เศษรักอสูร

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 9 : นกน้อยหลุดจากกรงทอง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 9

นกน้อยหลุดจากกรงทอง!

 

แพขนตางามงอน เรียงเส้นสวย กะพริบถี่ๆ เมื่อแสงสว่างเล็ดรอดเข้าแยงตา ใบหน้าเล็กย่นยู่แล้วซุกหน้าหนีห่าง อาการเปลือกตาหนักอึ้ง รวมถึงเหนื่อยอ่อนหมดฤทธิ์ ทำให้เธออยากจมอยู่กับที่นอน ไม่ขอขยับตัวไปทำอะไรเด็ดขาด

เสียงครางอืมอา คล้ายขัดใจบางอย่าง ดังเล็ดรอดจากเรียวปากเล็ก มือบางปัดป่าย ความระคายเคืองให้พ้นดวงหน้า แต่...ไม่ว่าจะทำยังไง เธอก็ถูกหนวดแข็งๆ รานรุก จนผิวแก้ม ลำคอ รวมถึงเนินอกเปลือยเปล่า เริ่มเป็นปื้นแดง สุดท้ายก็เปิดปากตากว้าง ทำตาขึงขังใส่เสี้ยวหน้าหล่อๆ ซึ่งลอยเด่นอยู่ห่างเพียงคืบ

“คุณภพ!” เรียกเขาด้วยใบหน้างอง้ำ “อย่ากวนได้ไหมคะ ลูกหว้าจะนอน”

“นอนได้ยังไงฮึ!

เขาค้านนัยน์ตาทั้งสองข้างทอประกายวิบวับ “เราต้องเข้าไปทำงานที่บริษัทด้วยกัน และนี่ จวนถึงเวลาทานมื้อเช้าแล้วด้วย เธอจะปล่อยให้คุณนายอรัญญา ชะเง้อคอมองประตูบ้าน เป็นยีราฟหรือไง เป็นเด็กเป็นเล็ก ให้ผู้ใหญ่เขารอนานๆ นิสัยไม่ดี!” ชายหนุ่มถือโอกาสออกปากบ่น ทำราวกับหญิงสาวเป็นเด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบ

“ขอนอนต่ออีกนิดได้ไหมคะ” เธอเริ่มรู้จักอ้อน ทำตาปริบๆ วอนเว้า

เจ้าของจมูกโด่งคม แอบถอนหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างจำยอม ปล่อยให้ดวงหน้าเล็กซุกกับหมอน ส่วนตัวเองเดินตัวเปลือยไปคว้าเอาชุดซึ่งถูกทิ้งขว้างอยู่เกลื่อนพื้นมาสวมใส่ เรียบร้อยก็สืบปลายเท้าออกจากห้อง ก่อนปิดประตูหางตาก็แอบปรายมองร่างอ้อนแอ้นบนเตียง พักใหญ่ถึงได้ตัดสินใจเดินกลับไปยังบ้านหลังโตของตัวเอง

ช่วงขาแข็งแรง เดินผ่านรั้วไม้มาจนถึงตัวบ้านหลังใหญ่ รีบก้าวยาวๆ ตรงไปยังห้องพัก อาบน้ำชะระร่างกายให้สดชื่น แล้วขยับปลายเท้าเร็วๆ ในชุดสูทสุดเนี๊ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก้าวขายาวๆ มุ่งตรงไปที่ห้องอาหาร ทว่า...ต้องแวะห้องนั่งเล่น โดยอัตโนมัติ เมื่อคนเป็นแม่กวักมือเรียกหย๋อยๆ แถมยังทำหน้าตึงๆ คล้ายเขาไปทำความผิดอันใหญ่หลวงมา

“ทำไมแม่ถึงทำหน้าแบบนั้นครับ นี่ผมเผลอไปทำความผิดอะไรมา” เอ่ยเสียงเรียบ  พร้อมเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่ม ตรงข้ามกับมารดา ปื้นคิ้วเข้มๆ เลิกขึ้นสูงอย่างแปลกใจ

“แม่มีเรื่องอยากขอร้อง...”

นางเริ่มทำตัวอ้อนๆ “แม่ขอให้ภพ ปล่อยลูกหว้าอยู่กับแม่ที่นี่ อย่าหิ้วน้องไปนอนค้างอ้างแรมด้วยถึงคอนโดเลยนะจ๊ะ แม่น่ะอยากมีเพื่อนคุย อยากมีคนคอยเอาใจ หนูลูกหว้าน่ะ...”

“แม่ไม่ต้องพูดหรอกครับ ยังไงผมก็ไม่ยอม เอาเป็นว่า ผมอยู่ที่ไหน ลูกหว้าก็ต้องอยู่ด้วย”

“ทำไมต้องกักขังน้องให้ตัวติดกับเราแจด้วยฮึ!

ดวงตากลมๆ ของคุณนายอรัญญา ค้อนประหลับประเหลือบให้บุตรชายไปวงโต ทิ้งแผ่นหลังนุ่มๆ แนบกับพนักพิงของโซฟาตัวเขื่องอย่างไร้เรี่ยวแรง “แม่ขอแค่นี้ ให้แม่ไม่ได้หรือไง”

“ถ้าผมทำแบบนั้น ผมก็ไม่มีโอกาส แก้แค้นให้ยัยกี้น่ะสิครับ” ภีรภพกล่าวออกมาอย่างอดรนทนไม่ไหว “ผมไม่อยากให้คุณแม่ คอยปกป้องยัยนั่น เลิกทำเหมือนครอบครัวนั้นไม่ต้องรับผิดชอบต่อการตายของกีรการสักที”

“แม่คิดว่าลูกยุติความแค้นบ้าๆ นั่นแล้วซะอีก”

ประมุขแห่งสินันทราดลเริ่มขึ้นเสียง ดวงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

“ผมไม่มีทางยุติง่ายๆ หรอก ผมจะจองเวรครอบครัวนั้นไปให้ถึงที่สุด”

เจ้าของริมฝีปากได้รูป เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าถมึงทึง หากหันหลังกลับไปมองบริเวณประตูห้องนั่งเล่นสักนิด คงจะไม่ส่งเสียงดังลั่นขนาดนี้ เพราะร่างอ้อนแอ้นของใครบางคน กำลังยืนปิดปาก ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มน่าเวทนา

“แม่เลิกเข้าข้างและประคบประหงมศัตรูสักที ผมขอร้อง...”

“ตาภพ!

คนเป็นแม่ขึ้นเสียงสูง มองเสี้ยวหน้าหล่อๆ ตาวาววับ “แล้วที่แม่เห็นคืออะไรล่ะ ลูกออกจะทำดีกับหนูลูกหว้า พักนี้ลูกไม่ด่าว่าน้อง ไม่ทำร้ายน้องให้ร้องไห้ แม่คิดว่าลูกจะเลิกเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่ที่ไหนได้”

“ผมอยากหักคอเขาเมื่อไรผมก็จะทำ ผมอยากดีกับเขา ผมก็จะทำ แต่ทุกอย่างที่ผมทำไปทั้งหมด เหตุผลก็คือการแก้แค้น” มุมปากหยักได้รูปกระตุกยิ้มน้อยๆ กรอบหน้าหล่อเหลาเกลื่อนไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว “ผมจะทำให้ยัยนั่นรักผมหัวปักหัวปำ แล้วผมจะเฉดหัวเธอทิ้ง ให้ตกระกำลำบาก เฉกเช่นผู้หญิงไร้ค่าคนหนึ่ง ให้สาสมกับที่พี่ชายของยัยนั่น ทำร้ายกีรการจนต้องตาย”

แพขนตางามงอนของคนแอบฟัง ชื้นฉ่ำไปด้วยละอองน้ำแวววาว ไม่นานน้ำตาเม็ดเป้งก็ไหลอาบแก้มนวล เธอกะพริบตาถี่ๆ สูดหายใจเข้าปอดลึก ขณะที่มือยังคงปิดปาก เพื่อกั้นเสียงสะอึกสะอื้นไม่ให้ใครได้ยิน ปลายเท้าเล็ก ถลาวิ่งจ้ำอ้าวออกจากบ้านหลังโตด้วยความรวดเร็ว กลับไปยังห้องนอน รื้อค้นสิ่งมีค่ายัดใส่กระเป๋าถือใบเล็ก ก่อนจะหันรีหันขวาง หนีออกจากบ้าน

ปลายเท้าเล็ก วิ่งเร็วๆ ออกจากซอย เพื่อมุ่งตรงสู่ถนนใหญ่ เธอเฝ้าขอโทษบิดามารดา เพราะไม่สามารถอยู่ปกปักษ์รักษาสมบัติชิ้นเดียวของตระกูลได้ เธอไม่อาจอยู่ต่อสู้กับผู้ชายใจร้ายคนนั้นอีกแล้ว ไม่ว่าผลของการหนีในครั้งนี้ จะเป็นเช่นไร เธอก็พร้อมจะยอมรับมันโดยดุษฎี ต่อให้เขาจับตัวได้ แล้วลงทัณฑ์เธอด้วยความตาย ปากเล็กๆ นี้ก็จะไม่โอดครวญ แม้สักถ้อยคำ!

 

เวลาของการรับประทานอาหารเช้า ล่วงเลยเกินมาราวสิบห้านาทีแล้ว บริเวณเก้าอี้ ถูกทุกคนครอบครองตามตำแหน่งเรียบร้อย ขาดก็แต่เจ้าของร่างอ้อน ซึ่งถูกรับเชิญ ทว่า...ทุกคนนั่งรอ จนก้นเริ่มเหน็บชา ก็ไม่มีทีท่าว่าสลิลลาจะก้าวเข้ามาสักที นัยน์ตาคมกริบของหนุ่มใจร้อนประจำบ้าน จึงจ้องมองไปยังเด็กรับใช้ พลางสั่งด้วยใบหน้าตึงๆ

“ไปตามลูกหว้าสิ บอกเธอให้รีบๆ หน่อย ทุกคนเขารออยู่”

“ค่ะคุณภพ” สาวรับใช้รับปาก แล้วรีบเดินเร็วๆ ไปทำตามคำบัญชา มุ่งสู่บ้านไม้หลังกะทัดรัด ร้องเรียกจนลำคอแหบแห้ง วิ่งตามหาห้องนั้นห้องนี้จนรอบบ้าน เมื่อไร้เงาของคุณหนูสลิลลา จึงได้แต่วิ่งกระหืดกระหอบกลับไปรายงานเจ้านายหนุ่ม ด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งกลืนอาหารเป็นพิษมาหมาดๆ “เอ่อ...คือ”

“ว่าไง ลูกหว้าทำอะไรอยู่ ใกล้มาหรือยัง”

“คือ...คือ...” เด็กสาวได้แต่ทำเสียงกระอึกกระอักในลำคอ ใบหน้าซีดเป็นไก่ต้ม “คือ...”

“จะคืออะไรนักหนาฮ้า! รีบบอกมาสิ ว่าเกิดอะไรขึ้น”

ถ้อยคำเริ่มกรรโชกโฮกฮาก นัยน์ตาคมกริบมองอย่างคาดโทษ จับจ้องเนื้อตัวสั่นๆ ด้วยอารมณ์ไม่สู้ดี เมื่ออีกฝ่ายเอาแต่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ ร่างกำยำจึงดีดตัวห่างจากเก้าอี้ วิ่งโร่ตรงไปเรียกคนตัวดื้อด้วยตัวเอง หากเจอแม่คุณแล้วล่ะก็ เขาจะฟาดให้ก้นบวม

พ้นแผ่นหลังแข็งกระด้างไปแล้ว คนหน้าซีดจึงรีบเงยหน้าสบตากับคุณนายประจำบ้าน

“ว่ายังไงล่ะ คุณลูกหว้าเธออยู่ไหน ทำไมไม่ตอบเจ้าภพไป เธออยากถูกเจ้านั่นหักคอหรือ...” คุณอรัญญาว่าพร้อมส่ายหน้ารัวเร็ว

“หนูไม่กล้าค่ะคุณผู้หญิง ก็หนูหาคุณลูกหว้าไม่เจอ หาทั่วบ้านแล้วนะคะ ไม่พบแม้แต่เงา หนูว่าคุณลูกหว้าเธอคง...คง เอ่อ...” เด็กรับใช้ทำหน้าปั้นยาก เมื่อสบกับดวงตาวางอำนาจ จึงได้อ้อมแอ้มกล่าวตามที่ตัวเองคิดออก

“คุณลูกหว้าเธอหนีไปแล้วค่ะคุณผู้หญิง เธอไม่อยู่แล้วค่ะ”

“หนีไป!

คุณนายอรัญญาและป้าหวานโพล่งลั่นออกมาพร้อมเพรียงกัน ม่านตาทั้งคู่ขยายกว้าง

“นี่เธอไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหม”

ประมุขของบ้านสินันทราดลยกมือทาบอก หายใจหอบราวกับจะเป็นลม ร้อนจนป้าหวานต้องเรียกหายาดมยาหม่องกันลั่นบ้าน คงต้องใช้อย่างละสองอัน เพราะตอนนี้ คุณแม่บ้านเอง ก็เจียนจะลมจับอยู่รอมร่อ

“หนูไม่ได้ล้อเล่นนะคะ หนูว่า...คุณลูกหว้าเธอหนีไปจริงๆ”

เพล้ง!

เสียงบางอย่างแตกกระทบพื้น บริเวณเชิงบันไดบ้าน ล้วนเป็นคำตอบของเรื่องนี้ เพราะอารมณ์นายหนุ่มฉุนเฉียวจนทำลายข้าวของแบบนั้น ลูกหว้าคงหนีออกจากบ้านจริงๆ สองสตรีวัยกลางคนจึงได้แต่ลมจับ ล้มคอพับคออ่อน ร้อนจนเด็กรับใช้ในบ้าน ต้องรีบเข้าปฐมพยาบาลอย่างใกล้ชิด และที่แน่ๆ ไม่มีใครกล้าก้าวออกไปดูเหตุการณ์ด้านนอกเลยว่า หน้าบ้านจะพังยับ กระถางต้นไม้จะถูกทำลายไปกี่ใบ ได้แต่ก้มหน้าก้มตา ทำตัวลีบแบนสุดๆ เพื่อไม่ให้ผู้เป็นนายฟาดงวงฟาดงาใส่

เป็นไปตามที่ทุกคนคาดการณ์ เพราะภีรภพทำลายตั้งแต่ข้าวของของบ้านโน้น กระทั่งมาถึงหน้าบ้านของตัวเอง ซึ่งเลอะไปด้วยเศษดินและกระถางดอกไม้เกลื่อนเต็มไปหมด ใบหน้าของคนมุ่งทำลายลุกท่วมด้วยไฟโกรธ

นัยน์ตาคมกริบเดือดดาลราวกับมีไฟสุม มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดตามท่อนแขนปูดบวม กรามแกร่งขบกันดังกรอดๆ ไม่นานปลายเท้าหนักๆ ก็จ้ำอ้าวไปคว้าเอากุญแจรถในห้องนอน ก่อนจะรีบกระโจนขึ้นรถ แล้วเหยียบคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็ว

ด้านคนอยู่ในบ้าน กำลังประคองตัวเองให้นั่งนิ่งๆ เช่นเดิม พยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกให้เป็นปกติ ไม่นานอาการเป็นลมก็ทุเลาลง ดวงตาของคุณนายอรัญญา กราดมองรอบๆ ตัว แล้วถามไถ่หาลูกชายเสียงเบาหวิว

“นี่ตาภพไปไหน”

“คว้ากุญแจรถ เหยียบคันเร่ง ออกไปข้างนอกแล้วค่ะ หนูว่าคงไปตามหาคุณลูกหว้า”

            “ตายแล้ว...”

ร้องขึ้นด้วยใบหน้าหมองหม่น มืออวบย่นทาบทับทรวงอก “ฉันควรจะภาวนาให้ตาภพหาหนูลูกหว้าเจอดีหรือเปล่า ถ้าหากลูกชายฉันเจอหนูลูกหว้าล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เผลอๆ...”

            “บ้านนี้อาจมีคนตายใช่ไหมคะ” เด็กรับใช้โพล่งขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ

            “เธอสิตาย มีอะไรก็ไปทำไป อย่าให้ฉันเหนื่อยกับเธอไปมากกว่านี้เลย”

คุณนายของบ้าน รีบออกปากไล่โดยพลัน เพราะหากให้เด็กสาวอยู่ใกล้ๆ นางคงต้องเป็นลมอีกรอบ หลังพ้นแผ่นหลังเด็กรับใช้ไปแล้ว ก็หันมามองแม่บ้านคนสนิท ซึ่งกำลังจ่อยาดมเข้าที่รูจมูก ท่าทางก็เพิ่งฟื้นจากอาการลมจับเช่นกัน

            “ทำไงดีล่ะ แม่หวาน”

            “ทำใจค่ะคุณนาย ปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม ดิฉันสู้ไม่ไหวแล้วค่ะ หมดแรงจริงๆ” ป้าหวานผู้หน้าซีดเผือด บอกอย่างปลงๆ “เราคงได้แต่เฝ้าภาวนา ไม่ให้คุณภพหักคอคุณลูกหว้า หรือไม่ก็ อย่าให้คุณภพหาคุณลูกหว้าเจอ”

            “ถ้าตาภพหาไม่เจอ หนูลูกหว้าก็ต้องตกระกำลำบาก จะอยู่ จะกิน จะนอนอย่างไร โธ่...น่าสงสาร”

            “แต่ถ้าคุณภพหาเจอ คุณลูกหว้าเธออาจตายก็ได้นะคะ” แม่บ้านประจำตระกูลทัดทานอีกครา

            สองคนในวัยเดียวกัน ได้แต่หันมามองหน้ากันตาปริบๆ ทอดถอนหายใจทิ้งอย่างกลุ้มๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน สลิลลาก็ต้องพบเจอแต่ความทุกข์ใจทุกข์กายเสมอไป ไม่รู้ว่าเมื่อไร เวรกรรมเหล่านี้จะสิ้นสุดสักที ได้แต่หวังว่าในอนาคตอันใกล้ ชีวิตของลูกหว้าจะได้พบเจอกับความสุขโดยแท้จริง เฉกเช่นคนอื่นๆ เขาบ้าง

 

ตัวรถสปอร์ตราคาหลายสิบล้าน พุ่งไปตามท้องถนนด้วยความเร็วไม่มากนัก ดวงตาของคนขับ คอยสอดส่ายมองหาเจ้าของร่างอ้อนแอ้น แม่นกน้อยซึ่งกล้าหาญชาญชัย บินหนีออกจากกรงทอง ตลอดเวลานั้นม่านตายังคงแดงก่ำด้วยไฟโกรธ กล้ามเนื้อทั้งร่างกายเหยียดเกร็งจนเส้นเลือดปูดบวม หากจับแม่ตัวดีได้ในเวลานี้ ภีรภพคงพลั้งมือฆ่าสลิลลาจนต้องตายเป็นแน่

กรามแกร่งยังคงขบกัน ขณะปลายเท้าทำหน้าที่เหยียบคันเร่งไปเรื่อยๆ ลมหายใจร้อนถูกพ่นออกผ่านปลายจมูกโด่งคม ทว่า...ปาไปครึ่งวัน ชายหนุ่มกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของแม่ตัวดี สุดท้ายเมื่อควานหาเท่าไรก็หาไม่พบ อุ้งมือร้อนผ่าวจึงเลือกหมุนพวงมาลัยกลับบ้าน ใช้เวลาร่วมชั่วโมงครึ่ง ก็สามารถพาใบหน้ายับๆ มาทิ้งตัวลงนั่งที่ห้องโถงกว้าง ด้วยดวงตาถมึงทึง

เด็กรับใช้ในบ้าน รีบอันตรธานหนีหน้ากันไปหมด หน้าที่ต้อนรับเจ้านายหนุ่มและเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟท่า ตกเป็นของแม่บ้านประจำสินันทราดลไปโดยปริยาย นาทีนี้ป้าหวานจึงเดินตัวลีบ ปั้นหน้าให้เป็นปกติ นำน้ำฝรั่งปั่นเย็นๆ มาวางใกล้ๆ พลางถามด้วยท่าทีกล้าๆ กลัวๆ “เอ่อ...คุณภพตามหาคุณลูกหว้าเจอไหมคะ”

“ไม่เจอครับ”

ซุ่มเสียงห้าวเข้มตอบ พร้อมทิ้งแผ่นหลังแนบไปกับโซฟา มือหนาคว้าน้ำฝรั่งเย็นๆ มาเทลงคอจนหมดแก้ว เผลอกระชับแก้วใสๆ ไว้แน่น จนแก้วแทบแตกร้าว อึดใจก็วางลงบนโต๊ะปังใหญ่ ส่งผลให้แก้วใบนั้นแตกดังเพล้งอย่างน่าเวทนา

“ใจเย็นๆ นะคะ ป้าว่า...คุณลูกหว้าเธออาจจะอยู่แถวๆ นี้ก็เป็นได้”

“ผมไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมยัยตัวดีริอ่านมาหนีทำไมตอนนี้ ก็ในเมื่อเธออยู่ใต้อำนาจผมมาเป็นปีๆ”

“ก็นานแล้วไงคะ จึงอยากพบอิสรภาพบ้าง” ป้าหวานอ้อมแอ้มตอบเสียงเบา ก่อนจะขยับมือวางทาบท่อนแขนกำยำของเจ้านายหนุ่ม “เอาเป็นว่า ช่วงนี้ คุณภพใจเย็นๆ นะคะ ค่อยๆ ตามหา และถ้าเจอ ป้าขอร้อง อย่าวู่วามกับคุณลูกหว้านะคะ มีอะไรก็ค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากัน ถึงยังไงเสีย คุณลูกหว้าเธอก็เป็น...เอ่อ...เป็นเมียของคุณภพ”

“ฮึ!” ปากหยักเหยียดทิ้งด้วยความดูแคลน “ผู้หญิงคนนั้น เป็นได้อย่างมาก ก็แค่นางบำเรอเท่านั้นแหละครับ ตำแหน่งเมียของผม ผมไม่มีทางยกให้น้องสาวศัตรูตัวฉกาจเด็ดขาด ป้าช่วยเข้าใจตามนี้ด้วยนะครับ” ว่าจบ ร่างกำยำก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาล้วงโทรศัพท์สุดหรูออกจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะกดไปยังเบอร์ที่เขาต้องการใช้งาน

“ตามตัวสลิลลาให้ฉัน ฉันต้องเจอยัยนั่น ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง”

สั่งการจบ ปลายนิ้วเรียวก็กดตัดสายทันที ปลายเท้าหนักๆ จ้ำอ้าวไปยังบาร์เครื่องดื่ม คว้าเอาวิสกี้หนึ่งขวดใหญ่พร้อมแก้วเปล่าหนึ่งใบ เดินเร็วๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งบริเวณสระว่ายน้ำด้านหลังของบ้าน ดึงทึ้งเสื้อสูทออกจากกาย วางพาดไปกับกับพนักพิงของเก้าอี้ และนั่งดื่มเหล้าตั้งแต่เที่ยงตรง ไปเรื่อยๆ อย่างไร้เวลาหยุด อาจจะดื่มจนกว่า ลูกน้องของตน จะได้ตัวของสลิลลา และเมื่อนั้น เขาจะชำระความกับแม่ตัวดีให้หนำใจ เอาให้วอดวายกันไปข้าง!

แววตาแข็งกร้าวยังเคลื่อนประดับอยู่บนเสี้ยวหน้า ยิ่งเวลาผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า ลมหายใจร้อนผ่าวก็ถูกพ่นทิ้งด้วยความอึดอัด แก้วเหล้าในมือ ถูกกรอกลงคอราวกับน้ำเปล่าก็ไม่ปาน หากยิ่งทำให้อารมณ์แสนเดือดอยู่นั้น ปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟ

ส่วนคุณนายประจำบ้าน ชะเง้อชะแง้มองลูกชายจนคอเริ่มยาวคล้ายยีราฟ นางระบายลมหายใจเหนื่อยล้าทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า หนึ่งใจก็อยากให้ลูกหว้าหนีไปไกลสุดล่าฟ้าเขียว แต่อีกใจก็อยากหาตัวหญิงสาวให้พบ ทว่าพอแอบเหล่มองเสี้ยวหน้าของบุตรชายบังเกิดเกล้า นางก็ได้แต่หวั่นกลัว กลัวเหลือเกินว่าภีรภพจะทำอะไรร้ายแรงเข้า จนสลิลลาเดือดร้อนต่อชีวิต

“ทำใจเย็นๆ นะคะคุณนาย”

“ฉันจะเย็นไม่ไว้แล้วล่ะแม่หวาน ฉันกลัวใจเจ้าภพเหลือเกิน”

“เฮ้อ...”

แม่บ้านคนสนิทเริ่มทอดถอนใจทิ้ง “เมื่อครู่ ป้าได้ยินคุณภพเธอสั่งงานด่วนนะคะ ให้ลูกน้องตามหาคุณลูกหว้าให้พบภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ดูท่าทางจะเดือดร้อนถึงนักสืบเอกชน หรือไม่ก็ตำรวจ”

“ใช้อำนาจดั่งเคยล่ะสิ”

คุณนายอรัญญาทำหน้าระอา “เบื่อจริงๆ เลย พวกมีอิทธิพล ไม่ต่างจากเจ้าพ่อมาเฟียเนี่ย”

“ดิฉันว่า เรามาคิดกันดีกว่านะคะ ว่าเราจะหาทางช่วยคุณลูกหว้ายังไงดี เพราะหากคุณภพหาตัวเธอพบ มีหวังต้องถูกลงทัณฑ์หนักเป็นแน่ อาจถึงขังนำตัวไปขังกรง ดังเช่นสัตว์เลี้ยงก็เป็นได้ คุณภพเธอยิ่งน่ากลัวอยู่ด้วย”

“ลูกชายฉันจะร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” ประมุขของบ้านได้แต่ทำหน้าคล้ายลมจับ

“มันก็ไม่แน่หรอกค่ะคุณนาย”

สองคนวัยเดียวกัน ต่างทำหน้าหนักอกหนักใจ ช่วยกันหาทางออกให้กับเรื่องแสนยุ่งอีรุงตุงนังนี้ เมื่อคิดอะไรกันไม่ออก จึงพร้อมใจกันหายเงียบเข้าไปในห้องพระ งานนี้คงต้องเฝ้าภาวนา อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้บ้านหลังนี้ เต็มไปด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ขอให้คนพกพาอารมณ์โกรธ ทำตัวร่มๆ ดังเช่นดอกบัวซึ่งโผล่พ้นน้ำ อย่าได้หมกม่นอยู่ในโคลนตมอีกเลย

            ขณะที่คนเป็นแม่ นั่งสวดมนต์ไหว้พระ คนเป็นลูกยังคงเทน้ำเมาลงคอโดยไม่มีท่าทีหยุดหย่อน ปล่อยให้ตัวเองนั่งกรอกเหล้าตั้งแต่บ่ายยันตะวันคล้อยต่ำ กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งรอบตัว และไม่นานก็...

            ตูม!

            ร่างกำยำในชุดเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแล็กราคาหลายแสน กระโดดลงไปแหวกว่ายเป็นปลาตัวเป้งอยู่กลางสระน้ำ ดำผุดดำว่ายราวกับจะให้ตัวเองลบเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ปล่อยให้จิตใจลอยคว้าง ดังเช่นกระแสน้ำกระเพื่อมขึ้นลง ดวงตาทั้งสองข้าง มองผ่านสายน้ำใสแจ๋ว อดคิดไม่ได้ว่า มันช่างแตกต่างจากเวลานี้เหลือเกิน เวลาที่เขาหัวใจมืดบอด ถูกอัดแน่นด้วยไฟแค้น

            เรือนกายล่ำสัน แหวกว่ายโดยไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย แม้เสื้อผ้าสวมใส่อยู่นั้น จะไม่เอื้ออำนวยเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคใดๆ นาทีนี้ภีรภพ ก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตา ทำตัวเป็นโลมาผู้เก่งกาจ ฟัดเหวี่ยงอยู่กับน้ำใสๆ กลางสระกว้างขวาง  จนใบหน้าและเนื้อตัวเริ่มมีสีซีด ขาวโพลนนั่นแหละ ถึงได้ว่ายมาเกาะขอบสระ ม่านตาทั้งสองข้างเริ่มแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ

            “ตายแล้ว ตาภพ! ลงไปเล่นน้ำทำไมลูก ค่ำมืดแบบนี้ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”

คนเป็นแม่ต่อว่ายาวเหยียด กวักมือเรียกลูกชายให้ขึ้นจากสระน้ำ พลางร้องหาผ้าขนหนู ชุดคลุมผืนใหญ่จ้าล่ะหวั่น ให้เด็กในบ้านลากร่างสุงของลูกบังเกิดเกล้าขึ้นมาได้ ก็ช่วยเช็ดหน้าเช็ดตัว รวมถึงโอบกอดร่างเปียกปอนเข้าบ้าน บังคับให้เปลี่ยนเสื้อผ้าโดยพลัน โดยไม่ลืมสั่งให้แม่บ้านคนสนิท เตรียมข้าวต้มร้อนๆ และยาแก้ไข้อีกสองเม็ด

            บังคับให้คนดื้อด้านทานข้าวทานยาเรียบร้อย พร้อมดันแผ่นหลังให้นอนพักนิ่งๆ อยู่บนเตียงได้นั่นแหละ คุณนายอรัญญาถึงได้ยอมก้าวออกจากห้องของบุตรชาย ปล่อยให้ภีรภพได้อยู่เงียบๆ เพียงลำพัง นางก็ได้แต่หวังว่า ลูกชายจะใช้ช่วงเวลานี้ ขบคิดเรื่องราวของลูกหว้า ขอให้ความดีงาม ส่งผลให้ลูกของเธอ ปล่อยวางจากภาระหนี้แค้นนี้สักที

 

ดวงตาเคว้งคว้างกรวดมองรอบๆ กาย ซึ่งรถไฟรถผ่านด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก เมื่อออกจากบ้านหลังนั้น เธอเรียกแท็กซี่หนึ่งคัน เมื่อเจอคำถามว่าต้องไปแห่งใด เธอถึงกับอึ้ง เพราะในสมองตอนนั้นคิดอะไรไม่ออกเลย สุดท้ายก็บอกคนขับไปว่า ให้เขาพาเธอไปส่งที่สถานีรถไฟ และทำให้เธอต้องมาอยู่บนนี้ รถไฟขบวนยาวเฟื้อยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่อำเภอหัวหิน

ทะเล!

สายน้ำสีครามคือสิ่งที่เธออยากเห็นมาก จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ คุณพ่อ คุณแม่ พี่วัฒน์รวมถึงตัวเธอ เคยไปหัวหิน แม้จะไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้า ต้องดำเนินชีวิตอย่างไร แต่ก็ยังดีกว่า ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวประดุจหนึ่งนักโทษ ในเมื่อตัดสินใจหนี เธอก็ต้องหนีให้พ้น และต่อไปนี้ เธอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลืมอดีตให้หมดสิ้น

รอยยิ้มบางๆ เริ่มเกลื่อนเต็มใบหน้า อ้อมแขนทั้งสองข้างกอดตัวเองไม่ให้เวิ้งว้าง เธอต้องอยู่กับตัวเอง สู้เพื่อตัวเอง ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ดวงตากลมๆ ก็เลือกมองทิวทัศน์ทั้งสองข้างทางไปเรื่อยๆ ถ้าหากเธอยังไม่ตายเสียก่อน ชีวิตเธอต้องดีขึ้นมากกว่านี้ แม้มันต้องผ่านความลำบากจนเลือดตาแทบกระเด็นกระดอนก็ตามที

หญิงสาวไม่รู้ว่าตัวเองเหม่อลอยนานแค่ไหน ปล่อยให้สมองคิดโน่นคิดนี่ รู้ตัวอีกทีก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ชานชาลาของหัวหิน ช่างสวยงดงามเหลือเกิน แอบยิ้มน้อยๆ ให้กับการเดินทางครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่เธอไม่มีเป้าหมายใดๆ หนำซ้ำยังมาคนเดียวอีกต่างหาก  ลงจากรถไฟแล้ว ดวงตากลมๆ ก็กรวดมองหาทางไปต่อ เส้นทางเบื้องหน้าต้องเจอกับอะไรบ้างก็ไม่รู้ แต่เธอจะอดทน และทำชีวิตให้ดียิ่งๆ ขึ้น

ปลายเท้าเล็ก เดินเอื่อยๆ ออกจากสถานีรถไฟ เลือกขึ้นรถมุ่งสู่ชายทะเล ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง เธอก็มาถึง ปลายเท้าเล็กถอดรองเท้ามาถือไว้ เดินย่ำไปตามผืนทรายสะอาด ปล่อยให้คลื่นน้ำทะเลกระเพื่อมขึ้นมาลบรอยเท้า ย่ำเดินไปเรื่อยๆ สูดกลิ่นอายทะเลให้เต็มปอด ยิ้มกว้างๆ และตะโกนระบายความอัดอั้นในใจให้ระเบิดออกมา เมื่อรู้สึกผ่อนคลาย ก็หัวเราะเบาๆ แล้วส่ายหน้าให้ตัวเองจนเส้นผมปลิวกระจาย

ขณะที่ใครคนหนึ่ง กำลังลบเลือนความทรงจำอันโหดร้าย อีกคนดีดตัวลุกขึ้นจากที่นอน มือหนาหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะเล็กข้างเตียง กดไปยังเบอร์ของคนสนิทโดยเร็ว  นัยน์ตาทั้งสองข้างยังคงลุกโชติด้วยไฟโกรธ

“เจอลูกหว้าหรือยัง”

“เจอร่องรอยแล้วครับ ตอนนี้ผมกำลังส่งคนของเราไปดู”

“ไปดู หมายความว่า...”

ปื้นคิ้วเข้มๆ เลิกขึ้น “รู้ที่อยู่ของยัยตัวแสบนั่นแล้วใช่ไหม”

“นักสืบรายงานว่า เธออยู่ที่หัวหินครับ เธอเดินทางโดยรถไฟ ผมส่งคนไปสืบสถานีรถไฟแล้ว พบหญิงสาวหน้าตาพิมพ์เดียวกันกับคุณสลิลลา มาซื้อตั๋ว เพื่อมุ่งสู่หัวหินครับ เรื่องนี้รับรองว่าไม่ผิดพลาด”

“ดี!” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มน่าสะพรึงกลัว

“ตามหาตัวเธอให้พบ แล้วพาไปเจอฉันที่โรงแรม รู้ใช่ไหม ว่าโรงแรมไหน”

“ทราบครับ” อีกฝ่ายตอบรับรัวเร็ว

เมื่อได้ยินในสิ่งที่ต้องการ มุมปากได้รูปก็กระตุกยิ้มน้อยๆ รีบนำพาตัวเอง ไปอาบน้ำชะระร่างกายเรียกความสดชื่น แต่งตัวด้วยเสื้อยืดกับกางเกงยีนสีเข้ม ก่อนจะคว้าเอากุญแจรถและกระเป๋าสตางค์ติดมือ วิ่งเร็วๆ ออกจากห้อง ทว่าเดินมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย ปลายเท้าหนักๆ ก็ถึงกับหยุดชะงัก ร่างกำยำเอี้ยวตัวมองตามเสียงร้องถาม

“ภพจะรีบไปไหนลูก ท่าทางรีบร้อนเชียว”

“เอ่อ...” สมองอันปราดเปรื่องกำลังเฟ้นหาคำตอบที่ดีที่สุด เพราะไม่อยากให้คนเป็นแม่รู้ ว่าเขารู้เบาะแสของยัยตัวดี ปื้นคิ้วเข้มย่นเข้าหากัน ครู่เดียวก็ตอบพร้อมยิ้มกว้าง ก้าวยาวๆ ไปโผกอดท่านหลวมๆ

“ผมแค่จะไปไนต์คลับกับเพื่อนสักหน่อยครับ”

“อะไร เหล้าก็เพิ่งดื่มไปหยกๆ ยังไม่สร่างเลยนะ”

“ก็ไอ้ภาคมันชวนนี่ครับ ผมแค่ไม่อยากขัดศรัทธา”

ถือโอกาสหยิบยกชื่อเพื่อนมาอ้าง เห็นคนเป็นแม่ยอมใจอ่อนให้ไป จึงหอมแก้มขอบคุณท่านฟอดใหญ่ พ้นจากตัวบ้านก็ขอโทษท่านเพราะทำตัวเป็นลูกอกตัญญู โดยไม่ลืมขออภัยเพื่อนรัก ซึ่งปานนี้น่าจะกำลังคั่วอยู่กับสาวๆ หุ่นสะบึม สูดหายใจจนเต็มปอด ช่วงขาแข็งแรงก็มุ่งสู่ตัวรถคันโปรด แล้วกระชากพุ่งออกไปด้วยความเร็วดุจพายุ

ระดับไมล์วัดความเร็ว เพิ่มขึ้นสูงขึ้นตามระดับความโกรธของคนเหยียบคันเร่ง ต่อให้ต้องเดินทางไกล จนสุดหล้าฟ้าเขียว ชายหนุ่มก็ต้องไล่ล่าน้องสาวของศัตรูมาชำระแค้นให้หนำใจ นัยน์ตาคมกริบ ซึ่งเพ่งมองอยู่บนท้องถนน วาวโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งคิดว่าในไม่ช้า จะพบแม่ตัวแสบ กรามแกร่งยิ่งกระทบกันดังกรอดๆ

เหยียบคันเร่งพุ่งไปยังหัวหินร่วมครึ่งชั่วโมง โทรศัพท์มือถือก็มีข้อความเข้า ปลายนิ้วเรียวจึงรีบกดอ่านอย่างรวดเร็ว และม่านตาทั้งสองข้างก็ขยายกว้างด้วยประกายตายินดี เพราะข้อความนั้นรายงานว่า พบแม่ตัวดีบริเวณชายหาด จากนั้นปลายเท้าหนักๆ ก็เหยียบคันเร่งไม่ยั้งแรง และในไม่ช้า ภีรภพคงจับนกน้อยซึ่งริอ่านหนีออกจากกรงได้สำเร็จ

 

ปลายเท้าเล็กเปลือย มือข้างหนึ่งกระชับกระเป๋า มืออีกข้างหิ้วรองเท้า เดินเอื่อยๆ อยู่บริเวณชายหาด เธอมาถึงที่ริมทะเลแห่งนี้ ตั้งแต่ยามบ่าย กระทั่งค่ำมืด และอีกไม่กี่ชั่วโมง ก็จะย่างเข้าสู่วันใหม่ ดวงตากลมๆ กรวดมองดูรอบตัว ผู้คนเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ เพราะทยอยกันกลับเข้าที่พัก แต่ยังมีอีกหลายกลุ่ม นั่งตามร้านรวง ทานมื้อค่ำเคล้ากลิ่นอายทะเล

หญิงสาวเมียงมองหาร้านอาหาร เมื่อความหิวเริ่มคุกคามจนท้องร้องอุทธรณ์ เงินในกระเป๋า มีไม่มากพอจะให้เธอใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้ สมบัติของแม่ พวกแหวน สร้อยคอทองคำ และสร้อยเพชร ต้องเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น เธอจึงเลือกเดินหาร้านอาหารที่คาดว่าราคาคงไม่แพงนัก หรือไม่ก็ทานอาหารตามสั่ง ข้าวราดแกงสักจาน

สลิลลาเดินไปตามชายหาดทอดยาว เดินผ่านร้านอาหารหรูหราร่วมสิบร้าน ก่อนจะมาเจอเป้าหมาย ซึ่งเป็นร้านค้าขนาดเล็ก ติดป้ายชัดเจนว่าอาหารที่เธอต้องการราคาเท่าใด หญิงสาวจึงเดินตัวลีบเข้าไปนั่ง และสั่งข้าวผัดทะเลหนึ่งจาน กับน้ำเปล่าอีกหนึ่งแก้ว รอคอยไม่นานนัก ข้าวผัดหอมฉุย โรยด้วยผักชีและมีมะนาวครึ่งซีกก็พร้อมเสิร์ฟ กลีบปากอิ่มอ้อมแอ้มขอบคุณแม่ค้า ก่อนจะค่อยๆ ละเลียดข้าวผัดสุดแสนอร่อยแห่งวันเข้าท้องจนหมดเกลี้ยง

เมื่อถึงเวลาชำระเงิน หญิงสาวก็เลียบๆ เคียงๆ ถาม เผื่อคนแถวนี้ จะรู้จักห้องพักราคาถูกแต่ดูดีบ้าง “ป้าคะหนูรบกวนหน่อยนะคะ คือว่าแถวนี้ พอจะมีห้องพักราคาถูกๆ บ้างไหม”

ได้ยินเสียงแม้ค้าวัยกลางคนถอนหายใจพรืดใหญ่ “แถวนี้มีแต่ราคาเป็นพัน สองพัน สามพัน และก็หลายหมื่นแหละจ้ะหนู”

“เหรอคะ...”

เธอรับฟังด้วยใบหน้าหมองๆ “ราคาสักสองสามร้อย ไม่มีเลยหรอคะ”

“ไม่มีหรอกจ้า และยิ่งจะมาหาในเวลาสี่ห้าทุ่มแบบนี้ มันก็คงจะเต็มหมดแล้วล่ะ หนูไม่มีที่พักหรอกหรือ”

“หนูไม่รู้จะพักที่ไหนดี และอีกอย่างหนูไม่มีเงินมากนัก” กลีบปากจิ้มลิ้มเอ่ยบอกด้วยท่าทีน่าสงสาร ก้มหน้ามองเพียงตักตัวเอง ก่อนจะสอบถามราคาอาหาร หยิบแบงค์ร้อยให้กับคุณแม่ค้า และเอ่ยขอตัว ทว่า...ยังไม่พ้นออกจากตัวร้าน แม่ค้าคนเดิมก็วิ่งตึงตังตามหลัง ท่าทีเป็นมิตรและมองเธอด้วยแววตาอาทร

“หนู...เอาอย่างนี้ไหมลูก ถ้าหนูไม่รังเกียจและก็ถ้าหนูไม่กลัวป้าจะหลอกลวงหรืออะไร ด้านหลังร้านมีห้องว่างเหลือ พอดีลูกสาวป้า ก็รุ่นราวคราวเดียวกับหนูนี่แหละ เขาไปเรียนในกรุงเทพฯ ปิดเทอมครั้งถึงกลับมาที หนูจะพักกับป้าก็ได้นะ ป้าไม่คิดค่าเช่าหรอก” นางเอ่ยด้วยความอารี

“แต่ว่าหนู...” ดวงตากลมๆ มองด้วยความเกรงใจ “หนู...”

“ไม่ต้องคิดมากหรอก เราก็คนไทยด้วยกัน ช่วยเหลือกัน ประเทศชาติจะได้เจริญๆ”

“ขอบคุณค่ะคุณป้า”

สองมือกระพุ่มไหว้หญิงกลางคนตรงหน้าด้วยความอ่อนน้อม น้ำตาแห่งความตื้นตันใจล้นเอ่อ จนน้ำตาพาลไหลอาบแก้ม ร้อนจนต้องรีบยกมือปัดป้ายทิ้งลวกๆ “หนูขอบคุณป้ามากนะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ มากับป้าสิ ป้าจะพาไปดูห้องพัก รกสักหน่อยน้า แต่ปัดฝุ่นนิดหน่อยก็น่าจะพอนอนได้ เอาไว้พรุ่งนี้ ป้าจะให้เด็กในร้านเข้าไปทำความสะอาดให้ หนูจะได้นอนสบายๆ”

“อย่าเลยค่ะ ลูกหว้าขอทำเองนะคะ และลูกหว้า...เอ่อ...”

“อยู่สักเดือน หรือสักปี ก็ได้จ้ะ ป้าไม่มีปัญหาหรอก”

นางบอกด้วยรอยยิ้มกว้าง พลางคว้าหมับเอาข้อมือเล็ก เดินเรื่อยๆ เข้าไปในครัวด้านใน ก่อนจะแนะนำให้รู้จักกับสามีของป้าอย่างเป็นทางการ “นี่ตาสม และนั่นเด็กในร้าน มาทำงานสี่โมงเช้า กลับก็ห้าทุ่มเที่ยงคืน ชื่อนิดกับผึ้ง ส่วนป้าชื่อแย้ม”  แล้วมืออวบๆ ของนางแย้มก็กวักเรียกให้ทุกคนในร้านมารู้จักกับเธอ

“ทุกคน นี่หนู...ชื่ออะไรนะ”

“ลูกหว้าค่ะ” เธอตอบพร้อมคลี่ยิ้ม

“อืม...หนูลูกหว้า จะมาพักกับเราที่นี่ ช่วยๆ กันดูแลเธอล่ะ”

ทุกคนตอบรับคำสั่งของป้าแย้มอย่างพร้อมเพรียง ยิ้มให้เธอด้วยท่าทีเป็นมิตร เรียวปากอิ่มของสลิลลาจึงคลี่ยิ้มกว้างขอบคุณ หลังจากนั้นป้าแย้มก็พาเธอหอบหิ้วข้าวของไปเก็บในห้องพัก ช่วยเธอปัดฝุ่นโน่นนี่นิดหน่อย เรียบร้อยก็ขอตัวไปเตรียมตัวเก็บร้าน ส่วนเธอวางกระเป๋าและล็อกห้อง ก่อนจะรีบไปช่วยป้าแย้มทำงาน แม้ทุกคนจะร้องห้าม ไม่ยอมให้เธอทำ ทว่า...เพื่อเป็นการตอบแทนความดีของทุกคน สลิลลาก็ลงมือทำงานโดยไม่เกี่ยง และเธอก็บอกไปตามตรง ว่าตัวเองหนีออกจากบ้าน ไม่มีที่ไป หากป้าแย้มไม่รังเกียจ เธอก็อยากอยู่ที่นี่ ช่วยป้าทำงาน ไม่ว่าจะล้างชาม กวาดร้าน จัดโต๊ะ หรือทำอาหาร เธอก็ยินดีทำโดยไม่ปริปากบ่น ขอแค่มีที่พักก็พอ

ป้าแย้มกำลังมองเธอด้วยความสงสาร พลางว่า “ถ้าหนูอยู่ได้ ทำได้ ป้าก็ยินดีจ้ะ ถือซะว่า ป้ากับลุง เป็นญาติแท้ๆ ก็แล้วกันนะ” มืออวบๆ นั้น ลูบผมสลวยแผ่วเบา

“เฮ้อ...ท่าทางเหมือนคุณหนู ลูกสาวคนรวย ไม่น่ามาตกระกำลำบากแบบนี้เลย”

“ลูกหว้าไม่ใช่คุณหนูผู้สูงศักดิ์หรอกค่ะ ลูกหว้าเป็นแค่คนธรรมดา ไร้ญาติ พ่อกับแม่ จากลูกหว้าไปร่วมสิบปี ส่วนพี่ชายก็เพิ่งจะเสียไปเมื่อปีก่อนนี้อีก ทั้งบ้านจึงเหลือลูกหว้าอยู่ตัวคนเดียว”

“โธ่...แม่คุณ”

แขนอวบๆ ของนางแย้ม รั้งร่างอ้อนแอ้นเข้ามากอด “อยู่กับป้า ป้าจะดูแลหนูเองเด็กดี”

“ขอบคุณค่ะ ลูกหว้าจะช่วยงานป้าทุกอย่าง ป้าอยากให้ลูกหว้าทำอะไร บอกลูกหว้ามาเลยนะจ๊ะ ลูกหว้าจะขยันและจะเชื่อฟังป้า”

มือบางกราบเข้าที่อกอวบนุ่ม พลางยิ้มปลื้มดีใจ ดูเหมือนชีวิตของเธอจะไม่ต้องวนเวียนอยู่กับความมืด ขอให้แสงสว่างที่สาดส่องมาหาเธอในครั้งนี้ สว่างไสวนำชีวิตของเธอให้รอดพ้นจากภัยร้าย ต่อจากนี้เธอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยไร้เงาของมัจจุราชร้ายตนนั้น! เฉกเช่นคนละภพคนละชาติ ตลอดชั่วนิจนิรันดร์

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha