หนี้รักเทพบุตรร้าย

โดย: สลิลฉัตร



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : เด็กกำพร้าในบ้านหลังใหม่ 35%


ตอนต่อไป




เกล็ดหิมะ, หิมะ, หิมะตก, ฤดูหนาว, เย็น



 

 

ณ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้านใจอารีย์

สถานรับเลี้ยงเด็กหญิงกำพร้าจากทั่วสารทิศที่ถูกส่งมาให้ทางมูลนิธิดูแล ไม่ว่าจะเป็นเด็กแรกเกิดที่มารดาทอดทิ้งไว้ในโรงพยาบาล หรือเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิตแล้วทางหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐส่งมาให้ทางมูลนิธิดูแล ตลอดทั้งเด็กเร่ร่อนที่ทางเจ้าของมูลนิธิอย่างคุณอารีย์ หญิงสาววัยกลางคนผู้ซึ่งเคยเป็นนักสังคมสงเคราะห์ จนกลายมาเป็นเจ้าของบ้านใจอารีที่รับเด็กหญิงกำพร้าเข้ามาดูแลภายใต้ชายคาบ้านเกือบแปดสิบคน

            “ทางเราต้องขอขอบคุณคุณศาสตร์และคุณมณีมาศมากเลยนะคะ สำหรับความเมตตาที่มีให้บ้านใจอารีกับเด็กๆทุกคนที่นี่” เจ้าของมูลนิธิสูงวัยกล่าวขอบคุณสองสามีภรรยาที่คอยให้ความเหลือด้านทุนทรัพย์กับทางมูลนิธิด้วยดีเสมอมา

            “ไม่ต้องขอบคุณเราทั้งสองหรอกคุณอารีย์ เราสองสามีภรรยาเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่อยากช่วยเด็กๆ พวกนี้บ้างก็เท่านั้น” คุณศาสตร์พูดตามความรู้สึกเฉกเช่นทุกครั้งที่มาที่นี่

            หลังจากมอบทุนให้กับทางมูลนิธิเรียบร้อยแล้ว สองสามีภรรยาจึงเดินเยี่ยมเยียนและแจกขนมให้กับเด็กกำพร้าที่นั้น ด้วยความรู้สึกสงสารและเอ็นดูบรรดาเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง

            เด็กๆ ทยอยกันมารับของแจกจากสองสามีภรรยาอย่างเป็นระเบียบ และบรรดาในกลุ่มเด็กกำพร้าที่ทำให้คุณมณีมาศและคุณศาสตร์นั้นรู้สึกนึกเอ็นดูเป็นพิเศษ จนต้องถามกับผู้ดูแลว่าเด็กหญิงดวงตากลมโตเป็นประกาย ผมเปียที่ถูกถักอย่างเป็นระเบียบทั้งสองข้างระบ่าไหล่รับกับใบหน้าเรียวรูปไข่ ผิวพรรณสะอาดสะอ้านดูต่างจากเด็กทุกคนในนี้

            “เด็กผู้หญิงที่ไว้ผมเปียนั่นชื่ออะไรหรือคะคุณอารีย์” คุณมณีมาศเอ่ยถามผู้ดูแลมูลนิธิด้วยความรู้สึกเอ็นดูและถูกชะตาเด็กคนนี้ยิ่งนัก

            “ชื่อ น้องมีนค่ะ ชื่อจริงมีนารินทร์”

          หลังจากตอบคุณมณีมาศแล้ว ผู้ดูแลบ้านใจอารีก็เรียกเด็กสาวให้มายกมือไหว้ผู้มีอุปการะทั้งสองด้วยท่าทางที่นอบน้อม ดูเรียบร้อยเหมือนมีการอบรมมาอย่างดี

            “หนูชื่อมีนหรือจ๊ะ อายุเท่าไหร่แล้วคะ” คุณมณีมาศถามเด็กน้อยด้วยท่าทีอ่อนโยน

            “ค่ะ หนูมีนารินทร์ค่ะ อายุเจ็ดขวบค่ะ” เด็กสาวตอบอย่างฉะฉานพร้อมกับยิ้มพราวดูสดใสสมวัย จนคุณมณีมาศตัดสินใจสอบประวัติเด็กสาวกับเจ้าของมูลนิธิ เพื่อแจ้งความจำนงในการขอเด็กสาวไปอุปการะในฐานะบุตรบุญธรรม แม้ว่าทั้งสองสามีภรรยาจะมีลูกสาวที่น่ารักอยู่แล้วอีกคนก็ตาม

 

สิบห้าปีผ่านไป

ป้ายขนาดใหญ่หน้ามหาวิทยาลัยมีชื่อของรัฐขึ้นข้อความแสดงความยินดีแก่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา บรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีของครอบครัวที่มาร่วมยินดีกับเหล่าบัณฑิตในวันสำเร็จการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นก้าวสู่ชีวิตใหม่นอกรั้วมหาวิทยาลัย

 “มีนกราบขอบคุณทั้งสองที่เลี้ยงดูมีนามาเป็นอย่างดีทั้งๆ ที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ” หญิงสาวในชุดครุยรับปริญญาก้มลงกราบเท้าพ่อแม่บุญธรรมด้วยความสำนึกในบุญคุณที่ส่งเสียเลี้ยงดูเธอมาเป็นอย่างดี

            สองสามีภรรยาประคองไหล่บุตรสาวบุญธรรมให้ลุกขึ้น ก่อนจะลูบศีรษะอย่างเอ็นดูและชื่นชมในความสำเร็จ

            “พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวหนูจริงๆ”

ในขณะที่กำลังซาบซึ้งและอิ่มสุขกันอยู่นั้น บุตรสาวคนโตของบ้านก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับช่อดอกไม้หอบใหญ่เพื่อยินดีกับน้องสาวบุญธรรมที่เธอรักเหมือนน้องแท้ๆ ก็ไม่ปาน

“ลืมพี่สาวคนนี้เลยสินะยัยมีนาอย่างนี้มันน่าตีนัก ยินดีด้วยนะจ๊ะ บัณฑิตใหม่คหกรรมศาสตร์”

เมยาวีบุตรสาวคนโตของบ้านโชติหัตถกิจ เป็นหญิงสาวคล่องแคล่วตามแบบฉบับสาวยุคใหม่ที่มีความมั่นใจในตัวเองออกจะดื้อรั้นไม่ยอมใคร ซึ่งตรงข้ามกับมีนารินทร์อย่างสิ้นเชิง

“ขอบคุณค่ะพี่เม” สองสาวพี่น้องกอดกันอย่างรักใคร่ท่ามกลางสายตาของบุพการีทั้งสองที่รู้สึกยินดีที่โชคดีเหลือเกิน ความรักที่บุตรสาวทั้งสองรักกันอย่างแม้จะไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมา

 

รถยนต์สปอร์ตสีขาวดีไซน์โฉบเฉี่ยวเลี้ยวเข้าสู่อาณาจักรสุดหรูของกิจจานุพงษ์ หรือ เคเจพี กรุ๊ป ซึ่งเหล่าบรรดานักธุรกิจด้านโรงแรมและรีสอร์ทต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดีว่าคุณภาวัฒน์ กิจจานุพงษ์ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจด้านนี้มานับสิบปีจนประสบความสำเร็จ

“ไงล่ะเจ้าคิน ได้เรื่องหรือเปล่า” คุณภาวัฒน์ถามบุตรชายคนโตที่ก้าวลงจากรถด้วยท่าทีเหนื่อยใจ

“เหมือนเดิมป๊า เจ้าพีมันดื้อแพ่งตามเดิม” ชายหนุ่มแต่งกายภูมิฐานด้วยเสื้อผ้ายี่ห้อหรูแบรนด์ดัง ด้วยความที่เป็นคนเจ้าระเบียบและพิถีพิถันตามแบบฉบับนักธุรกิจใหม่ไฟแรง แถมยังมีดีกรีทายาทอันดับหนึ่งของอาณาจักรกิจจานุพงษ์กรุ๊ปพ่วงท้ายอีกต่างหาก จึงทำให้อนาคิน กิจจานุพงษ์เป็นที่หมายปองของเหล่าบุตรสาวไฮโซหรือแม้แต่ดารานางแบบก็ล้วนแต่หมายตาเขาไม่แพ้กัน

“งั้นป๊าจะส่งมันไปอยู่ปราณบุรีให้มันดูแลรีสอร์ทที่นั่น ดูซิว่าถ้ามันห่างเพื่อนบ้าๆ ของมันแล้วจะทำให้มันเลิกฝันจะเป็นนักดนตรีบ้าบออะไรนั้นอีกหรือเปล่า” คุณภาวัฒน์พูดอย่างหัวเสียที่บุตรชายคนเล็กของบ้านอย่างภิยวัฒน์ที่หาได้สนใจสืบทอดธุรกิจที่เขาอุตส่าห์สร้างสมมาทั้งชีวิต แต่ชายหนุ่มกลับมุ่งมั่นที่จะเป็นนักดนตรีและนักแต่งเพลงซึ่งทำให้หัวอกคนเป็นพ่อถึงกับทนไม่ได้

“มันจะไม่ง่ายอย่างนั้นสิป๊า ผมกลัวว่ามันจะยิ่งเตลิดไปไกลกว่าเดิมล่ะสิไม่ว่า” ชายหนุ่มบอกผู้เป็นบิดาที่มีสีหน้าหนักใจยิ่งเมื่อพูดถึงภิยวัฒน์บุตรชายคนเล็กของตระกูล

“มันต้องรอให้ฉันตายหรือยังไง ถึงจะเลิกบ้ากับไอ้งานบ้าบอพวกนั้น” คุณภาวัฒน์พูดอย่างหัวเสียก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในบ้านเพื่อกดโทรศัพท์จัดการบุตรชายคนเล็กด้วยตัวเอง เพื่อต้องการยื่นคำขาดให้ชายหนุ่มกลับมาสานต่อกิจการที่เขาอุตส่าห์สร้างสมมา แต่ยังไม่ทันที่คุณภาวัฒน์จะได้ทำดังที่ตั้งใจเพราะคุณน้ำเพชรผู้เป็นภรรยาและเป็นมารดาที่รักและตามใจลูกชายมากกว่าใครๆ โดยเฉพาะภิยวัฒน์

“คุณให้เวลาตาพีบ้างสิคะ แกเพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศก็อาจจะต้องปรับตัวบ้าง เอะอะคุณก็จะให้ลูกทำตามใจคุณทุกอย่างมันจะไม่มากเกินไปหรือคะ” ผู้เป็นภรรยาให้ท้ายบุตรชายอย่างมีเหตุผล

“แล้วทำไมไอ้เจ้าคินไม่เห็นต้องปรับตัวอะไร กลับมาก็มาช่วยงานที่บริษัทได้ทันที” คุณภาวัฒน์ยังไม่ลดละที่จะเอาชนะผู้เป็นภรรยาที่หันมาค้อนขวับอย่างไม่พอใจ

“ใช่สิ ตาคินน่ะมันลูกคุณมันถึงยอมทำตามใจคุณทุกอย่าง ไม่เหมือนตาพีที่เป็นลูกฉัน” คุณน้ำเพชรพูดน้ำสียงกระเง้ากระงอด จนผู้เป็นสามีและบุตรชายคนโตถึงกับมองหน้ากันอย่างพอจะรู้ว่าเถียงไป สุดท้ายก็สู้คุณน้ำเพชรผู้ซึ่งกุมอำนาจของบ้านไว้ไม่ได้อีกตามเคย


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนผลงานนะคะ นักอ่านคือแรงใจของนักเขียน"

สลิลฉัตร


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha