หลุมพรางรัก กับดักซาตาน

โดย: panrampai



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : ชนวนเหตุ


ตอนต่อไป

บทที่ 1ชนวนเหตุ

ภายในร้านเบเกอรี่ที่กรุด้วยกระจกรอบด้าน ความใสของมันทำให้บุคคลภายนอกสามารถมองทะลุเห็นตู้ใส่เบเกอรี่หลากชนิดที่อวดโฉมและสีสันรอคนที่ผ่านไปมา มาแวะชิม

 นอกจากฝีมือทางด้านการทำขนมแล้ว กัณติชา ภวกาญจน์ เจ้าของร้านสาวสวยยังมีความสามารถในการเย็บปักถักร้อยถึงแม้จะไม่ใช่แม่ศรีเรือนอย่างผู้หญิงสมัยก่อน แต่เพราะการที่ถูกมารดาคอยเคี่ยวเข็ญทำให้ทั้งฝีมือการทำเบเกอรี่และงานฝีมือเป็นพรสวรรค์ติดตัวของเธอมาตั้งแต่เล็ก

 ของประดับร้านส่วนใหญ่จึงเป็นงานแฮนด์เมคจากฝีมือของเธอไม่ว่าจะเป็นภาพปักครอสติสที่แขวนอยู่รอบๆร้าน กล่องกระดาษทิชชู และผ้าปูโต๊ะลวดลายงดงามแปลกตา

ด้านนอกของร้านร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ที่เจ้าของสรรหามาปลูกเพราะความชอบส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้ดอกแบบไทยๆทั้งจำปี จำปา มะลิ สายหยุด ส่งกลิ่นหอมกำจายไปทั่วบริเวณทำให้ลูกค้าที่มาที่ร้านนอกจากจะติดใจในรสชาติความอร่อยของเบเกอรี่หลากหลายชนิดแล้ว บรรยากาศรอบๆร้านก็ยังเป็นจุดขายอีกอย่างหนึ่งด้วย

 “มาดามเบเกอรี่” เป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ทำให้ สาวสวยวัยยี่สิบเจ็ดปี เจ้าของใบหน้าสวยหวาน  ภูมิใจนักหนาเพราะร้านนี้เป็นเสมือนตัวแทนของบิดามารดา ที่ทั้งสองท่านร่วมกันสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง ถึงแม้วันนี้ทั้งคู่จะไม่ได้อยู่ชื่นชมความสำเร็จที่เธอได้สานต่อแล้ว เนื่องจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่จังหวัดภูเก็ตเมื่อหลายปีก่อนได้คร่าชีวิตพวกท่านไปอย่างไม่มีวันกลับ

เมื่อขาดเสาหลักของครอบครัว  จากเด็กสาวที่เคยร่าเริงแจ่มใส ว่าที่มหาบัณฑิตคนใหม่กลับกลายมาเป็นหญิงสาวสู้ชีวิตเพราะมีน้องชายอีกคนให้ต้องดูแลไหนจะร้านเบเกอรี่ของครอบครัวซึ่งกำลังไปได้ดี ไหนจะงานประจำที่ตนเองกำลังทำอยู่ ทำให้กัณติชาคิดหนักเพราะเธอต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่คิดว่าดีที่สุดและสามารถดูแลสองชีวิตให้อยู่ได้อย่างไม่ลำบาก แม้จะมีหลายคนมาติดต่อขอซื้อร้านแห่งนี้แต่หญิงสาวก็ปฏิเสธ พร้อมกับตั้งปฏิญาณอย่างแน่วแน่ว่าจะสานต่อเจตนารมณ์ของบุพการีต่อไป

นักศึกษาระดับปริญญาโทอย่างกัณติชาจึงต้องพักการเรียนและลาออกจากงานประจำ เพื่อมาดูแลร้านและหาเงินส่งเสียน้องชายคนเดียวซึ่งขณะนั้นเพิ่งจะเรียนชั้นปีที่สองคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ภาระหน้าที่ของผู้ปกครองทั้งหมดจึงตกเป็นของพี่สาวอย่างเธอโดยปริยาย

ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงจากมัณฑนากรสาวในวันนั้นทำให้กัณติชาต้องเปลี่ยนตัวเองมาเป็นแม่ค้าสาวทรงเสน่ห์แทนซึ่งเธอก็ภาคภูมิใจที่สามารถส่งเสียให้กัณฑีร์เรียนจนจบปริญญาตรีได้สำเร็จหากบิดามารดาที่อยู่บนสวรรค์ได้รับรู้ทั้งสองท่านคงจะดีใจไปกับเธอด้วย

เสียงกรุ๊ง กริ๊งของโมบายที่แขวนอยู่ตรงประตูกระจกบานใหญ่ เป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังมีคนเข้ามา ทำให้เจ้าของร้านที่อยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนสีชมพูอ่อนบนตัวผ้าปักชื่อร้านด้วยตัวอักษรแบบน่ารัก ที่กำลังก้มๆเงยๆอยู่กับการแต่งหน้าขนมเค้กก้อนโตต้องส่งเสียงหวานๆของตนเองกล่าวต้อนรับแขกผู้มาเยือน

“สวัสดีค่ะ มาดามเบเกอรี่ยินดีต้อนรับค่ะ”ใบหน้านวลรีบละความสนใจจากงานตรงหน้า เงยหน้าขึ้นมายิ้มรับตามมารยาทของเจ้าของร้านที่ดี แต่เมี่อเห็นว่าคนที่เข้ามาหาใช่ลูกค้าแต่กลับเป็น กัณฑีร์น้องชายเพียงคนเดียวของเธอ หญิงสาวจึงก้มหน้าก้มตาทำงานที่ค้างอยู่ตรงหน้าต่อ แต่ปากอิ่มเต็มก็เอ่ยถามน้องชายไปด้วย

“อ้าว กัณ ไหนบอกว่าจะไปสมัครงานไง ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะจ้ะ”หญิงสาวเอ่ยถามแต่ไม่มีเสียงตอบรับ กัณติชาจึงวางอุปกรณ์แต่งหน้าเค้กลงอีกครั้ง แล้วมองหน้าของน้องชาย คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเมื่อมองเห็นความผิดปกติในอากัปกิริยาของกัณฑีร์ 

“พี่แก้ม” เสียงเรียกชื่อสั่นๆกับใบหน้าซีดๆของกัณฑีร์ทำให้กัณติชา รู้สึกใจคอไม่ดี  ยิ่งเมื่อสายตาปะทะเข้ากับสาวน้อยหน้าตาสะสวยที่ยืนแอบอยู่ด้านหลัง หญิงสาวก้มมองดูมือของน้องชายที่กุมมือของอีกฝ่ายแน่นทำให้เธอพอจะเดาเค้าลางของความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะร้ายแรงแค่ไหนเท่านั้น

“ไปคุยกันหลังร้านดีกว่า” มือบางปลดเสื้อกันเปื้อนวางไว้บนโต๊ะใกล้ๆ แล้วเรียกให้ปาริดา พนักงานในร้านมาทำงานต่อเพราะลูกค้านัดมารับเค้กวันเกิดตอนบ่ายสามโมง ก่อนจะเดินนำสองหนุ่มสาวไปยังห้องพักด้านหลังซึ่งแยกไว้เป็นสัดส่วนสำหรับเป็นที่พัก ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“มีอะไรจะบอกพี่มั้ยกัณ” กัณติชาถามขึ้นเมื่ออยู่กันตามลำพัง โดยขอให้เด็กสาวอีกคนรออยู่ด้านนอก หญิงสาวพยายามข่มอารมณ์ แต่สีหน้าที่แสดงออกก็สามารถให้คนทำความผิดได้แต่ยืนก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าสบตา

“พี่แก้ม ผมกับวิว เรา เรา เรารักกันครับ”กัณฑีร์พูดแค่นั้นก็หยุด แล้วเงยหน้ามองพี่สาวคนเดียวเพื่อรอดูท่าทีก่อนจะพูดต่อ

 “แต่ ทางครอบครัวของวิว เขาไม่ยอมให้เราคบกันครับ ผมไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ก็เลย” กัณฑีร์ตะกุกตะกัก พูดแบบไม่เต็มเสียง เมื่อไม่สามารถจะหาเหตุผลที่น่าเชื่อถือมาตอบได้

“กัณก็เลยพาเขาหนีมาใช่มั้ย”กัณติชาพูดต่อให้ใบหน้าสวยหวานที่เคยมีรอยยิ้มอบอุ่นตลอดเวลาเริ่มบึ้งตึง ความเป็นคนมีเหตุมีผลและใจเย็นเริ่มจะเหือดหาย คราวนี้อารมณ์ที่พยายามข่มไว้ขาดผึง เมื่อน้องชายพยักหน้าแทนคำตอบ

 “ทำอย่างนี้ มันเท่ากับหาเรื่องใส่ตัวชัดๆนะกัณ ทำไมถึงทำแบบนี้ ตัวเองก็เพิ่งเรียนจบ งานการก็ยังไม่มีทำ รับผิดชอบตัวเองก็ยังไม่ได้  ยังจะสร้างปัญหาอีก ทำอะไรทำไมไม่รู้จักคิด พี่ผิดหวังในตัวเราจริงๆเลยนะกัณ นี่ถ้าพ่อกับแม่ยังอยู่ พวกท่านจะเสียใจแค่ไหน ที่ลูกชายคนเดียวกลายเป็นผู้ชายที่ทำอะไรมักง่ายอย่างนี้” กัณติชาต่อว่าด้วยอารมณ์โกรธระคนเสียใจ สองมือทุบตีไปตามเนื้อตัวของน้องชายไม่ยั้ง น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความผิดหวัง

“แต่เรารักกันนะครับ”กัณฑีร์ไม่ได้ตอบโต้การกระทำของพี่สาว ชายหนุ่มยืนนิ่งอย่างยอมรับผิดพร้อมกับยืนยันในความรู้สึกที่ตนเองมีต่อหญิงคนรัก

“รักกัน หึ ความรักมันทำให้กัณโง่ได้ขนาดนี้เลยเหรอ คนฉลาดเขาไม่ทำให้เรื่องความรักกลายมาเป็นปัญหาฆ่าตัวเองหรอกนะ พี่ว่ากัณพาน้องเขากลับไปดีกว่า แล้วเราค่อยหาทางออกกันอีกที”กัณติชาพยายามเกลี้ยกล่อมน้องชาย เมื่อเธอระงับอารมณ์และความรู้สึกให้เข้าสู่ภาวะปกติ แม้จะรู้ว่าไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ หญิงสาวจึงไม่อยากให้น้องชายคนเดียวทำอะไรผิดไปมากกว่านี้ ถึงเธอจะไม่ใช่พ่อแม่คน แต่ด้วยความรักที่มีต่อกัณฑีร์ทำให้เธอเข้าใจหัวอกของคนเป็นพ่อแม่ดีว่ารู้สึกเสียใจแค่ไหนกับการกระทำแบบขาดความยั้งคิดแบบนี้

“ไม่ได้หรอกครับพี่แก้ม หากผมพาวิวกลับไปผมกับวิวจะไม่ได้เจอกันอีกเพราะพ่อแม่ของวิวเขาจะส่งวิวไปอยู่ต่างประเทศ ผมไม่ยอมให้ใครมาพรากเมียและลูกผมเด็ดขาด” กัณติชามองหน้าน้องชายด้วยความคาดไม่ถึง และคิดว่าตัวเองคงจะฟังผิดไปกับความจริงอีกข้อที่ถูกเปิดเผย และเป็นความจริงที่กำลังจะทำให้อนาคตของน้องชายเธอลำบาก แต่ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังของกัณฑีร์ไม่ได้บ่งบอกว่าเขากำลังพูดเล่น

“หา...ว่าไงนะ นี่ถึงขั้น...โอย...พี่จะเป็นลม” ผู้เป็นพี่ถึงกับยกมือขึ้นตีหน้าผากตัวเอง แข้งขาอ่อนล้าไปหมด ยิ่งคำว่าลูกและเมียที่หลุดออกมาจากปากน้องชายทำให้ว่าที่คุณป้าอย่างเธอถึงกับอึ้งเพราะไม่คิดว่ากัณฑีร์จะชิงสุกก่อนห่าม

 “พี่แก้มต้องช่วยผมนะ” น้ำเสียงและแววตาเว้าวอนของน้องชายทำเอาหัวใจของเธออ่อนยวบ ไม่เคยเลยสักครั้งที่เธอจะทนต่อท่าทางแบบนี้ได้ แม้จะโกรธแสนโกรธจนเกินจะบรรยายแต่กัณติชาก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้วนอกจากทำใจยอมรับ และหาทางช่วยแก้ไขในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

เฮ้อ ! เธอได้แต่ทอดถอนใจเพราะมองเห็นปัญหาที่กำลังตามมา ครอบครัวที่เคยสงบ คงไม่สงบเหมือนเดิมนับจากวันนี้เป็นต้นไป

กัณฑีร์มองหน้าพี่สาวคนเดียวด้วยแววตาแห่งความสำนึกผิด ร่างสูงทรุดลงกับพื้น สองมือพนมยกขึ้นมาแนบหน้าอก

“ผมขอโทษนะครับพี่แก้ม ที่ก่อปัญหาให้พี่แบบนี้แต่ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ” สองมือที่วางอยู่ระหว่างอก ถูกมือบอบบางของพี่สาวจับเอาไว้ก่อนที่มันจะร่วงไปอยู่แทบเท้าของเธอ

“ไม่เอานะกัณ อย่าทำแบบนี้ ลุกขึ้น ไหนๆปัญหามันก็เกิดขึ้นมาแล้ว พาเขาไปคืนพ่อแม่เขาเถอะ ยังไงเขาก็ต้องให้เรารับผิดชอบเด็กในท้อง”กัณติชายังยืนยันความคิดเดิม

“ไม่นะครับพี่แก้ม” กัณฑีร์ปฏิเสธทันควัน

“ถ้าไม่พาลูกเขาไปคืนแล้วกัณจะทำยังไง พี่ว่ามันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างยุ่งยากขึ้นนะ”

“พี่แก้มไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะรีบหางานทำให้เร็วที่สุดจะไม่เป็นภาระของพี่แก้มเด็ดขาด”กัณฑีร์ยืนยันหนักแน่น

“นั่นเป็นสิ่งที่กัณต้องทำอยู่แล้วเพื่อให้พ่อแม่ของฝ่ายโน้นเขายอมรับในตัวกัณ ว่ากัณสามารถจะดูแลลูกและหลานของเขาได้”

“แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะสิครับพี่แก้ม พ่อกับแม่ของวิวเขาโกรธมาก แล้ว แล้วเขาก็ยังบังคับให้วิวเอาเด็กออก เพราะเหตุนี้แหละผมถึงได้พาวิวหนีมา” กัณฑีร์เล่าถึงปัญหาหนักอึ้งที่ตนเองเพิ่งได้รับมาให้พี่สาวฟัง

“ทำไมใจร้ายกันถึงขนาดนั้น หลานในไส้แท้ๆยังคิดฆ่าแกงได้ลงคอ ยังเป็นคนกันอยู่หรือเปล่า” กัณติชาโพล่งขึ้นอย่างไม่เชื่อหู เพราะไม่คิดว่ายังมีคนใจร้ายใจดำต่อเลือดในอกหลงเหลืออยู่ในสังคม

“ผมขอโทษครับพี่แก้ม ผมมันไม่ดี ผมมันเลวเป็นภาระของพี่ยังไม่พอ ยังเอาปัญหามาเพิ่มให้พี่ไม่สบายใจอีก” กัณติชามองหน้าน้องชายด้วยความสงสารจับใจ ความโกรธและโมโหก่อนหน้ามลายหายไปสิ้น เพียงแค่เห็นน้ำตาลูกผู้ชายไหลริน

“ไม่เอาน่ากัณ อย่าพูดแบบนี้กัณไม่เคยเป็นภาระของพี่ ลูกและเมียของกัณก็เป็นน้องและหลานของพี่เรามีกันแค่สองคนพี่น้องนะกัณ เราต้องรักกันสิ ถึงกัณจะเป็นอย่างไรเป็นฆาตรกรฆ่าคนตายยังไงๆกัณก็เป็นน้องชายของพี่ เป็นน้องชายที่พี่รักที่สุดเสมอ”สองพี่น้องโอบกอดกันแน่น ก่อนที่กัณฑีร์จะเป็นฝ่ายเช็ดน้ำตาให้พี่สาวอย่างเบามือ

เมื่อพูดคุยกันจนเข้าใจดีแล้ว สองพี่น้องก็จูงมือกันออกมาข้างนอก เพื่อสมทบกับวิภาดาซึ่งนั่งกระวนกระวายอยู่ตรงมุมห้องที่จัดไว้เพื่อรับแขก  เพียงแค่เห็นหน้ากัณฑีร์สาวน้อยก็วิ่งเข้ามากอดร่างสูงไว้แน่น ใบหน้างามเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาจนคนที่โอบกอดอยู่ต้องรีบเช็ดออกให้เช่นเดียวกับที่ทำให้กับพี่สาวเมื่อสักครู่

“เฮ้อ ทำไมวันนี้มีแต่สาวๆขี้แยมาให้กัณเช็ดน้ำตาก็ไม่รู้”กัณฑีร์รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นเมื่อพี่สาวให้อภัยในสิ่งที่เขาได้ก่อขึ้น มิหนำซ้ำยังคอยให้กำลังใจเขาอีก กัณติชามองสองหนุ่มสาวที่ยืนกอดกันอย่างมีความสุข ต่อไปนี้กัณฑีร์ไม่ใช่หนุ่มน้อยที่เธอต้องคอยเป็นห่วงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่เป็นกัณฑีร์คนใหม่ที่มีความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

ภาพแห่งความรักของน้องชายที่แสดงออกต่อคนรักทำให้กัณติชาทำได้เพียงแต่คอยภาวนาให้ทั้งสองคนผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้  โดยที่พี่สาวอย่างเธอจะเป็นคนอยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนให้คนทั้งคู่ผ่านพ้นปัญหา และเป็นคนที่ยืนมองความสุขของน้องในวันข้างหน้า

หญิงสาวปล่อยให้กัณฑีร์และวิภาดาได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง ส่วนตนเองก็เลี่ยงออกมาด้านนอกก่อนจะกดโทรศัพท์มือถือหา อนุรักษ์ เพื่อนสนิทในวัยเด็กที่ตอนนี้แต่งงานมีครอบครัวแล้วย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก  เธอยืนฟังเพลงรอสายที่อีกฝ่ายตั้งเอาไว้ด้วยใบหน้ายิ้มๆกับเสียงเพลงลูกทุ่งยอดฮิต ก่อนจะกรอกเสียงลงไปเมื่อเพื่อนรักรับสาย

“สวัสดีจ้ะ นุ นี่แก้มเองนะ”กัณติชารีบรายงานตัว

“จ้า นุจำได้นา ชื่อโชว์หราอยู่เนี่ย” คนปลายสายพูดแซว

“จำได้ก็ดีแล้ว แก้มนึกว่า นุ จะลืมเพื่อนคนนี้ซะแล้ว ไม่ได้โทรหาตั้งหลายวัน” กัณติชาถามงอนๆ

“โถ ใครจะกล้าลืมเพื่อนรัก และแสนดีอย่างคุณกัณติชาได้ลงคอ แล้วแก้มเป็นไงบ้างสบายดีหรือเปล่า” อนุรักษ์ถามกลับมาด้วยความห่วงใยเพราะความที่เป็นเพื่อนกันมานานอีกทั้งยังเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกันทำให้เพื่อนซี้ต่างเพศทั้งสองคนจึงสนิทสนมและเข้าอกเข้าใจกันมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ

“แก้ม ก็เรื่อยๆจ้ะ” กัณติชาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงปนเศร้าจนอนุรักษ์จับความรู้สึกนั้นได้

“แก้มมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ฟังเสียงไม่ค่อยดีเลย มีอะไรก็บอกนุได้นะ” ความห่วงใยและเอื้ออาทรของเพื่อนที่มีมาอย่างเสมอต้นเสมอปลายทำให้กัณติชาซาบซึ้งใจยิ่งนัก

“มีนิดหน่อย  คือ แก้มมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือจากนุ น่ะจ้ะ”หลังจากลังเลอยู่สักครู่กัณติชาจึงเอ่ยปากบอกเพื่อนรักไปทันที

“แก้มมีอะไรว่ามาเลย ไม่ต้องเกรงใจนะ นุยินดีช่วยเต็มที่” อนุรักษ์บอกอย่างกระตือรือร้น เมื่อเพื่อนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อมาให้กัณติชาจึงไม่ปฏิเสธความหวังดีนั้น พร้อมกับตัดสินใจเล่าเรื่องราวต่างๆของกัณฑีร์ให้กับคนแดนไกลได้รับทราบ

“อ๋อ ! เป็นอย่างนี้นี่เอง กัณมันเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราคงต้องปล่อยให้เขาไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง จะสุขหรือทุกข์เขาสองคนต้องช่วยกันฝ่าฟัน เราทำได้แค่คอยดูและช่วยเหลือพวกเขาแบบนี้แหละ ไม่ต้องคิดมากนะ นุยินดีจะช่วยแก้มเต็มที่ จะมาเมื่อไหร่ก็บอก นุจะได้ให้แอนเขาเตรียมบ้านพักไว้ให้” อนุรักษ์รู้ดีว่ากัณติชาเป็นคนอย่างไร หากไม่มีอะไรที่หนักหนาจริงๆหญิงแกร่งคนนี้จะไม่มีทางขอความช่วยเหลือจากใครเด็ดขาด

“ขอบคุณนุมากเลยนะ แก้มไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครเลยจริงๆ” กัณติชาบอก ด้วยความเกรงใจ ใบหน้านวลคลายความกังวลลงไปมากเมื่อสามารถคิดหาทางรับมือกับปัญหาที่คาดว่าจะต้องมาถึงในไม่ช้านี้ได้แล้ว

“ไม่เป็นไรหรอกแก้ม ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่ ถ้าเพื่อนไม่ช่วยเพื่อนยามที่เพื่อนเดือดร้อน แล้วเราจะมีเพื่อนไว้ทำไมล่ะจริงมั้ย  แก้มไม่ต้องคิดมากนะ นุคิดว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้นายกัณรู้จักรับผิดชอบชีวิตของตัวเองมากขึ้นและต้องผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้แน่นอน” อนุรักษ์พูดตามที่เขาคิด เพราะชายหนุ่มเองก็รู้จักกัณฑีร์มาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้เขาพอจะรู้อุปนิสัยของน้องชายเพื่อนรักคนนี้อยู่บ้าง

“จ้ะ ขอบคุณมากนะนุ งั้นแก้มรบกวนแค่นี้ก่อนนะถ้ามีอะไรคืบหน้าแก้มจะโทรหานุอีกที”

“ได้ แล้วนุจะรอ” วางสายจากอนุรักษ์แล้วกัณติชาก็รีบออกไปดูงานหน้าร้านต่อเพราะลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นกลัวว่า เด็กๆในร้าน จะทำกันไม่ทัน


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ถึงเขาจะร้ายแค่ไหน เธอก็จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่ตัวเองรัก"

panrampai


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha