ ไม่เอาเรื่องของพลอย ไปประจาน”

            “แน่นอน...”

ภีรภพว่า พลางไหวไหล่น้อยๆ “มามะ เดี๋ยวผมเดินไปส่ง”

            บอกกล่าวด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย ยักคิ้วให้นิดๆ สอดแขนล่ำๆ ผ่านเอวคอดกิ่ว รั้งร่างบางเข้าหาตัว ผลักประตูห้องออกมา ก็เจอกับเจ้าของแผ่นหลังบอบบางซึ่งยืนนิ่งอยู่บริเวณระเบียง จึงใช้จังหวะนั้นเอ่ยกับคนในอ้อมแขนด้วยเสียงทุ้มน่าฟัง “ขอบคุณมากนะครับพลอย วันนี้ผมมีความสุขมาก เอาไว้เจอกันนะทูนหัว”

            จบคำก็โน้มปลายจมูกโด่งคม กดลงบนแก้มนุ่มๆ ของพลอยศิริพรรณไปเต็มหน่วง หลังจากนั้นก็เชื้อเชิญดารากิตติมศักดิ์ออกจากห้อง โบกมือบ๊ายบายพร้อมฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ ปล่อยให้หล่อนเดินปั้นปึ่งจากไป กลับเข้าห้องอีกครั้ง แม่ตัวดีก็หายไปจากมุมระเบียง และในระยะสายตาก็ไม่มีแม้แต่เงา ทว่าภีรภพกลับไม่คิดจะเดินตามหา นอกจากนำพาร่างกายล่ำๆ ไปคว้าเอาเบียร์ในตู้เย็น เปิดสลักทิ้งพลางยกขึ้นดื่ม ด้วยท่าทีสบายอารมณ์

 

ช่วงขาเพรียวเล็ก นำพาดวงตาเลื่อนลอย ขังตัวเองอยู่ในห้องครัว นำจานที่ล้างเสร็จแล้วมาเช็ดให้แห้งสนิท ต่อให้ทั้งแห้ง ทั้งสะอาดขนาดไหน เธอก็ยังคงทำอยู่เช่นนั้น ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า มีใครบางคนยืนกอดอก แผ่นหลังกระด้างแนบอยู่กับกรอบประตู

“ฉันไม่อยู่สามวัน เธอหนีไปเที่ยวข้างนอกบ้างหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ” ตอบเขาด้วยเสียงเบาๆ ดวงตายังคงจับจ้องอยู่บนจานกระเบื้องเนื้อดี

“เธออยากรู้ไหมว่าฉันไปนอนที่ไหน ไปนอนกับใคร”

“ไม่ค่ะ”

“ฮึ!” ชายหนุ่มเริ่มทำเสียงขึ้นจมูก ส่ายหน้าระอาจนหัวสั่นหัวคลอน ก้าวยาวๆ เข้ามาใกล้ แย่งจานอยู่ในมือเล็ก ไปวางไว้บนโต๊ะ แล้วคว้ามือบางเดินเร็วๆ ออกจากห้องครัว บังคับให้นั่งนิ่งๆ อยู่กลางโซฟาตัวเขื่อง ส่วนตัวเองนั้นยืนซ้อนหลัง และวางมือลงบนไหล่มนทั้งสองข้าง ก่อนจะยื่นจมูกก้มหอมแก้มเนียนไปฟอดใหญ่

“ชื่นใจ...” พึมพำแผ่วๆ ชิดใบหูสะอาด

“ลูกหว้า...เธอรู้ไหม ไม่ว่าฉันจะอยู่กับใคร นอนกับใคร มันก็ไม่เหมือนอยู่กับเธอเลยสักนิด ฉัน...” ปลายนิ้วเรียวหนาเริ่มไต่ยุบยับลงมาบริเวณลำคอผ่องขาว และอ้อยอิ่งอยู่บริเวณเนินอกขาวผ่อง

“ฉัน...ยังต้องการเธอเสมอ...ไม่ว่าจะตอนนี้ หรือตอนไหนๆ”

ร่างระหงเริ่มตัวสั่นขึ้นเรื่อยๆ กลีบปากบางเฉียบเม้มติดกันเป็นแถบตรง เธออยากจะฟาดกำปั้นลงบนเสี้ยวหน้าหล่อๆ นี้ยิ่งนัก แต่ก็ทำได้เพียงตะครุบปลายนิ้วซึ่งเตรียมลากไล้ลงใต้เนื้อผ้า

“อย่าแตะต้องลูกหว้าเลยค่ะ เดี๋ยวมือของคุณภพจะติดกลิ่นเน่าๆ”

“ลูกหว้า!”       

ซุ่มเสียงกระด้างสาดลงใกล้ๆ หู “เธอคิดจะลองดีกับฉันหรือไงฮ้า!

“เปล่านะคะ ลูกหว้าแค่ไม่อยากให้คุณภพต้องเนื้อตัวสกปรก เพราะร่างกายของลูกหว้ามันเน่าเละ ไม่แน่ ข้างในอาจจะถูกหนอนเจาะจนเป็นรูพรุน อีกไม่นานก็คงย่อยสลาย” สลิลลากลั้นใจเอ่ยยาวเหยียด ถือว่าเป็นครั้งแรก ที่เธอกล้าต่อปากต่อคำกับเขา นั่นคงเป็นเพราะเสียงครางอื้ออึง ระหว่างเขากับผู้หญิงคนอื่น ซึ่งมันยังดังก้องอยู่ในหู ไม่เคยสร่างซา หลังจากนั้นดวงตากลมๆ ก็ปิดลง รอคอยโทษทัณฑ์จากคนตัวโต ทว่าเงยหน้ามองอีกครั้ง ก็เจอกับเจ้าของร่างกำยำ ขยับตัวถอยห่าง และเหยียดปากมองเธอด้วยท่าทีเย้ยหยัน

“ดี! เก่งกล้าขึ้นมาก สงสัยสามคืนที่ผ่านมา คงร่านไม่ใช่ย่อย ถึงได้เน่าเฟะทันตาเห็นแบบนี้”

“ค่ะ ลูกหว้าไปค้างกับคนอื่นมา”

เธอยืดอกยอมรับในคำต่อว่า ช่วงขาเล็กยืนขึ้นเต็มความสูง จ้องตาเขาอย่างไม่ยอมหลบ “ร่างกายของลูกหว้า ผ่านมือผู้ชายมาเป็นร้อยเป็นพันคน แบบนี้ใช่ไหมคะที่คุณภพอยากได้ยิน”

มือหนาทั้งสองข้างกำหมัดแน่น จ้องเจ้าของคำพูดเมื่อครู่ ดวงตาแทบกระฉอกออกนอกเบ้า กรามแกร่งขบกันดังกรอดๆ ไม่นานกรอบรูปใกล้ๆ มือก็ถูกโยนลงกระทบพื้น จนเศษแก้วกระจาย และส่วนหนึ่ง ก็กระเด็นถูกหลังเท้าเล็ก จนเลือดสีแดงฉานไหลริน ขณะคนทำข้าวของแตก ยังยืนจังก้า ตัวสั่นเทิ้มด้วยไฟโกรธ

ร่าน!

คำด่าทอรุนแรง มาพร้อมกับอุ้งมือป่าเถื่อนทาบทับเรียวแขนสลักเสลา แล้วเขย่าจนร่างแน่งน้อยแทบคอหลุด “ฉันถามจริงๆ เถอะ ฉันสนองความร่านให้เธอได้ไม่ถึงใจใช่ไหม ถึงได้มีหน้าแล่นไปหาผู้ชายคนอื่น เธอนี่มันส่ำส่อน...ผู้หญิงตัณหากลับ”

แพขนตาชื้นละอองน้ำ ได้แต่กะพริบถี่ ไล่ความอุ่นร้อนของความเจ็บช้ำ ที่เห่อขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่ห้ามเท่าไร น้ำตาก็ยิ่งไหลพรากๆ ลงมาเป็นห่าฝน เธอมองคนตราหน้าตัวเองด้วยความโกรธ

เผียะ!

เมื่อดิ้นรนจนรอดพ้นอุ้งมือมาร ฝ่ามือเล็กบางก็ตวัดลงบนแก้มซีกซ้ายของคนปากดีเข้าอย่างจัง ใบหน้าของคนถูกตบเอนเองไปตามแรงเหวี่ยง และตอนนี้ ลิ่มเลือดเล็กๆ ผุดขึ้นบนมุมปากหยัก

“ลูกหว้า...” น้ำเสียงเรียกขาน เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว

นัยน์ตากลมๆ ของคนเผลอตวัดมือเบิกกว้าง เธอตกใจเหลือเกิน เพราะไม่คิดว่าอารมณ์ชั่ววูบจะส่งผลให้ทุกอย่างลงเอยแบบนี้ ริมฝีปากสวยเม้มสนิทเป็นแถบตรง เรือนกายร้อนผ่าว ราวกับถูกไฟสุมล้อมรอบ

ปลายเท้าเล็กค่อยๆ ขยับถอยห่างด้วยขาสั่นๆ กระทั่งแผ่นหลังเล็ก แนบชิดกับผนังห้อง ดวงตากลมๆ จึงหันรีหันขวางหาทางเอาตัวรอด แต่เธอต้องกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอ เมื่อเจ้าของห้อง พกพาใบหน้าเครียดขรึมก้าวตรงมาหาด้วยท่าทีคุกคาม

“เธอกล้ามาก...กล้ามากที่ตบหน้าฉัน...”

อุ้งมือร้อนผ่าวคว้าหมับเข้าบนไหล่เล็กทั้งสองข้าง ออกแรงเขย่า “เธออยากตายใช่ไหมฮ้า!” จับยึดแผ่นหลังเล็กกระแทกกับผนังห้อง ราวกับร่างนี้ เป็นเพียงสิ่งของไม่มีทางบุบสลาย

“เจ็บ...”

สลิลลาได้แต่ครวญด้วยแรงสะอื้น “อย่าทำลูกหว้าเลยนะคะ ลูกหว้าเจ็บ...”

            “เจ็บหรอ...ดีสิ! เธอต้องเจ็บมากกว่านี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า จำใส่กะโหลกเอาไว้สลิลลา!

จบคำ อุ้งมือแข็งแรงก็เหวี่ยงร่างแน่งน้อยลงกระแทกพื้นโครมใหญ่ ปลายเท้าหนักยืนจังก้าอยู่ตรงหน้า เหยียดยิ้มใส่ด้วยท่าทีน่าสะพรึงกลัว “ผ่านมานั้น ฉันคงใจดีกับเธอมากเกินไปแล้วสลิลลา ต่อจากวันนี้ เธอต้องรับกรรมที่พี่ชายของเธอสร้างขึ้น เธอต้องชดใช้ให้ยัยกี้ และชดใช้ให้กับความรู้สึกของฉัน เพราะฉันจะทำหน้าที่เป็นมัจจุราช พิพากษาเธอ!

            “กี่ปีคะ กี่ปี...ความแค้นของคุณจะสิ้นสุด กี่ปีที่ฉันต้องรับโทษทัณฑ์ของพี่ชาย ซึ่งเขาไม่ได้ก่อ”

            “ฮึ!” เหยียดปากทิ้งด้วยความดูแคลน จ้องกรอบหน้าเล็กจนลูกกะตาแทบถลนออกนอกเบ้า ส่งเสียงกลั้วหัวเราะในลำคออย่างขบขัน “ไม่ได้ก่ออย่างนั้นหรือ แล้วมันกกหลานสาวของฉันเป็นปีๆ มันมีอะไรกับยัยกี้จนท้อง แล้วมันก็ไม่รับผิดชอบ มันปล่อยให้ยัยกี้ต้องอับอายจนผูกคอตาย ลองตอบมาหน่อยสิ ว่ามันไม่ใช่สันดานชั่วๆ ของพี่ชายเธอ”

            “หยุดนะ!

สลิลลาประคองตัวเองลุกขึ้นนั่ง โต้เถียงเขาทันควัน “พี่วัฒน์ของฉันไม่ใช่คนแบบนั้น เขาเป็นสุภาพบุรุษ เขาไม่มีวันทำร้ายผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงคนนั้น คือคนที่เขารักหมดหัวใจ”

            “รักอย่างนั้นหรือ...มันไม่ได้รักยัยกี้ มันแค่อยากได้เท่านั้น อยากได้ตามสันดานชั่วๆ ของมันยังไงล่ะ”

            “สันดานนั้น มันเป็นสันดานเดียวกับที่คุณเป็นใช่ไหมคะ”

ริมฝีปากซีดสั่น ตะโกนปาวๆ อย่างไม่หวาดกลัว เธอค่อยๆ ประคองร่างกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “แล้วคุณ ต่างจากพี่ชายของฉันตรงไหน ถ้าเขาเลวจริง คุณก็เลวเหมือนกัน!

            เผียะ!

            “ปากดีนักนะ...สลิลลา!

            คำด่าทอดังเล็ดรอดไรฟัน มาพร้อมกับอุ้งมือหนาตวัดผ่านแก้มนิ่ม จนเจ้าของใบหน้านวลล้มเค้เก้ไปกองอยู่กับพื้น แก้มนวลซีกซ้ายชาไปทั้งแถบ และความเจ็บร้าวนั้นก็ลามเลียไปทั่วดวงหน้า รอยนิ้วใหญ่เป็นปื้นขึ้นให้เห็นทันตา

            เจ้าของมือใหญ่สั่นเทาไปทั้งร่าง ลำคอแกร่งแห้งผาก ได้แต่จ้องหน้าสลิลลาอยู่แบบนั้น ร่วมนาทีถึงได้หมุนกายก้าวฉับๆ หายเข้าไปในห้องนอน ปล่อยให้หญิงสาวนอนซมอยู่กับพื้น ไร้การเหลียวแล

            มือบางค่อยๆ ลูบร่องรอยปวดชา เธอเจ็บเหลือเกิน เจ็บที่สุดในชีวิต แต่ไม่ได้เจ็บเพราะถูกตบหรอก แต่เจ็บเพราะคนใจร้ายนั่น เอาแต่โยนความผิดให้กับผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริงเลยสักนิด พี่วัฒน์ของเธอ ไม่มีทางจะเลวระยำแบบที่เขากล่าวหา ตัวเขาเองนั่นแหละ เลวเข้าขั้น ผู้ชายบ้าเลือด ป่าเถื่อน ทำร้ายผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้ เธอเกลียดเขา!

           

ร่างบางขดคู้ นอนกอดตัวเองอยู่กับพื้นพรมกลางห้องโถง น้ำตายังคงไหล่บ่าลงมาไม่ขาดสาย พลอยทำให้ขอบตาทั้งสองข้างบวมเจ่อ ร่างแน่งน้อยนอนตัวสั่นเทาเพราะความหนาวเหน็บในยามค่ำคืน รอบๆ กายยังคงมืดมิด มีเพียงเสียงสว่างที่เล็ดลอดจากด้านนอกเข้ามา คงเป็นเพราะเจ้าของห้อง กดปุ่มปิดไฟอัตโนมัติทั้งหมด จึงทำให้เธอต้องนอนอยู่ท่ามกลางความมืดสลัว

นอนด้วยความเจ็บร้าวไปทั่วกายอยู่ทั้งคืน รุ่งเช้าก็ต้องตื่นด้วยความตกอกตกใจ เมื่อมีอะไรบางอย่างลอยละลิ่วมากองอยู่กับอก เปลือกตากลมๆ ค่อยๆ ปรือสบมอง ก็เจอกับเรือนกายหนุ่มแน่นซึ่งยืนจังก้าทำหน้ายักษ์ บนเนื้อตัวเธอนั้น มีชุดเดรสสีดำเข้ม กับบราเซียร์และบิกีนีตัวจิ๋ว หญิงสาวได้แต่กัดฟันแน่น มองเขาอย่างไม่เข้าใจ

“ตื่นได้แล้ว ไม่ทราบจะนอนให้นกออกลูกเป็นแมวหรือไง”

สลิลลาได้แต่เม้มปากแน่น ไม่โต้ตอบเขา

“ฉันมีหน้าที่ใหม่ให้เธอทำ กลางวันเป็นนางบำเรอที่บริษัท ส่วนกลางคืนเป็นนางร่านอยู่ในห้อง”

ริมฝีปากได้รูปเหยียดปากใส่ จ้องมองด้วยความชิงชังรังเกียจ “ฉันให้เวลาเธอห้านาที ไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย ถ้าเธอช้าเราจะได้เห็นดีกัน”

มือบางได้แต่รวบเสื้อผ้าซึ่งเขาโยนให้มากอดไว้แน่น ช่วงขาเล็กค่อยๆ ยืนเต็มความสูง ก่อนจะมุ่งปลายเท้าไปยังห้องนอนใหญ่ แต่ต้องชะงักกึก เมื่อเสียงห้าวแกมเยาะหยันดังขึ้น

“โน่น! ไปใช้ห้องน้ำรับรอง ต่อไปนี้ เธออย่าได้เสนอหน้าไปเหยียบห้องนอนของฉัน แม้แต่ก้าวเดียวก็ไม่มีสิทธิ์”

“ค่ะ” กลีบปากสีซีดได้แต่อ้อมแอ้มรับคำ ก้มหน้าก้มตาเดินไปใช้ห้องน้ำตามคำสั่งของเขา ลอบสูดหายใจเข้าปอดไปเฮือกใหญ่ พลางบอกตัวเองให้เข้มแข็ง เพราะแค่เพียงเริ่มต้นเขาก็ร้ายยิ่งกว่าซาตาน อนาคตข้างหน้า คงกลายร่างเป็นพญามารผู้ที่เธอหวาดหวั่น เธอเริ่มกลัวใจเขาจนน้ำตาไหลอาบแก้ม ก่อนจะรีบปัดป้ายมันทิ้งอย่างลวกๆ

ใช้เวลาร่วมสิบนาที เธอถึงได้เดินตัวลีบมายืนเคว้งอยู่ตรงหน้าเขา อีกฝ่ายมองปานจะฉีกเลือดฉีกเนื้อเล็กน้อย ก่อนจะสั่งให้เดินตาม ช่วงขาเล็กจึงได้แต่ทำตามคำสั่ง ตอนนี้เธอเหมือนคนไร้จิตวิญญาณเข้าทุกที เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกเขาสั่งให้ทำโน่นนี่ แต่เธอไม่มีทางยอมรับคำตราหน้าจากเขาในเรื่องของพี่ชายเด็ดขาด เธอจะต้องทำทุกอย่างเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของพี่ และถ้าเรื่องทุกอย่างกระจ่าง เธอจะไปจากคนใจร้ายคนนี้ ไม่ขอพบเจออีก ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆ

ก้าวออกจากห้องและปรี่ตรงไปยังลิฟต์ด้วยกัน ทั้งสองคนก็เอาแต่นิ่งเงียบ ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ใช้เวลาเพียงห้านาที สองหนุ่มสาวก็มานั่งประจำอยู่บนรถสปอร์ตราคาแพง และผู้เป็นเจ้าของก็ทำหน้าที่เหยียบคันเร่ง มุ่งตรงไปสู่ศูนย์จำหน่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของตนเอง

เกือบครึ่งชั่วโมง รถสปอร์ตก็เคลื่อนมาตีวงโค้งจอดแน่นิ่งอยู่ที่ซองจอดรถของผู้บริหาร ดับเครื่องยนต์เรียบร้อยก็วาดขาก้าวลงมา ดวงตาสีนิลเข้มจับจ้องอยู่บนกรอบหน้าร่างแน่งน้อย ก่อนจะหมุนตัวก้าวเข้าไปด้านใน โดยมีคนตัวเล็กเดินก้มหน้าก้มตาตามติด

เช้าวันนี้ บรรยากาศเริ่มคึกคัก มีพนักงานนับห้าสิบชีวิตเดินกันให้ขวักไขว่ แต่ละคนมุ่งไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างทันท่วงที ยิ่งเห็นเจ้าของบริษัทด้วยแล้ว แทบจะก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างตั้งอกตั้งใจ

ภีรภพก้าวเท้าเร็วๆ ไปยังห้องทำงานของตัวเอง เวลานี้เลขาใหญ่วัยกลางคนนั่งประจำที่พร้อมปฏิบัติงาน เมื่อเห็นผู้เป็นนายก็ผุดลุกแล้วยิ้มกว้างทักทาย “สวัสดีค่ะ เจ้านาย”

อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้ แล้วปรายหางตาไปมองร่างบอบบาง ก่อนจะสั่งกับเลขาคนสนิทด้วยเสียงเข้มๆ “คุณปราณี นี่ลูกหว้า ต่อไปนี้เธอจะมาเป็นผู้ช่วยของคุณ รวมถึงเป็นคนทำความสะอาดห้องทำงานของผม จากวันนี้ไม่ต้องให้แม่บ้านเข้ามายุ่งวุ่นวายอีก และอีกอย่าง คุณสามารถใช้ยัยนี่ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นล้างจานหรือถูพื้น”

“เอ่อ...”

สาวใหญ่ทำหน้าอึกอัก งวยงงเล็กน้อยที่อยู่ๆ จะมีสาวสวยหน้าหวานมาเป็นคนรับใช้ของเธอ

“เข้าใจไหมคุณปราณี”

“ขะ...เข้าใจค่ะ เจ้านาย”

รีบตอบรับเร็วทันใจ แล้วปรายหางตาไปมองใบหน้าหมองหม่นนั้นเล็กน้อย ถอนหายใจทิ้งพรืดใหญ่ด้วยความหวาดหวั่นนิดๆ ดูท่าทางเรื่องนี้คงไม่ธรรมดาเป็นแน่

เมื่อสั่งการเรียบร้อย ภีรภพก็ผลักประตูก้าวเข้าไปในห้องทำงาน ปล่อยให้ร่างอรชรยืนตัวลีบอยู่ด้านนอก เธอก้มหน้า บีบมือชื้นเหงื่อของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้า ยกมือไหว้คุณเลขาด้วยความนอบน้อม

“สวัสดีค่ะ คุณปราณี ใช้งานลูกหว้าได้ทุกอย่างเลยนะคะ ลูกหว้ายินดี”

“ไม่ต้องเรียกคุณหรอกจ้ะ เรียกว่าพี่ปราณีก็พอ”

ซุ่มเสียงอารีบอกอย่างเป็นกันเอง แล้วรีบเดินอ้อมออกจากโต๊ะทำงาน ไปคว้ามือเล็กมานั่งใกล้ๆ “เดี๋ยวพี่จะให้คนจัดโต๊ะทำงานให้นะ ว่าแต่...พี่ถามจริงๆ เถอะ เราน่ะเป็น...”

ยังไม่ทันที่สาวใหญ่จะสอบถาม เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นเสียก่อน และเธอก็ต้องรีบรับปากอย่างว่องไว เมื่อเจอคำสั่งก้องในใบหู วางสายแล้วก็ได้แต่ยิ้มจืดๆ ส่งให้หญิงสาว

“คุณภพสั่งให้ลูกหว้าไปชงกาแฟ แล้วก็เข้าไปเสิร์ฟด้วยจ้ะ เอ่อรู้ใช่ไหม ว่าคุณภพเธอดื่มรสชาติไหน”

“ทราบค่ะ”

ได้แต่อ้อมแอ้มตอบรับ แล้วผละลุกจากเก้าอี้ เดินตัวรีบไปยังมุมเครื่องดื่มที่เลขาใหญ่ชี้บอก หายไปร่วมห้านาที สลิลลาก็ถือถ้วยกาแฟหอมกรุ่น ปรี่ไปยังหน้าห้องของผู้บริหาร เคาะเพียงครั้งก็ผลักเข้าไป

“กาแฟได้แล้วค่ะ” ปากอิ่มจิ้มลิ้มรายงาน แล้วค่อยๆ ขยับปลายเท้านำกาแฟไปวางไว้บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ยักษ์

คนสั่งเครื่องดื่มดับความง่วง ปรายหางตามองคนตัวเล็ก ก่อนจะคว้าเอากาแฟขึ้นมาจิบ มุมปากหยักกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะโยนกาแฟทั้งแก้วให้หล่นแตกอยู่กับพื้น ร่างสูงนั้นดีดผึง พลางจ้องอย่างเดือดดาล “ชงกาแฟภาษาอะไรฮ้า! รสชาติถึงได้ห่วยแตกขนาดนี้ ถ้าชงไม่เป็นทีหลังก็ไม่ต้อง” ต่อว่าด้วยดวงตาอำมหิต แล้วเหยียดปากใส่ด้วยความดูแคลน “ไปหาอะไรมาจัดการพื้นห้องเดี๋ยวนี้ ทำให้สะอาดดังเดิม ไม่อย่างนั้น ฉันจะให้เธอนอนกลิ้งจนพื้นสะอาด ไป!

            เจ้าของร่างเล็กได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่ง เธอเดินออกจากห้อง แล้วมาถามหาอุปกรณ์ทำความสะอาดกับพี่ปราณี เมื่อรู้ว่าอยู่ที่ไหน ก็รีบวิ่งไปหยิบด้วยน้ำตานองหน้า หลังจากนั้นก็เข้าไปทำความสะอาดพื้นห้องของผู้บริหารหนุ่มจนสะอาดเอี่ยมอ่อง เรียบร้อยก็เดินตัวลีบมายืนนิ่งๆ อยู่ตรงหน้าของเลขาใหญ่ มือเล็กซึ่งถูกแก้วกาแฟบาด มีกระดาษทิชชูพันไว้หลวมๆ และเธอก็บีบมันไว้แน่น

            “ตายแล้ว เลือดออกนี่” ปราณีรีบลนลานออกจากโต๊ะ รื้อค้นหากล่องปฐมพยาบาลขนาดย่อม แล้วนั่งทำแผลให้กับสลิลลาอย่างเวทนา “ไปทำยังไงเข้าฮึ! คุณภพเธอถึงขว้างแก้วกาแฟทิ้งแบบนั้น”

            “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ลูกหว้าไม่ดีเอง”

            “พี่ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมเจ้านายต้องอารมณ์ฉุนเฉียวแบบนี้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นเลยนะ ออกจะดูใจดีด้วยซ้ำ”

            “ลูกหว้าผิดเองค่ะ”

อ้อมแอ้มกล่าวแล้วกะพริบตาถี่ๆ ไล่น้ำตาอุ่นร้อนที่เห่อขึ้น

            “เอาล่ะ พี่ถามจริงๆ นะ หนูเป็นอะไรกับคุณภพกันแน่”

            คำถามนั้นทำให้กลีบปากบางเม้มแน่นเป็นแถบตรง มุมปากบางยกยิ้มน้อยๆ “ลูกหว้าเป็นแค่ทาสของเขาค่ะ มีหน้าที่รับใช้และทำตามคำสั่งเขาทุกอย่าง ไม่ว่าคำสั่งนั้นจะยากเพียงใด หรือแม้กระทั่งสั่งให้ลูกหว้าไปตาย ลูกหว้าก็ยินดี”

            “โอ๊ย! ยิ่งฟังล่ะพี่ยิ่งกลุ้ม”

อุ้งมือร้อนผ่าวตบเข้าบนหน้าผาก “เอาล่ะ อยู่ที่นี่ พี่จะไม่กดขี่ข่มเหงเราก็แล้วกันนะ แค่กับเจ้านายคนเดียวก็เลือดตกยางออก พี่ล่ะสงสารเราจริงๆ เลย ไม่รู้ว่าชาติที่ผ่านมาไปทำกรรมอะไรเข้า ชาตินี้ถึงได้มีเจ้ากรรมนาย...”

เลขาวัยกลางคนถึงกับปิดปากเงียบ เพราะจู่ๆ ประตูห้องซึ่งปิดมานานกลับเปิดผัวะออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย จึงได้แต่ลนลามเก็บกล่องปฐมพยาบาลแล้วเดินตัวรีบกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง หากหางตานั้น แอบปรายตามองเสี้ยวหน้าคมดุอยู่ครามครัน เฝ้าภาวนาอย่าให้หนูลูกหว้าต้องโดนโทษทัณฑ์อะไรอีก เพราะไม่อยากให้ที่ทำงานแห่งนี้ ต้องมีคนตายเป็นรายแรก

 

ช่วงบ่ายของวัน หลังมื้อเที่ยงสิ้นสุด มีรอยยิ้มเคลื่อนประดับบนกรอบหน้าเล็ก เพราะมื้อกลางวันเธอไปทานข้าวกับเลขาใหญ่ ไม่ต้องไปทนทำตัวลีบอยู่กับคนหน้ายักษ์ แต่กลับมาจากทานมื้อเที่ยงที่ร้านรวงใกล้ๆ บริษัท สลิลลาก็ต้องทำหน้ากลืนยาขม เพราะคำสั่งเด็ดขาด สั่งให้เธอเข้าไปช่วยงานในห้องผู้บริหารจนถึงช่วงเย็น

ร่างบางนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นห้อง รอบตัวสามร้อยหกสิบองศา เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารนับร้อยๆ แฟ้ม แต่ละแฟ้มมีฝุ่นจับเล็กน้อย ได้ยินว่า เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ประธานบริษัท เพิ่งสั่งการให้หน่วยช่าง ไปขนมาจากห้องเก็บเอกสาร และนาทีนี้เธอต้องจัดเรียงไม่ให้เอกสารแผ่นใดยื่นออกมา และอีกอย่าง ต้องเช็ดทำความสะอาดให้แฟ้มตรงหน้ากลับมาใหม่เอี่ยมเหมือนเมื่อครั้งซื้อมา

มือบางค่อยๆ เช็ด ทำความสะอาดโดยไม่ปริปากบ่น นั่งอยู่กับพื้นจนก้นงอนๆ เริ่มชาหนึบ ถึงได้ค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องงานกองโตตรงหน้าด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก เธออาจจะเหนื่อยล้าถ้าทำความสะอาดแฟ้มทั้งหมดในวันนี้ แต่ทำยังไงได้ ก็ได้เมื่อคนหน้ายักษ์นั่งกอดอกมองอยู่ไม่วางตา

“ทำไม เหนื่อยแล้วหรือไง”

ซุ่มเสียงกระด้างเปรยขึ้น “ฉันว่า เธอน่ะ มันก็ทำได้แค่งานเบาๆ อย่างเช่น นอนอ้าขาอยู่บนเตียงกระมัง” ปากหยักเหยียดทิ้งด้วยความหมั่นไส้ กรวดตามองรอบๆ แล้วเอ่ยต่อ “เสียใจจริงๆ เลยนะ ที่นี่ไม่มีเตียงให้เธอนอน...”

“ฉันทำได้ค่ะ งานไม่หนักเลยสักนิด”

โต้ตอบเขาด้วยใบหน้าตึงๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่งเช่นเดิม แอบเจ็บสะโพกจนต้องทำหน้าเบ้ แต่ก็กัดฟันทน เอื้อมคว้าแฟ้มตรงหน้ามาทำความสะอาด หากจู่ๆ มือบางก็ถูกคว้าหมับแล้วโดนบีบจนต้องร้องโอดโอย

“ปากดี นิสัยเสียเหมือนพี่เธอไม่มีผิด”

“หยุดต่อว่าพี่ชายของฉันนะ”

เธอเถียงทันควันอย่างไม่ยอมแพ้ จ้องตาเขาไม่ยอมหลบ “โกรธแค้นอะไรก็มาลงกับฉัน ไม่ต้องยุ่งกับคนที่เขาตายไปแล้ว ฉันไม่อยากให้พี่ต้องถูกคุณจองเวรไม่สิ้นสุด เลิกว่าร้ายเขาสักที”

“ปกป้องมันเข้าไป ไอ้พี่สารเลวนั่น”

“คุณภีรภพ!

สลิลลากล้าหาญเรียกเขาเต็มชุด ปลายนิ้วเล็ก แกะอุ้งมือใหญ่ยึดแขนตัวเองออกช้าๆ “ถ้าคุณไม่ยอมทำตามคำขอร้องของฉัน ฉันก็จะไม่ยอมทนเป็นนางทาสให้คุณบัญชาอีก ฉันจะหนีไปจากคุณ”

“อย่างเธอจะหนีไปไหนได้” ชายหนุ่มส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ

“ถ้าเธอหนีเมื่อไร บ้านอัศวมนตรีก็วอดวายเมื่อนั้น”

“คุณ!” หญิงสาวถลึงตาใส่เขาด้วยความเจ็บแค้น

“จำเอาไว้ให้แม่นๆ เธอมันเป็นได้แค่ ลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆ ฉันจะกระทืบเมื่อไร เธอก็ตายเมื่อนั้น ต่อไปนี้อย่ามาปากดีกับฉัน ไม่อย่างนั้นเธอจะได้ตายทั้งเป็น จำไว้ลูกหว้า!” อุ้งมือร้อนผ่าวผลักร่างเล็กจนล้มไปกองพะเนินอยู่กับแฟ้มเปื้อนฝุ่น เสื้อผ้าสวมใส่นั้นมอมแมมเปื้อนเปรอะ เมื่อสาแก่ใจ ร่างกำยำก็เดินฮัมเพลงอารมณ์ดี ไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานเช่นเดิม

หลังจากเขาหมุนกายหันหลังให้ สลิลลาก็ประคองตัวเองลุกขึ้นนั่ง กลืนความเจ็บช้ำเข้าไปเก็บไว้ในซอกลึกของจิตใจ มือบางเอื้อมคว้าแฟ้มตรงหน้ามาทำความสะอาดต่อ ก้มหน้าก้มตาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่คิดจะปริปากบ่น และไม่ลุกไปไหนอีก แม้สะโพกและขาทั้งสองข้าง จะเหน็บกินจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ก็ตามที

เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าลำคอตัวเองปวดร้าวไปหมด มองไปยังหน้าต่างของห้อง ก็มีแต่ความดำมืด แต่รายล้อมไปด้วยแสงไฟหลากสี ใครบางคนยังนั่งนิ่งทำหน้าตึงอยู่ที่เดิม นาฬิกาประดับห้อง บ่งบอกเวลาเกือบสองทุ่มตรง

“งานแค่นั้น ใช้เวลาเกือบค่อนคืนเลยนะ ช้าจริงๆ แม่คุณ!

เพียงใบหน้าเล็ก เงยขึ้นสบตา ภีรภพก็ออกปากต่อว่าทันควัน อึดใจก็สั่งการด้วยดวงตาถมึงทึง “ลุกได้แล้ว ฉันอยากกลับห้องไปพักผ่อนเต็มทน เธอรู้ไหม ว่าเธอทำให้ฉันเสียเวลา”

“ขอโทษค่ะ” กลีบปากเล็กบางได้แต่อ้อมแอ้มบอกเขา

“ขอโทษแล้วก็ลุกสิ จะอ้อยอิ่งให้ได้วิมารอะไร”

เจ้าของคำพูด ดีดตัวผึงห่างจากเก้าอี้ คว้าเอากุญแจรถและกระเป๋าสตางค์ติดมือ ก่อนจะเดินลิ่วๆ ออกจากห้อง ไม่สนใจด้วยซ้ำ ว่าร่างอ้อนแอ้นจะเดินทันหรือเปล่า มุ่งปลายเท้ามาจนถึงโรงจอดรถ ก็สอดตัวก้าวเข้าไปนั่งประจำที่ ติดเครื่องยนต์ เตรียมพุ่งออกไป

สลิลลาใช้เวลาเกือบสิบนาที กว่าจะสอดกายขึ้นมานั่งข้างๆ เขา ซึ่งกำลังมองด้วยดวงตาเอาเรื่อง และอึดใจต่อมาเพียงรถกระชากออกจากบริษัท ราวกับพายุ หญิงสาวก็ต้องก้มหน้ารับฟังคำด่าทอ

“ทำไมถึงลงมาช้า มัวแต่อ่อยสัมพเวสีอยู่หรือไง”

“ลูกหว้าเป็นเหน็บชาค่ะ” เธออ้อมแอ้มตอบ แล้วเบือนหน้าหนีอย่างไม่อยากสนทนาด้วย

นาทีนี้ ภีรภพกำลังพ่นลมหายใจทิ้ง เลิกยุ่งวุ่นวายกับร่างเล็ก หันกลับมาตั้งหน้าตั้งตาเหยียบคันเร่ง เอาไว้ให้ถึงคอนโดเมื่อไร เขาจะเอาคืนเจ้าของปากดีๆ นี้ให้สาแก่ใจ โทษฐานที่วันนี้ ทำอะไรไม่ได้ดังใจเขาเลยสักอย่างเดียว ให้ทำงานก็มัวแต่อ้อยอิ่ง แต่เรื่องปกป้องศักดิ์ศรีของพี่ชายบังเกิดเกล้า แม่ตัวดี ด่าเขาจนลิงหลับเชียว

ตลอดเวลาในการขับเคลื่อนรถ หางตามีเลศนัยคอยปรายมองใบหน้าเล็กบ่อยครั้ง จนกระทั่งตัวรถเลี้ยวเข้าสู่ชั้นใต้ดินของคอนโดหรู ดับเครื่องยนต์เรียบร้อย ร่างสูงก็เดินอ้อมมายังฝั่งผู้โดยสาร กระชากประตูให้เปิดออก คว้าหมับเข้าที่แขนเรียวเสลา จนร่างแน่งน้อยปลิวถลามาชิดอก ดันประตูรถให้ปิดสนิทได้ มือหนาทั้งสองข้างก็ขยับประคองใบหน้าเล็กไว้ แล้วบดจูบลงมาอย่างถนัดถนี่ ใช้จังหวะที่สลิลลาเบิกตากว้างเพราะตกใจ สอดปลายลิ้นล่วงล้ำ ตักตวงหาความหวานในโพลงปากอิ่มอย่างตะกละตะกลาม

“นี่แค่สั่งสอน สำหรับปากดีๆ วันนี้ ซึ่งเธอฉอดๆ ใส่หน้าฉันมาทั้งวัน”

เขากระซิบว่า หลังจากถอนปากออกอย่างอ้อยอิ่ง หลังจากนั้น มือหนาก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็ก รั้งร่างบางเดินปรี่ไปยังลิฟต์ รอไปนานลิฟต์ก็เปิดออกกว้าง เพียงก้าวขาเข้าด้านในด้วยกันทั้งคู่ แผ่นหลังเล็กก็ถูกดันไปจนชิดผนังเย็นเฉียด และปากบางๆ ก็ถูกครอบครองอย่างถนัดถนี่ ปลายลิ้นร้อนร้ายวาดผ่านกลีบปากนุ่มด้วยความกระหายหิว และยังคงเป็นเช่นนั้น จนสัญญาณลิฟต์มาถึงชั้นที่ต้องการ พร้อมบานประตูเหล็กเปิดออกกว้าง นาทีร่างแน่งน้อยถึงกับเซซบอยู่กับแผงอกกำยำ ไร้เรี่ยวแรงยืน จนอ้อมแขนล่ำสันต้องรวบเข้าหาตัว แล้วประคองกันหายเข้าไปในห้องพัก




ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha