เทพบุตรบงการวิวาห์

โดย: วีนัส ละอองดาว/ยติยา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : ตอนที่ 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

3 ปีต่อมา

ลอสแองเจลิส...คฤหาสน์โบริส กว้างขวางยิ่งใหญ่ แม้แต่ห้องน้ำยังหรูหรา ทุกอย่างถูกตกแต่งให้ดูสมัย เตียงนอนกว้างแต่เหงาจับใจ ยามนี้ดึกมากแล้ว ผู้คนต่างหลับใหล มีหนึ่งร่างบางนอนกระสับกระส่ายใบคิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันแน่นทำราวกับว่าเจ้าตัวกำลังฝันร้าย

สองกายคลอเคลียต่างถ่ายโอนไอร้อนให้กันและกัน ขณะเรียวปากของทั้งสองแนบชิดจูบเร้าร้อนดำเนินต่อไปจนกระทั่งตอนนี้เสื้อผ้าของทั้งคู่หลุดลุ่ยออกจากกัน ชายหนุ่มถอยออกห่างใบหน้าของแดงก่ำ ดวงตาร้อนแรงเต็มไปด้วยไฟเสน่หายามมองร่างตรงหน้า

อ่า ไม่! ฉันยังไม่พร้อม...” เสียงแผ่วเบาดังขึ้นห้าม เสียงนั้นคล้ายเธอกำลังต่อต้าน แต่เขากลับมองว่ามันเป็นการยั่วยวน ชายหนุ่มก้มลงจูบปากเรียวกลืนเสียงห้ามนั้นลงคอ หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดผลักเขาออกห่าง

แฮ่ก แฮ่ก

“บ้าจริง เราฝันไปเหรอเนี่ย” เสียงหอบหายใจ เม็ดเหงื่อไหลซึมตามขยับ หัวใจในอกเต้นแรงเร็วราวกับเธอออกไปวิ่งสี่คุณร้อนเมตรมา มือเล็กยกขึ้นทาบอก พึมพำกับตัวเองเสียงเบาก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเมื่อนาฬิกาเรืองแสงบอกเวลายังไม่เช้า

ตั้งแต่ครั้งนั้นฉันก็ฝันแบบนี้มาตลอด นานเข้าปีที่ 3 แล้วก็ยังไม่เคยลืมเขาได้เลย ผู้ชายที่เธอรู้จักเมื่อ 3 ปีก่อน อเล็กซานเดอร์เจ้านายหนุ่มหล่อที่เธอเป็นล่ามให้ในระหว่างที่เขาอยู่เมืองไทย ระยะเวลาสั้นๆ เพียงสามเดือนที่เราได้อาศัยอยู่ที่นั้น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความสุภาพของเขาทำให้เธอหลงรักเต็มเปา

 

จนกระทั่งวันนี้เธอต้องเดินทางไปลอสแองเจลิสก็ยังฝันถึงเขา ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่าการไปต่างประเทศครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล  สองเพื่อนรักกำลังช่วยกันจัดเครื่องเพชรที่จะใช้ใส่ในงาน

“ตาคล่ำๆ แปลกที่หรือนอนไม่หลับเหรอ ให้เราย้ายห้องนอนไหม”

น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยถามเพื่อนสนิทหลังจากเอาเครื่องเพชรไปเก็บไว้แล้วนั่งลงใกล้ๆ ชนิดามองหน้าเพื่อนสาวเห็นรอยคล่ำใต้ตาก็เกิดความเป็นห่วง เพราะก่อนหน้านี้เธอเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน

“ไม่ต้องหรอกนิดา เดี๋ยวเราก็กลับเมืองไทยแล้วด้วย” หวานใจบอกเพื่อนรักอย่างเกรงใจ อีกฝ่ายเป็นลูกคนรวยมีหน้าตาในสังคมแต่กลับเลือกคบคนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเธอเป็นเพื่อน เพียงเท่านั้นก็ซาบซึ้งในมากแล้ว

“ไม่อยู่เที่ยวก่อนเหรอ" ชนิดาอยากมีเพื่อนเอาไว้แก้เหงา

“เธอก็รู้ว่าเราไม่ชอบเที่ยวเท่าไหร่ อีกอย่างใครจะพาเที่ยวกันเธอต้องแต่งงานพรุ่งนี้แล้วนะ” หวานใจว่า หลังจากแต่งงานคงไม่ง่ายที่จะออกไปเที่ยวเล่นตามสบายเหมือนตัวคนเดียวแต่ก่อนได้

“งั้นก็ตามใจล่ะกัน” ชนิดาพูดเสียงอ่อนลง

“แล้วพ่อกับแม่เธอละ” เธอมาที่นี่ก็หลายวันแล้ว เพราะต้องมาช่วยเจ้าสาวเตรียมตัวแต่ก็ยังไม่เห็นครอบครัวของเพื่อนรักสักคน

“ท่านกำลังเดินทางมา คงมาทันงานแต่งละมั้ง พ่อติดพันเคลียร์งานลูกค้าไม่เสร็จน่ะเลยมาช้า” ชนิดาตอบเสียงเบาคล้ายกำลังปิดบังอะไรอยู่ การเป็นลูกคนรวย มีหน้าที่การงานที่ดี ใช่ว่าชีวิตจะอบอุ่นเสมอไปหรอก

“นิดา ถ้ามีอะไรที่เราพอช่วยได้ขอให้บอกนะ” น้ำเสียงของเพื่อนรักทำให้หวานใจเป็นห่วง เธอเอื้อมมือไปบีบมืออีกฝ่ายให้กำลังใจ

“ขอบคุณมากนะ หวานใจ”

หวานใจพยักหน้ารับคำเพื่อนสนิท เธอไม่รู้หรอกว่าการแต่งงานที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้มีเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่ แต่เธออยากให้กำลังใจเพื่อนเพราะเห็นแววตาเศร้าของอีกฝ่ายก็พอเดาได้ว่าไม่ยินดีแต่งงาน

สองสาวนั่งคุยกันอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งว่าที่เจ้าบ่าวเดินทางมารับตัวเจ้าสาวไปลองชุด ชนิดาไม่อยากไปกับเขาเพียงลำพังชักชวนเพื่อนสาวไปด้วย หวานใจยอมไปเป็นเพื่อน หลังจากดูชุดเจ้าสาวรวมไปถึงชุดของเธอด้วยทั้งสองจึงถูกพามาส่งที่สปา

เขากลับไปทำงานแต่ก็ไม่ได้ใจร้ายทิ้งสองสาวอยู่กันเอง ชายหนุ่มสั่งคนขับรถแวะกลับมารับพวกเธอ สองสาวเมื่อไม่รู้จะไปที่ไหนหลังจากทำสปาเสร็จแล้วจึงกลับบ้านในเวลาต่อมา

 

อีกฝั่งของแถบยุโรป บนตึกสูงเสียดฟ้า ห้องทำงานใหญ่ชั้นบนสุดของผู้ครองอาณาจักรแห่งนี้กำลังมั่วอยู่กับการตรวจเอกสารบนแผ่นกระดาษก่อนจรดปลายปากกาเซ็นชื่อลงไป พลันเสียงมือถือก็กรีดร้องเรียกให้ชายหนุ่มผู้เป็นใบหน้าเรียบเฉยหันไปสนใจ

ชื่อที่โชว์บนหน้าจอมือถือทำให้ปากหนากระตุกยิ้ม เอื้อมมือขึ้นมากดรับสาย “ว่าไง มีธุระอะไรถึงได้โทรมา”

“ฉันแค่โทรมาย้ำให้นายอย่าลืมมางานแต่งของโบริสเท่านั้น” นิโคไลว่ามาตามสาย จากที่สืบประวัติฝ่ายหญิงมาก็รู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายไม่ได้แต่งเผื่อจับพี่ชายคนรอง พวกเขาจึงคลายใจไม่ขัดขวาง

“อืม ฉันไม่ลืมหรอกน่า” ชายหนุ่มว่า งานแต่งงานของน้องชายเขาที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันมะรืนนี้  

“ก็กลัวจะบ้างานจนไม่ยอมมางานแต่โบริส จริงๆ เราจะมีปาร์ตี้สละโสดกันคืนนี้” นิโคไลเข้าประเด็น

“ถ้าฉันกลับไปทันก็จะไป” ชายหนุ่มตอบ

“โอเค งานนี้ไม่มีสาวๆ มีแต่พี่น้องเท่านั้น แต่ถ้านายจะเอาสาวมาด้วยอันนี้ฉันก็ไม่ห้าม อ้อ อีกอย่างเจ้าสาวพาเพื่อนมาด้วยเห็นว่าชื่อ หวานใจ ถ้านายเห็นต้องติดใจแน่” นิโคไลรู้เรื่องเมื่อสามปีก่อนเป็นอย่างดี เขาจึงแกล้งเอ่ยชื่อหญิงสาวกระตุ้นความรู้สึกของผู้เป็นพี่

“ฮึ เจอกันที่บ้าน”

ทางโน้นวางสายไปแล้ว แต่คำพูดของเขายังดังก้องในหู ชื่อของเธอที่เขาคิดว่าจะลบเลื่อนมันออกไปได้แล้ว แต่มันไม่ใช่เลย แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสามปีแล้ว แต่เขาก็ยังไม่เคยลืมเลือน แบบนี้หรือเปล่าคำสาปที่พ่อบอก

ตระกูลดิมิทรีจะรักผู้หญิงได้เพียงคนเดียวเท่านั้น หากสิ้นรักนั้นจะไม่สามารถรักใครได้อีกเลย

“คราวนี้ผมไม่ปล่อยให้คุณหลุดมือไปอีกแล้ว หวานใจ จากนี้คุณจะต้องเป็นของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น หมดเวลาที่ต้องหนีแล้ว”

เสียงที่เปล่งออกมาจากปากหนาเหมือนเป็นคำมั่นสัญญาที่จะต้องทำให้ได้ แววตาเขาอ่อนโยนเมื่อมองไปยังภาพของหวานใจที่ใส่กรอบรูปวางบนโต๊ะทำงาน

นับจากวันนั้นที่เธอปฏิเสธ เขาก็เฝ้าตามอยู่ห่างๆ จนได้รู้ว่าอีกฝ่ายออกจากบ้านเด็กกำพร้านั้นแล้วและไปทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กแทน อเล็กซานเดอร์ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกจากห้องทำงานใหญ่ เมื่อจุดหมายใหม่ของเขาคือบ้านของโบริสในลอสแองเจริส

 

คฤหาสนดิมิทรีตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่หลายร้อยไร่ของกรุงลอนดอน แผ่ขยายอาญาและความมั่งคั่งให้ประจักรแต่สายตาของคนทั่วโลก คฤหาสนหลังนี้เป็นที่พักของสองสามีภรรยา แด๊ดอดัมและมาดามอิซาเบล ดิมิทรี สองสามีภรรยามีบุตรชายสามคน และทั้งสามได้ครอบครองธุรกิจในเครือคนละที่ แบ่งกระจายไปพื้นที่ต่างๆ อเล็กซานเดอร์ เจ้าของธนาคารมาสาขาใหญ่กว้างขวางทั่วนิวยอร์ก โบริส เจ้าของโรงแรมอยู่ที่ลอสแองเจริส และคนสุดท้าย นิโคไล เจ้าของบริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่เม็กซิโก

ทั้งสามถูกปลูกฝั่งความคิดเรื่องคำสาป ที่จะมีรักได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นมาตั้งแต่เด็ก อดัมภูมิใจในตัวบุตรทั้งสามที่ตอนนี้บริหารจัดการบริษัทที่มอบให้อย่างดีเยี่ยม

เสียงรถยนต์ดังมาจากทางเข้าคฤหาสน์ ทั้งสองที่กำลังนั่งคุยกับบุตรชายอีกคนต่างให้ความสนใจแต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้นไปดู เพราะไม่นานจากนั้นร่างสูงสมาร์ตของบุตรคนโตที่เดินอุ้มแอนนาวัย 3 ขวบ เดินเข้ามาด้านใน

“นึกว่าจะลืมทางกลับบ้านซะแล้ว” มาดามอิซาเบลดีใจแทบเต้นที่เห็นหน้าบุตรชาย และหลานสาวอีกคนที่อยู่ในอ้อมแขน “หลานยายอยู่ไหนน๊า”

“อยู่นี่ค๊า” แอนนนาดิ้นลงจากอ้อมแขนผู้ที่เธอเรียกว่าพ่อ วิ่งไปหายายที่อ้าแขนรอรับ

เด็กสาววิ่งดุ๊กดิ๊กไปข้างหน้าเรียกรอยยิ้มจากทุกคนที่มองได้ดี เมื่อไปถึงร่างป้อมก็ถูกจับให้นั่งบนตักหอมแก้มซ้ายขวา อเล็กซานเดอร์เดินเข้าไปทักทายพ่อและน้องชายก่อนจะนั่งลงเก้าอี้เดี่ยวฝั่งตรงข้าม

“โอ้ หลานยายทำไมตัวหนักแบบนี้คะ”

“ป๊าเลี้ยงดีค๊า” เด็กน้อยช่างตอบ

“ดูสิคะ ช่างตอบจริงๆ” มาดามอิซาเบลกดหอมแก้มแดงๆ อีกครั้ง “ลูกทำงานเหนื่อย ฝากแอนนาให้แม่เลี้ยงก็ได้นะ” ผู้เป็นแม่เสนอ

“ผมกำลังหาพี่เลี้ยงเด็กครับแม่ อีกไม่นานคงได้แล้วจะได้ ไม่อยากให้แม่เหนื่อย”

อเล็กซานเดอร์ตอบ ท่านอายุมากอยากให้อยู่เฉยๆ สบายๆ ไม่อยากให้ต้องเหนื่อยอีกเพราะตอนแอนนายังเด็กเล็กก็มีมารดาที่คอยเลี้ยงดูแล ส่วนตัวเขานั้นทำงานกลับบ้านดึกแต่ก็ไม่เคยทิ้งให้แอนนาอยู่คนเดียว บางครั้งก็พาไปเล่นที่บริษัท

“ใครเหรอ พี่เลี้ยงเด็ก” อดัมถามบุตร

“ผมว่าคงเป็นเพื่อนเจ้าสาวของโบริสแน่เลย เห็นว่าเธอเป็นพี่เลี้ยงเด็กด้วยนะครับ” นิโคไลชิงตอบแทนพี่ชาย แล้วยักคิ้วกวนๆ ให้

“ก็ดีสิ คนรู้จักกัน” อิซาเบลส่งเสริม “ว่าแต่ลูกถามเธอคนนั้นหรือยัง”

“หลังจากงานแต่งจบลงผมจะให้น้องสะใภ้ลองติดต่อดูครับ”

“ขอให้เธอ เธอตกลงรับงาน”

เขาก็หวังไว้เช่นนั้นเหมือนกัน ทั้งหมดนั่งคุยกันอยู่สักพัก อเล็กซานเดอร์ขอตัวไปพักผ่อนเพราะเดินทางมาหลายชั่วโมง มาดามอิซาเบลจึงอาสาดูแลหลายสาวให้ในระหว่างที่บุตรพักอยู่ ส่วนนิโคไลก็ขึ้นไปพักเพราะเดินทางมาเหนื่อยเช่นกัน

 

สายวันต่อมา ญาติฝั่งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเพียงไม่กี่คนเดินมาคุยทักทายและแสดงความยินให้กับบุตรทั้งสองที่ได้ครองคู่กัน พ่อของชนิดาเป็นเจ้าสัวมีธุรกิจมากมายและยังเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อฝั่งเจ้าบ่าว การแต่งงานของลูกๆ ได้กำหนดไว้เนินนานแล้ว

หวานใจอยู่ช่วยเจ้าสาวแต่งตัวเธอไม่รู้ว่าอเล็กซานเดอร์มาร่วมงานด้วย พอมารู้อีกครั้งก็เป็นตอนที่ส่งตัวเจ้าสาวออกให้คุณพ่อเพื่อส่งมอบให้เจ้าบ่าวอีกครั้ง

เสียงเพลงคลอขึ้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเองเพราะเจ้าสาวไม่อยากออกสื่อมากนัก และทุกคนต่างก็ไม่อยากให้นักข่าวชักถามอะไรให้มากความ เจ้าสาวของงานเดินเคียงคู่ผู้เป็นบิดาที่เดินไปรับตัว

“พ่อขอให้ลูกมีความสุขการชีวิตคู่” เจ้าสัวบอกบุตรสาวในระหว่างเดินย่ำไปบนพรมแดงลาดตรงไปข้างหน้าที่มีเจ้าบ่าวสุดหล่อและบาทหลวงยืนอยู่

“ขอบคุณคุณพ่อมากค่ะ”  เธอปฏิเสธงานแต่งนี้ไม่ได้ และทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของตัวเอง นับจากนี้เธอต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้ได้ แม้การแต่งงานนี้จะเกิดขึ้นเพราะธุรกิจก็ตาม

“พ่อฝากลูกสาวด้วยนะ” เจ้าสัวจับมือเจ้าบ่าวและวางมือเจ้าสาวลงไป เมื่อเห็นอีกฝ่ายรับคำเจ้าสัวจึงเดินหลบฉากมายืนข้างๆ ภรรยา

พิธีแต่งงานจึงได้เริ่มดำเนินขึ้น บาทหลวงให้ทั้งคู่กล่าวคำปฏิญาณตนและประกาศให้ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเดินมาหาทั้งคู่พร้อมยื่นเอกสารทะเบียนสมรส โบริสจรดปากกาเซ็นชื่อลงไปอย่างไม่เกี่ยงงอน ตามด้วยชนิดา ทั้งสองถูกประกาศเป็นสามีภรรยากันอีกครั้ง ก่อนจะมีนั่งทานอาหารร่วมกันที่สนามหญ้า และหวานใจได้รับเชิญเป็นหนึ่งในนั้น

สนามหญ้าหน้าบ้านคับคั่งไปด้วยครอบครัวดิมิทรีและครอบครัวของชนิดา โต๊ะอาหารเป็นหินอ่อนสีขาวใหญ่วงกลมเพราะจะได้นั่งใกล้กันมากขึ้น จานอาหารมากรสทั้งอาหารไทยและอาหารต่างชาตถูกวางเรียงสลับกันให้เลือกชิมรสชาติ

เจ้าบ่าวและเจ้าสาวนั่งเคียงคู่กันเพราะเป็นตัวเอกของงาน โดยมีพ่อแม่ของแต่ละคนนั่งข้างๆ ส่วนเธอนั้นนั่งข้างๆ พี่ชายชนิด ตามด้วยอเล็กซานเดอร์และนิโคไล

หวานใจเห็นชายหนุ่มในฝันของเธอมาพร้อมกับเด็กสาวน่ารักในงานพิธี เธออดยินดีไม่น้อยที่ได้รู้ว่าภรรยาของเขาเสียไปแล้ว แม้จะมีบุตรไว้ดูต่างหน้าก็ตาม ยังไงก็ถือว่าเขาเป็นพ่อหม้ายลูกหนึ่งที่ยังไม่มีใครครองใจ เอ๊ะ นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเสียหน่อย

หวานใจจมอยู่กับความคิดของตัวเองจนไม่ทันสังเกตว่าชายหนุ่มที่คิดถึงเดินมานั่งใกล้ๆ แล้ว

“ไม่เจอกันตั้งนาน ไม่คิดจะทักทายกันหน่อยเหรอ” เสียงทุ้มทักทาย สายตาคมมองร่างบางที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีเธอก็ยังมีร่างยังมีรูปร่างน่ากอดน่าถนอมเหมือนเดิม แต่ต่างจากตอนนั้นเพราะตอนนี้เธอดูมีเสน่ห์มากเหลือเกิน

หวานใจนั่งตัวตรงหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อได้ยินเสียงเขา คนที่เธอเฝ้าฝันหามาตลอด 3 ปี คนที่ทำให้เธออยากกลับไปเปลี่ยนอดีต

“ฉัน...เอ่อ สวัสดีค่ะ” เธอไม่รู้จะทำตัวยังไงดี รู้สึกประหม่าไปหมด หัวใจที่พองโตพลันเหี่ยวเฉาเมื่อมีเด็กน้อยน่ารักวิ่งมาหาพร้อมร้องเรียกเสียงจ้าย้ำชัดเจนว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับตัวเธออีกแล้ว

“แด๊ดขา แอนนาอยากนั่งด้วย”

เด็กน้อยเดินเข้ามาหาอีกฝ่ายพยายามปีนป่ายไปนั่งตักผู้เป็นพ่อ และเขาก็ไม่ขัดความพยายามของเด็กน้อย ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปอุ้มเด็กสาวมานั่งบนตัก เด็กน้อยลุกขึ้นยืนโอบรอคอยบิดาทำหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู และยิ่งคนรักเด็กเห็นแล้วก็ชอบใจแก้มแดงๆ ผิวเนียนๆ เป็นป้อมคลื่นๆ คล้ายข้าวต้มมัดนั้นก็น่าจับน่าฟัดเหลือเกิน

“ได้สิลูก” ชายหนุ่มแนะนำให้สองสาวต่างวัยได้รู้จักกัน

“ลูกสาวน่ารักดีนะคะ” หวานใจชมตามความจริง สายตาเธอมองเด็กสาวอ่อนโยนมาก แม้ว่าเด็กน้อยจะไม่มีโครงหน้าของอเล็กซานเดอร์เลยสักนิด แต่คงเหมือนแม่ละมั้งคิดเองก็เศร้าเอง

 “ขอบคุณครับ ช่วยป้อนข้าวแกที” อเล็กซานเดอร์จึงใจให้อีกฝ่ายป้อน

“แต่คุณทำได้นี่คะ” เธอเห็นมืออีกข้างของเขายังว่างและหนูน้อยคนนี้ก็ไม่ได้ดิ้น หรือแสดงท่าทางซุกซนจนป้อนข้าวไม่ได้ หญิงสาวไม่ยอมทำตามพร้อมมองชายตรงหน้าด้วยความสงสัย

“ผมไม่ถนัด” อเล็กซานเดอร์ตอบทื่อๆ “เร็วสิหวานใจ แอนนาหิวแล้ว” เขาเร่งเร้าเธออีกครั้ง สายตาคมก็มองดวงหน้างดงามแล้วระบายยิ้มเมื่อบุตรสาวช่วยอีกแรง

หวานใจส่งค้อนให้วงใหญ่โทษฐานที่พูดจาเอาแต่ได้ ก่อนจะแสร้งหลบสายตาคมคู่นั้น แววตาอ่อนโยนที่เขามองมาราวกับกำลังทลายกำแพงที่เธอสร้างขึ้นเป็นเกาะกำบังเสน่หาจากเขา

“อร่อยไหมคะ” เธอไม่สนใจคำพูดของเขา ก้มหน้าลงถามเด็กสาวที่ตอนนี้เปลี่ยนท่าเป็นนั่งบนตักอีกฝ่าย

“อร่อยมากเลยค๊า” เสียงแจ้วจ้าวตอบพร้อมส่งยิ้มให้คนถาม แอนนาเป็นเด็กไม่ดื้อไม่ซน จะมีบางครั้งที่เอาแต่ใจและยังเข้ากับคนง่าย  ใครได้ลองเล่นด้วยมักหลงเสน่ห์ไม่ยาก ดูเหมือนตอนนี้หวานมจจะหลงเสน่ห์เด็กสาวต่างชาติคนนี้แล้ว

อเล็กซานเดอร์มองการกระทำของอีกฝ่ายทั้งป้อนทั้งคุยหยอกล้อ และเช็ดปากอย่างเพลิดเพลินจนลืมไปเลยว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในงานแต่งโบริส

“ป้อนผมด้วยสิ” เสียงทุ้มบอก

“คุณทานเองก็ได้นี่คะ” เธอไม่ยอมทำตามและไม่สนใจเขา แกล้งหลบสายตามองหน้าแอนนา เพราะดวงตาคมคู่นั้นอ่อนโยนจนกลัวจะเผลอใจ แต่อันที่จริงเธอยังลืมเขาไม่ได้เลยต่างหาก ฝันที่คอยย้ำความรู้สึกนั้นการันตีได้ดีว่าเธอไม่เคยลบเขาออกไปจากหัวใจได้

“มือผมไม่ว่างเร็วเข้าสิ อาหารไม่ได้มีเสิร์ฟทุกนาทีหรอกนะ” ชายหนุ่มเร่งเร้า เขาไม่เข้าใจทำไมเธอถึงชอบให้ขู่นักนะ

“เราก็ทานบ้างนะ หวานใจ เอาแต่ป้อนคนอื่นเดี๋ยวก็หิวตาลายหรอก” นิรุตติ์ได้ยินบทสนทนาของทั้งสามเป็นอย่างดี เอ่ยสำทับให้หวานใจทานบ้างไม่ใช่เป็นห่วงแต่สอนพ่อลูกนั้น สายตาดุดันมองไปยังชายหน้าตาดีที่มีเด็กนั่งอยู่บนตัก แววตาไม่ชอบใจนัก

อเล็กซานเดอร์ส่งสายตาเย็นชาให้อีกฝ่าย แม้เขาจะเป็นพี่ชายน้องสะใภ้เขาก็ไม่ไว้หน้า

“งั้นคุณช่วยอุ้มแกให้ที ผมจะป้อนข้าวให้” ชายหนุ่มได้ทีคิดแผนการออก เขาส่งร่างแอนนาให้หวานใจดูแล

“คะ เดี๋ยวสิคะ ฉันทานเองได้” เธอรับร่างเด็กน้อยมาอย่างจำยอม ทั้งยังปฏิเสธความหวังดีอีกฝ่ายที่ดูท่าจะลุกลามไปไกล

“ลูกอยู่กับคุณน้าก่อนนะครับ” อเล็กซานเดอร์ไม่สนคำทัดทานก้มหน้าลงคุยกับบุตรสาว และดูท่าวันนี้ลูกจะเป็นใจคล้อยตามเขาอย่างง่ายดาย

“คุณน้าคนสวย”

“ครับ คนสวย” คำลงท้ายนั้น เน้นหนักแน่น สายตาคมคู่นั้นเงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายบอกเป็นนัยว่าเธอสวยหาใช่คำยกยอ

พวงแก้มแด้งสุกเป็นลูกตำลึงเพราะถูกชมซึ่งๆ หน้า และคนชมก็ยังเป็นคนที่ทำให้หวั่นไหวไม่ว่าจะสถานการณ์ใด เสียงหัวใจเต้นแรงจนแทบจะระเบิดอยู่ล่อมร่อ

อเล็กซานเดอร์ละสายตาจากดวงหน้ากระจ่างใสหันไปตักอาหารจ่อปลายช้อนที่ปากของหญิงสาว

“ทำอะไรคะ” เธอกรอกตามองคนอื่นๆ ที่นั่งมองมาแล้วแสร้งก้มหน้าหลบด้วยความขวยเขิน เพราะทุกคู่สายตาจับจ้องมาทางตน ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมามีเพียงทองไม่รู้ร้อนหนึ่งคนที่ไม่ละความพยายาม

“ก็คุณไม่ได้ทาน ผมจะป้อนให้” ชายหนุ่มพูดตอบเธอแต่สายตานั้นส่งไปให้นิรุตติ์ มุมปากกระตุกยิ้มประกาศชัยชนะ

นิโคไลเห็นอาการของผู้เป็นพี่แล้วนั่งยิ้มพร้อมยักคิ้วให้กับเจ้าบ่าวที่นั่งดูตั้งแต่ต้น ทั้งสองมีหัวใจที่ตรงกันแต่อะไรล่ะที่ทำให้ไม่เข้าใจกัน ชายหนุ่มคิดด้วยความสงสัย

“แต่ฉันทานเองได้นะคะ” เธอตอบเสียงแผ่วเบา รู้สึกร้อนไปทั่วทั้งหน้า

“รับเข้าปากไปหวานใจ คุณไม่เห็นเหรอทุกคนหันมาสนใจพวกเราแล้วนะ” ชายหนุ่มอ้างคนอื่น เพื่อกระตุ้นให้เธอรับอาหารเข้าปาก

รอบข้างต่างก็หยุดพูดแล้วมาลุ้นคู่สองหนุ่มสาว ที่ตอนนี้ดูยังไงก็เป็นพ่อแม่ลูกนั่งส่งอาหารเข้าปากให้กัน

“กินเลยค๊า” ทั้งยังมีหนูน้อยส่งเสริม และสุดท้ายหวานใจก็ยอมแพ้ รับอาหารบนซ้อนนั้นเข้าปากท่ามกลางสายตาของทุกคน ดวงหน้างดงามแดงสุกและร้อนไปทั้งหน้า เธอเห็นรอยยิ้มจากเขาอีกครั้ง ตอนนี้เรื่องที่พวกเรากำลังทำอยู่คล้ายครอบครัวแสนสุขที่เฝ้าตามหา

ไม่สิ เธอจะคิดแบบนั้นไม่ได้ เขามีคนที่รักอยู่แล้ว แถมยังมีพยานรักนั้นอีก หวานใจพยายามตัดใจจากเขาแต่มันก็ยากเหลือเกิน การรรักใครสักคนมันเป็ยเรื่องยากแต่ให้เลิกรักนั้นยากกว่าอีก

“น่ารักนะคะ คู่นั้น” มาดามอิซาเบลกระซิบคุยกับสามี นางเห็นร่องรอยความสนิทสนมระหว่างสองคนนั้น การแสดงออกของลูกชายที่มีต่อเด็กสาวคนนั้นทำให้รู้สึกแปลกใจ สามีพยักหน้าเห็นด้วย

“ปากคุณเลอะ” อเล็กซานเดอร์เอื้อมมือไปเช็ดที่เรียวปากอมชมพูของหญิงสาว

“ขอบคุณค่ะ” เธอก้มหน้าแดงสุกหลบสายตาคม

“คุณพักที่ไหน แล้วอยู่อีกกี่วัน” อเล็กซานเดอร์ถามในสิ่งที่อยากรู้ แม้ว่าเขาจะให้คนตามสืบเองได้

“ทำไมเหรอ” หวานใจไม่ตอบแต่ถามกลับ

“ตอบมาเถอะ” เขาแสร้งทำน้ำเสียงหงุดหงิด บังคับกลายๆ ให้เธอตอบ

“พักที่นี่ค่ะ และอีกสองวันก็กลับแล้ว”

เหมือนฝันที่เธอได้มาอยู่ตรงนี้ มีชายคนที่เธอฝันหาตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เธอยังจำเหตุการณ์นั้นได้ไม่เคยลืมเลือน แต่...เขาล่ะจะยังจำมันได้อยู่อีกไหมนะ จะยังไงก็ช่างขอเพียงแค่ช่วงเวลานี้ให้เธอได้จดจำมันเป็นความทรงจำครั้งสุดท้ายก็พอ

“แอนนาชอบคุณนะ”

อยู่ๆ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนเรื่องคุย ทำเอาเธอตามเขาไม่ทัน แต่ก็ต้องยอมรับจากใจจริงว่าตนเองก็ชอบลูกสาวของเขาเช่นกัน

“ค่ะ แกน่ารัก”

การสนทนาระหว่างเขาและเธอก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้นเพราะแอนนาที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมเธอกับเขาเข้าด้วยกันวิ่งกลับไปหาผู้เป็นยาย การทานอาหารในมื้อนั้นก็สิ้นสุดลง ครอบครัวของชนิดาไม่ได้อยู่ค้างต่อเพราะมีงานที่ต้องไปสะสาง เพื่อนรักของเธอนัยน์ตาหม่นทันที ส่วนนิรุตติ์นั้นก็กลับไปพร้อมกัน มีเพียงเธอและพวกพี่ชายของเจ้าบ่าวที่นัดกินเลี้ยงกันตอนเย็น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha