เศษรักอสูร

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 7 : แอบหึงเล็กน้อย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 7

 แอบหึงเล็กน้อย

 

ร่างเล็กเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มคลุมตั้งแต่เอวคอดกิ่วลงสู่ปลายเท้า ส่วนด้านบน ปล่อยให้ผิวขาวผ่องผุดผาดรับกับความเย็นวาบจากเครื่องปรับอากาศ สลิลลาเลือกนอนพลิกกายหันหลังให้คนตัวโต หลังจากที่เขากลืนกินเธอตั้งแต่ก้าวเข้าห้อง จนนาทีนี้อีกเพียงครึ่งชั่วโมง ก็จะล่วงเลยสู่วันใหม่ ดูคล้ายเขาก็เหมือนจะเหนื่อยไม่นอน เพราะเธอได้ยินเสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ

ต้องกัดปากตัวเองไว้แน่น ในยามขยับตัว เพราะรู้สึกแสบจี๊ดบริเวณจุดอ่อนไหว แต่ก็ฝืนทนจนสามารถ ประคองตัวเองก้าวเข้าไปในห้องน้ำ ชะระล้างเนื้อตัวให้สะอาด ขังตัวเองอยู่ในนั้นร่วมครึ่งชั่วโมง ถึงได้ก้าวออกมา พร้อมชุดคลุมผูกด้วยปมผ้าไว้แน่นหนา

ปลายเท้าชื้นเหงื่อ ดูเหมือนจะชะงักไปชั่วครู่ เมื่อพ้นจากกรอบประตูห้องน้ำ แล้วสายตาสบเข้ากับเจ้าของม่านตาสีนิลวาว เธอก้มหน้าและเดินตัวลีบไปยังห้องแต่งตัว หากต้องกลั้นหายใจ เพราะเรือนกายเปลือยเปล่ามายืนกั้นขวาง

“จะไปไหน” ริมฝีปากหยักได้รูปร้องถาม

“จะไปแต่งตัวค่ะ” เธอตอบด้วยท่าทีอิดโรย

“เดี๋ยวสิ ตอนนี้ฉันหิว ไปหาอะไรให้ทานหน่อย”

เขาทำตาอ้อนวอน มักเป็นเช่นนี้เสมอ หลังจบภารกิจบนเตียง เขาก็มักจะเปลี่ยนจากพ่อซาตานมาเป็นหนุ่มนักรักช่างอ้อน “หิวจนแสบท้องไปหมด ไม่มีแรงจะทำอะไรเลย ที่ฉันเป็นแบบนี้ต้องโทษเธอคนเดียว” เขาโยนความผิดมาให้อย่างหน้าด้านๆ

            “รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวลูกหว้าจะไปทำอาหารให้” ก้มหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะเดินตัวลีบออกไปจากห้องนอน มุ่งตรงไปยังห้องครัว แล้วต้องถอนหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ เมื่อเหลือแค่เพียงมาม่าหนึ่งห่อ กับไข่ไก่หนึ่งฟองเท่านั้น เมนูที่เธอคิดออก ก็มีแค่ ต้มมาม่าใส่ไข่ ไม่รู้ว่าเจ้าชีวิตจะทานได้หรือเปล่า แต่ถึงกระนั้นก็รีบลงมือทำอย่างรวดเร็ว

            กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยฟุ้งไปทั้งห้องครัว เรียบร้อยก็รีบยกไปเสิร์ฟอย่างรู้หน้าที่ เห็นใบหน้าหล่อๆ นั่งรออยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทานอาหาร เธอจึงค่อยๆ วางชามมาม่าลง แล้วหมุนกายเตรียมหนี หากอุ้งมือร้อนผ่าวกลับยึดแขนเล็กไว้เสียก่อน

            “เธอทำอะไรให้ฉันกิน”

            “มาม่าต้มใส่ไข่ค่ะ”

            คิ้วคมเข้มเลิกขึ้นอย่างแปลกใจ ค่อยๆ เปิดฝาชามวางลงอย่างช้าๆ แล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ “ไอ้เนี่ยนะ แล้วอย่างอื่นไม่มีทำหรือไง ไส้กรอก ไข่ดาว แฮม ขนมปังอะไรก็ได้สักอย่าง”

            “ในห้องครัว เหลือแค่มาม่าซองนี้ซองเดียวค่ะ ถ้าคุณทานไม่ได้ ก็หิ้วท้องไปทานข้างนอกนะคะ” เธอหลับหูหลับตาเอ่ยยาวเหยียด ก่อนจะขยับมืออีกข้างปิดปาก เพราะอาการง่วงนอนกำเริบ จนต้องเปิดปากหาว

“คุณกินเถอะค่ะ ฉันขอตัว”

            “แล้วเธอไม่หิวหรือไง”

ภีรภพถามด้วยความสงสัย ก็ในเมื่อเขาหิวจนไส้กิ่ว ยัยตัวดีก็ต้องหิวเหมือนกันนั่นแหละ เพราะตั้งแต่บ่าย ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักอย่างเดียว ไอ้รสกามาน่ะ มันก็อิ่มอยู่หรอก แต่ท้องมันก็ร้องโครกคราก น้ำย่อยรอทำหน้าที่อย่างขมีขมันเชียว

            “ไม่หิวค่ะ”

กลีบปากอิ่มขยับตอบด้วยท่าทีงัวเงีย พยายามปรือตามองหน้าเขา เมื่อไม่ไหวร่างบอบบางจึงแทบล้มตึง หากยังคงฝืนยึดพนักพิงของเก้าอี้นั่งไว้แน่น แต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยแขน เธอจึงได้แต่ยืนตัวโงนเงน

            “นั่งอยู่เป็นเพื่อนก่อน แล้วเราจะไปนอนพร้อมกัน” เขาสั่งอย่างวางอำนาจดั่งเคย

            “ลูกหว้าจะไปนอนห้องรับแขก เพราะคุณไม่ให้ลูกหว้าเข้าไปเหยียบห้องนั้นอีกแม้แต่ปลายเท้า เพราะฉะนั้นเชิญคุณทานตามสบายนะคะ ลูกหว้าขอตัว” พยายามปรือตามาเถียงเขา ไม่ลืมหาข้ออ้าง ดึงถ้อยคำที่เขาสาดใส่หน้ามาเป็นเกราะป้องกัน ตอนนี้เธอบอกตามตรง ไม่มีแรงพอจะสู้รบปรบมือกับเขา แม้แต่การยืนให้ตรง เธอยังทำไม่ได้เลย ร่างทั้งร่างแทบจะล้มเค้เก้อยู่รอมร่อ

            ร่างบางขยับกายเดิน แต่ก็เจออุ้งมือร้อนผ่าว บังคับให้นั่งนิ่งๆ อยู่บนเก้าอี้ตัวข้างๆ เมื่อเจอปลอกเหล็กรัดรึงเรียวแขน สลิลลาก็ได้แต่ทำหน้ายู่ พ่นลมหายใจทิ้งบ่อยครั้ง ก่อนจะพยายามประคองศีรษะไม่ให้ล้มฟุบไปก่อนที่เขาจะทานมาม่าต้มหมดชาม ทว่าต่อให้ฝืนทนแค่ไหน เธอก็พ่ายแพ้ต่อฤทธิ์เดชความอ่อนเพลียอย่างหมดรูป

            ภีรภพเงยหน้าละจากชามมาม่าอีกครั้ง มุมปากได้รูปก็ต้องกระตุกยิ้ม เพราะใบหน้าชะแล่มหลับตาพริ้ม ใบหน้าซบอยู่กับโต๊ะทานข้าว ดูท่าทางเขาจะเล่นงานเธอหนักไปหน่อย แม่คุณถึงได้หมดสภาพแบบนี้ มือหนาจึงเลือกคว้าน้ำเปล่ามาดื่มจนหมดแก้ว ก่อนจะผุดลุกยืดขึ้นเต็มความสูง ก้มลงช้อนร่างของคนหลับเข้าสู่อ้อมอก

            ปลายเท้าแข็งแรง นำพาร่างสะโอดสะอง พากลับไปยังห้องนอนใหญ่ของตัวเอง วางเธอลงบนเตียงด้วยความทะนุถนอม รั้งผ้าห่มผืนหนามาห่มคลุมจนถึงช่วงอกอิ่ม ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ปลายนิ้วเรียวขยับเกลี่ยกรอบหน้าเล็กแผ่วเบา

            “ถ้าเธอไม่ใช่น้องของไอ้ชาติชั่วนั่น เรื่องระหว่างเราคงไม่ต้องเป็นแบบนี้...ลูกหว้า...”

ซุ่มเสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบา อดนึกถึงเมื่อสิบปีก่อนหน้าไม่ได้ เขาเห็นสลิลลาเหมือนน้องสาว รักและคอยเอาใจเธอ ประคบประหงม สมัยเด็กๆ เขายังเคยให้แม่ตัวเล็กคนนี้ ขึ้นขี่คอ ทำตัวเป็นม้าหนุ่มหามสาวส่งเมือง วิ่งไล่จับกันก็บ่อยครั้ง แต่ทุกอย่างมันก็ไม่เหมือนเดิมอีก เมื่อพี่ของเธอทำเรื่องระยำตำบอน

            นึกถึงเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า ปากหยักได้รูปก็เม้มแน่นเป็นแถบตรง อุ้งมือแกร่งขยับลงมาที่ลำคอเล็ก นึกอยากจะบีบให้เธอใจขาดตาย ให้สาสมกับความแค้นซึ่งมันอัดแน่นอยู่ในความรู้สึก แต่เห็นใบหน้าพริ้มตาหลับ และภาพเรือนร่างอ้อนแอ้น ยามที่เขากลืนกิน ทำให้มือหนานั้นเกิดสั่นเทา จนต้องละออก แล้วเบือนหน้าหนี พ่นหายใจทิ้งอย่างอึดอัด

            ช่วงขาแข็งแรง นำพาตัวเองไปยืนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยบริเวณหน้าต่าง ทอดสายตาออกไปไกลสุดกู่ ปล่อยให้ตัวเองคิดและทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนจะปรายตามองร่างเล็กซึ่งหลับสนิทอยู่บนเตียง

            “ฉันจะทำยังไงกับเธอดีนะลูกหว้า...”

รำพันถามตัวเองแผ่วเบา แล้วพ่นหายใจทิ้ง เมื่อคิดอะไรไม่ตก ปลายเท้าหนักๆ ก็เดินกลับไปยังเตียงกว้าง ขยับขาก้าวขึ้นเตียง สอดตัวนอนใกล้ๆ ร่างระหง แล้วรั้งร่างอ้อนแอ้นเข้ามากอดแนบแน่น เมื่อกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเนื้อสาวลอยลิ่วมาต้องจมูก ก็อดไม่ได้ที่จะแนบริมฝีปากร้อนผ่าวเข้ากับหน้าผากเกลี้ยงเนียนเบาๆ

            มือหนายังคงพาดผ่านเอวเล็ก ลูบวนแผ่วเบาอยู่บริเวณสีข้าง ก่อนเปลือกตาหนักอึ้งจะค่อยๆ ปิดลง ก้าวเข้าสู่ห้วงนิทราดังเช่นหญิงสาว แต่ตลอดเวลาที่หลับใหล ท่อนแขนหนักอึ้ง ก็ยังคงกระชับร่างอ้อนแอ้นเข้าสู่อ้อมอก กอดเธอแน่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกลัวว่าร่างแน่งน้อยนี้ จะอันตรธานหายไปอย่างไงอย่างงั้น

 

แพขนตางามงอนกะพริบถี่ๆ เปิดเปลือกตากว้างรับแสงอรุณของวันใหม่ ก็เจอเข้ากับร่างกำยำยืนกอดอกอยู่ปลายเตียง แต่สีหน้าและท่าทางนั้นผิดแผกแตกต่างไปจากเมื่อวันก่อนๆ เพราะใบหน้าของเขาไร้ความบึ้งตึง แถมมุมปากยังยกยิ้มน้อยๆ อีก ดูท่าทางลูกเห็บเม็ดแป้งคงซัดกระหน่ำกรุงเทพฯ ก็คราวนี้ หรือไม่ หิมะอาจจะตกลงมาราวกับสายฝนก็เป็นได้

หญิงสาวนิ่วหน้าอย่างไม่เข้าใจ ทว่าในเมื่อเขายังคงยืนนิ่ง เธอจึงเป็นฝ่ายขยับตัวก้าวลงจากเตียง รวบชายเสื้อคลุมให้กลับมามิดชิด ก่อนจะเดินไปหยิบเอาเสื้อผ้า เพื่อเตรียมตัวไปทำงานที่บริษัทดังเช่นเมื่อวาน แต่หยิบเสื้อแล้วเตรียมเดินผ่านเขาไปเข้าห้องน้ำ เอวคอดกิ่วก็ถูกดึงรั้งมากระทบแผ่นอกตึงเปรี๊ยะเข้าอย่างจัง

“มีอะไรจะให้ลูกหว้าทำคะ”

“ไม่มีอะไรหรอก”

ชายหนุ่มเอ่ยบอกเสียงพร่า พลางกดปลายจมูกโด่งๆ จมกับผิวแก้มนุ่ม “แค่จะบอกว่า วันนี้แต่งตัวสวยๆ นะ ฉันจะให้ลูกหว้าไปนั่งเป็นกำลังใจในห้องทำงาน...” นัยน์ตากรุ้มกริ่มกราดมองกรอบหน้าเล็ก แล้วแนบปากร้อนๆ สนิทกับกลีบปากอิ่ม ก่อนจะถอนออกอย่างอ้อยอิ่ง “ฉันอยากอยู่กับเธอสองต่อสอง ทั้งวันทั้งคืน”

สลิลลาทำตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อคำพูดเขาเลยสักนิด มือน้อยยกดันแผงอกออกกว้าง แล้วอ้อมแอ้มกล่าวเพื่อหาทางเลี่ยงหลบ

“ขอลูกหว้า ไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะคะ”

ว่าพลางเบี่ยงกายหนี แต่ท่อนแขนกำยำกลับรัดเอวคอดกิ่วไว้แน่น โน้มลงมาหอมแก้มไปฟอดใหญ่ ถึงได้ปล่อยเธอให้เป็นอิสระ หลังจากนั้น ช่วงเขาเล็ก แทบจะวิ่งโร่ ไปยืนหน้าแดงก่ำอยู่ในห้องน้ำ ค้อนลมค้อนฟ้า ให้กับท่าทีที่เปลี่ยนไปของคนตัวโต อึดใจต่อมาถึงได้ทำหน้ายู่ เพราะเธอไม่รู้ว่าเขาจะผีเข้าอีกตอนไหน จึงได้แต่จัดการธุระส่วนตัวให้เร็วที่สุด อย่างน้อยก็ไม่อยากให้เขาอาละวาดใส่ในช่วงเวลาดีๆ แบบนี้

สลิลลาใช้เวลาอาบน้ำ แต่งตัวเรียบร้อยภายในยี่สิบนาที หลังจากแต่งแต้มสีสันให้กับดวงหน้าเพียงบางเบา ช่วงขาเล็กก็นำพาตัวเองหายเงียบเข้าไปในห้องครัว เตรียมกาแฟร้อนๆ ให้คนตัวโตหนึ่งแก้ว ส่วนมื้อเช้า คงต้องยกยอดไปที่บริษัท

เมื่อเรียบร้อย กาแฟหอมกรุ่นก็ถูกยกมาเสิร์ฟ ให้กับผู้บริหารหนุ่มในชุดสูดสีดำเนี๊ยบราคาแพง เธอเห็นเขาจิบแล้วเทลงคอซะหมดแก้ว พร้อมกับเอ่ยขอบคุณ ไม่เหมือนกับกาแฟแก้วที่แล้วเลยสักนิด เพราะมันแตกละเอียดอยู่กับพื้นห้อง ทั้งๆ ที่รสชาติมันเหมือนกัน ดวงตากลมแป๋วสีดำสนิท จึงได้แต่แอบมองเขา พลางบ่นขมุบขมิบด่าทอ

หลังจากนั้น สองหนุ่มสาวก็พากันก้าวออกจากห้อง มุ่งตรงไปยังรถ และใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่ก็มาปรากฏตัวอยู่ที่บริษัท และดูเหมือนวันนี้ในช่วงเช้า ท่านประธานบังเกิดเกล้า จะมีประชุมกับฝ่ายการตลาด ในเรื่องแผนการเรียกลูกค้าในอนาคต และการดูแลลูกค้าปัจจุบันของบริษัท ซึ่งตัวเธอเองได้แต่นั่งทำงานโน่นนี่ ไปพลางๆ ระหว่างรอคุณเลขาและท่านประธานใหญ่ผู้เรืองอำนาจ

มือบางเลือกหยิบนิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจ ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะคุณเลขามาอ่าน เพราะไม่กล้าหยิบแฟ้มงานที่ไม่ได้รับอนุญาต ดวงตากลมๆ จ้องอยู่กับตัวอักษรเรียงราย หมดไปหลายเล่ม ถึงได้เงยหน้าขึ้น เมื่อมีใครบางคนยืนมอง

“สวัสดีครับ ผมเอส เอกรัตน์ คนินทร เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่นี่ครับ ว่าแต่คุณ...เป็นพนักงานใหม่หรือครับ” จู่ๆ ซุ่มเสียงทุ้มน่าฟัง ของหนุ่มหล่อเพรียว ผิวขาว กับรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ก็เอ่ยแนะนำตัวฉะฉาน ทำให้เธอได้แต่ยิ้มจืดๆ เมื่อเห็นชายหนุ่มยังคงฉีกยิ้มเป็นมิตร จึงได้แต่แนะนำตัวเองกลับไปบ้าง

“ลูกหว้าค่ะ เป็นพนักงานใหม่”

“ว้าว! ดีจังเลยครับ แล้วนี่ ลูกหว้าทำงานตำแหน่งอะไรครับ”

“ผู้ช่วยเลขาของฉัน ว่าแต่คุณเอสต้องไปรอพบท่านประธานด้านในห้องไม่ใช่เหรอคะ ในระหว่างนี้ ควรจะศึกษางานในมือให้ดีก่อน ไม่ควรมายุ่งวุ่นวายกับคนอื่น เดี๋ยวจะเสียสมาธิ ตอบคำถามของคุณภพไม่ได้ ประเดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่” คุณปราณี ผู้ก้าวมาเห็นเหตุการณ์รีบเอ่ยกับผู้จัดการหนุ่มยาวเหยียด นั่นเพราะเธอรู้นิสัยใจคอชายหนุ่มเป็นอย่างดี

“แหม...พี่ปราณี ผมก็แค่อยากทักทายพนักงานใหม่ก็เท่านั้นเอง ถึงยังไงเราก็ทำงานบริษัทเดียวกัน”

“ไม่จำเป็นหรอกจ้ะ เพราะยังไง งานของหนูลูกหว้า ไม่ข้องเกี่ยวกับคุณเอสอยู่แล้ว” เป็นอีกครั้งที่ปราณีเอ่ยด้วยเสียงแข็งกระด้าง ดวงตาจ้องมองคนรูปหล่อ ฐานะปานกลาง นิสัยกะล่อนด้วยความไม่วางใจ พยักพเยิดให้อีกฝ่ายหายเข้าไปในห้องเจ้านายบังเกิดเกล้าได้นั่นแหละ ถึงได้หันมาจ้องกรอบหน้าเล็กของสลิลลาไม่วางตา

“ลูกหว้า...หนูจำไว้นะ ห้ามข้องแวะ สนทนากับไอ้นายเอสเด็ดขาด” ถือโอกาสกระซิบกระซาบบอกกล่าว นัยน์ตากลมๆ นั้นค้อนผู้จัดการฝ่ายการตลาดตาแทบกลับ

“ถ้าไม่อยากเดือดร้อน อย่าเข้าใกล้เขา รู้ไหมจ๊ะ”

“เอ่อ...เขาเป็นคนเลวหรือคะ”

“เลวหรือไม่ พี่ก็บอกหนูไม่ถูก แต่ที่แน่ๆ ผู้ชายคนนี้น่ากลัวเอามากๆ นายเอสน่ะทั้งกะล่อน เจ้าชู้ ปลิ้นปล้อน หมอนี่น่ะ หลอกสาวๆ ในออฟฟิศจนทุกคนเขาไม่อยากคบค้าสมาคมด้วยแล้วล่ะจ๊ะ ถ้าหนูไม่อยากถูกรังแก อยู่ห่างๆ เขานะจ๊ะ”

“แปลกนะคะ ลูกหว้าคิดว่าที่นี่ คุณภพคงน่ากลัวที่สุด ไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอีก”

“ตายแล้ว...อย่าพูดให้ใครได้ยินเชียว”

มืออวบย่น ยกมาปิดปากสลิลลาอย่างเร็ว แล้วทำเสียงกระซิบกระซาบ “ถ้าหากคุณภพน่ากลัวนะ ไอ้หมอนั้นโคตรน่ากลัวเลยแหละจ้ะ ความเลวและร้ายกาจน่ะ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว สวรรค์กับนรก”

หญิงสาวได้แต่ทำหน้าแหยๆ เธอเชื่อคำคุณเลขาใหญ่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะคงไม่มีใครได้เห็นฤทธิ์เดช ของท่านประธานภีรภพ สินันทราดล ได้มากเท่ากับเธอหรอก ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้ชายคนนี้ ทำให้เธอต้องกินน้ำตาต่างข้าว กอดน้ำตาต่างผ้าห่ม และที่สำคัญ ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหนๆ เธอก็ยกตำแหน่งมัจจุราชให้เขาแต่เพียงผู้เดียว

และไม่ถึงนาทีต่อมา ทั้งสองสาวต่างวัยก็ต้องหุบปากฉบับเร่งด่วน เมื่อเจ้าของร่างกำยำ ผู้ตกอยู่หัวข้อสนทนา เดินดุ่มๆ ตรงมาหา มือหนาวางแฟ้มไว้บนโต๊ะให้เลขาคนสนิทพลางสั่ง

“จัดการทำจดหมาย ส่งให้ลูกค้าชาวฮ่องกงด้วย บอกเขาว่าเรายินดีอำนวยความสะดวกทุกอย่าง”

“ได้ค่ะ” ปราณีรีบรับปากฉับพลัน แล้วฉีกยิ้มกว้างๆ กลบเกลื่อนพิรุธ

“สองคนนี้มีอะไรกันหรือเปล่า”

ภีรภพตั้งข้อสังเกตอย่างแปลกใจ ตวัดดวงตาสีนิลจ้องอยู่กับกรอบหน้าของสลิลลาตาไม่กะพริบ ใบหน้าหล่อๆ ค่อยๆ โน้มเข้าไปใกล้ จนปลายจมูกโด่งๆ แทบเฉียดแก้มนุ่ม “ว่าไงลูกหว้า มีความลับอะไรกับฉันหรือเปล่า”

“ไม่มีค่ะ” มือบางชื้นเหงื่อรีบกระหมุบกระหมิบบอก

“เอ่อ...เจ้านายคะ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดรออยู่ข้างในห้องน่ะค่ะ”

เลขาใหญ่รีบโพล่งบอก ก่อนที่จะได้เห็นภาพปล้นหอมกันกลางบริษัท เมื่อดวงตาคมกล้าตวัดมามอง จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตา คว้าแฟ้มเอกสารวางอยู่ มาตั้งหน้าตั้งตา ไม่เอ่ยอะไรอีก ได้ยินฝีเท้าหนักๆ หายเข้าไปในห้องนั่นแหละ ถึงได้ลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“เฮ้อ...เกือบตายซะแล้ว”

รำพันกับตัวเองแผ่วเบา แล้วเปลี่ยนอารมณ์มาเอียงหน้าเอียงคอมองกรอบหน้าเล็กของผู้ช่วยคนงาม จ้องเอาๆ ชนิดที่ว่า กะพริบตากี่ครั้งยังนับได้ “ลูกหว้าจ๊ะ...”

“คะ” หญิงสาวฉีกยิ้มกว้างตอบรับ

“เมื่อกี้ พี่เห็นคุณภพเธอ แทบจะหอมแก้มลูกหว้า...”

พูดไปดวงหน้าหญิงวัยกลางคนก็แดงก่ำ “ลูกหว้ากับคุณภพ เป็นคนรักกันหรือจ๊ะ”

คราวนี้คนถูกตั้งคำถาม ส่ายหน้าจนผมกระจาย “ไม่หรอกค่ะ เขาเห็นลูกหว้าเป็นแค่นางบำเรอเท่านั้น” เธอได้แต่อ้อมแอ้มกล่าวบอกเสียงเบา แต่สิ่งที่เลขาใหญ่ได้ยินก็คือ เธอน่ะเป็นเพียงทาสซึ่งเขาอยากจิกใช้เมื่อไรก็ได้ตามแต่ต้องการ

ดูเหมือนคุณเลขาใหญ่จะมีสีหน้าผิดหวัง เพราะเธออยากให้ทั้งสองคนนี้ กลายเป็นคู่รักกันจริงๆ คนหนึ่งก็หล่อเหลาปานเทพบุตร ส่วนอีกคนก็สวยหมดจด ดูผุดผาดราวกับนางฟ้ามาจุติ แต่ในเมื่อไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ปราณีก็เลยรีบหันมาทำงานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนงานของสลิลลาก็คือศึกษาแฟ้มงานบริเวณด้านหลังโต๊ะทำงาน ตอนนี้เลขาใหญ่บอกกล่าวแล้วว่า เธอสามารถอ่านได้ทุกอย่าง ไม่มีแฟ้มไหนหวงห้าม

 

หลังจากห้องประธานใหญ่ปิดตายไปร่วมครึ่งชั่วโมง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดก็เปิดประตูออกมาด้วยใบหน้าบึ้งๆ แต่พริบตาเดียวก็โปรยเสน่ห์ มองสลิลลาตาเยิ้มๆ ช่วงขาแข็งแรง ก้าวยาวๆ มาหยุดตรงหน้าโต๊ะของหญิงสาว พลางโน้มใบหน้าเข้าใกล้ โชคดีที่ร่างอรชรรู้ตัว จึงรีบทิ้งแผ่นหลังแนบกับพนักพิง พลางมองเขาตาขวางขุ่น

“ขอโทษทีจ้ะ น้องลูกหว้า พอดีพี่สะดุดขาตัวเอง”

“ระวังเถอะ! จะสะดุดตอ” คุณปราณีอดที่จะเอ่ยแทรกไม่ได้

“ผมขอคุยกับน้องมาใหม่ก่อนนะครับคุณป้าปราณี เรื่องของผมกับป้า เอาไว้คุยกันในคราวหน้านะครับ”

เอกรัตน์เน้นเสียงหนัก จ้องตาเลขาใหญ่อย่างไม่ยอมแพ้ เมื่ออีกฝ่ายสะบัดหน้าพรืดเบือนไปทางอื่น รอยยิ้มกรุ้มกริ่มจึงแต้มมุมปากบางๆ

“คือว่า พี่อยากรู้จักกับลูกหว้าให้มากกว่านี้ ไม่ทราบลูกหว้าจะรังเกียจไหมครับ” ผู้จัดการหนุ่มรุกรวดเร็ว มือทั้งสองข้างวางค้ำลงบนโต๊ะทำงานของหญิงสาว ชะโงกหน้าเข้าใกล้เรื่อยๆ

“ถอยไปห่างๆ ก่อนดีไหมคะ คือลูกหว้าหายใจไม่ออก”

ริมฝีปากจิ้มลิ้มเอ่ยด้วยซุ่มเสียงเรียบๆ ร่างบางขยับเก้าอี้ไปใกล้เลขาใหญ่ ทำหน้าคล้ายกลืนยาขมเข้าไปทุกที “ในเมื่อเรารู้จักกันแล้ว ลูกหว้าคิดว่า คงไม่จำเป็นต้องรู้จักกันมากกว่านี้อีก” บอกด้วยรอยยิ้มแหยๆ เธออยากให้ใครสักคนมาลากผู้ชายหน้าหม้อคนนี้ไปไกลๆ เพราะเท่าที่อยู่ใกล้ เธอรู้สึกว่าเขาอันตรายมากกว่าผู้ชายใจร้ายคนนั้นเสียอีก

“แต่พี่อยากรู้จักกับลูกหว้ามากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ ถ้าอย่างนั้น เอาเป็นว่า เที่ยงนี้ เดี๋ยวพี่พาไปทานมื้อเที่ยงร้านอร่อยที่สุด แพงที่สุด และหรูหราที่สุดดีหรือเปล่า” คนอวดรวยเสนอตัวด้วยใบหน้าระรื่น วาดหวังเหลือเกิน ว่าหญิงสาววัยล่ะอ่อน ดูท่าทางเรียบร้อยดังผ้าผับไว้ จะตกสู่หลุมพราง ดังเช่นผู้หญิงอื่นๆ ทั้งบริษัท เพราะไม่มีใคร รอดพ้นคาสโนวาตัวเป้งอย่างเขาไปได้สักรายเดียว

“เอ่อ...”

“ปฏิเสธไปเลยค่ะน้องลูกหว้า...” ปราณีรีบหันมากระซิบกระซาบ

สลิลลาได้แต่ยิ้มแหยๆ เธอหันรีหันขวางอย่างหาทางออก

“ไปทานมื้อเที่ยงกับพี่นะครับ” เอกรัตน์ยังคงเร่งเร้า ดวงตาทั้งสองข้างส่อประกายเว้าวอน

“ลูกหว้า!

ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะปฏิเสธออกไป เสียงห้าวกระด้างของใครบางคนก็ดังอยู่ที่หน้าประตูห้อง แถมร่างสูงใหญ่ยังเดินเร็วๆ มายืนอยู่ข้างๆ กับผู้จัดการหนุ่ม นัยน์ตาขวางขุ่นกรวดมองทุกคนเป็นรายตัว ไม่เว้นแม้แต่เลขาใหญ่ซึ่งแอบหลบตาจ้าล่ะหวั่น ทว่านาทีนี้ ดวงตาคมกริบกำลังมองเอกรัตน์อย่างไม่ชอบใจ “งานการไม่มีทำหรือไงคุณผู้จัดการ ถึงได้มีเวลามาเสวนากับคนแถวนี้”

“มีครับเจ้านาย แต่เผอิญแวะคุยกับน้องลูกหว้าเธอนิดหนึ่ง”

“แต่ฉันว่าตอนนี้ ลูกหว้าคงไม่ว่างจะคุยกับนายหรอก ใช่ไหม?

ท้ายประโยค ภีรภพเน้นยำให้ร่างบางได้ยินชัดๆ ก่อนมุมปากหยักจะกระตุกอย่างมีเลศนัยน์ พร้อมกับอุ้งมือร้อนผ่าวคว้าหมับเอาเรียวแขนเล็ก รั้งร่างบางให้เดินอ้อมออกจากโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเรียวขยับเกลี่ยเบาๆ ที่กรอบหน้าเล็ก แล้วถามด้วยประกายตาหวานเชื่อม

“เมื่อกี้ ฉันได้ยินว่านายเอกรัตน์ชวนเธอไปทานกลางวัน ไหนลองตอบมาหน่อยสิ ว่าจะไปกับมันหรือเปล่าฮึ!” กระซิบถาม แต่คงดังมากพอที่คนอื่นๆ รอบตัวจะได้ยินชัดถนัดหู

“ลูกหว้าไม่ไปค่ะ”

หญิงสาวตอบเสียงเรียบ เธอเสหลบม่านตาคมๆ ด้วยความหวาดกลัว เธอกลัวใจเขาเหลือเกิน ไม่รู้ว่าจะแปลงร่างเป็นซาตานร้ายเมื่อไร ยิ่งเวลานี้ มาทำเป็นพูดเพราะ เขายิ่งน่ากลัวมากกว่าเวลาโหดเป็นร้อยเป็นพันเท่า

“ได้ยินชัดแล้วใช่ไหมเอกรัตน์ ตอนนี้เชิญนายกลับไปทำงาน แล้วคราวหน้าคราวหลัง ไม่ต้องมาชวนผู้ช่วยเลขาของฉันไปไหนมาไหนอีก เพราะท่านประธานคนนี้ ไม่อนุญาต ไป!” ซุ่มเสียงห้าวเข้ม เอ่ยบอกผู้จัดการหนุ่มด้วยใบหน้าบึ้งตึง แสดงท่าทีกราดเกรี้ยวใส่ โดยไม่ปกปิดความรู้สึกของตัวเอง เพราะก่อนหน้านี้ ที่เห็นไอ้หน้าอ่อนมันเข้าใกล้ จนแก้มแทบจะชนกับเมียตัวดี เขาก็แทบจะขย้ำคอมันอยู่แล้ว แต่ดีหน่อย ที่แม่คุณทูนหัวรีบถอยหนีห่าง เธอจึงรอดพ้นจากความตาย ถ้าหากก้อล้อก้อติก ระริกระรี้คุยกับมันจนเนื้อเต้นล่ะก็ เธอได้ขาดใจตายคามือเขาแน่ สลิลลา!

คนถูกไล่อย่างไม่ไว้หน้า แอบซ่อนความไม่พอใจ ไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งสงบ ขอตัวเดินกลับไปทำงานของตัวเองดังเดิม ดวงตาสีดำสนิท แวววาวและแอบปรายตามองภีรภพด้วยความชิงชัง ก่อนจะหันกลับไปมองกรอบหน้าเศร้าๆ ของหญิงสาวที่ตัวเองหมายตาเล็กน้อย เขาไม่มีทางปล่อยผู้หญิงติ๋มๆ ว่าง่ายๆ หลุดมือไปเป็นอันขาด เธอต้องเป็นอีกคนที่เขาต้องได้เชยชม

พ้นแผ่นหลังของหนุ่มสูงเพรียว ม่านตาคมกริบของท่านประธานหนุ่มก็ขยายกว้าง จ้องกรอบหน้าเล็กไม่วางตา จู่ๆ ก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือบาง แล้วรั้งร่างอ้อนแอ้นถลาเข้าไปในห้อง พร้อมกดล็อกประตูเสร็จสรรพ ปล่อยให้เลขาใหญ่ด้านนอก ได้แต่ทำหน้าอิหลักอิเหลื่อ ชะเง้อมองตามจนคอเป็นยีราฟ

ด้านสลิลลา เธอกำลังนิ่วหน้าด้วยความเจ็บร้าวบริเวณข้อมือ ปลายนิ้วเล็กเรียวพยายามที่จะแกะอุ้งมือใหญ่ออก เพื่อไม่ให้เนื้อของเธอเขียวปั้ด แต่ไม่ว่าพยายามเท่าไร มันก็ไม่สำเร็จสักที

“คุณภพ...ลูกหว้าเจ็บ!” เรียวปากอิ่มเริ่มโอดครวญ

“ไปยิ้มให้มันทำไม ไปมองหน้ามันทำไม ไปพูดกับมันทำไม”

คำถามเป็นสิบถูกปากหยักพ่นใส่หน้าเล็ก ดวงตาของชายหนุ่มถมึงทึง และตอนนี้กำลังรั้งร่างอ้อนแอ้น บังคับให้นั่งลงบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ของตน กดไหล่มนเอาไว้แน่น “อยู่นิ่งๆ เธอต้องตอบข้อสงสัยของฉันทุกข้อ ไม่อย่างนั้น ฉันจะหักคอเธอเข้าใจไหมฮึ!

“ลูกหว้าไม่ได้ยิ้มให้เขา”

เธอรีบตอบ พร้อมกับเบะปากน้อยๆ เมื่อไหล่บางถูกกดอย่างหนัก

“แล้วพูดกับมันหรือเปล่า”

“เขาถามลูกหว้าแค่ตอบไปตามมารยาท ไม่ได้อยากสนทนากับเขาสักหน่อย”

เป็นอีกครั้งที่เธอพยายามแกะพันธนาการรัดเนื้อตัวเองให้ออกห่าง อยากจะผลักไสคนตัวโต คนร้ายกาจซึ่งจ้องแต่ข่มขู่ให้ไปไกลๆ ซะเหลือเกิน “แล้วคุณภพจะสอบสวนลูกหว้าทำไมคะ ก็เห็นๆ อยู่ ว่าเขามายุ่งกับลูกหว้าเอง ลูกหว้าไม่ได้กระโจนหาเขาสักหน่อย”

“ก็ลองเธอทำแบบนั้นสิ ฉันเอาเธอตายแน่”

“หึงหรือไงคะ” สลิลลาโพล่งออกไปโดยไม่ได้คิด ดวงตากลมแป๋ว ช้อนมองกรอบหน้าใหญ่ไม่วางตา “คุณทำเหมือนหึงลูกหว้า ไม่อยากให้ผู้ชายคนอื่นเข้าใกล้ ไม่อยากให้ลูกหว้าพูดคุยกับใคร” เอ่ยออกมายาวเหยียด แล้วทำตาปริบๆ เอียงหน้าเอียงคอใส่

“ใครหึงเธอ”

เจ้าของคำพูดทำหน้าเหรอหรา มุมปากหยักเหยียดทิ้งด้วยความหมั่นไส้ มือหนาปล่อยจากไหล่บาง แล้วก้าวอาดๆ ไปยืนเคว้งอยู่กลางห้อง สองมือใหญ่สอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกง “ฉันแค่ไม่อยากให้ใครมาซ้ำรอยก็เท่านั้นเอง ผู้หญิงของฉัน ต้องเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าฉันจะเฉดหัวทิ้งไปแล้วก็ตาม” ดวงตาคมกริบจ้องตากลมๆ ไม่วาง “จำไว้นะ สลิลลา ทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของเธอเป็นของฉัน อย่าริอ่านยกมันให้ใครเป็นอันขาด...จำไว้!

“ค่ะ ลูกหว้าจะจำไว้”

 เธออ้อมแอ้มรับปาก ด้วยขอบตาร้อนผ่าวราวกับไฟอัง กะพริบตาถี่ๆ ไล่ความเจ็บร้าวที่มันเกาะกินหัวใจให้จางหาย สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนจะขยับตัวลุกออกจากเก้าอี้ “ถ้าคุณไม่มีอะไรแล้ว ลูกหว้าขอตัวไปช่วยพี่ปราณีทำงานก่อนนะคะ” กล่าวจบ ช่วงขาเล็กเรียว ก็นำพาร่างระหง เดินค้อมตัวหนีห่างจากคนหน้ายักษ์ แต่แล้ว ยังไม่ทันได้ห่างเขาถึงช่วงตัว ร่างแน่งน้อยก็เซถลามาชิดอกกว้าง

“เงยหน้ามองฉัน!” เขาสั่งอย่างเอาแต่ใจ ขยับปลายนิ้วเชยคางเล็กให้สบตา

“ฉันจะลงโทษเธอ...”

ซุ่มเสียงห้าวทุ้ม กระซิบเบาๆ ชิดปลายจมูกโด่งรั้น ก่อนจะแนบริมฝีปากร้อนผ่าว เข้ากับกลีบปากอิ่มนุ่ม บดเคล้าอย่างรุนแรงและหนักหน่วง เฝ้าแทะเล็มกลีบปากนุ่มอย่างตะกละตะกลาม มือทั้งสองข้างวาดผ่านแผ่นหลังบอบบาง และลากเคล้น ก่อนจะขยับมือซ้ายเลื่อนขึ้นมาถึงฐานอกสวย เคลื่อนครอบครองทรวงอก แล้วบีบเบาๆ

“ถ้าเธอคุยกับไอ้หมอนั่นอีก ฉันจะจูบเธอให้ขาดใจตาย...”

ถอนปากออกเพียงเล็กน้อย ก็กล่าวข่มขู่ ก่อนจะสอดปลายลิ้นรุกล้ำโพลงปากหนุ่ม จูบลงทัณฑ์ด้วยความป่าเถื่อนรุนแรง มือยังทำหน้าที่ขยี้ขยำทรวงงามไปเรื่อยๆ ปากนั้นทั้งขบทั้งกัด และไล้เลีย ปาดป้ายดูดดึง เสียจนริมฝีปากเล็กเริ่มแดงและบวมเจ่อขึ้นทันตา

จูบชนิดสูบวิญญาณ เอาเป็นเอาตายอยู่ร่วมนาที ท่านประธานหนุ่มถึงได้ถอนปากออกห่าง จ้องมองกรอบหน้าของคนหลับตาพริ้ม ยินยอมรับโทษทัณฑ์ด้วยความพอใจ ปลายนิ้วใหญ่ขยับห่างจากทรวงงาม มาแตะเบาๆ บนกลีบปากนุ่ม

“รับปากฉันสิ ว่าจะไม่คุยกับมันอีก”

“ค่ะ ลูกหว้าจะไม่คุยกับเขา”

สลิลลาปรือตารับคำสั่ง ด้วยเรี่ยวแรงอ่อนระโหย ร่างแน่งน้อยเจียนล้มเค้เก้ ร้อนจนรีบยกมือขยุ้มเสื้อสูท จนบริเวณอกแกร่งของเขานั้นมีรอยยับย่น

“ดีมาก...”

โทนเสียงหล่อน่าฟังชมเปราะ พลางทำตาเยิ้ม ขยับมือยีศีรษะเล็กเบาๆ “ไปทำงานได้แล้ว อ้อ! อย่าลืมเติมลิปสติกสักหน่อยล่ะ ไม่อย่างนั้นคนเขาจะรู้กันทั่ว ว่าเราจูบแลกลิ้นกันปานจะกลืนกิน” ว่าพลางกลั้วเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความชอบใจ

ใบหน้าเล็ก ได้แต่ค้อนประหลับประเหลือบให้เขา แยกแยะไม่ได้เลยว่า พ่อมัจจุราชคนนี้ จะอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้าย บางนาทีก็ดูเหมือนจะไม่ทำอะไรให้เธอเจ็บ แต่บางเวลาก็เล่นเอาเธอน้ำตาท่วมใจ เมื่อเขาปล่อยให้เป็นอิสระ ปลายเท้าเล็กก็รีบจ้ำอ้าวออกจากห้อง เดินก้มหน้าก้มตา ไปคว้าเอากระเป๋าถือ แล้วหายเงียบเข้าไปอยู่ในห้องน้ำ ร่วมสิบนาทีถึงได้กลับออกมา นั่งทำงานเช่นเดิม แต่เธอก็พยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะไม่สบตากับคุณเลขาใหญ่ เพราะเธอไม่สามารถปกปิด พิรุธ ซึ่งประจานอยู่บนดวงหน้าได้เลย ถ้าเธอสบตา พี่ปราณีต้องรู้แน่ๆ ว่าเธอไปยืนให้ท่านประธานหนุ่มจูบ จนปากเจ่อปากบวม!

 



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha