หัวใจพาลรัก (จบแล้ว)

โดย: โพธิ์ทะเล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : ตีราคา


ตอนต่อไป

1

ตีราคา



                การประชุมผู้ถือหุ้นของ บริษัท ที อาร์ เค อินเวสเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทยที่มีผลกำไรประจำปีสูงสุด แรกเริ่มมาการประชุมก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนเกือบเสร็จสิ้นนั่นแหละจึงเริ่มเข้มข้นมากขึ้น จากการโต้แย้งของกรรมการบางส่วน และการประชุมที่เข้มข้น การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันในห้องประชุมจึงไม่ได้สิ้นสุดลงแค่นั้นเหมือนทุกครั้ง เพราะยังมีกรรมการบางคนตามมาเจรจานอกรอบอีกด้วยความไม่เข้าใจ ไม่พอใจ และต้องการต่อต้านการตัดสินใจของผู้บริหารสูงสุด ทำให้นายธานินทร์ เลิศวิจิตรสกุล ประธานกรรมการบริหารของบริษัทโมโหนักหนา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ทันทีที่ปลีกตัวออกมาได้ เขาถึงกับส่ายศีรษะและถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

                “ไพโรจน์ เดี๋ยวไปจัดการเรื่องนี้แทนฉันหน่อยนะ ถามทางฝ่ายคุณอนุชิตเขาดู ว่าข้อตกลงที่เขาพอใจมันคืออะไร ถ้าต้องจ่ายเงินบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ช่วยเอาสัญญาฉบับนั้นมาให้ฉันดูให้ได้ด้วยนะ ฉันอยากรู้จริงๆ ว่ามันจะมีอยู่จริงตามที่เขาบอกหรือเปล่า เฮ้อ...เหนื่อยใจจริงๆ เลยที่เจ้าอาร์ตไม่อยู่แบบนี้ ถ้าวันนี้เจ้าอาร์ตมันอยู่ในห้องประชุมด้วย ก็คงไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้หรอก รับรองได้ว่ากรรมการทุกคนเงียบกริบแน่ๆ” นายธานินทร์สั่งการคนสนิท แล้วเอ่ยถึงบุตรชายคนเดียวที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเรื่องสำคัญของบริษัทมาตลอด ด้วยบุคลิกที่มาดมั่น เอาจริงเอาจัง ไม่ยอมลงให้ใครของบุตรชาย ทำให้ไม่มีใครกล้าต่อต้านชายหนุ่มเลยสักครั้ง ไม่ว่าด้วยเรื่องอันใดก็ตาม

                “ครับคุณท่าน ผมว่าจะถามท่านอยู่เหมือนกัน ว่าจะให้แจ้งคุณอาร์ตเรื่องของคุณอนุชิตหรือเปล่า เพราะเห็นปกติเขามักคุยกันอยู่บ่อยๆ นะครับ” ไพโรจน์รายงานเจ้านาย

                “อือ ก็ดีเหมือนกัน ฉันก็ลืมข้อนี้ไปเสียสนิท ถ้าให้เจ้าอาร์ตมันคุยเอง ทุกอย่างก็จบ เอาล่ะจัดการไปตามนั้นได้เลยนะ อ้อ...ช่วยย้ำมันเรื่องที่ดินแปลงนั้นด้วยนะ อย่าลืมล่ะ แล้วช่วยต่อสายธีรเทพให้ด้วย ฉันต้องคุยกับเจ้าคนนี้ด้วยให้ช่วยย้ำเจ้านายของมันอีกที” นายธานินทร์ย้ำอีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานส่วนตัวของตัวเองไปทันทีด้วยความเหนื่อยล้า

 

***************

 

                ชายหนุ่มรูปหล่อหน้าขรึมที่นั่งอยู่บนรถหรูคันโต วางหูโทรศัพท์ที่ตนเองคุยมาเกือบสิบนาทีลง ก่อนจะเหลือบไปมองข้างทางที่รถผ่านด้วยความสนใจยิ่งนัก

                “ธีร์ ลดความเร็วลง ช้าๆ หน่อย ฉันว่ามันน่าจะใช่แถวนี้ล่ะที่ดินแปลงที่เขาบอกมา มันเป็นบ้านสวนใช่ไหมจากที่นายไปสืบมา แล้วมันมีชื่อหรือเปล่าธีร์ เจ้าของชื่ออะไรนะ สายใจใช่ไหม” ธัญกรเอ่ยถามลูกน้องคู่ใจ แล้วสอดส่ายสายตาหาป้ายชื่อบอกข้างทางไปด้วย

วันนี้เขามีกำหนดเข้ามาดูโรงงานผลิตเครื่องหนังที่สมุทรปราการ เพื่อเร่งเรื่องจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ต้องส่งออกเป็นจำนวนมากในช่วงปลายเดือนที่จะถึงนี้  จึงได้โอกาสมาคุยเรื่องที่ดินแปลงสวย ที่เขาสนใจเป็นพิเศษเสียด้วย ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ของสวนผลไม้ แต่ก็สามารถปรับปรุงเอาได้ อีกอย่างจำนวนสิบห้าไร่ของที่ดินผืนนั้น มันมากพอที่เขาจะขยายส่วนของโรงงานที่จะเพิ่มแผนกขึ้นมาได้อย่างสบายๆ แล้วคงไม่มีที่ไหนเหมาะเท่ากับที่แปลงนี้อีกแล้ว ถ้าให้ราคาดีๆ หน่อยเจ้าของคงจะขายแทบไม่ทันล่ะ เพราะย่อมจะดีกว่าปลูกผลไม้รอเก็บผลปีละสองครั้งเป็นไหนๆ และนี่ก็คือเหตุผลที่เขาและธีรเทพ ลูกน้องคู่ใจต้องขับรถมาตระเวนหาดูอยู่ในตอนนี้

                “ครับเจ้านาย เจ้าของชื่อคุณป้าสายใจครับ แกอยู่กับลูกชายลูกสาวสองคนครับ แต่เรื่องอื่นผมไม่รู้ไม่ได้สืบมาเลย อ้อ...นั่นไงครับเจ้านาย เจอแล้วๆ มีป้ายบอกทางเข้าตรงถนนเล็กๆ ข้างหน้านั้นครับ” ธีรเทพหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าสู่เส้นทางเป้าหมายทันที ระยะทางจากถนนทางเข้าเขาต้องขับรถผ่านสวนผลไม้ที่กำลังออกผลดกเต็มต้น เพราะช่วงนี้เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตพอดีด้วย

                “เจ้านายครับ นั่นไงมีบ้านไม้หลังเล็กอยู่นั่นด้วย สงสัยว่าคงจะเป็นบ้านของคุณป้าสายใจแน่ๆ เลยครับ” ธีรเทพบอกเจ้านายก่อนขับรถเข้าไป แล้วจอดลงนิ่งสนิทลงเยื้องกับหน้าบ้านหลังนั้น

                “ธีร์ นายลงไปดูซิว่ามีใครอยู่บ้าง บอกเขานะว่าฉันมาเพราะเหตุผลอะไร แล้วเดี๋ยวนายออกมาบอกฉันด้วย ฉันขอตัวโทรหาพ่อสักครู่” ธัญกรสั่งลูกน้องแล้วหยิบโทรศัพท์เครื่องจิ๋วมากดโทรออกทันที ธีรเทพทันได้ยินเสียงเจ้านายคุยกับท่านประธานใหญ่ เขาจึงลงจากรถไปสองเท้าเดินเบาๆ มุ่งหน้าไปยังด้านหน้าของบ้านไม้หลังดังกล่าว

                “เอ่อ...สวัสดีครับ มีใครอยู่ไหมครับ คุณป้า คุณป้าสายใจครับ” ธีรเทพส่งเสียงเรียกระบุชื่อออกไป แล้วเดินเรื่อยๆ เข้าไปจนถึงหน้าบ้าน

                “ใครน่ะ มีธุระอะไร” เสียงเหนื่อยๆ ของหญิงสูงวัยดังขึ้นทางด้านหลังของธีรเทพ เขาหันมองเห็นหญิงวัยกลางคนยืนมองเขาอยู่นิ่งๆ รูปร่างผอมบางของผู้หญิงตรงหน้าทำให้เขาตัดสินใจถามขึ้น

                “คุณป้าสายใจใช่ไหมครับ” ธีรเทพถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ

                “ค่ะ ฉันเอง ว่าแต่คุณเป็นใครล่ะ ฉันไม่เคยเห็นหน้าคุณแถวนี้เลยนี่ มีธุระอะไรกับฉันรึ” นางสายใจถามย้ำขึ้นอีกครั้งด้วยท่าทางสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ร้อยวัยพันปีบ้านหลังนี้ไม่ค่อยจะได้มีโอกาสต้อนรับคนแปลกหน้าสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่เพื่อนๆ ของลูกชาย และเพื่อนๆ กับเจ้านายหนุ่มของลูกสาวของนางเท่านั้นที่มักจะมากันบ่อยๆ ช่วงวันหยุดยาว

                “อ๋อครับ พอดีว่า เอ่อ...เจ้านายของผมน่ะครับ ท่านสนใจที่สวนผลไม้แปลงนี้ของคุณป้าน่ะครับ ไม่ทราบว่า เอ่อ...คุณป้า สนใจจะขายไหมครับ” ธีรเทพเข้าตรงประเด็นทันที ก็เขาไม่รู้ว่าจะต้องตะล่อมอย่างไรนี่นา เขาไม่ได้มีเทคนิคและวาทศิลป์ในการพูดในเชิงธุรกิจเหมือนเจ้านายเลยสักนิด แต่ถ้าเป็นการพูดจาโน้มน้าวใจแบบอื่นก็ว่าไปอย่าง

                “หา นี่คุณว่าอะไรนะคะ จะ...จะขอซื้อที่สวนเหรอ ซื้อที่นี่เนี่ยนะ เอ่อ...ฉันว่าเจ้านายของคุณคงเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ที่นี่ไม่ได้ติดประกาศขายเอาไว้เลยนะ” นางสายใจตอบออกไปด้วยท่าทางตกใจเล็กน้อย ที่ได้ยินชายหนุ่มตรงหน้าบอกอย่างนั้น ที่นี่มันเป็นที่มรดกผืนสุดท้ายของนางแล้ว ตั้งแต่สามีเสียชีวิตนางก็ตั้งใจดูแลสวนผลไม้แปลงนี้อย่างดีที่สุด เพื่อเก็บเอาไว้ให้ลูกสาวและลูกชายของนางทั้งสองคน แล้วทำไมคนคนนี้ถึงจะมาเจรจาขอซื้อ ไปเอาข่าวมาจากไหนกัน?

                “ครับ ผมทราบครับ เพียงแต่มีคนแนะนำไปน่ะครับ แล้วมันก็เป็นที่ดินแปลงเดียว ที่มีเนื้อที่เพียงพอสำหรับการก่อสร้างโรงงานขนาดย่อม คุณป้าครับ เอ่อ...จะไม่ลองคิดดูหน่อยเหรอครับ เจ้านายของผมยินดีให้ราคาสูงที่สุดตามที่คุณป้าขอเลยนะครับ” ธีรเทพยังพยายามต่อไป แม้จะมองจากท่าทางที่เห็นก็รู้แล้วว่าท่าจะยากเสียแล้วล่ะ...

                “ฉันยืนยันคำเดิมค่ะ ที่ดินผืนนี้เป็นที่ทำมาหากินของดิฉันและครอบครัว เห็นทีคงจะขายให้เจ้านายของคุณไม่ได้หรอกค่ะ เชิญคุณกลับไปบอกเจ้านายของคุณได้เลย ขอบคุณที่สนใจ แต่ฉันขายสมบัติชิ้นสุดท้ายในชีวิตไม่ได้จริงๆ” นางสายใจบอกออกไป แล้วเสียงทุ้มอีกเสียงก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของนางในทันที

                “ผมให้ไร่ละสามล้านไปเลย สิบห้าไร่นี่ก็เกือบห้าสิบล้านนะครับ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะครับเงินมากขนาดนี้ ราคาดีกว่าซื้อขายที่ดินทั่วไปเกือบสามเท่าตัวนะครับคุณน้า” ธัญกรที่เดินเข้ามาสมทบเอ่ยขึ้นมาอย่างไตร่ตรองดีแล้ว ว่าคนบ้านสวนแบบนี้ คงจะไม่ปฏิเสธเงินมากมายขนาดนี้แน่ๆ จะหาที่ไหนในโลกนี้ได้อีก กับที่ดินสิบห้าไร่ในทำเลพื้นที่แบบนี้ และราคาที่เขาตีให้ ก็สูงลิบลิ่วขนาดนี้เกินราคาประเมินไปไม่รู้เท่าไหร่ แต่คนมีเงินระดับมหาเศรษฐีเช่นเขาเงินแค่นี้ ถือว่าเศษเงินแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง

                “เอ่อ คุณ...” นางสายใจหันไปมองเห็นชายหนุ่มรูปหล่อปากแดง ท่าทางดูดี รูปร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามาก็เดาเอาได้ว่าคงเป็นเจ้านายของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าของนางเป็นแน่

                “ผมธัญกรครับ เจ้าของโรงงานเครื่องหนังแถวนี้ล่ะครับ คือผมสนใจที่ดินแปลงนี้ของคุณน้าจริงๆ เพราะมันใกล้กับโรงงานของผม แล้วอีกอย่าง ผมมีโครงการขยายโรงงานย่อยซึ่งเนื้อที่ของที่ดินต้องเป็นขนาดแปลงเดียวกัน คุณน้าตัดสินใจขายให้ผมเถอะนะครับ รับรองว่าเงินก้อนโตนี้จะเพียงพอและคุ้มค่าต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ของคุณน้าอย่างแน่นอน ผมรับรอง” ธัญกรย้ำอีกครั้งด้วยมาดของการเจรจาธุรกิจมากกว่ามาขอซื้อที่ดินจากชาวบ้านสวนธรรมดา

 

***************

 

                สิรินทร์กำลังทำอาหารสำหรับมื้อเย็นอยู่ในครัวหลังบ้าน หญิงสาวได้ยินเสียงพูดคุยกันแว่วๆ มาสักพักแล้ว...คงมีใครแถวนี้มาคุยกับมารดาของเธออีกแน่ๆ เพราะคนแถวนี้ ทุกบ้านสนิทสนมกันเกือบทั้งหมด บ้านไหนมีอะไรก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้มาตลอด เธอจำภาพความประทับใจเหล่านี้ได้ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ มาแล้ว...แต่เสียงทุ้มของผู้ชายที่แว่วๆ เข้าหูมานั้น ทำให้หญิงสาวหน้าหวานสงสัยว่าเป็นใคร จนต้องตัดสินใจวางมือจากอาหารที่กำลังทำอยู่ ปลดผ้ากันเปื้อนออกจากกางเกงขาสั้นเลยเข่าเล็กน้อย แล้วเดินออกไปดู และเสียงที่เจรจากันอยู่นั้น ทำให้เธอได้ยินชัดเจนเข้าใจวัตถุถึงประสงค์ของผู้ชายทั้งสองคนที่ยืนหันหลังคุยกับมารดาของเธออยู่ในทันที ความรู้สึกโกรธแล่นปรี๊ดไปทั่วร่างบางทันที

                “ไม่ขาย ถึงจะให้เงินมากแค่ไหนก็ไม่ขายค่ะ” เสียงหวานดังขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ ใบหน้าสวยหวานงอง้ำขึ้นด้วยความโมโห...ใครกันผู้ชายสองคนนี้บังอาจมาข่มขู่จะซื้อที่ดินจากมารดาของเธอเหรอ? รู้จักสิรินทร์คนนี้น้อยไปเสียแล้ว เดี๋ยวเถอะ...

ธัญกรได้ยินเสียงหวานๆ ที่ดังขึ้นมาจากด้านหลังของตนเอง จึงหันกลับไปมองทันทีเช่นกัน แล้วเขาก็ต้องนิ่งอึ้งหัวใจกระตุกสั่นหวิวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

น่ารักจริงๆ...นี่คือคำนิยามที่เขาคิดออกมาในตอนแรกเจอหน้าเธอ

สวยหวานชะมัด... นี่คือคำจำกัดความที่เขานึกได้ในชั่วขณะเวลาต่อมา ก่อนจะกระแอมเบาๆ แล้วกลืนน้ำลายลงคอเหมือนจะเรียกสติของตนเอง ที่เผลอคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกลชั่วแวบหนึ่งให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง แล้วใบหน้าหล่อนั้นก็กลับมาทำหน้าตาเข้มขรึมวางมาดเข้มได้ต่อ

                “ทำไมล่ะ ฉันว่าขายให้ฉันนี่คุ้มที่สุดแล้วนะครับคุณผู้หญิง...คนสวย” สายตาคมกล้าของผู้ชายที่หันมามองเธอตรงๆ หน้าทำเอาสิรินทร์หน้าร้อนซู่รู้สึกแปลกๆ ไปชั่วขณะหนึ่งเช่นกัน แต่เรื่องอะไรเธอจะสนใจกับหน้าตาหล่อเหลาบาดใจของคนตรงหน้านี้ล่ะ ยิ่งสายตาแรงกล้าของเขาที่มองส่งมาให้เธอโดยเฉพาะนั้นอีกยิ่งทำให้สิรินทร์ไม่พอใจมากยิ่งขึ้น

                “ก็ฉันบอกว่าไม่ขายยังไงล่ะ ถ้ามีเงินมากนักก็ไปหาซื้อเอาที่อื่นสิ ไปซื้อที่ๆ คนอื่นเขายินดีขายจะให้น่ะ” เสียงหวานเอ่ยท้าทายขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้นางสายใจที่มองอยู่กลัวว่าเรื่องราวจะบานปลาย จึงต้องเอ่ยตัดบทขึ้นมาเสียก่อน

                “ซีน...พูดกับคุณเขาดีๆ สิลูก เราไม่ขายก็บอกเขาไปดีๆ ทำไมต้องทำท่าทางแบบนั้นด้วย มันไม่งามเลยรู้มั้ย” นางสายใจเอ่ยห้ามลูกสาว เพราะนางรู้จักลูกสาวดีว่าเป็นคนแบบไหน เรื่องสู้คนนี่ต้องยกให้เลยล่ะ ไม่เคยยอมลงให้ใคร โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ถูกต้องด้วยแล้ว ยิ่งไม่เคยยอม

                “ก็แม่ดูสายตาเขาสิ ประเมินเราเสียขนาดนั้น ซีนรู้อยู่หรอกว่าเขารวย เพราะฟังจากที่เขาโพทะนาออกมานั่นแหละ แต่แม่รู้หรือเปล่าว่าแบบนี้มันเท่ากับเขาดูถูกเราชัดๆ นี่เขาหาว่าเราไม่มีที่ไปหรือยังไงกัน เราไม่ได้ไปขอใครกินนะแม่” สิรินทร์ยังไม่ยอมอ่อนลงง่ายๆ ทำให้ธีรเทพที่ยืนอยู่มองไปทางเจ้านายตัวเองทีหนึ่ง แล้วหันมองหน้าหวานสวยน่ารักของหญิงสาวอีกทีหนึ่ง ด้วยความทึ่งที่เธอกล้าต่อปากต่อคำกับเจ้านายของเขา หรืออาจจะเพราะเธอยังไม่เคยรู้จัก ไม่เคยรู้กิตติศัพท์เจ้านายของเขามาก่อนก็ได้...แต่เธอน่ารักมากจริงๆ...ธีรเทพคิดแล้วยิ้มออกมา

                “ดูถูกเธอตรงไหน ฉันชอบที่ดินแปลงนี้ ฉันก็มาขอซื้อ แล้วก็ให้ราคาสูงลิ่วเสียด้วย ราคาสูงขนาดนี้เธอจะมีปัญญาไปขายให้ใครได้ราคาเท่านี้ไม่มีอีกแล้วนะ” ธัญกรยังคงพูดต่อเหมือนเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ

                “ตกลงว่ายังไงครับคุณน้า ขายหรือไม่ขายครับ” เสียงทุ้มเริ่มเข้มขึ้นมาอย่างขัดใจ ตามนิสัยคนรวยที่ไม่เคยถูกขัดใจอะไรมาก่อน แค่เขาทุ่มเงินเข้าไป เดี๋ยวสุดท้ายสิ่งที่เขาต้องการไม่ว่าจะเป็นอะไรก็มาอยู่ในมือเขาเองนั่นล่ะ

                “ก็ฉันบอกอยู่นี่ไงว่าไม่ขาย เชิญคุณกลับไปได้ คุณมหา...เศรษฐี” หญิงสาวขึ้นเสียงสูงลากเสียงยาวอย่างประชดประชันใส่

                “ฉันชื่อธัญกร ไม่ต้องมาเรียกแบบนั้น และฉันรู้ตัวเองดีอยู่แล้วว่าเป็นเศรษฐี” ท่าทางของคนตัวสูงหยิ่งยโส

                “อ้อ...ถ้าอย่างนั้นก็เชิญนะคะ ไปค่ะแม่ เข้าบ้านค่ะ อย่าเสียเวลาคุยกับคนแบบนี้อีกเลย” สิรินทร์เดินตรงเข้าไปหามารดา แล้วจูงออกเดินไปส่งให้เข้าไปในบ้าน นางสายใจยังแสดงท่าทางไม่สบายใจอยู่ดี

                “แม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของซีนนะคะ เดี๋ยวซีนจัดการเองค่ะ รับรองไม่ต้องห่วง” หญิงสาวบอกให้มารดาได้สบายใจ เพราะเธอสังเกตเห็นใบหน้าของมารดาซีดมากขึ้นอีกแล้ว เลยอยากให้ท่านไปพักผ่อนเพราะอาการป่วยยังไม่ดีขึ้น แล้วยังต้องไปทนคุยกับพวกเศรษฐีขี้เก๊กยู่อีกเป็นนานสองนาน

                “อือ...คุยกับพวกเขาดีๆ นะลูก ผู้ชายทั้งนั้นแม่ล่ะกลัวใจ” นางสายใจเอ่ยเตือนขึ้นด้วยความเป็นห่วง

                “ไม่เป็นไรค่ะแม่ ลูกสาวแม่เก่งออก เชื่อมือสิคะ” หญิงสาวบอกมารดาก่อนหันหลังเดินกลับไปตรงที่ชายหนุ่มทั้งสองยังยืนอยู่ แบบไม่ยอมถอยให้เหมือนกัน

                “อ้าว เชิญกลับได้แล้วค่ะคุณสุภาพบุรุษทั้งสองคน ฉันไม่ได้ไล่พวกคุณนะคะ แต่ฉันยังมีงานต้องทำ แล้วแม่ของฉันก็ต้องการการพักผ่อนแล้วด้วย” สิรินทร์บอกออกไปเสียงเรียบสนิท เธอเกลียดนักกับพวกคนรวยที่ชอบฉวยโอกาสเอาจากคนที่ด้อยกว่าแบบนี้

                “เธอ... นี่เธอ แน่มากสาวน้อย เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันอีกครั้งแน่... แล้วเธอจะเก่งไม่ออก คอยดูสิ ไปธีร์กลับ วันนี้ฉันจะรีบเข้าโรงงานก่อน คุณพ่อโทรมาตามแล้ว” ธัญกรเอ่ยขึ้นเสียงเข้มอย่างหมายมาด ตาคมวาวจ้องหน้าหวานสวยของหญิงสาวนิ่งๆ อย่างจดจำภาพเธอเอาไว้ให้ขึ้นใจ เขามีเป้าหมายใหม่แล้วสำหรับเธอ ผู้หญิงแสนสวยอวดดีคนนี้ เขาจะต้องได้เธอมาไว้ในครอบครองให้ได้ จะดูสิว่าทั้งคนทั้งที่ดิน ถ้ากลายมาเป็นของเขาทั้งสองอย่าง เธอจะทำอย่างไร ยังจะอวดดีปากดี จองหองแบบนี้ได้อีกไหม... ธัญกรคิดอย่างพลุ่งพล่าน ไม่รู้เป็นอะไรสิ ยิ่งจ้องหน้าเธอนานๆ แบบนี้ เขายิ่งควบคุมอารมณ์แปลกๆ ข้างในไม่อยู่ แล้วพรุ่งนี้เจอกันแม่สาวน้อยคนสวย... ธัญกรคิดอย่างหมายมาดในใจ

                “เชิญค่ะท่านมหาเศรษฐี” สิรินทร์แกล้งส่งรอยยิ้มหวานซึ้งไปให้ ก่อนก้มหน้าโค้งกายลงให้อย่างล้อเลียน แต่คนที่ถูกเธอยิ้มให้นี่สิ ถึงกับยืนอึ้งไปนาน...นานมาก ก่อนหันหลังกลับแล้วสาวเท้าเดินจากไปโดยเร็ว มือเรียวยกขึ้นจับตรงหน้าอกด้านซ้ายแล้วส่ายหน้าเบาๆ ธีรเทพต้องรีบวิ่งตามไปจนแทบเป็นกระโดดเลยทีเดียว


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ"

โพธิ์ทะเล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha