เศษรักอสูร

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 12 : มายามัจจุราช


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 12

มายามัจจุราช

 

แพขนตางามงอนของคนป่วย ค่อยๆ กะพริบถี่ๆ เพื่อปรับรับกับแสงสว่างภายในห้อง ดวงตากลมโตเบิกโพลงและตื่นตระหนก เมื่อจำภาพห้องนี้ได้ สะโพกบางจึงกระถดหวังหนีห่าง แต่ต้องนิ่วหน้าด้วยความแปลกใจ เมื่อสายตาปะทะเข้ากับกลุ่มผมดกด่ำ ซึ่งฟุบหลับอยู่ข้างเตียง หัวคิ้วทั้งสองข้างวิ่งชนกันอย่างงวยงงสงสัย เหตุใดมัจจุราชผู้ร้ายกาจถึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้ แถมในสภาพที่ทำเอาเธอพูดไม่ออก...

แต่ถึงแม้เขาจะหลับ แต่สลิลลาก็ยังคงหวาดกลัว ร่างบางพอมีแรงจึงขยับหวังก้าวลงจากเตียงในอีกฝั่งอย่างระมัดระวัง ทว่ามันคงช้ากว่าดวงตาคมซึ่งเบิกกว้าง และเงยหน้าขึ้นมอง พร้อมคลี่ยิ้มอบอุ่นมอบให้ เล่นเอหญิงสาวหัวใจหล่นตุบ เธอไม่กล้ามองหน้าเขา ได้แต่กระวีกระวาดลงจากเตียงด้วยร่างกายอันสั่นเทิ้ม เหงื่อเม็ดเล็กไหลกาฬ

“ลูกหว้า...ฟื้นแล้วหรือฮึ!

ซุ่มเสียงทุ้มน่าฟังร้องถาม รีบวิ่งถลามาขวางทาง “จะไปไหน ร่างกายยังอ่อนแออยู่เลย นอนพักก่อนนะครับคนดี” น้ำคำหวานเลี่ยน ฟังรื่นหู ถูกพ่นออกมา เสี้ยวหน้านั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ขยับมือหวังแตะเรียวแขนเล็ก ทว่าสลิลลากลับปัดทิ้ง

“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน...”

เธอบอกด้วยเสียงแข็งๆ ทั้งๆ ที่ในใจเต็มไปด้วยความหวั่นกลัว

            “ไม่เอาน่าลูกหว้า อย่าเพิ่งดื้อกับพี่ได้ไหมฮึ! เราน่ะไม่สบาย ต้องพักผ่อนเยอะๆ นะรู้ไหม”

ภีรภพพยายามตะล่อม เปลี่ยนคำแทนตัวให้ดูสนิทสนม เมื่อเจ้าของร่างอ้อนแอ้นยังยืนตัวแข็งทื่อ จึงแกล้งข่มขู่ “จะขึ้นไปนอนพักบนเตียงดีๆ หรือจะให้พี่อุ้ม ถ้าให้อุ้มล่ะก็ พี่จะทั้งอุ้ม จะทั้งปล้ำ เอาให้สลบเหมือดอยู่บนเตียงเลยเชียว”

            “ทำสิ!

หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นท้าทาย แววตาทั้งสองข้างจ้องมองกรอบหน้าหล่อเหลา กัดฟันอย่างโกรธๆ “ คุณจะฆ่าฉัน จะทำร้ายฉัน มันก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ เอาสิ! ทำร้ายฉันให้ตาย จะได้สาสมกับความแค้นของคุณไง” กำปั้นน้อยยกขึ้นทุบไปตามแผงอกแน่นๆ เต็มแรง เริ่มมีเสียงสะอึกสะอื้นและอาการหอบจนตัวโยน ยิ่งทุบเธอยิ่งไร้เรี่ยวแรง

            “ลูกหว้า...ถ้าจะลงโทษพี่ พี่ก็ยินดี แต่ตอนนี้นอนพักเอาแรงก่อนนะครับ” เขาพลิกลิ้น พลิกการกระทำทุกอย่าง รวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างทาบไว้บนอกแกร่ง แล้วจัดการช้อนร่างบางขึ้นอุ้ม ผ่อนร่างเล็กลงบนเตียงด้วยความแผ่วเบา “นอนนิ่งๆ นะคนดี เดี๋ยวพี่จะให้คนทำข้าวต้มร้อนๆ มาให้ทาน จากนั้นจะได้ทานยารู้ไหมฮึ!

            “ฉันไม่...”

            “ชูว์...อย่าดื้อสิครับ”

ชายหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ใช้จังหวะที่สลิลลาทำตาดุขวางใส่ กดปลายจมูกโด่งๆ ไปบนแก้มเนียน “อย่าดื้อนะคนดี ไม่อย่างนั้น พี่จะจับฉีดยาสักสามเข็ม” ยักคิ้วหลิ่วตาให้น้อยๆ แล้วฉีกยิ้มกว้างหัวเราะ ก้าวออกจากห้องพร้อมอาการฮัมเพลงราวกับมีความสุขนักหนา

สลิลลากำลังทำตาปริบๆ เธอไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่ามันเกิดอะไรขึ้น พระอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตก หรือว่าพระจันทร์จะส่องสว่างในยามกลางวันกันแน่ หญิงสาวได้แต่นอนนิ่งๆ รั้งผ้าห่มมาคลุมจนถึงช่วงอก หัวคิ้วทั้งสองข้างวิ่งชนกันด้วยความงวยงง เขาต้องการอะไรจากเธอกันแน่ ทำไมถึงได้กลายร่างจากปีศาจร้าย มาเป็นเทพบุตรในชั่วพริบตา

“คุณคิดจะทำอะไรกับฉันกันแน่ ภีรภพ!

สมองเล็กๆ ครุ่นคิดหาคำตอบ แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ล้วนเป็นไปไม่ได้เลย เธอไม่อยากเชื่อ ว่าผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งถูกความแค้นครอบงำมาปีกว่า จะกลับกลายเป็นคนละคนได้เพียงข้ามวัน จำได้ว่าก่อนเธอจะหมดสติ เขายังให้เธอทำความสะอาดบ้านเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด ไม่ให้ทานข้าวดื่มน้ำร่วมสองวันสองคืน แต่จู่ๆ จะมาพูดจาไพเราะและเอาใจเธอ มันช่างแปลกเหลือเกิน

หากนอนพลิกซ้าย พลิกขวาก็คิดไม่ตก ขยับกายลุกขึ้นนั่ง ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก็ไม่ได้คำตอบที่ต้องการ จนต้องรีบสูดหายใจเข้าปอดลึก เธอทำได้เพียงรอดูว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป จะฆ่าเธอให้ตายทั้งเป็นวันใดก็เท่านั้น ไม่นานก็ต้องทำหน้าเรียบเฉย เพราะประตูห้องถูกเปิดเข้ามาพร้อมเจ้าของใบหน้าหล่อเขย่าอารมณ์ ไหนจะรอยยิ้มมีเสน่ห์นั่นอีก

“ข้าวต้มร้อนๆ มาแล้วครับ”

ชายหนุ่มว่า พลางสูดดมกลิ่นหอมของข้าวต้มเข้าปอดลึก “ลูกหว้าต้องทานเยอะๆ นะ จะได้แข็งแรง อืม...แล้วก็จะได้มีแรงมาลงทัณฑ์เอาคืนพี่ไง” กล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ แต้มบริเวณมุมปาก กายแกร่งค่อยๆ ขยับมานั่งข้างๆ

“มาครับ เดี๋ยวพี่จะป้อน ทานข้าวเสร็จ จะได้ทานยา”

“ไม่!

ปฏิเสธด้วยใบหน้าตึงๆ “อย่ามายุ่งกับฉัน ไม่ต้องมาทำดีด้วย”

ชายหนุ่มทำหน้าสลดลง ก้มมองเพียงตักของตัวเอง “ลูกหว้าคงโกรธพี่มาก แต่เอาเถอะ พี่ยินดีชดใช้ให้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้ ทานข้าวก่อนนะครับ ได้โปรดอย่าทำร้ายตัวเองเลย” เจ้าของคำพูด จ้องหญิงสาวด้วยท่าทีเว้าวอน

“ทานสักคำนะครับ เดี๋ยวพี่ป้อน นะคนดี”

หากเจ้าของร่างอ้อนแอ้นยังนั่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่น เธอไม่ยอมทานอาหารตามคำขอ ภีรภพจึงลอบกัดฟันกรอดๆ นึกอยากโยนชามข้าวต้มร้อนๆ ให้ราดรดเนื้อตัวหญิงสาว ทว่าทำได้เพียงข่มขู่กลายๆ “ลูกหว้าต้องทานข้าวต้มถ้วยนี้ให้หมด ถ้าไม่ยอมทาน พี่จะจูบจนปากเปื่อย!” ไม่ขู่เปล่า แต่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ปลายจมูกโด่งๆ เฉียดแก้มนวลไปมา

“ว่าไงฮึ! จะทานดีๆ หรือต้องให้พี่ใช้กำลัง”

กลีบปากเต้นระริกได้แต่เม้มแน่นเป็นแถบตรง รีบแย่งชามข้าวต้มมาถือไว้ แล้วตักทานเอง พร่องไปเกือบครึ่งจึงส่งคืนให้เขา ยอมรับยาและน้ำมากลืนลงคอ เรียบร้อยก็ขยับกายหันหลังให้

“พอใจแล้วใช่ไหม”

ว่าด้วยน้ำคำประชดประชัน “ฉันอิ่มแล้ว มีแรงแล้ว จะให้ทำงานอะไรอีก”

“ไม่เอาน่า...คนดี...”

ครวญด้วยซุ่มเสียงติดจะขำๆ “พี่จะใช้ภรรยาทำงานทำไมกันฮึ! ตัวเล็กแค่นี้ พี่ยินดีเลี้ยงไปตลอดชีวิต รับรองได้ว่า เมียของพี่ไม่มีทางอดตายหรอกครับ” เจ้าของคำพูด ขยับกายเข้ามาใกล้ แตะเข้าที่เรียวแขนสลักเสลา หากถูกอีกฝ่ายปัดทิ้ง “ตอนนี้ลูกหว้าคงโกรธพี่ ก็ได้ครับ พี่จะยอมออกจากห้องนี้ ปล่อยให้ลูกหว้าพักผ่อน หลับให้สบายนะเมียจ๋า...” ท้ายประโยค ไม่วายเอ่ยเย้าหยอก แล้วโน้มใบหน้าหอมแก้มนิ่มไปฟอดใหญ่ ก่อนจะก้าวออกจากห้อง พร้อมถาดอาหาร พ้นประตูห้องใบหนาอ่อนโยนเมื่อครู่ ก็แปลเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นทันตา!

 

ช่วงบ่ายของวัน ร่างบางก็เริ่มขยับก้าวลงจากเตียงนุ่ม เดินไปเวียนมานับสิบๆ รอบ พยายามครุ่นคิด ในสิ่งที่ภีรภพกระทำ เพราะมันกลับตาลปัตรจากชั่วร้ายกลายเป็นดีเร็วเกินไป เร็วเสียจนเธออดหวาดหวั่นไม่ได้ เมื่อเดินไปเดินมาจนไร้แรง ร่างบางก็หย่อนสะโพกลงนั่งบนปลายเตียง จังหวะเดียวกันกับประตูห้องถูกเคาะ และเปิดเข้ามาด้วยคุณป้าร่างผอม ซึ่งฉีกยิ้มมาแต่ไกล

“ป้านำเสื้อผ้า และของใช้ส่วนตัวมาให้ค่ะ รู้ไหมคะว่านายหัวสั่งให้คนไปซื้อจากในเมืองเชียวนะคะ” สำเนียงใต้ฉะฉานเสียจนสลิลลาต้องย่นคิ้วสงสัย แต่เธอก็พอจับใจความได้เมื่อเหลือบมองถุงกระดาษแบรนด์ดังหลายสิบใบ

ส่วนภรรยารักของนายแก่น นามป้าแช่มก็รีบวางข้าวของพะรุงพะรังในมือลงบนเตียง ข้างๆ กับร่างบาง แล้วรีบขอตัวเดินออกไปอย่างเร็วรี่ ปล่อยให้ปื้นคิ้วเล็กยังคงย่นเข้าหากัน

หญิงสาวได้แต่ผ่อนลมหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม เธอไม่รู้ว่าผู้ชายใจร้ายคนนั้นจะมาไม้ไหนกันแน่ แต่เธอเชื่อว่าคนอย่างเขา ไม่สามารถละวางความแค้นอันฝังลึกในกระแสเลือดได้เร็ววันเร็วคืนขนาดนี้เด็ดขาด ทว่าคำตอบที่ต้องการ มันก็ช่างอยู่ไกลยิ่งนัก และร่างบางก็ต้องกระโจนลงจากเตียงโดยพลัน เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพบกับใบหน้าหล่อ แถมเจ้าของร่างกำยำ ยังโปรยรอยยิ้มเกลื่อนกลาดอีก

“ลูกหว้า...” ภีรภพร้องเรียก ทั้งหน้าทั้งตาเยิ้มหวาน

“อย่าเข้ามานะ” ปลายเท้าเล็กถอยร่นด้วยความหวาดกลัว “ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”

“ไม่อาน่า...”

ส่ายหน้ารุนแรงคัดค้าน สืบเท้าก้าวยาวๆ เข้ามาใกล้ เอื้อมมือไปคว้าเรียวแขนสลักเสลาแล้วรั้งเข้าหาตัว วาดวงแขนล่ำๆ โอบกอดเรือนกายอ้อนแอ้นไว้แน่น “ลูกหว้า...พี่ขอโทษ” จู่ๆ ซุ่มเสียงน่าฟังก็ดังใกล้ชิดใบหูสะอาดขาว ลมหายใจร้อนผ่าวรวยรินรดลำคอเนียนละเอียด “พี่ขอโทษนะครับ ที่ทำร้ายลูกหว้า ขอโทษจริงๆ...จะให้พี่ขอโทษลูกหว้าอีกเป็นร้อยเป็นพันครั้ง พี่ก็ยินดี...”

ชายหนุ่มค่อยๆ ดันไหล่มนออกห่าง แล้วช้อนปลายคางเล็กให้แหงนเงยขึ้นสบมอง ตราตรึงหญิงสาวไว้ด้วยแววตาเว้าวอน “พี่ขอโทษ พี่ปล่อยให้ความแค้นบังตา จนเผลอตัวเผลอใจทำร้ายลูกหว้า รุนแรงเสียจนลูกหว้าของพี่บอบช้ำไปหมด” ปลายนิ้วแข็งแรง แตะเบาๆ บริเวณรอยคล้ำ ตามเรียวแขนเล็ก ลูบไล้ผะแผ่ว ราวกับกลัวเจ้าของร่างจะแตกสลายหายไปกับอากาศ

ดวงตาคู่คมสีนิลเริ่มแดงก่ำ มองใบหน้าเล็กด้วยความสำนึกผิด “พี่จะชดใช้ให้ลูกหว้าทุกอย่าง ขอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” มือหนาเอื้อมคว้ามือเล็กมาบีบไว้แน่น “ลูกหว้า ให้อภัยผู้ชายร้ายกาจคนนี้สักครั้งได้หรือเปล่า ขอให้พี่ได้มีโอกาสดูแลลูกหว้า ได้ชดเชยในความเลวร้ายที่ผ่านมา พี่ยินดีจะยกทั้งชีวิตของพี่ให้ลูกหว้า ลูกหว้าจะฆ่าพี่ พี่ก็ยอม แต่คนดีได้โปรด...อย่าเกลียดพี่ได้ไหมฮึ!

ให้อภัยฉันสิ รักฉัน ดีกับฉัน ตั้งท้องลูกของฉัน!’ ลมปากพูดอีกอย่าง ทว่าในใจแกร่งกลับคิดอีกอย่าง แต่สลิลลาคงไม่รู้ลึกของจิตใจมัจจุราชตนนี้เลย

“ลูกหว้า...” เสียงห้าวยังวอนเว้า ใบหน้าหล่อๆ ซีดสลด

“ได้โปรด...ให้อภัยผู้ชายต่ำทรามคนนี้สักครั้งนะครับคนดี”

“ปล่อยฉัน!

เจ้าของร่างอ้อนแอ้น รั้งมือออกจากการกอบกุม ยกกำปั้นผลักเรือนกายทรงพลังให้ถอยห่างไปหลายก้าว เธอจ้องตาเขาอย่างไม่เชื่อลมปากพล่อยๆ เธอไม่เชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนใจเร็วขนาดนี้ บทเรียนที่ผ่านมา เขาสอนให้เธอเจ็บมามากเกินพอ “ฉันจะกลับกระท่อม เชิญคุณอยู่ที่นี่ และวางอำนาจข่มขู่ฉันอย่างเคยเถอะค่ะ อย่าทำตัวแบบนี้เลย เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกว่า คุณไร้ความจริงใจ ฉาบหน้าไว้เพียงคำโกหกและหลอกลวงเท่านั้น คุณทำให้ฉันเจ็บเกินพอ เจ็บจนเกินเยียวยา อย่าพยายามสร้างภาพเป็นคนดีเลย เพราะถึงยังไง คุณก็เลวเสมอในสายตาของฉัน!” หญิงสาวตะเบ็งเสียงใส่หน้าหล่อๆ ด้วยความโกรธ ก่อนจะหมุนกายเดินเร็วๆ ก้าวออกจากห้อง ไม่คิดจะเชื่อลมปากหวานพล่อยๆ อันเคลือบแฝงไปด้วยยาพิษของภีรภพเลยสักนิดเดียว

            เพียงพ้นแผ่นหลังเล็ก ปลายลิ้นร้อนผ่าวก็ถูกดุนไปไว้ยังกระพุ้งแก้มซีกซ้าย นัยน์ตาวาวโรจน์มองกรอบประตูด้วยความมาดร้าย คนอย่างเขา คิดจะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ ไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด ให้มันรู้ไปสิ ว่าสลิลลาจะไม่ให้อภัยเขา อนาคตข้างหน้า เธอต้องให้ทั้งอภัยและความรัก และบทสรุป ก็คือเด็กในท้องสักคน

            ปากหยักเหยียดทิ้งดูแคลน เดินอาดๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งบนปลายเตียง ล้มลงและนอนแผ่หลา ปล่อยให้เวลาทุกนาทีเดินผ่านไปเรื่อยๆ ขณะแววตาทั้งสองข้างจ้องอยู่กับเพดานห้อง ครุ่นคิดหาทางทำให้ลูกแมวจอมพยศ สยบยอมเฉกเช่นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ ตัวหนึ่ง

            ปล่อยให้ตัวเองครุ่นคิดหาทางกำราบหญิงสาวผู้ต่อต้าน ร่วมครึ่งชั่วโมง ปลายเท้าหนักๆ ก็ขยับออกจากห้อง ลงจากบ้านตากอากาศสุดหรูของตัวเอง มุ่งหน้าสู่กระท่อมบนเนินหิน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวบ้านนี้ไปร่วมสามร้อยเมตร ทว่าสำหรับความคุ้นเคยกับเส้นทาง ภีรภพก็ลัดเลาะมาตามทางลัด กระโดดข้ามโขดหิน ไม่ถึงสิบนาที ก็สามารถมายืนจังก้าอยู่หน้าบ้าน

            โซ่พันธนาการกักขัง ถูกสั่งปลดทิ้งตั้งแต่เมื่อคืน นาทีนี้ เจ้าของร่างเล็กสามารถไปไหนมาไหนก็ได้ ยกเว้นแค่การโบยบินออกจากเกาะแห่งนี้เท่านั้น อุ้งมือร้อนผ่าวรีบดึงบานประตูไม้ผ่าซีกให้เปิดออก ก้าวดุ่มๆ เข้าสู่ด้านในโดยไม่ร้องขอคนพักพิง แต่ทั้งกระท่อมก็ว่างเปล่า ไร้เงาเจ้าของร่างสะโอดสะอง ชายหนุ่มจึงทำหน้านิ่วคิ้วขมวด สืบเท้าเร่งไปตามหา

            ช่วงขาแข็งแรง เดินไปยังท้ายเกาะ สถานที่สงบเงียบ มีผืนทรายทอดยาวลงไปยังทะเลร่วมห้าร้อยเมตร ผืนทรายสะอาดกับน้ำใสแจ๋วสีฟ้าคราม อาจทำให้หญิงสาวชื่นชอบและเดินเล่นอยู่แถวนั้น และสิ่งที่ภีรภพคาดการณ์ก็ไม่ผิดเพี้ยน เมื่อมีรอยเท้าเล็กๆ เดินย่างสู่หาดทรายขาวโพลน ยังมีรอยเท้าเดินย่ำไปตามผืนทรายทอดเป็นทางยาว

            ดวงตาคู่คม ชะเง้อมองหาร่างสะโอดสะอง เห็นเธอเดินเท้าเปลือยอยู่ริมทะเล ปล่อยให้ระลอกคลื่นซัดซ่ากระทบปลายเท้า ดวงหน้าและแววตาเดินเอื่อยไปเรื่อยๆ มุมปากหยักจึงกระตุกยิ้มร้ายกาจ และรีบสืบเท้ายาวๆ ตามติด

            ขณะที่คนตัวเล็ก กำลังครุ่นคิดหาทางออกให้ตัวเอง เธอไม่อาจเชื่อน้ำคำของเขาได้อย่างสนิทใจ เพราะเรื่องในอดีตมันเป็นบาดแผลรอยใหญ่ประดับอยู่บนกลางอกข้างซ้ายของเธอ ต่อให้ใช้เวลาลบทั้งชาติ หัวใจดวงนี้ก็ยังมีรอยแผล

            “ว้าย!

ร้องลั่นตกใจ เพราะจู่ๆ ท่อนแขนกำยำก็สอดผ่านเอวบาง มาลูบวนหน้าท้องแบนราบ ดิ้นรนปัดท่อนแขนแข็งแรงให้ออกห่าง ดิ้นหนีแทบเป็นแทบตาย “นี่ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย”

            “ชูว์...เมียจ๋า จะร้องทำไมฮึ!” เจ้าของลำแขนล่ำๆ รีบกระซิบต่อว่าด้วยเสียงแหบพร่า “คิดถึงจัง มาเดินเล่นก็ไม่ชวนพี่สักคำ”

            ร่างระหงซึ่งเคยดิ้นพล่าน ยืนแข็งทื่อเป็นหุ่น ช้อนดวงตามองเจ้าของเคราจางๆ ด้วยความรู้สึกบรรยายไม่ถูก ทุกอย่างมันปนเปชวนให้เธอสับสน แต่เธอก็ข่มความอ่อนไหว แล้วดิ้นพล่านห่างจากอกกระด้าง แล้วตวัดตามองด้วยความไม่ชอบใจ

            “ฉันต้องการอยู่คนเดียว” บอกพลางหมุนกายหันหลังหนีห่าง แต่มือเล็กกลับถูกอุ้งมือร้อนผ่าวคว้าไว้หนึบ

            “แต่พี่ไม่มีทางปล่อยให้ลูกหว้าอยู่ห่างสายตา”

เจ้าของคำพูดก้าวมายืนประชิดตัว ช้อนปลายคางเล็กแหงนเงยขึ้น เกลี่ยนิ้วโป้งไปตามกลีบปากอิ่มนุ่มผะแผ่วเบา “รู้ไหม พี่เดินตามหาลูกหว้าจนทั่วเกาะ พี่เป็นห่วง พี่ไม่อยากให้ลูกหว้าไปไหนไกล เพิ่งหายป่วยแท้ๆ มาเดินเล่นใกล้ๆ ทะเลแถมยังแดดจ้า เดี๋ยวก็ไม่สบายอีก”

            “นั่นมันเรื่องของฉัน” มือเล็กปัดปลายนิ้วเรียวหนาทิ้ง มองด้วยความไม่ชอบใจ

            “ก็ได้”

ยอมตกลงอย่างว่าง่าย “ถ้าเช่นนั้นพี่จะให้ลูกหว้าเดินเล่น แต่แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นนะครับ ครบกำหนดเราจะกลับขึ้นห้อง เอ่อ...กลับไปพักในบ้านกัน ส่วนพี่ จะนั่งเล่นรออยู่แถวๆ นี้ รอกลับบ้านพร้อมลูกหว้า” พูดด้วยดวงตาจริงจัง จ้องมองหน้าเล็ก ด้วยความรู้สึกที่เค้นอาการห่วงใยมาฉาบเอาไว้บนกรอบหน้า ปล่อยให้ร่างระหงขยับตัวออกห่าง แล้วนำพาตัวเองไปนั่งนิ่งๆ อยู่บนโขดหิน มองตามแผ่นหลังเล็กตาปรอยๆ แสร้งชะเง้อคอเป็นยีราฟ แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใย

 

ปลายเท้าเปลือยเปล่า ย่ำเดินไปตามผืนทรายเนียนละเอียด เธอสูดกลิ่นอายจางๆ ของท้องทะเลเข้าปอดลึก สดชื่นเหลือเกินยามได้ทอดสายตามองระรอกคลื่นสีฟ้าคราม นานมาแล้วที่เธอไม่ได้ให้ความรู้สึกผ่อนคลายกับตัวเองแบบนี้ เพราะเวลาผ่านมาทั้งหมดนั้น รอบข้างของเธอมีเพียงน้ำตาและเสียงสะอึกสะอื้น

ดวงหน้าเล็ก ก้มมองปลายเท้าในยามคลื่นทะเลตีขึ้นมาให้เปียกปอน อดยิ้มเนือยๆ ไม่ได้ เพราะผืนน้ำสะอาด ลบร่องรอยการเดินของเธอจนหมดสิ้น มันช่างแตกต่างใจหัวใจร้าวรานดวงนี้เหลือเกิน เพราะไม่ว่าจะใช้ยางลบเป็นหมื่นก้อน ก็ไม่สามารถทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก ต่อให้พยายามแค่ไหน มันก็ยังทิ้งร่องรอยกระด่างกระดำไว้เสมอ

ต้องเงยหน้าขึ้นทันที เพราะดวงตาปะทะเข้ากับหน้าแข็งแข็งแรง อันรกครึ้มไปด้วยเส้นขนสีเข้มขึ้นเป็นปื้นเต็ม ค่อยๆ มองตั้งแต่หน้าขา ผ่านช่วงลำตัวจนมาถึงเคราจางๆ เขียวครึ้ม สลิลลาจ้องดวงหน้าของคนตัวโตตาไม่กะพริบ เมื่อเขานิ่ง ร่างบางจึงหมุนกายเดินหนี แต่ก็ถูกมือหนาใหญ่ยึดเรียวแขนสลักเสลาไว้แน่น

“จะไปไหนฮึ! ครบครึ่งชั่วโมงแล้ว เรากลับเข้าบ้านกันเถอะ” คนชวน กำลังขยับปลายนิ้วลูบไล้เบาๆ บนเรียวแขนเล็ก

“ฉันไม่กลับ!” เชิดหน้าปฏิเสธ ปัดมือใหญ่ออกจากเรียวแขน “อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”

“ไม่เอาน่า...”

ภีรภพเริ่มครวญ “จะไปดีๆ หรือจะให้พี่บังคับฮึ! ลูกหว้าก็รู้ว่าตัวเองไม่สบาย อย่าดื้อได้ไหม”

“นั่นมันก็ไม่เกี่ยวกับคุณ”

“แต่พี่ต้องเกี่ยว พี่ต้องยุ่ง!

เสียงห้าวเถียงทันควัน ช้อนร่างบางขึ้นแนบอก ท่ามกลางอาการดิ้นพล่านอย่างไม่ยอมง่ายๆ ของสลิลลา มือน้อยง้างกรงเล็บประทุษร้ายเรือนกายหนั่นแน่นเสียจนเป็นรอยเล็บยาวเฟื้อย ทว่าชายหนุ่มก็ทำได้เพียงกัดฟันทน และกระซิบชิดใบหน้าของคนดื้อ “พี่ไม่ยอมให้ลูกหว้าเอาแต่ใจในเวลาแบบนี้เด็ดขาด เพราะอะไรรู้ไหม เพราะพี่เป็นห่วงเมีย”

ปากอิ่มถึงกับเม้มแน่นเป็นแถบตรง จ้องเขาอย่างโกรธๆ แล้วตะเบ็งคัดค้านด้วยนัยน์ตาเอาเรื่อง “ฉันไม่ใช่เมียของคุณ!

“ช่างเถอะน่า คำพูดไม่เป็นก็ช่าง แต่ร่างกายลูกหว้าเป็นของพี่”

ย้ำด้วยการกดปลายจมูกโด่งคม จมกับแก้มอิ่มข้างซ้ายไปเต็มรัก แถมยังลากไล้ปากหยักได้รูป ไปยังใบหูนุ่ม ขบเม้มเบาๆ “ยอมรับหรือไม่ ลูกหว้าก็เป็นเมียของพี่ เพราะฉะนั้น ห้ามดื้อนะครับทูนหัว”

“คนบ้า! อย่ามาพูดจาพล่อยๆ แบบนี้นะ ฉันเกลียดคุณ” กัดฟันด่าเขา แล้วเบือนหน้าหนีออกจากแผงอกกว้าง เพราะทำให้เธอหน้าร้อนผ่าว

มุมปากหยักได้แต่ยกยิ้มน้อยๆ แววตาทั้งสองข้าง ซ่อนเร้นความร้าจกาจไว้ด้วยประกายตาพราวระยับ ปล่อยให้หญิงสาวทำตัวดื้อดึง แต่ตัวเองก้าวยาวๆ มุ่งสู่บ้านพัก ทว่า...กว่าจะเดินข้ามธรณีประตูบ้านเข้าไปได้ ก็รู้สึกแสบร้อนไปทั้งทรวงอก หากเลิกเสื้อขึ้นดูล่ะก็ คงได้เห็นเลือดไหลซิบๆ เป็นแน่แท้

ฉันให้เธอทำร้ายฉันได้เต็มที่ รอให้ถึงเวลาของฉันก่อนเถอะ เธอเจ็บเจียนตายแน่...ลูกหว้า!’ ครวญในใจด้วยความอาฆาต แล้วค่อยๆ วางร่างบางให้ยืนนิ่ง เมื่อเธอยังดื้อดึงจะหนีกลับกระท่อม ก็รีบขู่กลายๆ

“ถ้าลูกหว้าก้าวออกจากบ้านของพี่ พี่จะเผาบ้านของลูกหว้าที่กรุงเทพฯ นั่นซะ”

“ไม่ต้องมาขู่”

บอกเขาด้วยอาการไม่ยอมแพ้ “เชิญคุณเผาไปเลย จะเผาจะรื้อถอน หรือจะทำอะไรก็ตามใจ คุณน่ะเก่งกาจอยู่แล้วนี่ เรื่องชั่วๆ รังแกคนไม่มีทางสู้ เชิญเลย เชิญตามสบาย!” ตะโกนปาวๆ บอกเขา น้ำตาก็พลันอาบรื้นจนไหลนองแก้มเป็นทางยาว ร้อนจนต้องรีบยกมือปัดป้ายทิ้ง ข่มความอ่อนแอเอาไว้ภายใต้กรอบหน้าไม่ยอมคน

“โธ่...ลูกหว้า ไม่เอาน่า พี่แค่พูดไม่ให้ลูกหว้าไปอยู่ที่กระท่อมเท่านั้น พี่เป็นห่วงนี่ครับ”

ภีรภพรีบบอกอย่างยอมแพ้ ขยับปลายเท้ามาดึงรั้งร่างอ้อนแอ้นเข้าสู่อ้อมกอด ต่อให้เธอดิ้นอย่างดึงดันหลีกหนี ทว่า...แขนล่ำสันคู่นี้ก็ยังรัดรึงไว้ไม่ยอมปล่อย “อย่าไปอยู่ที่นั่นอีกเลยนะครับ มันเปลี่ยว วังเวง น่ากลัวจะตายไป อยู่ที่นี่ ให้พี่ได้ดูแลลูกหว้าอย่างใกล้ชิด พี่อยากชดเชย...” ใบหน้าเศร้าสลดก้มลง เบือนหน้าทำตาปริบๆ เพราะกำลังบีบน้ำตาให้เอ่อล้น

“พี่ขอโทษ...” กล่าวด้วยซุ่มเสียงอันสั่นเทา

            เจ้าของร่างเล็ก เลิกดิ้นพล่าน ปล่อยให้เขากอดอยู่แบบนั้น ร่วมห้านาทีก็ยกมือบางผลักอกแกร่งให้ออกห่าง “ถ้าจะให้ฉันอยู่ที่นี่ คุณต้องไปนอนห้องรับรองโน่น และห้ามเข้ามายุ่งวุ่นวายกับฉันอีก”

            “ใจร้าย...” แกล้งครวญด้วยเสี้ยวหน้าเศร้าสลด “พี่อยากนอนกอดเมีย...”

            “ฉันไม่ใช่เมียคุณ เลิกกอดสักที”

ปฏิเสธพลางต่อว่า แอบค้อนประหลับประเหลือบด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะรีบพาตัวเองหายเข้าไปในห้อง เพราะหากเผชิญหน้ากับเขาอีกแม้เพียงไม่กี่นาที เธออาจจะใจอ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟก็เป็นได้ แต่...หากเทียบกับเรื่องราวในอดีตแล้วนั้น เขายังต้องชดใช้ให้เธออีกหลายหมื่นเท่า ต่อให้ขอโทษทั้งชีวิตก็ไม่อาจลบล้างความผิดนั่นได้ ฉะนั้นเธอต้องใจแข็ง ท่องให้ขึ้นใจว่าเขาเลว เขาสมควรได้รับความเกลียดและชิงชัง!

คล้อยหลังร่างเล็ก ช่วงไหล่กระด้างก็ไหวน้อยๆ ปากหยัดเหยียดทิ้งด้วยความหมั่นไส้ จ้องมองแผ่นหลังซึ่งหายเงียบเข้าไปในห้องนอนของตัวเองไม่วางตา สักพักถึงได้ขยับเดินไปคว้าเอาวิสกี้ เทใส่แก้วแล้วยกขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

หางตายังคงเหลือบแลไปมองห้องพัก ต่อให้ถูกเชิญไปนอนยังห้องรับรองแขก แต่คิดหรือว่าคนอย่างภีรภพจะทำแบบนั้น ถึงยังไง ห้องนอนของเขา เขาก็ต้องได้หลับนอน แถมยังต้องมีหมอนข้างเป็นเนื้อนุ่มๆ ไว้ตระกองกอดอีก แววตามาดร้าย มาพร้อมกับแก้วแอลกอฮอลล์ซึ่งถูกเทลงคอจนหมด ก่อนช่วงขาแข็งแรง จะก้าวดุ่มๆ ไปรื้อขนสิ่งของบางอย่างในลิ้นชักโต๊ะ ซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องนอน

เรียวปากหยักได้รูปคลี่ยิ้มพอใจ เมื่อมือหนาคว้ากุญแจห้องติดมือมาได้ ปลายนิ้วขยับแกว่งเจ้ากุญแจดอกเล็กไปมา จ้องบานประตูหนาทึบด้วยความมาดร้าย หลังจากนั้นก็เดินดุ่มๆ ไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่น คว้ารีโมตมาเปิดดูข่าวสารด้านนอกเกาะ เพื่อรอคอยเวลาเข้าเขมือบเหยื่อสาว ถึงจะไร้ความบริสุทธิ์ ทว่า...ร่างกายนุ่มนิ่มก็น่ากินจับใจ!!!

 

หลังทานมื้อค่ำ ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ เพราะสลิลลาไม่ยอมให้เขาร่วมโต๊ะด้วย ภีรภพก็เลือกทานอาหารบริเวณเฉลียงของบ้าน ยกห้องอาหารให้กับเจ้าของร่างอ้อนแอ้น ตอนนี้ปลายเท้าหนักๆ กำลังเดินย่อยอาหารให้แผ่นท้องแข็งแรงได้ผ่อนคลาย ปล่อยให้เมียตัวแสบได้วางอำนาจบาตรใหญ่ เอาแต่ใจโน่นนี่ เพราะคืนนี้ เขาจะกลายร่างเป็นจอมเผด็จการ ปราบปรามน้องสาวศัตรูจอมดื้อดึงให้สยบยอมราบคาบ!

ช่วงขาแข็งแรง นำพาเรือนกายหล่อล่ำ เดินเอื่อยเฉื่อยอยู่หน้าบ้าน มาเจอเข้ากับพ่อบ้านอย่างลุงแก่นจึงยืนพูดคุย สั่งการให้ลุงดูแลรอบๆ เกาะให้เรียบร้อยดั่งเคย คุยเรื่องอาหารการกินและของใช้ที่ต้องซื้อหา และมอบเงินให้จำนวนหนึ่ง โดยไม่ลืมย้ำว่าให้ซื้อข้าวของมาบำรุงนายหญิงของเกาะให้มากๆ ทว่าเมื่อเรียบร้อยกำลังขยับกายเดินหนี ชายหนุ่มก็ถูกทัดทานเอาไว้ด้วยซุ่มเสียงกริ่งเกรง

“นายหัวครับ”

ลุงแก่นเรียกด้วยสำเนียงใต้ชัดแจ๋ว พลางเลียบเคียงถาม “ทำไมจู่ๆ ถึงได้ใจดีกับคุณลูกหว้าล่ะครับ”

“ไม่มีอะไรนี่ ผมก็แค่รักและสงสารเธอเท่านั้น” ซุ่มเสียงราบเรียบ ปิดบังพิรุธภายใต้ดวงหน้าเรียบเฉย “ลุงระแวงอะไรในตัวผมหรือครับ หรือแท้จริงนั้น ลุงเห็นว่าผมเป็นคนชั่วร้ายจนเกินกลับใจได้”

“เปล่านะครับนายหัว” ส่ายหัวเป็นการปฏิเสธ

“ถ้าอย่างนั้น ทุกอย่างที่ลุงเห็น ผมจริงใจและเต็มใจที่สุด ต่อไปนี้ลุงสบายใจได้ครับ”

รอยยิ้มแห่งความดีงามฉาบเต็มกรอบหน้าหล่อเหลา พลางเอ่ยต่อด้วยโทนเสียงขอร้องกึ่งวอน “ฝากย้ำเตือนทุกคนด้วยว่า ให้ดูแลลูกหว้าเป็นอย่างดี ห้ามทำอะไรให้เธอกลัวหรือตกใจเด็ดขาด” คลี่ยิ้มกว้างขวาง ซ่อนเร้นอาการมาดร้ายอันปะทุอยู่ในอก

“ลุงกลับไปพักผ่อนเถอะครับ ขอบคุณมาก”

“ครับนายหัว”

ลุงแก่นเดินห่างออกไปแล้ว ชายหนุ่มได้แต่กลอกตา เขาไม่อยากหลอกลวงคนของตัวเองเลยสักนิด โดยเฉพาะคนที่ทำงานด้วยมานานหลายสิบปี ทว่าเพื่อความสมจริงสมจัง กับการทำตัวเป็นสามีสุดเพอร์เฟ็กต์ เขาก็ต้องทำ!

ยกมุมปากยิ้มให้กับความคิดตัวเอง สักพักก็ขยับปลายเท้าก้าวดุ่มๆ หมุนกายขึ้นสู่บ้านพัก ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยยิ้มจางๆ มือหนาขยับล้วงกุญแจเปิดห้องมาดู พร้อมจ้องด้วยนัยน์ตามีเลศนัย เมื่อสืบเท้าเข้าใกล้ประตู ก็แนบใบหูเพื่อฟังความเคลื่อนไหวของคนด้านใน แล้วปรายตาไปมองนาฬิกาประดับฝาผนัง ก่อนจะพ่นลมหายใจทิ้งพรืดใหญ่

“ยังหัวค่ำอยู่เลย ฉันให้เวลาเธอทำใจอีกสองชั่วโมง...” รำพันแผ่วๆ พลางหมุนกายเดินห่างจากบานประตูหนาทึบ มุ่งปลายเท้าไปยังห้องนอนรับรองข้างๆ ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาอยู่กลางเตียงด้วยความเบิกบานใจ

ปลายนิ้วเรียวกดรีโมตทีวี เปิดช่องเพลงคลาสสิกเคล้าคลออารมณ์ กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียง สักพักถึงได้ดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ก้าวอาดๆ ไปคว้าเอาผ้าขนหนูพาดไว้บนไหล่กระด้าง ก่อนจะหายเข้าไปในห้องน้ำ นอนแช่อ่าง ปล่อยให้สายน้ำวน ปะทะเรือนกายให้ผ่อนคลาย ใช้เวลาเรียกความกระปรี้กระเปร่าให้ตัวเอง ร่วมชั่วโมงเต็มถึงได้ผลักประตูก้าวออกไปพร้อมพันผ้าเช็ดตัวกับเอวสอบไว้หลวมๆ

เรือนกายเกือบเปลือยเปล่า นอนแผ่หลา เคาะนิ้วกับอกเปลือยอันแน่นขนัดไปด้วยกล้ามเนื้อ มีไรขนสีอ่อนจางโยกโย้ไปตามแรงมือที่ปาดป้าย อวดแผงอกแน่นๆ ให้สายลมเล็ดรอดจากหน้าต่างบานใหญ่ได้ปะทะ ให้สายลมได้โลมเลาให้ขนกายลุกชันไปทุกส่วนสัด

เมื่อถึงเวลาเขมือบเหยื่อ กายแกร่งก็ดีดห่างจากเตียงกว้าง คว้าเอากุญแจห้องนอนของตัวเองติดมือ แล้วก้าวยาวๆ ออกจากห้อง ใช้เวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที ช่วงขาแข็งแรงก็ก้าวข้ามธรณีประตู ทว่าต้องชะงักกึก เมื่อเจอเจ้าของร่างอ้อนแอ้น ยืนกอดอกด้วยดวงตาเอาเรื่อง

“ลูกหว้า...” เรียกขานพร้อมคลี่ยิ้มกว้างกลบเกลื่อนความผิด “ยังไม่นอนอีกหรือครับ”

“นั่นมันเรื่องของฉัน” เธอโต้ตอบทันควัน “แล้วคุณเข้ามาได้ยังไงไม่ทราบ เชิญออกไป!

“โธ่...เมียจ๋า...” เริ่มใช้ลูกอ้อน ทำตาปริบๆ ราวกับเด็กอายุสามขวบ “ก็ผมเป็นห่วงนี่ครับ”

ภีรภพกล่าวด้วยเสี้ยวหน้าเศร้าๆ ใช้โอกาสนั้นสืบเท้าเข้ามาใกล้ร่างระหง แกล้งอวดโชว์เรือนกายอันทรงพลังไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรง และเสน่ห์ของบุรุษเพศให้หญิงสาวเคลิบเคลิ้ม

สลิลลารีบเบือนหน้าหนีแผงอกแน่นๆ และไรขนสีเข้มซึ่งหายไปกับขอบผ้าเช็ดตัวผืนหนา เธอพยายามไม่หวั่นไหวไปกับเรือนกายอย่างคนสุขภาพดีของเขา ทว่าแก้มของเธอก็แอบร้อนผ่าวราวกับโดนไฟอังอยู่ดี

“ถอยไปห่างๆ ฉันนะ แล้วก็ออกไปจากห้องนี้เร็วๆ ด้วย”เอ่ยปากไล่ แล้วกระโจนหนีออกจากปลายเตียง เดินถอยหลังไปยังหน้าต่างของห้อง มือทั้งสองข้างขยับขึ้นกอดอกไว้แน่น นัยน์ตาทั้งสองข้างมองเขาด้วยความหวาดระแวง

ทว่าคำสั่งของเธอ กลับทำให้คนหล่อตีหน้าซื่อ ปลายเท้าหนักๆ ยังคงขยับเข้ามาใกล้ “ลูกหว้าครับ พี่เป็นห่วง ไม่อยากนอนคนละห้องกับลูกหว้า ขอพี่นอนที่นี่ด้วยคนนะครับ” เขาวอนขอ ภายใต้สีหน้าซ่อนความเจ้าเล่ห์

“ไม่!

ปฏิเสธพลางส่ายหน้าดิก “เชิญคุณออกไป ไม่อย่างนั้นฉันจะไปนอนที่กระท่อม”

“ไม่เอาน่า...เมียจ๋า...”

คำค้านของเขา มาพร้อมกับร่างกายแน่นขนัดไปด้วยกล้ามเป็นมัดๆ ซึ่งทำเอาสลิลลาเบือนหน้าหนีไปแทบไม่ทัน หนำซ้ำยังต้องรีบยกกำปั้นน้อยๆ มาดันแผงอกกว้างให้ออกห่าง ตวัดหางตาไม่พอใจค้อนใส่เขาวงโต หากต้องดิ้นพล่าน เมื่อท่อนแขนล่ำๆ นั้น รัดร่างเล็กของเธอเข้าสู่อ้อมกอด แถมยังวาดมือไปตามแผ่นหลังลาดเนียน จนทั้งร่างสั่นสะท้าน

“ปล่อยนะ!

สั่งเขาด้วยเสียงเขียวขุ่น “อย่ามากอดฉัน! ปล่อยเดี๋ยวนี้!

“จะกอด”

เขารวนหน้าตาย คล้ายเครื่องยนต์เสีย แถมยังช่างพูดโอ้โลมชวนให้ขนลุก “ไม่ให้พี่กอดเมีย แล้วจะให้ไปกอดใครที่ไหนฮึ! รู้ไหมว่าพี่อยากกอดเมีย อยากนอนกับเมีย อยากอยู่ใกล้ๆ ไม่อยากไปไหนไกลเลยคนดี”

“อย่ามาปลิ้นปล้อน!” โต้เถียงเขาทันควัน กัดฟันกรอดๆ ใส่พลางดิ้นรนหนีเป็นพัลวัน “ฉันไม่มีวันเชื่อคำพูดของคุณหรอก”

“ไม่เชื่อ...ก็ต้องให้พี่พิสูจน์...”

ภีรภพกระซิบตอบ แล้วกดปลายจมูกโด่งๆ จมลงบริเวณซอกคอเล็กทั้งซ้ายทั้งขวา ใช้จังหวะที่หญิงสาวบ่ายเบี่ยงหนีห่าง ช้อนร่างอ้อนแอ้นขึ้นแนบอก รีบสืบเท้าก้าวยาวๆ ไปยังเตียงกว้าง นำพาทั้งตัวเองและเจ้าของร่างบางทิ้งตัวลงกลางเตียงหรู ถาโถมเรือนกายหนั่นแน่นนี้แนบสนิทแทบเป็นพิมพ์เดียวกัน

“ออกไปนะ!” กลีบปากเต้นระริก โพล่งไล่ มือน้อยๆ ก็ยังทั้งผลักทั้งดัน แถมยังทุบอกแกร่งไปหลายหมัด

“ไม่ออก...”

เจ้าของคำพูดเริ่มทำหน้าทะเล้น ทาบทับเรียวปากหยักบดเบียดปากเล็กอย่างถนัดถนี่ “ถ้าไม่ให้พี่นอนด้วย พี่จะปล้ำทำเมียอีกสักสิบรอบ ว่าไงฮึ! จะให้นอนกอดดีๆ หรือจะให้ทำ...”

“ไม่ให้ทำอะไรทั้งนั้น!

ตะเบ็งลั่นใส่หน้า จ้องตาด้วยความโกรธเคือง “แล้วก็ออกไปจากห้องนี้ได้แล้ว ไม่อย่างนั้น ฉันจะไปเอง”

“นี่เป็นคำขู่ใช่ไหมครับ”

ชายหนุ่มเริ่มทำเสียงเนือยๆ “ถ้าอย่างนั้น พี่ขอนอนที่พื้นนั่นได้ไหม สัญญาว่าจะไม่ขึ้นมานอนบนเตียงกับลูกหว้า ขอร้องเถอะนะครับ พี่เป็นห่วงจริงๆ อยากดูแลลูกหว้าอยู่ใกล้ๆ” ทำตาปริบๆ วอนเว้า เหมือนเด็กชายอายุไม่กี่ขวบ

กลีบปากสีสดกำลังถูกเม้มเป็นแถบตรง จ้องตาเขาเพื่อควานหาความจริงใจ ก่อนจะผลักเรือนกายเต็มแรง ให้ลงไปนอนแผ่หลาอยู่ข้างๆ แล้วโยนหมอนใส่หน้า พร้อมบอกกล่าวด้วยใบหน้าตึงๆ “ไปนอนข้างล่างโน่น และถ้าคุณไม่รักษาคำพูดล่ะก็ เราจะได้เห็นดีกัน”

“ครับผม”

เขายกมือทำท่าคล้ายตำรวจผู้น้อย น้อมรับคำสั่งผู้บัญชา แล้วกระวีกระวาดก้าวลงจากเตียงกว้าง เดินไปรื้อผ้าห่มมาปูเป็นที่นอน ก่อนจะล้มตัวลงตึง นำผ้าห่มมาพันตัวคล้ายมัมมี่ “หลับฝันดีนะครับ คุณภรรยา...” แถมยังส่งจูบจุ๊บๆ ให้ลอยไปตามลมอีก

ด้านสลิลลา เธอรีบพลิกกายหันหลัง รั้งผ้าห่มมาคลุมจนมิดลำคอ ทว่า...เธอต้องนอนด้วยความระแวดระวัง คอยเหลือบมองปฏิกิริยาของคนตัวโตบ่อยครั้ง เพราะกลัวว่าเขาจะลุกขึ้นมาทำอะไรพิเรนกับตัวเอง หากไม่นานนัก เปลือกตาบางซึ่งพยายามเบิกโพลง มันก็เริ่มปิดลงช้าๆ ลมหายใจสม่ำเสมอเคลื่อนเข้ามา บ่งบอกให้คนด้านล่างรู้ว่าเธอหลับสนิท

ดึกสงัดของค่ำคืน สายลมเอื่อยเฉื่อยเล็ดลอดผ่านช่องหน้าต่างซึ่งเปิดแง้มพัดเข้ามาด้านใน ผ้าม่านยังคงปลิวไสวโยกโย้ไปมา เจ้าของร่างกำยำกำลังขยับตัว พลิกกายเหลือบขึ้นไปมองบนเตียง ปรับม่านตาให้คุณชินกับความมืดแล้วกระตุกยิ้ม เพราะนาทีนี้เจ้าของร่างอ้อนแอ้นกำลังหลับสนิท ไม่นานภีรภพก็ยืดตัวเต็มความสูง ก้าวอาดๆ ตรงดิ่งไปหาร่างบางด้วยนัยน์ตามาดร้าย

ชายหนุ่มอ้อมมายืนอีกฝั่งของเตียง จ้องดวงหน้าเล็กไม่วางตา เธอหลับตาพริ้มไม่ได้ระวังตัวเลยสักนิด หากเธอไม่ใช่น้องสาวของคนชั่วเขาคงไม่กล้าทำร้ายเธอถึงเพียงนี้ ออกจะรักและเฝ้าประคบประหงมเป็นอย่างดี แต่นี่...

“ขอโทษนะลูกหว้า...”

ปากหยักรำพึงรำพัน แววตาทั้งสองข้างทอประกายอ่อนโยน “ขอโทษที่ฉันต้องทำร้ายเธอแบบนี้...”

ตัดใจลบเลือนภาพในวัยเด็กจนหมดสิ้น บอกตัวเองว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นให้กับหลานรัก ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีความสำคัญแค่ไหนก็ตาม ปลายเท้าหนักๆ จึงขยับเข้าใกล้เตียงกว้าง เสี้ยวหน้าซึ่งเคยเรียบเฉยเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นน่าสะพรึงกลัว ไม่นานท่อนแขนกำยำก็ช้อนร่างเล็กมาแนบอก ทำทุกอย่างให้แผ่วเบาและเงียบกริบ

อุ้มสลิลลาได้ ช่วงขาแข็งแรงก็นำพาเธอมานอนบนผ้าห่มปูของตัวเอง สอดแขนให้ร่างเล็กใช้เป็นหมอนหนุน เขาไม่ได้ผิดสัญญาเลยสักนิด เพราะไม่ได้ขึ้นไปนอนบนเตียง ทว่า...หญิงสาวลงมานอนเคียงข้างเขา ให้เขาทั้งกอดทั้งจูบเองต่างหาก เพราะฉะนั้นหากพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น เขาก็เชื่อว่าตัวเองจะรอดพ้นจากความผิดทุกประการ

คิดอย่างเอาแต่ใจและเข้าข้างตัวเอง มุมปากหยักได้รูปกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางกระชับร่างบางเข้าสู่อ้อมกอด จะคืนนี้หรือคืนไหนๆ เขาต้องมีร่างนุ่มนิ่มเคียงข้าง จนกว่าวัตถุประสงค์หลักซึ่งวางไว้ จะประสบผลสำเร็จทุกประการ ดวงตาคมวาวอันเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน จ้องหน้าเล็กไม่วางตา แม้จะกดปลายจมูกโด่งๆ จมลงกับกลุ่มผมด้วยความนุ่มนวล ทว่า...ในใจนั้นกำลังอัดแน่นไปด้วยไฟแค้นในทุกขณะจิต!

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha