เศษรักอสูร

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 8 : จูบรสชาดใหม่ๆ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 8

จูบรสชาดใหม่ๆ

 

การทำงานตลอดทั้งวัน กลับเข้ามาสู่ความเป็นปกติอีกครั้ง สลิลลาสนุกกับงานใหม่ที่ตัวเองเรียนรู้ ดีใจเหลือเกินเพราะไม่ต้องถูกกักขังอยู่ในคอนโด เธอมีโอกาสพบปะ และพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตา แต่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นนะ ส่วนผู้ชาย เธอต้องอยู่ห่างนับสองวา และไม่เปิดปากสนทนาหรือตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องงาน เธอยังขอให้ปราณีเป็นคนจัดการ เพราะเกรงคำขู่ของใครคนนั้น

หลายวันผ่านไปแล้ว ภีรภพเจ้าชีวิตของเธอ ทำตัวเป็นเจ้านายที่ดี และเป็นผู้ชายอบอุ่น เขาไม่ใจร้ายดังเช่นวันวาน เขาปล่อยให้เธอได้รับอิสระ ไม่คอยชี้นิ้ว เลิกทำตาขึงเครียดใส่ แต่ยกเว้นเฉพาะกลางวันหรอกนะ กลางคืน เธอก็ยังคงเป็นนางบำเรอ ที่เขาพร้อมจะกระโจนใส่ในทุกค่ำคืน

ก่อนเที่ยงวันนี้ ปราณีชะเง้อมองซ้ายขวา แล้วหันมาเอ่ยกับเธอด้วยใบหน้ายิ้มๆ “ลูกหว้า ไปทานส้มตำ ไก่ย่างกันไหมจ๊ะ พี่ไปเจอร้านใหม่ ดูท่าทางจะรสแซบเวอร์ทีเดียวแหละ ไปด้วยกันนะ”

“เอ่อ....ลูกหว้าต้องไปขอ...”

“ไปขออนุญาตคุณภพก่อนใช่ไหมล่ะ ไปสิ รีบไปขอเลย...”

เลขาใหญ่เอ่ยแทรกอย่างรู้เท่าทัน รีบพยักพเยิดให้หญิงสาวไปเอ่ยขอคนด้านใน เพราะตอนนี้ กำลังทำตาเยิ้ม นึกถึงภาพส้มตำรสเด็ด ปูปลาร้ารสแซบ ไหนจะไก่ย่างเหลืองนวล ราวกับว่ากลิ่นรัญจวนชวนน้ำลายสอ โชยกลิ่นมาต้องจมูก และคละคลุ้มรายล้อมตัว

สลิลลาได้แต่ทำหน้าปั้นยาก ผู้ชายคนนั้น อนุญาตให้เธอทานมื้อกลางวันได้แค่ร้านรวงด้านหลังบริษัท แต่ร้านที่พี่ปราณีจะพาไป มันอยู่ห่างนับเป็นกิโล เธอไม่รู้ว่าเขาจะใจดีหรือเปล่า หากเข้าไปขอ ในช่วงอารมณ์วัยทองล่ะก็ เธอคงถูกหักคอทิ้งอย่างไม่ต้องสงสัย

หากเมื่อเจอแววตาเร่งเร้า รอยยิ้มจืดๆ จึงเคลื่อนประดับดวงหน้า ก้นงอนๆ ผละห่างจากเก้าอี้ทำงาน ปรี่ไปยังประตูห้องทำงานของท่านประธานใหญ่ ยกมือบางเคาะเบาๆ เพียงสองครั้ง ก่อนจะเปิดเข้าไปด้วยแรงมือแผ่วเบา

ร่างบางเดินตัวลีบ เข้าไปหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ยักษ์ มือทั้งสองข้างบีบกันแน่นจนชื้นเหงื่อ เมื่อดวงตาคมกริบละสายตาจากเอกสารตรงหน้า จ้องเธอตาไม่กะพริบ น้ำลายในลำคอเล็กถึงกับแห้งผาก ราวกับยืนเคว้งอยู่กลางทะเลทรายอันร้อนระอุ

“มีอะไรหรือเปล่า หรือว่าจะมาชวนฉันไปทานกลางวันที่ไหนฮึ!

ปื้นคิ้วดกเข้มเลิกขึ้นเป็นเชิงสงสัย แอบขำเล็กน้อย เพราะคนตรงหน้า ทำราวกับเขาเป็นพญามัจจุราช เธอเอาแต่ก้มหน้าก้มตา หวาดกลัวเขาซะเหลือเกิน “ว่าไง มีอะไรหรือลูกหว้า”

“คือกลางวันนี้ ลูกหว้าขอไปทานส้มตำกับพี่ปราณีนะคะ”

“ส้มตำ!

ชายหนุ่มขึ้นเสียงสูง “ปลาร้าน่ะหรือ”

“ค่ะ ปูปลาร้า” หญิงสาวบอกเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง

ถึงเวลานี้ ภีรภพส่ายหัวดิก ร่างสูงกำยำผุดยืดเต็มความสูง ก้าวอาดๆ มาทิ้งสะโพกแนบกับขอบโต๊ะทำงาน มือทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอก ขณะสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่กรอบหน้างามระหง

“จะไปทานส้มตำจริงๆ น่ะหรือ”

“ค่ะ ลูกหว้าจะไปเป็นเพื่อนพี่ปราณี และอีกอย่าง ลูกหว้าก็ไม่ได้ทานส้มตำมานานแล้วด้วย” ปากจิ้มลิ้มกล้าขยับกล่าวบอกเขาเป็นชุด ทำตาปริบๆ วอนขอ ราวกับแมวน้อยช่างออดอ้อน

ท่านประธานหนุ่ม ผู้ไม่เคยแตะต้องส้มตำปูปลาร้า หรือตำไทมาก่อน ได้แต่ทำหน้าปั้นยาก ยอมรับเลยว่า กิตติศัพท์ของปลาร้า กลิ่นเหม็นๆ นั้น มันทำให้เขารู้สึกขยาด อยากออกปากห้ามร่างบาง แต่เพียงสบตาอ่อนหวานคู่นี้ ก็ได้แต่รั้งร่างเล็กๆ มาใกล้ สอดลำแขนเล็กพาดผ่านเอวคอดกิ่ว ลูบเบาๆ อยู่ที่แผ่นหลังเนียนๆ ภายใต้เนื้อผ้านุ่มนิ่ม

“ให้ไปก็ได้ แต่...”

สลิลลาเกือบจะเอ่ยขอบคุณเขา หากคิ้วเล็กก็ต้องเลิกขึ้นเป็นเชิงสงสัยเสียก่อน “แต่อะไรหรือคะ”

“ทานส้มตำเสร็จแล้ว ล้างปาก แปรงฟัน ทานลูกอม เคี้ยวหมากฝรั่งดับกลิ่นปลาร้าให้เรียบร้อย หลังจากนั้นก็เข้ามาหาฉันในห้องนี้”

“มาทำไมหรือคะ”

เอ่ยถามเขาด้วยความอยากรู้ “ลูกหว้าต้องทำงานต่อ มีงานอีกหลายอย่างยังทำไม่เรียบร้อย”

“ก็ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่คิดว่า จะจูบเธอเป็นของหวาน หลังทานกลางวันก็เท่านั้น...” ชายหนุ่มยืนกรานคำพูดนั้น ด้วยการโน้มใบหน้ามาหอมแก้มนิ่มทั้งซ้ายทั้งขวา “เพราะฉะนั้น ก่อนมา รบกวนกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ให้เรียบร้อย เข้าใจหรือเปล่า”

“คนบ้า ช่างเอาเปรียบ!

เธออ้อมแอ้มต่อว่าเขาเสียงเบาหวิว เสหลบตาเล็กน้อย เมื่อเจ้าของร่างกำยำซึ่งตะกองกอดตัวเอง หรี่ตาแคบอย่างจับผิด หนำซ้ำยังรั้งเธอเบียดใกล้จนแทบไร้ช่องว่าง

“ลูกหว้า...” ปากเล็ก พยายามเอ่ยอะไรบางอย่าง เพื่อทัดทานเขา

“ถ้าอย่างนั้น ก่อนไปทานส้มตำ เอาปากมาจูบลองรสชาติก่อนสิ ฉันจะได้แยกแยะถูกว่าจูบครั้งต่อไป เธอแปลงฟันหรือยัง” กล่าวอย่างเอาแต่ใจ พร้อมไม่รั้งรอให้สลิลลาบ่ายเบี่ยง ปากหยักได้รูป เคลื่อนครอบครองปากอิ่ม และวนเวียนแทะเล็มกลีบปากอิ่ม จากตะกละตะกลามในคราแรก เริ่มนุ่มละมุนและวาบหวาม จนร่างแน่งน้อยยืนไม่อยู่นั่นแหละ ถึงได้ถอนจูบด้วยความเสียดาย

หญิงสาวยืนตัวสั่น ขาสั่น เมื่อตั้งสติได้ ก็รีบหมุนกายออกจากห้องทำงานคนบ้าอำนาจโดยเร็วที่สุด ไปถึงโต๊ะทำงานก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาคว้าเอกสารมาเปิดอ่าน ทว่าต้องทำหน้าเบ้ เพราะรู้สึกว่ากลีบปากจิ้มลิ้มของตัวเองจะถูกกัดจนเป็นแผลเล็กๆ ท่าทางหากเธอกินส้มตำรสจัดจริงๆ ล่ะก็ คงได้สูดปากครางซี้ดๆ เพราะว่าความเผ็ดกำเริบหนัก จึงได้แต่บ่นปากขมุบขมิบให้คนใจร้าย แถมยังด่าเขาในใจไปอีกหลายยก

 

สองสาวต่างวัย มาถึงร้านส้มตำรสเด็ด ก็เวลาเกือบเที่ยงครึ่ง มาถึงก็เจอกับลูกค้าหนาแน่นร้าน บรรยากาศร้อนระอุ ทำให้แก้มเนียนๆ นั้นเริ่มแดงก่ำ สลิลลาเลือกนั่งนิ่งๆ ปล่อยให้ปราณีเป็นคนสั่งส้มตำสองสามอย่าง รวมถึงไก่ย่างและข้าวเหนียว รอคอยเกือบยี่สิบนาทีนั่นแหละ ส้มตำหน้าตาน่าทานก็เรียงรายอยู่ตรงหน้า

เอื๊อก!

เสียงใครบางคนลอบกลืนน้ำลาย ทำให้ดวงตากลมๆ ต้องหันไปมอง พี่ปราณีของเธอกำลังปาดลิ้นรอบปาก ท่าทางจะกระหายหิวเสียจนน้ำลายสอ หญิงสาวจึงได้แต่ยิ้มล้อขำๆ

“กินกันเถอะค่ะ น้องลูกหว้า พี่อยากโซ้ยเต็มทีแล้ว ตำปูปลา ตำไท ตำแตงเปรี้ยวหวาน ไหนจะไก่ย่างไม้โตๆ อีก รีบกินกันเถอะค่ะ ประเดี๋ยวช้าแล้วจะเสียรสชาติ” ว่าพลางกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง รีบลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าด้วยความเร่งรีบ ทานไปก็ชมเปราะไป ว่าอร่อยแซบเด็ดดวงนักหนา คราวแรกปราณีก็ใช้ช้อนส้อมหรอก แต่ด้วยความอร่อย เธอจึงใช้มือเปิบพิสดาร

คนตัวเล็กได้แต่นั่งมองอยู่ในครั้งแรก ก่อนจะลงมือทานเช่นเดียวกัน ยอมรับเลยว่า แม่ค้าเขาตำส้มตำได้เลิศรสมาก ไม่น่าล่ะลูกค้าถึงเต็มร้านจนโต๊ะนับสิบไม่เหลือที่ว่างให้นั่ง ตัวเธอเองไม่ค่อยได้ทานส้มตำบ่อยครั้งนักหรอก ยิ่งตั้งแต่ทุกคนจากเธอไปหมด เธอก็ไม่ได้แตะต้องรสชาติแซบๆ แบบนี้อีก ส่วนใหญ่ก็กินน้ำตาเป็นอาหารหลักซะมากกว่า

            ตักส้มตำเข้าปากแต่ละคำ หญิงสาวก็ต้องแอบสูดปากคราง เพราะเจ็บแสบบริเวณแผล นั่นเป็นเพราะฤทธิ์จูบที่พ่วงกัดของคนใจร้าย เล่นซะเอาเธอแทบปากเจ่อ ทานไปได้ไม่กี่คำ หญิงสาวก็หยุด แล้วเลือกนั่งมองเลขาใหญ่ ซึ่งยังคงตั้งหน้าตั้งตากิน ราวกับมีกระเพาะใหญ่ไว้คอยบรรจุอาหาร นานๆ เข้า แรงมือเริ่มตกนั่นแหละ เธอถึงได้เอ่ยขำๆ

            “สั่งเพิ่มอีกสักครกสองครกไหมคะพี่ปราณี”

            “โอ๊ย! พอแล้วจ้ะ พี่ท้องจะแตกแล้ว อิ่มมาก!

เลขาท่านประธานทำหน้าขยาด พุงเริ่มอวดโชว์ทำให้เสื้อปริออกมา แล้วก็ตามติดด้วยเสียงเลอถูกพ่นออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ จึงได้แต่ยิ้มจืดๆ “เห็นไหม อิ่มจนประจานตัวเองเลย ว่าเป็นคนตะกละ” บ่นอุบให้ตัวเอง ก่อนจะจ้องหน้าเล็กด้วยใบหน้าปู่เลี่ยน “ว่าแต่ทำไมลูกหว้าทานนิดเดียวล่ะ ไม่แซบหรือจ๊ะ”

            “เอ่อ...อร่อยค่ะ แต่เผ็ดไปหน่อย”

            “เผ็ดหรอ...อืม...คงจะเผ็ดสำหรับลูกหว้า เพราะปากเจ่อเชียว”

            หญิงสาวได้แต่หลบตา ไม่กล้าสู้หน้า ก็ความจริง ส้มตำไม่ได้เผ็ดมากเกินไปหรอก แต่ปากของเธอ...

            “พี่ว่า เรากลับกันเถอะ เหลือเวลาไม่ถึงสิบนาที เข้าทำงานสายล่ะก็ โดนคุณภพเอ็ดเอาแน่...”

เลขาใหญ่รีบเอ่ยชวน พลางเรียกแม่ค้ามาคิดค่าอาหาร จ่ายเงินเสร็จสรรพ ก็พากันเดินทางกลับบริษัท แต่คงเจอกับช่วงรถติดเยอะไปหน่อย กว่าจะมาถึงที่ทำงาน ก็เล่นเอาเกือบบ่ายโมงครึ่ง คนเข้าทำงานช่วงบ่ายช้า จึงได้แต่เดินตัวลีบกลับมายังโต๊ะ

            ทว่า...ทั้งคู่ก็นิ่งเหมือนถูกสาป เมื่อสายตาปะทะเข้ากับเรือนร่างบึกบึน ซึ่งนั่งกอดอก ทิ้งสะโพกแนบขอบโต๊ะทำงาน ใบหน้าเบ้บึ้งบอกบุญไม่รับ สองสาวต่างวัยทำอะไรไม่ได้ นอกจากคลี่ยิ้มจืดๆ ให้กับท่านประธานหนุ่ม

            “เข้าทำงานช้าไปครึ่งชั่วโมงนะคุณปราณี”

ภีรภพเอ่ยเสียงเรียบ จ้องหน้าทั้งคู่ทีละคนรายตัว “คิดว่าทำงานมาหลายปี แล้วผมจะไม่เอาเรื่องหรือไง คงต้องลงโทษกันหน่อยดีไหม เดี๋ยวจะเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่คนอื่น คุณควรจะตรงเวลาให้มากกว่านี้นะ” ดวงตาสีนิลจ้องมองอย่างคาดโทษ ไม่คิดจริงจังหรอก แค่อยากแกล้งเลขาคู่ใจเท่านั้น ข้อหาพาเมียบำเรอของเขาออกไปนานเหลือเกิน เขารึอุตส่าห์หิ้วท้องรอของหวานตบท้อง

            “เอ่อ...” คุณเลขาทำหน้ากระอักกระอ่วน เพราะร้อยวันพันปี เจ้านายไม่เคยมาตั้งหน้าตั้งตานับเวลาเข้า-ออก ที่ทำงานเลยสักครั้ง

            “ลูกหว้าผิดเองค่ะ ลูกหว้าชวนพี่ปราณีแวะดื่มกาแฟเย็นๆ ก็เลยกลับช้า” คนตัวเล็ก ซึ่งเงียบอยู่นาน รีบเสนอตัวรับผิด ขยับปลายเท้าเดินเร็วๆ เข้าใกล้ท่านประธานหน้ายักษ์

“หากจะมีคนผิด ขอเป็นลูกหว้านะคะ”

            ชายหนุ่มได้แต่แอบถอนใจระอา กลอกตาไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ในเมื่อแม่ตัวดีเสนอ เขาก็ควรรีบสนอง มุมปากหยักจึงกระตุกยิ้มนิดๆ แล้วคว้าเอาแขนเรียวเล็กติดมือเข้าห้อง โดยไม่ลืมกดล็อกประตูอย่างทันท่วงที

            มือบางถูกปล่อยเป็นอิสระ ขณะที่เจ้าของร่างหนุ่มแน่นสุขภาพดี เดินเร็วๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงาน มือทั้งสองข้างวางอยู่บนโต๊ะ ดวงตายังคงเพ่งพิศกรอบหน้าของคนอาสารับผิดอยู่ไม่วาง

            “ในเมื่อทำผิด ก็ต้องรับโทษ เดินมานี่สิ” เขาสั่งอย่างวางอำนาจดั่งเคย

            ช่วงขาเล็กเพรียวของสลิลลา ได้แต่ค่อยๆ ขยับมายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน หากอีกฝ่ายสั่งด้วยสายตาให้อ้อมมายืนอยู่ข้างๆ เก้าอี้ทำงานตัวเขื่อง เธอจึงขยับปลายเท้าตาม ทว่าเจอคำสั่งอีกอย่างจึงแอบชะงัก แล้วทำตาปริบๆ เพราะอุ้งมือร้อนผ่าวของเขา ตบแรงๆ บนหน้าขากระด้าง บ่งบอกให้เธอหย่อนสะโพกนุ่มๆ ลง

            “นั่งสิ! มานั่งตักฉัน ให้ฉันลงโทษแต่โดยดี”

            “แต่...” หญิงสาวทำท่าจะคัดค้าน ทำหน้าตาคล้ายถูกผีหลอก

            “จะนั่งดีๆ หรือจะให้บังคับ”

            ปลายจมูกเล็กพ่นลมหายใจทิ้งด้วยความอึดอัด แล้วขยับตัวนั่งลงบนหน้าขาเขาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อนั่งเรียบร้อย พ่อเจ้าพระคุณก็บังคับให้เธอขยับแขนทั้งสองข้างคล้องคอ จึงได้แต่ทำตามคำสั่งด้วยใบหน้าปั้นยาก

            “ดีมาก ต่อไปก็ จูบฉัน เอาหวานๆ”

            “ให้ลูกหว้าทำความสะอาดห้องแทนได้ไหมคะ”

เธอก้มหน้าก้มตาเอ่ย หากเธอจูบเขาจริงๆ อาจถูกโยนลงนอกหน้าต่างก็เป็นได้ ปลาร้าที่กินเข้าไป มันยังส่งกลิ่นอบอวลอยู่ในช่องปากอยู่เลย แล้วอย่างนี้ จะให้เธอจูบเขาได้เช่นไรเล่า

            “บอกให้จูบ ไม่อย่างนั้น ฉันจะสั่งหักเงินเดือนคุณปราณี เข้าทำงานสายครึ่งชั่วโมง ก็หักสามพัน”

            “จะบ้าเหรอคะ...” คัดค้านเขาเร็วปรื๋อ ก้มหน้ามองเพียงแผงอกกว้าง ค่อยๆ ถามเขาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

“แน่ใจหรือคะ ว่าจะให้ลูกหว้าจูบ”

            “แน่นอนอยู่แล้ว ฉันรอจูบของเธอจนเนื้อเต้นแล้วเนี่ย”

ชายหนุ่มเร่งเร้าทั้งหน้าทั้งตา ทำทีราวกับหนุ่มริรักจะได้จูบสาวเป็นครั้งแรก หนำซ้ำมือหนายังวาดผ่านแผ่นหลังเล็ก คลึงเคล้นเบาๆ “ลูกหว้า...จูบฉันหน่อยนะ” เขาวอนเสียงฉ่ำพร่า นัยน์ตาทั้งสองข้าง จับจ้องอยู่กับกลีบปากจิ้มลิ้ม ซึ่งผู้เป็นเจ้าของได้แต่เม้มเอาไว้แน่น

“จูบเถอะ เอาหวานๆ เหมือนน้ำผึ้งเดือนห้า” หลับตาพริ้มด้วยความเต็มอกเต็มใจ

คนตัวเล็กได้แต่ทำหน้าอิหลักอิเหลื่อ เธอค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ขณะที่มือทั้งสองข้างซึ่งยึดลำคอแกร่งไว้ แอบจิกเล็บเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะแนบริมฝีปากอิ่มของตัวเองเข้ากับปากหยักได้รูปด้วยความถนัดถนี่ เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเปิดปากให้รานรุก ลิ้นน้อยๆ จึงอาจหาญลุกล้ำเข้าไป ดังเช่นที่เขาสอนมาก่อน

“อือ...” ดูเหมือนเจ้าของหน้าหล่อๆ จะครางพอใจ ทว่าอึดใจเดียวปื้นคิ้วดกเข้มก็เลิกขึ้นสูง มือหนักขยับดันไหล่เล็กให้ออกห่าง

“ลูกหว้า...” ทำหน้าแปลกใจระคนตกใจสุดขีด “ปากเธอ...”

“ลูกหว้ากินส้มตำปูปลาร้า ยังไม่ได้แปรงฟันค่ะ”

“ทำไมไม่แปรงฟัน บ้วนปากก่อนฮึ!

เขาทำหน้าเหมือนอาหารเป็นพิษ “อาหารหวานของฉัน เป็นอาหารคาวทันทีเลย แต่ว่า...”

หญิงสาวทำตาโต กับคำพูดเอาแต่ได้ของเขา ผู้ชายคนนี้เห็นแก่ตัวสุดๆ จึงรีบโพล่งแสร้งขึ้นทันควัน “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวลูกหว้า ไปทำงานก่อนนะคะ ส่วนเรื่องจูบเอาไว้...”

หากยังไม่ทันทีสลิลลาจะชิ่งหนีห่าง แก้มอิ่มทั้งสองข้างก็ถูกอุ้งมือร้อนผ่าวประคองไว้ ใบหน้าหล่อๆ โน้มเข้ามาใกล้ แล้วเป็นฝ่ายมอบจูบวาบหวาม ปลายลิ้นร้ายกาจ ตักตวงเอารสชาติใหม่กลืนกินด้วยความตะกละตะกลาม ริมฝีปากเล็กบางจึงถูกรานรุกอย่างหนัก และฤทธิ์จูบร้อนแรงยังคงดำเนินอยู่เช่นนั้น ยาวนานนับสิบนาที

เมื่อเขาปล่อยให้เป็นอิสระ ใบหน้าแดงก่ำก็ซบลงอยู่กับแผงอกแน่นๆ ช้อนสายตามองเขาด้วยความงวยงง

“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก ว่าไป ท่าทางส้มตำของเธอ คงจะอร่อยใช่ย่อยเลยนะ ขนาดฉันชิมผ่านปากเธอ ยังเด็ดดวงขนาดนี้”

“คุณภพ!

สลิลลาได้แต่ทำตาขวางขุ่น ขยับกายกระโจนออกจากตักของเขา แล้วรีบเอ่ยขอตัวเร็วปร๋อ “ลูกหว้ากลับไปทำงานก่อนนะคะ” ว่าจบร่างบางก็แทบวิ่งโร่ออกจากห้อง ทำปากกระหมุบกระหมิบด่าทอเขา แล้วแจกค้อนประหลับประเหลือบจนคอแทบเคล็ด โดยไม่รู้เลยสักนิด ว่าเจ้าของใบหน้าหล่อๆ ยิ้มพอใจแค่ไหน กับรสจูบรสชาติใหม่ในวันนี้

           

ช่วงค่ำของวัน หลังเลิกงาน ตัวรถสปอร์ตซึ่งพกพาสองชีวิต กำลังมุ่งหน้าไปยังบ้านสินันทราดล ไม่ใช่คอนโดโอ่อ่าดั่งเคย ผู้โดยสารสาว ทำหน้ายุ่งเล็กน้อย เมื่อเส้นทางถูกเปลี่ยนแปลงโดยไม่บอกกล่าว เธอหันหน้ามองคนขับแล้วเลิกคิ้วขึ้นสูง หากไม่อยากถามไถ่ให้เขาเกิดความรำคาญ จึงได้แต่นั่งนิ่งๆ มองทิวทัศน์รอบๆ ตัว

“ไม่อยากรู้หรือ ว่าฉันจะพาเธอไปไหน”

“ถ้าถึงที่หมาย ลูกหว้าก็คงรู้เองค่ะ”

เธอตอบเสียงเรียบ อย่างรู้ฐานะตัวเองดี แม้ช่วงหลายวันมานี้ เขาจะใจดีกับเธอมากกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความแค้นระหว่างเขาและพี่ชายของเธอ มันจะลดน้อยลงไปได้ เพราะฉะนั้น ทำตัวเป็นตุ๊กตาไร้ชีวิต ย่อมส่งผลดี มากกว่าเป็นผู้หญิงชั่งซักชั่งถามและพูดมาก

“เธอไม่ได้ประชดฉันใช่ไหม”

ปื้นคิ้วเข้มๆ เลิกขึ้นเป็นเชิงรอคำตอบ ดวงตายังคงจดจ่ออยู่กับท้องถนนเบื้องหน้า

“เปล่านี่คะ ลูกหว้าแค่ไม่อยากให้คุณรำคาญ”

“กลัวฉันจะหักคอ...”

ภีรภพดักทางอย่างรู้ทัน “ฉันใจดีบอกเธอก็ได้ ว่าคืนนี้ เราจะไปค้างกันที่บ้าน เมื่อช่วงบ่ายคุณแม่โทรมา ให้เข้าไปพบท่าน เห็นว่า คงอยากรู้มั้ง ว่าคอเธอหักไปหรือยัง”

“หักคอลูกหว้า ไปเป็นของขวัญให้คุณป้าดีไหมคะ”

สลิลลาอดประชดประชันไม่ไหว ดวงตากลมๆ ค้อนประหลับประเหลือบ

“ไม่ดีหรอก ถ้าเธอคอหักตาย แล้วฉันจะจูบใครล่ะ โดยเฉพาะจูบรสชาติปลาร้า...”

หญิงสาวได้แต่ทำหน้างอ เป็นปลาทูแม่กลอง แต่แอบดีใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้ นึกขอบคุณเขาด้วยซ้ำ อุตส่าห์พาเธอกลับไปเยี่ยมบ้าน ถึงแม้ว่าจะเป็นคำสั่งของคุณป้าอรัญญาก็ตามที ทว่าหากเขาไม่เต็มใจล่ะก็ เธอรู้ดี แม้แต่คุณป้าก็ไม่สามารถบังคับผู้ชายช่างเอาแต่ใจคนนี้ได้ เขาน่ะใหญ่คับฟ้าประจำบ้าน เป็นคุณชายที่ห้ามใครๆ ขัดใจ ผู้ชายบ้าอำนาจ!

เจ้าของร่างเล็ก เลือกนั่งเงียบมาตลอดทาง ตื่นเต้นไม่น้อย เพราะในไม่ช้าก็จะถึงทางเข้าหมู่บ้าน แอบชะเง้อตามองจนคอยาวเป็นยีราฟ พลอยทำให้คนขับรถหน้ายักษ์ แอบลอบยิ้มที่มุมปาก หางตาก็แอบปรายมองหญิงสาวอยู่เป็นระยะ กระทั่งตัวรถเคลื่อนผ่านรั้วอัลลอยด์ เข้ามาจอดสนิทอยู่ที่บริเวณเชิงบันไดบ้านหลังใหญ่ แล้วพากันก้าวลงจากรถด้วยกันทั้งคู่ ชายหนุ่มถึงได้ตีหน้าให้วางเฉยดั่งเคย

“หนูลูกหว้าของป้า...”

เสียงทุ้มอารีของคุณอรัญญาดังขึ้น พร้อมๆ กับเรียวแขนนุ่มหยุ่นรั้งร่างอ้อนแอ้นเขาไปกอดไปหอม “ชื่นใจเหลือเกินลูก หนูเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า ได้ข่าวว่าเจ้าลูกชายตัวดี พาหนูไปทำงานที่บริษัทด้วย นี่หนูโดนตาภพกลั่นแกล้งอะไรบ้าง เล่าให้ป้าฟังหน่อยสิลูก ป้าจะได้แพ่นกบาลเจ้าตัวร้ายสักทีสองที”

เรียวปากอิ่มถึงกับคลี่ยิ้มกว้าง น้ำตาคลอให้กับความห่วงใยที่คุณป้าอรัญญาแสดงออก ท่านรักและหวังดีกับเธอเสมอ จึงได้แต่แอบปรายตาไปมองคนหน้ายักษ์อีกครั้ง แล้วส่ายหน้าเข้ากับอ้อมอกอบอุ่น

“ลูกหว้าไม่เป็นไรค่ะ สบายดี”

“แน่หรือจ๊ะ ฟ้องป้ามาได้เลยนะ คราวนี้ป้าไม่ยอมแน่ๆ ยังไงตาภพต้องถูกลงโทษ...”

“คุณแม่ครับ ผมไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่มาร”

ชายหนุ่มอดไม่ได้ จึงโพล่งแทรกขึ้นอย่างเสียมารยาท ตั้งแต่เขาเดินลงจากรถ แม่สุดที่รักก็เอาแต่อี๋อ๋อกับยัยตัวแสบ ไม่รู้จะห่วงใยอะไรกันนักกันหนา เขาหักขาให้หล่อนเดินไม่ได้ กลายเป็นคนพิการก็ว่าไปอย่าง จะได้คอยพะเน้าพะนอกันให้เต็มที่ เวลานี้ ตกลงใครเป็นลูกก็ไม่รู้ รู้สึกเหมือนตัวเอง กลายเป็นหมาหัวเน่า ยังไงยังงั้นไม่มีผิด

อึดใจต่อมา ม่านตาคมกริบก็ขยายกว้าง เมื่อเหลือบไปเห็นป้าหวาน ซึ่งรักตัวเองดังลูกหวานแท้ๆ

“ป้าหวานครับ ผม...”

ร้องเรียกหา พร้อมเตรียมโผเข้ากอด ทว่า...

“คุณลูกหว้าของป้า โธ่...คนดี เป็นยังไงบ้างคะ เจ็บตัวตรงไหนหรือเปล่า” แม่บ้านประจำสินันทราดล ถลาไปกอดไปหอมสลิลลาดังเช่นคุณนายประจำบ้าน ประคบประหงม หอมฟอดซ้ายทีขวาที

เจ้าของร่างกำยำได้แต่ทำหน้าเซ็ง กลอกตามองอย่างเหนื่อยหน่าย สุดท้ายก็ทำได้เพียงจ้ำอ้าวเดินเข้าบ้าน ไปตะโกนโหวกเหวกโวยวาย พลอยทำให้เด็กรับใช้สองสามคน วิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปหมด ส่วนคนด้านนอก ได้แต่สบตากันแล้วฉีกยิ้มกว้าง ส่ายหน้าวืดๆ ปล่อยให้หนุ่มเอาแต่ใจ แถมยังขี้งอน ได้อาละวาดจนสาแก่ใจ

สามสตรีต่างวัย เดินคุยกันอย่างออกรส เคลื่อนขบวนกันมุ่งตรงสู่ห้องอาหาร ตลอดเวลามื้อค่ำร่วมชั่วโมง ลูกหว้าได้รับการเอาใจใส่ ชนิดที่ลูกชายแท้ๆ ประจำบ้าน ต้องแอบมองด้วยความระอา แอบคาดโทษร่างเล็กในใจอยู่เงียบๆ เพราะความรักจากแม่และป้าหวาน สิ่งที่เขาควรได้รับกลับตกไปเป็นของคนอื่น โดยเฉพาะคนนั้นคือ น้องสาวของไอ้คนที่ฆ่าหลานรักของเขา นาทีนี้นึกอยากจะให้สลิลลาท้องป๋องขึ้นมาดื้อๆ แล้วเขานี่แหละ จะเฉดหัวหล่อนให้ไปไกลๆ หรือไม่ ก็ขอให้หล่อนจบชีวิตเช่นเดียวกับกีรการ

แต่...ลำคอแกร่งถึงกับแห้งผาก หากเขาทำแบบนั้น ก็เท่ากับเขาลงมือฆ่าลูกในไส้ของตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลาจึงส่ายหัวไปมา พร้อมกับถอนหายใจอย่างคิดไม่ตก

“เป็นอะไรน่ะตาภพ อาหารไม่อร่อยหรือไง”

คุณอรัญญาถามไถ่อย่างแปลกใจ เพราะลูกชายตัวดี เอาแต่ทำหน้าเหมือนกลืนไม่ลง

“เอ่อ...เปล่าครับแม่ ผมแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”

ตอบมารดา หากหางตานั้น แอบปรายไปมองเจ้าของดวงหน้าเล็ก ซึ่งเธอกำลังทานมื้อค่ำด้วยความเอร็ดอร่อย และดูเหมือนวันนี้ เขาจะเห็นเธอยิ้มและหัวเราะมากกว่าปกติ มุมปากหยักได้รูปลอบยิ้มน้อยๆ อย่างพอใจ

“ทานข้าวเถอะค่ะคุณภพ ประเดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดหมด” เสียงป้าหวานเอ่ยขึ้น แม้ใบหน้าจะบึ้งตึงช่างงอน แต่น้ำเสียงปิดความห่วงใยไว้ไม่มิด

หลังจากนั้น ทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาทานมื้อค่ำสุดแสนอร่อยๆ ใช้เวลาร่วมชั่วโมงเต็ม ถึงได้เคลื่อนขบวนกันไปยังห้องนั่งเล่น คุณนายอรัญญากับป้าหวาน ขนาบข้างสลิลลา โดยไม่ให้ พ่อเทพบุตรสุดร้ายกาจได้เฉียดใกล้แม้แต่ปลายก้อย

สามคนต่างวัยคุยกันอย่างออกรส ตามประสาผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก และเด็กเคารพผู้ใหญ่ ส่วนหนุ่มหน้ายักษ์ก็เลือกอ่านหนังสือเล่มโตไปพลางๆ หางตาคอยลอบมองปฏิกิริยาของร่างเล็กอยู่ครามครัน

“หนูลูกหว้า คืนนี้นอนค้างกับป้านะจ๊ะ”

จู่ๆ ประมุขแห่งบ้านสินันทราดล ก็เอ่ยกับหญิงสาวเสียงหวาน มืออวบนุ่มลูบผมนุ่มสลวยแผ่วเบา รั้งร่างระหงเข้ามากอด จรดปลายจมูกโด่งๆ ไปกับกลุ่มผม “หนูรู้ไหม ว่าป้าคิดถึงหนูมากมายเหลือเกิน ถ้าหากหนูย้ายกลับมาอยู่กับป้า ป้าก็คงหายเหงาไปได้บ้าง จริงไหมหวาน” ท้ายประโยค หันไปถามคนสนิทพลางแอบส่งยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัย

“จริงค่ะคุณผู้หญิง ถ้าหากหนูลูกหว้าอยู่กับเรา บ้านนี้คงครึกครื้นน่าดู”

“ไม่คิดจะมีใคร ถามความคิดเห็นของผมเลยหรือครับ”

ร่างสูง ซึ่งทิ้งตัวนอนยาว ดีดตัวลุกขึ้นนั่ง หนังสือในมือถูกวางทิ้งลงบนโต๊ะกระจก ดวงตาทั้งสองข้าง กราดมองสตรีต่างวัยทั้งสามคนเป็นรายตัว โดยแอบจดจ้องอยู่ที่กรอบหน้าสีซีดของเมียบำเรอเป็นกรณีพิเศษ

            “ทำไมแม่ต้องถามเราด้วยตาภพ!” คนเป็นแม่ทำหน้าตาขึงขังใส่ “เรื่องที่เราพาลูกหว้าไปกักขังหน่วงเหนี่ยว ไร้อิสรภาพร่วมสัปดาห์ แม่ยังไม่ได้ชำระความกับเราเลยนะ เคยฟังแม่บ้างไหม แม่บอกว่าห้ามพาน้องไป เราน่ะ ไม่เคยเชื่อฟังแม่” ดวงตากลมๆ ซึ่งมีรอยร่องลึกรายล้อมขอบตา มองเสี้ยวหน้าหล่อๆ ด้วยใบหน้าบึ้งๆ

            ด้านสลิลลา ได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่น เขาเคยบอกว่า คุณป้าไม่สนใจเธอ แถมยังไล่เธอให้ไปอยู่กับเขา แสดงว่าเขาโกหกเธอมาโดยตลอด กลีบปากอิ่มได้แต่เม้มแน่นเป็นแถบตรง ดวงตากลมแป๋ว วาวไปด้วยละอองน้ำจางๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยความร้าวรานใจ ก่อนจะโผเข้ากอดเอวอวบนุ่ม แล้วแนบใบหน้าเข้ากับอกนุ่มๆ ของป้าอรัญญาด้วยความโหยหา

            “เป็นอะไรฮึ! คิดถึงป้าล่ะสิ” นางคลี่ยิ้มอบอุ่น ลูบแผ่นหลังเล็กด้วยความเอ็นดู

            “คืนนี้ ลูกหว้า ขอนอนกอดคุณป้านะคะ ลูกหว้าคิดถึงคุณป้า”

            “ไม่ได้!

เสียงห้าวร้องค้านทันควัน แทบจะกระชากร่างเล็กออกจากอกมารดา แต่ติดที่ดวงตาเขียวปั้ด ซึ่งทำให้เขาได้แต่พ่นลมหายใจทิ้ง ก่อนจะโพล่งออกมายาวเหยียด “ไม่ว่าคืนนี้ หรือคืนไหนๆ เธอก็ต้องนอนเตียงเดียวกับฉัน รู้ใช่ไหม ว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร อย่ามาทำตัวเป็นเด็กช่างอ้อนหน่อยเลย ไม่อย่างนั้น ฉันหักคอเธอแน่”

            “ตาภพ!” คนเป็นแม่ขึ้นเสียงใส่ ด้วยใบหน้าตึงๆ “หยุดข่มขู่น้องเดี๋ยวนี้นะ ขนาดต่อหน้าแม่ เรายังวางอำนาจ ทำเหมือนน้องเป็นสัตว์เลี้ยง ไม่รู้ว่าลับหลัง เรารังแกอะไรน้องบ้าง”

            “ผมจะรังแกอะไรเขาล่ะครับ นอกจากเอาเขาทำเมีย” ชายหนุ่มกล่าวออกมาหน้าตาย ไม่ใส่ใจกับสตรีสูงวัยทั้งสองท่านเลยสักนิด ว่าจะเป็นลมเป็นแล้งกับคำพูดเอาแต่ได้ของตัวเองขนาดไหน ลมหายใจถูกพ่นยาวเหยียด ก่อนจะเอ่ยต่อ “ตำแหน่งเมียบำเรอ คุณแม่คงไม่ต้องให้ผมแปลความหมาย หรืออธิบายหรอกนะครับ ว่าผมปฏิบัติกับเขาอย่างไร”

            “ตาภพ! นี่ลูก!

            คุณนายอรัญญาได้แต่ยกมือทาบอก หันไปมองคนสนิทอย่างป้าหวาน ทำหน้าคลับคล้ายคลับคลาเจียนลมจับ มองหน้าลูกชายด้วยความเหนื่อยอกเหนื่อยใจ ร้อนจนคุณแม่บ้านต้องเรียกหายาดมยาหม่องกันลั่นบ้าน เด็กรับใช้วิ่งจ้าล่ะหวั่นไปหมด ส่วนคนก่อเรื่อง ยักคิ้วหลิ่วตาให้กับเจ้าของร่างบาง ซึ่งเอาแต่ก้มหน้าก้มตา และแก้มแดงปลั่ง ท่าทางจะเขินอายจัด

            หากภีรภพเพ่งมองกรอบหน้างามมากขึ้นกว่าที่เห็นสักสองเท่า คงรู้ว่าแก้มแดงๆ นั้นไม่ได้ขัดเขิน แต่เธอกำลังโกรธ โกรธคนพูดจาทำให้เธออับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ร่างอรชรจึงอ้อมแอ้มขอตัว เดินเร็วๆ ออกจากห้องนั่งเล่นเอาดื้อๆ พ้นกรอบประตูห้องได้ ช่วงขาเล็กก็วิ่งเร็ว ตรงดิ่งออกจากบ้านหลังใหญ่ มุ่งตรงสู่บ้านไม้หลังกะทัดรัดของตัวเอง ปิดประตูและกักขังหน่วงเหนี่ยวชีวิตตัวเองอยู่ภายในนั้น ไม่ขอพบเจอใครให้ต้องอับอายอีก แค่นี้ เธอก็ไม่รู้ว่าจะสู้หน้าคุณป้าอรัญญาและป้าหวานอย่างไร ได้แต่นั่งน้ำตาซึมซบกรอบหน้าลงกับเข่ามนด้วยความเจ็บปวด!

 

ในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ประตูบ้านของเธอก็ถูกเคาะเบาๆ พร้อมเสียงเรียกอารี เมื่อสลิลลาดึงบานประตูออกกว้าง ก็ต้องรีบยกปัดป้ายคราบน้ำตาทิ้งลวกๆ เพราะป้าหวานกำลังฉีกยิ้มกว้างและมองเธอด้วยความสงสาร ในมือของป้า มีจานกระเบื้องซึ่งมีฝาครอบ ป้ายื่นสิ่งนั้นให้เธอ

“นี่คืออะไรหรือคะ” ร้องถามด้วยความสงสัย

“ทุเรียนค่ะ พันธุ์ดีของเมืองนนทบุรีด้วยนะคะ รับรองอร่อยมาก”

เรียวปากหยักย่อนบอก แถมยังยักคิ้วหลิ่วตาให้ราวกับมีแผนการอะไรซ่อนเร้น หากหญิงสาวคงรู้ไม่เท่าทัน จึงอ้อมแอ้มขอบคุณ ไม่นานคุณแม่บ้านก็ขอตัวกลับ ปล่อยให้เธอ นั่งมองทุเรียนในจานเนื้อดี ด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก

ดวงตากลมๆ นั่งมองอยู่สักพัก มือเล็กถึงได้เอื้อมหยิบมากัดเข้าปาก ความจริงเธอไม่ค่อยชอบเท่าไรหรอก เพราะกลิ่นแรงๆ ของมัน หากนาทีนี้ เมื่ออยู่คนเดียว รอบๆ กายเงียบเหงา มือเล็กจึงหยิบเข้าปากไปเรื่อยๆ ยิ่งทานก็ยิ่งอร่อย และมันทำให้เธอถึงกับเลอออกมาโดยไม่ตั้งใจ ส่งกลิ่นคละคลุ้งห้องไปหมด

ทานจนเกลี้ยง ปลายเท้าเล็กก็นำจานไปเก็บล้าง เมื่อเรียบร้อย ร่างบางก็เดินละลิ่วมุ่งตรงสู่ห้องนอน ดีใจเหลือเกินยามเปิดประตูเข้าไปเห็นอะไรที่คุ้นตา ห้องนอน หมอนมุ้ง ทุกอย่างยังเหมือนเดิม และเรียวปากอิ่มเริ่มคลี่ยิ้มกว้าง เมื่อสายตาจดจ่ออยู่กับภาพถ่ายของครอบครัว ซึ่งประดับบนผนัง มีคุณพ่อ คุณแม่ พี่ชายและเธอ ทุกคนกอดกันด้วยความรักและจริงใจ

แม้ใบหน้าจะแต้มด้วยรอยยิ้ม หากดวงตากลับมีหยดน้ำร้อนๆ ไหล่เห่อขึ้น จนหล่นลงเปื้อนแก้ม หญิงสาวเลือกยืนร้องไห้อยู่เงียบๆ คิดถึงอดีตเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เธอกับพี่ชายวิ่งเล่นหยอกล้อ มีพ่อแม่นั่งมองอยู่บริเวณสนาม ปล่อยให้ตัวเองใจลอยย้อนไปวันวาน หากครู่ต่อมา ประตูห้องนอนก็ถูกเคาะอย่างรุนแรง จนร่างทั้งร่างสะดุ้งโหยง

สลิลลาทำหน้าเบ้ พ่นลมหายใจทิ้ง เพราะรู้ดีว่าใครอยู่หน้าห้อง เธอไม่พยายามไม่ใส่ใจ ทว่าเสียงข่มขู่เอาเรื่องก็ทำให้คนตั้งแง่ ต้องรีบขยับปลายเท้า ดึงประตูให้เปิดกว้าง มองหน้าเขาด้วยความเหนื่อยระอา

“หน้าผัวคนนี้ ไม่หล่อหรือไง ทำเหมือนไม่อยากเห็น” ภีรภพแอบเหน็บแนม ดวงตานั้นขึงเครียด

“คุณภพมีธุระอะไรกับลูกหว้าคะ”

ปากจิ้มลิ้มขยับถาม ไม่ยอมเบี่ยงกายให้เขาเข้ามาด้านใน ยืนขวางประตูอยู่แบบนั้น “ถ้าคุณภพไม่มีอะไรให้ลูกหว้ารับใช้ ขอลูกหว้านอนที่นี่ เงียบๆ คนเดียวนะคะ”

“ไม่ได้!

ร้องลั่นออกมาสุดเสียง จ้องมองด้วยความคาดโทษแล้วส่ายหน้า ก่อนจะย้ำให้หญิงสาวได้ยินชัดๆ “ฉันไม่มีทางปล่อยเมียให้นอนเพียงลำพังหรอก” ว่าพลางขยับปลายเท้าก้าวเข้าห้อง เมื่อเจอร่างแน่งน้อยยืนขวางทาง ช่วงแขนกำยำจึงช้อนร่างบางขึ้นแนบอก ต่อให้เธอดิ้นจะเป็นจะตาย ชายหนุ่มก็ไม่มีทางปล่อยให้เป็นอิสระ

“หยุดดิ้นนะลูกหว้า ไม่อย่างนั้น ฉันทุ่มเธอลงพื้นแน่!” ข่มขู่ด้วยดวงตาเอาเรื่อง

หญิงสาวจึงได้แต่ทำหน้ายู่ ย่นจมูกใส่เขา ปล่อยให้เจ้าของแขนล่ำๆ อุ้มตัวเองจนถึงเตียงนอน แล้วก็ถูกผ่อนลงบนเตียงด้วยความแผ่วเบา เพียงแผ่นหลังเล็กแตะที่นอนนุ่มๆ ร่างบางก็พลิกกายหันหลังให้ พลางแอบด่าทอเขาในใจด้วยความโมโห กัดฟันกรอดๆ

ไหล่กระด้างไหวน้อยๆ ดวงตาคมกริบ จ้องแผ่นหลังบอบบางไม่วางตา อึดใจเดียวมุมปากก็แต้มยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกระโจนลงเตียง พลิกร่างบางให้นอนหงาย พร้อมลอยหน้าลอยตาอยู่ห่างจากกรอบหน้าเล็กเพียงคืบมือเดียว

“เลิกทำหน้าเหมือนงอนผัวสักทีเถอะน่า...”

ภีรภพออกปากบ่น “โกรธฉันหรือไงฮึ! ก็แค่สามีอยากนอนกับเมีย ผิดนักหรือ”

ปากเล็กได้แต่เม้มแน่น มองหน้าเขาด้วยความขุ่นเคือง นึกอยากจะซัดกำปั้นยัดใส่หน้าหล่อๆ นี้ยิ่งนัก คนบ้าอะไร เรียกเธอว่าเมียหน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่ เขาเห็นเธอเป็นเพียงนางบำเรอ มีเธอไว้บนเตียงก็เพื่อการแก้แค้นเท่านั้น

ดวงตากลมๆ เสหลบตา อย่างไม่อยากมองหน้าเขาให้ขัดเคืองใจ เธอทำเป็นไม่ได้ยิน เมื่อเขาเริ่มบ่นระอา แต่ต้องร้องโอ๊ยด้วยความตกใจ เพราะจู่ๆ อุ้งมือร้อนผ่าวก็ขยับทาบหน้าอกอิ่มอย่างถนัดถนี่

“ถ้าไม่ให้นอนด้วยดีๆ เห็นทีก็ต้องมีปล้ำกันบ้างล่ะ”

เสียงห้าวข่มขู่ กระซิบชิดใบหูสะอาดขาว ปื้นคิ้วคมเข้มเลิกขึ้น เพราะหญิงสาวเอาแต่เงียบกริบ ไม่หือไม่อือ ทำราวกับลืมเอาชีวิตมาซะงั้นแหละ “เงียบแบบนี้ ยอมแล้วใช่ไหมฮึ!

หญิงสาวสั่นหัวอย่างไม่ยอมง่ายๆ กำปั้นเล็ก ยกผลักแผงอกหนั่นแน่นให้ออกห่าง แต่ไม่ว่าจะทำยังไง เธอก็ไม่สามารถทัดทานเขาได้ จึงค้อนประหลับประเหลือบ ทำปากขมุบขมิบด่าทอ

“แอบด่าแบบนี้ เธอต้องโดนลงโทษ...” ภีรภพเค้นเสียงขู่ โน้มปลายจมูกโด่งๆ จมไปกับแก้มเนียนนุ่มทั้งสองข้าง สลับกันไปมาซ้ายทีขวาที ยิ่งเห็นหน้างอๆ เป็นปลาทูอยู่ในแข่ง ชายหนุ่มก็ยิ่งชอบใจ กระทั่งซุกไซ้จูบไปตามลำคอเล็ก ลากไล้ต่ำลงมาถึงเนินอกอิ่ม ก่อนจะวกขึ้นไปแนบริมฝีปากร้อนผ่าวเข้ากับปากอิ่มด้วยความรุนแรง

ปลายลิ้นร้อนผ่าวลุกล้ำเข้าสู่โพลงปากนุ่ม ตวัดลิ้นชอนไชไปตามฟันเรียงซี่สะอาดขาว ทว่า...อึดใจต่อมาก็ต้องถอนปากออก จ้องกรอบหน้าเล็กไม่วางตา หนำซ้ำยังทำจมูกฟุตฟิต

“ลูกหว้า...นี่มันกลิ่น...” กล่าวพลางทำหน้าปั้นยาก

“ทุเรียนค่ะ ลูกหว้าเพิ่งทานทุเรียน ยังไม่ได้แปรงฟัน”

คราวนี้สลิลลาบอกกล่าวหน้าตาย “เป็นไงคะ สู้รสชาติของส้มตำได้หรือเปล่า”

“ไม่ปลื้ม!

เค้นเสียงลั่น จนกลายเป็นตะคอก แล้วสั่งการอย่างวางอำนาจเช่นเคย “ไปอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน กำจัดกลิ่นทุเรียนออกให้หมด เดี๋ยวนี้!” ทำหน้าเหมือนระอานักหนา พลางบ่นยาวเหยียด “ทานเข้าไปได้ยังไง กลิ่นหึ่งขนาดนั้น ไม่รู้ไปเอามาจากไหน ทุเรียนนั่น”

“ป้าหวานให้มาค่ะ”

ตอบพลางคลี่ยิ้มกว้าง “ลูกหว้าไม่อาบน้ำ ไม่แปรงฟันนะคะ เพราะลูกหว้าจะนอนคนเดียว ไม่จำ...”

“เงียบ! เลิกดื้อดึง”

เขาเอ่ยด้วยเสียงแข็งกร้าว ปลายนิ้วเรียวชี้กราด ออกคำสั่งดั่งเคย “ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ หรือจะให้ฉันช่วยฮ้า!” นัยน์ตาคมกริบ จ้องมองอย่างคาดโทษ ร่างกำยำยืดตัวเต็มความสูง ฉุดรั้งร่างแน่งน้อยให้ถลาลุกขึ้นยืน

“จะอาบดีๆ หรือจะให้ฉันอาบให้”

ปากเล็กได้แต่เบะใส่เขาด้วยความหมั่นไส้ จำต้องพยักหน้าหงึกหงักยินยอม รีบถลาหายเข้าไปในห้องน้ำ จัดการชะระร่างกายตัวเองอย่างเชื่องช้า ไม่คิดเป็นเดือดเป็นร้อน ในยามที่ประตูห้องถูกเคาะเรียกตึงตัง สบายอารมณ์นั่นแหละ ถึงได้ก้าวออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย แถมยังคลี่ยิ้มกว้าง แล้วบอกเขาด้วยเสียงชัดถ้อยชัดคำ

“ลูกหว้า ไม่แปรงฟันนะคะ กลิ่นปากแบบนี้หอมดี”

“ลูกหว้า...”

ภีรภพกัดฟันกรอดๆ ย่างสุขุมเข้าหาด้วยท่าทีเอาเรื่อง “ช่างมันปะไร ฉันจะจูบให้หมดกลิ่นเชียว”

ว่าจบ ร่างเล็กก็ถูกดึงรั้งเข้าหาตัว ปากจิ้มลิ้มถูกครอบครองด้วยความหยาบคาย จูบชนิดลืมตาย ลงทัณฑ์รุนแรง เสียจนร่างอ้อนแอ้นทรงตัวไม่อยู่ จนเซถลาซบกับอกกว้างของชายหนุ่มเต็มแรง ปล่อยให้เขา เฝ้าจูบดูดกลื่นกลิ่นทุเรียนจนไม่มีหลงเหลือ แถมท่อนแขนกำยำยังช้อนร่างของเธอขึ้นแนบอก พาไปวางไว้บนเตียงด้วยความแผ่วเบา หลังจากนั้นเขาก็กลืนกินเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปรายเท้า ปลายลิ้นร้ายกาจพาดผ่านทุกอณูเนื้อ จนขนกายทุกเส้นลุกชัน

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha