หัวใจพาลรัก (จบแล้ว)

โดย: โพธิ์ทะเล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : ค่าของคน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

3

ค่าของคน




                บรรยากาศบนรถตู้คันหรูเงียบกริบ รถก็คันใหญ่อยู่แล้ว คราวนี้พอมีเจ้านายหน้าบึ้งนั่งอยู่ด้านหลังแบบนี้ด้วย ทำให้ธีรเทพขับรถด้วยความเกร็ง เพราะตั้งแต่ออกจากบ้านสวนหลังนั้นมา จนไปแวะที่โรงงานอีกครั้ง แล้วตีรถกลับเข้ากรุงเทพฯ ธีรเทพยังไม่ได้ยินเสียงของเจ้านายพูดกับเขาเลยสักคำ

                “เอ่อ...เจ้านายครับ แล้วพรุ่งนี้จะให้ผมทำยังไงครับ หรือว่าเจ้านายจะ...” ธีรเทพถามขึ้นอย่างอึดอัด รู้อย่างนี้เขาชวนคนอื่นที่บริษัทมานั่งเป็นเพื่อนด้วยสักคนก็ดี บรรยากาศแบบนี้เขาไม่ค่อยชอบเลย

                “ฉันมาเอง ฉันจะมาอีกพรุ่งนี้ อย่างยัยซีนปากดีนั่น ต้องฉันนี่แหละถึงจะเอาอยู่ นายคอยดูสิพรุ่งนี้ฉันจะทำให้เธอยอมขายที่ให้ฉันให้ได้ ทั้งที่ดินสวนผลไม้นั่นทั้งตัวเจ้าของนั่นแหละฉันจะซื้อทั้งที่ดินทั้งคนเลยคอยดู” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างหมายมาด แต่ทำเอาธีรเทพสะดุ้ง...อะไรนะ เมื่อกี้เจ้านายเขาพูดแบบนี้หมายความว่าจะใช้เงินซื้อคุณซีนอย่างนั้นเหรอ...ธีรเทพรู้สึกไม่สบายใจและไม่ค่อยพอใจนักที่ได้ยินเจ้านายพูดแบบนั้น แต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ?

“เจ้านาย อย่าบอกผมนะว่าเจ้านายจะเอาตัวคุณซีนมาให้ได้ด้วย แต่นั่นมันไม่เกี่ยวกับที่ดินสวนผลไม้แปลงนั้นเลยนะครับ” ธีรเทพท้วงขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวคนนั้นที่เขารู้สึกถูกชะตากับความตรงไปตรงมาและท่าทางจริงใจของเธอ ไม่อยากให้มีปัญหากับเจ้านายของเขาเอง

                “แล้วนายจะทำไมล่ะธีร์ คอยดูนะ ฉันจะดัดนิสัยจองหองของยัยนั่นเสียให้เข็ดเลย จะได้รู้ว่าอย่ามาลองดีกับฉัน ฮึ...ผู้หญิงบ้ากล้าดียังไงมาตบหน้าฉันจนชาแบบนั้น นี่ถ้ารู้ถึงไหนอายเขาไปถึงนั่นเลยนะ คนอย่างนายธัญกรโดนผู้หญิงตบหน้า ฮึ...” เอ่ยขึ้นอย่างขัดใจ ไม่รู้เป็นอะไรพอนึกถึงหน้าเธอขึ้นมาความรู้สึกของเขาก็เริ่มแปลกๆ ขึ้นทันที เขายังติดใจรสชาติหอมหวานของเธอไม่หาย อยากได้เธอเอามาไว้ข้างกาย แล้วถ้าเขาได้จูบเธอทุกวันนะมันจะสุขขนาดไหนกัน...ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านเจ้านายสุดหล่อของธีรเทพจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความสับสนและไม่ยอมรับตัวเอง

“ก็เจ้านายได้เอาคืนเธอไปแล้วนี่ครับ เดี๋ยวเกิดนายท่านรู้ว่าเจ้านายใช้วิธีนี้และทำแบบนั้น เอ่อ ท่านคงจะเอ่อ...” ธีรเทพไม่กล้าเอ่ยในสิ่งที่เจ้านายเอาคืนหญิงสาว เจ้านายของเขาคิดยังไงนะถึงได้ทำแบบนั้นลงไป ปกติกับผู้หญิงนี่ก็แทบจะไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ ขนาดคุณพิจิตราหรือพิตต้า นางแบบสาวแสนสวยที่ทำเขาหลงเคลิ้มไปหลายครั้ง เจ้านายก็ยังไม่ค่อยจะยอมให้เข้าใกล้ชิดตัวเลย แล้วนี่ไปปล้ำจูบผู้หญิงกลางสวนแบบนั้น ถ้าเขาไม่เห็นกับตาตัวเองเขาจะไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าเจ้านายกล้าที่จะทำแบบนั้นได้

“นายเงียบไปเถอะ ฉันจัดการเอง เดี๋ยวพอถึงกรุงเทพฯ หน้าที่ของนายคือไปสืบดูให้รู้ว่าน้าสายใจ เอ่อ...แม่ของยัยผู้หญิงปากดีคนนั้นน่ะ ป่วยเป็นโรคอะไรเช็คทุกโรงพยาบาลเลยนะ หวังว่านายคงทำได้นะ แล้วรายงานผลฉันด่วนเลย” สิ้นคำสั่งก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์หมายมาดอะไรบางอย่างเอาไว้ ก่อนหันไปหยิบหนังสือเล่มเล็กข้างตัวขึ้นมาอ่านไม่สนใจธีรเทพอีกเลย

 

***************

 


ตกบ่ายสามกว่าๆ ของวันแห่งความยุ่งเหยิง สิรินทร์กลับจากตลาดหลังจากไปซื้ออาหารมาเตรียมไว้สำหรับมื้อเย็นนี้และเตรียมทำอาหารเพื่อใส่บาตรพระในตอนเช้า ซึ่งเธอถือปฏิบัติมาตลอดทุกวันทุกครั้งที่กลับบ้าน และหลังจากนี้เธอก็ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านเป็นการถาวร จะขับรถไปกลับระหว่างที่ทำงานที่กรุงเทพฯ กับบ้านที่สมุทรปราการนี้  เพราะเธอเริ่มสังเกตเห็นอาการป่วยของมารดาที่เป็นมากขึ้นกว่าเก่า คงจะไม่ปลอดภัยอีกแล้วถ้าจะให้อยู่คนเดียวครั้งละสี่ห้าวันเหมือนที่ผ่านมา

สิรินทร์เดินเข้าบ้าน แต่ไม่เห็นมารดานั่งตรงเก้าอี้ตัวที่ท่านชอบนั่งประจำ จึงเดินเลยเข้าไปเอาของที่ซื้อมาจากตลาดไปวางไว้ในครัว แล้วส่งเสียงคุยกับมารดาอีกครั้ง

“แม่ขาแม่ วันนี้ซีนจะทำแกงเขียวหวานกุ้งกับแกงจืดเห็ดหอมนะคะ เห็นแม่บ่นอยากกินอยู่นี่นา” หญิงสาวเอ่ยเรียกมารดา แต่เงียบอีกไม่มีเสียงขานรับ จึงออกเดินไปทางหลังบ้านที่เก้าอี้นั่งเล่น เพราะมารดาชอบไปนั่งผ่อนคลายบ่อยๆ แล้วเธอก็เห็นมารดาฟุบนิ่งอยู่ที่เก้าอี้นั่นเอง

“แม่ แม่ เป็นอะไรคะแม่ แม่ขาฟื้นสิแม่...” หญิงสาวตกใจจนตัวสั่นไปหมดโอบร่างของมารดาเอาไว้แน่น หันซ้ายหันขวาทำอะไรไม่ถูก จับใบหน้ามารดาขึ้นมองเห็นใบหน้านั้นซีดเผือดดวงตาปิดสนิทหายใจเพียงแผ่วๆ หญิงสาวลุกลี้ลุกลนแทบไม่มีสติอยู่กับตัว เอ่ยปากเรียกชื่อมารดาอย่างเสียขวัญ

นางสายใจหมดสติไปแต่ยังหายใจอยู่ เพียงแต่ลมหายใจนั้นอ่อนมาก สิรินทร์ต้องตั้งสติอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นไม่มีใครช่วยได้แน่ๆ เพราะฉุกเฉินขนาดนี้เธอจะวิ่งไปตามใครมาช่วยก็ไม่กล้าทิ้งร่างไร้สติของมารดาเอาไว้ หญิงสาวจึงพยุงร่างของมารดาที่อ่อนปวกเปียกพาไปขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องแล้วขับออกไปด้วยความรวดเร็ว มือบางสั่นระริกหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออกทันที

“ซีเหรอ เดี๋ยวซีตามพี่ไปที่โรงพยาบาล...ด่วนเลยนะ คือ...แม่หมดสติไป เป็นอะไรก็ไม่รู้ พี่กำลังพาแม่ไปโรงพยาบาลอยู่เนี่ย ซีตามไปด่วนเลยนะซี” หญิงสาวโทรศัพท์ออกไปหาน้องชายเพียงคนเดียวที่ทำงานอยู่ในตัวจังหวัด บอกออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ในตอนนี้เธอกลัวจริงๆ เพราะโดยปกติ มารดาของเธอจะต้องรู้ตัวเองดีตลอดทุกครั้ง เวลาไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่ครั้งนี้เธอกลัวจริงๆ กลัวว่ามารดาจะเป็นอะไรรุนแรงมากกว่าเดิม

“ครับพี่ซีน ซีจะออกจากบริษัทไปเดี๋ยวนี้แหละ พี่ซีนอย่าเพิ่งตกใจนะ” น้ำสียงตกใจของน้องชายตอบกลับมาแต่ยังพยายามปลอบใจพี่สาว สิรินทร์วางหูลงแล้วหันมองมารดาอีกรอบ เร่งความเร็วอย่างเต็มที่แต่ยังคงความระมัดระวังไว้เช่นเดิม

 

***************

 


ผ่านไปเกือบสามชั่วโมงแล้วที่สิรินทร์วิ่งวุ่นอยู่ในโรงพยาบาลประจำจังหวัด เธอต้องจัดการเรื่องอาการป่วยของมารดาโดยให้น้องชายเป็นคนอยู่กับมารดาที่ยังไม่ฟื้นขึ้นมา แต่นอนหายใจแผ่วเบาอยู่ในห้องไอซียู หญิงสาวเริ่มเครียดถึงแม้ตอนที่มาถึงโรงพยาบาลลุงหมอของเธอจะบอกว่ามารดาปลอดภัยแล้ว ยังเหลืออาการเพลียอยู่เท่านั้น แต่เธอสังเกตสายตาเคร่งเครียดและหน้าตาไม่สบายใจของลุงหมอของเธอออก ทำให้เธอกังวลใจเป็นที่สุด

หญิงสาวรู้มาตั้งแต่สามปีที่แล้วว่ามารดาป่วยเป็นโรคหัวใจรั่ว ก็ช่วยกันประคับประคองกันมาตลอด ระมัดระวังและปฏิบัติตามคำบอกของลุงหมอทุกอย่างอย่างเคร่งครัดมาตลอด เธอยอมเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ไม่ยอมให้มารดาต้องทำงานหนัก สวนผลไม้นั้นเธอก็จ้างคนสวนสองคนมาดูแลให้ แต่บางครั้งมารดาของเธอก็ยังแอบไปทำโน่นทำนี่อยู่บ่อยๆ เช่นกัน แต่หลังจากสองเดือนที่ผ่านมาท่านเริ่มมีอาการมากขึ้น เหนื่อยบ่อย เธอจึงต้องกลับมาบ้านทุกวันศุกร์ และกลับไปกรุงเทพฯ อีกทีวันจันทร์เช้า แต่ครั้งนี้อาการของมารดารุนแรงมากนัก อาจจะเพราะมีเรื่องเครียดและคนที่เป็นต้นเหตุของความเครียดก็มีเขาคนนั้นคนเดียวนั่นแหละ หญิงสาวยกความผิดเรื่องนี้ไปไว้ที่ธัญกรเป็นตัวต้นเหตุ หาเรื่องเดือดร้อนมาให้เธอและมารดา

สิรินทร์เดินกลับเข้ามาในห้องผู้ป่วยอีกครั้งในเวลาเกือบทุ่มตรง ทุกอย่างทุกขั้นตอนผ่านไปเรียบร้อยหมดแล้ว หญิงสาวถอนหายใจอย่างหนักหน่วง

“พี่ซีน แม่ยังไม่ตื่นขึ้นมาเลยครับ” สารัตน์น้องชายของเธอเอ่ยขึ้นมาด้วยความไม่สบายใจเช่นกัน  เขามองใบหน้าเคร่งเครียดของพี่สาวก่อนหันไปมองมารดาที่นอนอยู่บนเตียงเล็กนั้นอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรแล้วล่ะซี ลุงหมอบอกว่าแม่ปลอดภัยแล้ว อ้อ...พรุ่งนี้วันเสาร์ซีหยุดงานใช่ไหม จะได้มาอยู่เป็นเพื่อนกันหน่อย บางทีพี่อาจต้องออกไปทำธุระสักพักซีก็จะได้อยู่เป็นเพื่อนแม่นะ” สิรินทร์ถามน้องชาย ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กข้างๆ กัน สายตาคมมองหน้ามารดานิ่งน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่ไหวจริงๆ

 เมื่อตอนที่เธอเข้าไปหาลุงหมอ เพื่อถามอาการของมารดานั้น เธอได้รับฟังข่าวที่ไม่เป็นผลดีสำหรับเธอและน้องชายเอาเสียเลย และนี่แหละคือสาเหตุที่ทำให้เธอรู้สึกหมดสิ้นเรี่ยวแรงอยู่จนถึงตอนนี้ ลุงหมอของเธอบอกเธอว่ามารดาจำเป็นที่สุดที่จะต้องผ่าตัดเร่งด่วน เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่รับประกันว่าจะสามารถปลอดภัยเหมือนวันนี้ได้อีกนานแค่ไหน แล้วการผ่าตัดหัวใจมันก็ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก แต่เรื่องนั้นเธอก็ยังไม่กังวลใจเท่ากับความปลอดภัยของมารดา

“ว่างครับ พรุ่งนี้วันหยุดซีพอดี เดี๋ยวซีจะเฝ้าแม่เองตั้งแต่ตอนนี้เลย พี่ซีนกลับไปดูที่บ้านก่อนนะ แล้วอย่าลืมเอาเสื้อผ้ามาให้ซีสักสองชุดด้วยนะครับ” สารัตน์เอ่ยออกมาเสียงเครียด ลุกยืนขึ้นไปโอบกอดร่างของพี่สาวคนเดียวเอาไว้แน่น ลูบแผ่นหลังบางนั้นเบาๆ อย่างให้กำลังใจ...เขารักพี่สาวคนนี้ที่สุด เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับตัวเขา จะเล็กน้อยหรือใหญ่โตแค่ไหน ถ้าเขาอยากได้หรือจำเป็นต้องมีต้องได้ พี่สาวคนนี้ของเขาจะหามาให้ตลอด เขาเรียนหนังสือจบมาได้จนทำงานถึงวันนี้ก็เพราะพี่สาวเขานี่แหละ เพราะฉะนั้นเขาจึงอยากแบ่งเบาเอาภาระและความรับผิดชอบนั้นมาไว้ที่ตัวเองบ้างเมื่อมีโอกาส

 

***************

 


สิรินทร์เตรียมเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของตนเองและของน้องชายใส่กระเป๋าใบเล็ก เพื่อเตรียมเอาไปโรงพยาบาล ลุงหมอบอกเธอว่ามารดาต้องนอนที่โรงพยาบาลอย่างน้อยสามสี่คืน เมื่อคืนเธอจึงจำเป็นต้องกลับมานอนที่บ้านจัดเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย

หญิงสาวปิดประตูบ้านเดินออกไปที่รถญี่ปุ่นคู่ใจคันเล็ก วางข้าวของทุกอย่างใส่หลังรถเรียบร้อย แต่พอหันหลังกลับเพื่อขึ้นรถก็ได้ยินเสียงรถเข้ามาในบ้าน จึงหันไปมองอีกครั้ง สายตาคมเหลือบมองแล้วจำรถคันโตคุ้นตานั้นได้ทันที รถคันนี้มาที่บ้านเธอเป็นครั้งแรกเมื่อสองวันที่แล้วนั่นเอง

“สวัสดี” เสียงทุ้มเอ่ยทักทันทีที่จอดรถลงสนิท ร่างสูงสมชายนั้นเดินตรงมาที่เธอ

“...”

“นี่เธอ มารยาทที่ดีของเจ้าของบ้านไม่มีเหรอ แขกมาบ้านไม่ทักไม่ทาย” ชายหนุ่มร่างสูงแหย่ทันที แล้วก็ได้ผล เมื่อคนที่ร่ำๆ จะมีเรื่องกับเขามาหลายครั้งแล้วหมดความอดทนลงแบบรวดเร็วเพราะมีเรื่องกระทบจิตใจอยู่แล้ว

“มารยาทน่ะมี แต่ไม่อยากใช้กับคนนิสัยไม่ดี” หญิงสาวว่าเข้าให้ตรงๆ เธออุตส่าห์ตั้งใจว่าจะรีบออกไปแล้วนะ สุดท้ายก็ไม่ทันอีกจนได้

“เธอว่าใครนิสัยไม่ดี” ชายหนุ่มถามขึ้นทั้งที่รู้ดีอยู่แล้ว

“อ้าว...ก็แล้วจะใครล่ะ ตอนนี้ก็มีฉันกับคุณแล้วก็คนของคุณ แต่ฉันว่าคนของคุณ เขาก็ดูเรียบร้อย สุภาพดีนี่ แล้วจะเป็นใครได้ล่ะ วันนี้คุณกลับไปก่อนดีกว่าฉันยังไม่มีอารมณ์จะคุยด้วย มีเรื่องด่วนต้องไปทำ” หญิงสาวเอ่ยเรื่องจริงเธอไม่ได้โกหกนี่นา เธอเอ่ยจบก็หันไปพยักหน้ากับธีรเทพที่ยืนมองมาอย่างลุ้นๆ เธอหันหลังก้าวเดินไปเปิดประตูจะขึ้นรถ

“เดี๋ยวก่อน นี่เธอจะรีบหนีฉันไปไหนล่ะ กลัวหรือไง ไหนว่าที่นี่เป็นบ้านของเธอ แล้วหนีทำไมล่ะ” น้ำเสียงเย้ยหยันดังออกจากปากธัญกร หญิงสาวหันขวับทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น อารมณ์ที่กรุ่นอยู่แล้วโมโหขึ้นสูงอย่างช่วยไม่ได้

“ฉันไม่ได้กลัวและฉันก็ไม่ได้หนี ชีวิตของฉันยังมีเรื่องที่มีค่าให้ต้องทำมากกว่าเรื่องไร้สาระของคุณ” หญิงสาวดึงประตูรถจะปิด แต่มือใหญ่เร็วกว่าคว้าขอบประตูรถของเธอเอาไว้  ร่างสูงเดินเข้าไปจนเกือบเบียดชิดร่างเธอ พูดใส่หูเธอเบาๆ แต่น้ำเสียงนั้นคุกคามอยู่ในที

“อย่าอวดดีไปนักซีน เธอเห็นเรื่องเงินร้อยล้านของฉันเป็นเรื่องไร้สาระอย่างนั้นเหรอ แล้วฉันจะทำให้เธอรู้ว่า เงินก้อนนี้แหละที่มันจะทำให้ฉันเอาชนะคนอย่างเธอได้ อย่ามาปากดี เดี๋ยวก็โดนดีเหมือนเมื่อวานอีกหรอก” สายตาคมกล้าจ้องมองเรียวปากของเธอนิ่ง แต่หญิงสาวไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะเจรจากับเขาจริงๆ จึงตัดสินใจผลักร่างสูงของเขาออกห่างทันที

“ฉันไม่ได้อวดดี แต่ชีวิตแม่ของฉันที่โรงพยาบาลนั้นมีค่ามากกว่าเงินร้อยล้านพันล้านบ้าบอของคุณเยอะเลย ฉันไปล่ะ ขอโทษที่เสียมารยาท แต่คนอย่างคุณก็ไม่เคยมีมารยาทกับฉันเหมือนกันนี่...ฉันน่ะถึงจะไม่มีสมบัติพัสถานอะไรมากมายเทียบเท่าคุณได้เลย แต่ฉันเชื่อว่าตัวฉันมีความรู้จักพอในตัวเองมากกว่าที่คุณดูถูกฉันมากนัก จำเอาไว้ด้วยนะคะ” หญิงสาวขึ้นรถทันทีปิดประตูตามหลังเสียงดัง แล้วออกรถไปจากบริเวณหน้าบ้านด้วยความเร็วไม่สนใจแขกผู้มาเยือนยามเช้าอีก ตอนนี้ใจเธอแล่นลิ่วไปอยู่ที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว เธอไม่มีเวลามาตีฝีปากหรือมายืนให้เขาดูถูกศักดิ์ศรีอีกแล้ว เวลาทุกวินาทีตอนนี้ มีค่ามากกว่าอะไรทั้งหมด ชีวิตมารดาของเธอคือสิ่งที่มีค่าและมีความหมายมากที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้

พอรถญี่ปุ่นคันเล็กวิ่งหายไปจากสายตา คนตัวสูงที่ถูกเธอตอกใส่หน้าอีกครั้งจนอึ้งไปนาน จึงค่อยได้สติ...เธอบอกว่าชีวิตของแม่เธออย่างนั้นเหรอ?... นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับน้าสายใจล่ะ?...ธัญกรหันมองหน้าลูกน้องคู่ใจอย่างไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องที่ได้ยินเมื่อครู่นี้มากนัก

“ธีร์กลับเลย อ้อ...แวะเข้าไปในตัวเมืองหน่อยนะ แล้วช่วยเช็คดูให้รู้เรื่องด้วยว่าน้าสายใจแม่ของเธอน่ะอยู่ที่โรงพยาบาลไหน” ชายหนุ่มสั่งลูกน้องแล้วก้าวขึ้นนั่งบนรถทันที

เขาคงต้องเปลี่ยนแผนกะทันหันแล้วล่ะ ก็เล่นมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าเกิดขึ้นแบบนี้เขาก็ต้องเปลี่ยนแผนไปตามสถานการณ์ แต่พอยิ่งนึกถึงเธอเขาก็ยิ่งหงุดหงิดสับสนจนอึดอัดไปหมด ไม่เข้าใจตัวเองสักนิด ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่น ร้ายๆ ใส่เขาแบบนี้ ป่านนี้เขาจัดการกระเด็นไปไหนๆ แล้ว แต่นี่กับเธอ ทำไมเขาถึงไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรเสียที เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเอาเสียเลย...

อย่าว่าแต่ธัญกรจะไม่เข้าใจตัวเองเลย ลูกน้องคนสนิทของเขาอย่างธีรเทพเองก็ยังงงและไม่เข้าใจกับอาการของเจ้านายเช่นกัน...ดูอย่างตอนนี้สิ นั่งถอนใจไปด้วย เผลอยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ไปด้วยในบางครั้ง เขาล่ะไม่เข้าใจอารมณ์ประมาณนี้ของเจ้านายจริงๆ สามวันมาแล้วที่เจ้านายชวนเขามาที่นี่ แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง และดูๆ ไปเหมือนเจ้านายของเขาจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำให้แก่หญิงสาวเจ้าของที่นี่เสียด้วยซ้ำไป

แบบนี้ก็สนุกสิ...สงสัยว่าคงมีอะไรให้ลุ้นกันสนุกตลอดแล้วล่ะ ธีรเทพขับรถไปก็ยิ้มไป แอบเหลือบมองหน้าเจ้านายผ่านกระจกตลอดเวลา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ"

โพธิ์ทะเล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha