หนี้รักเทพบุตรร้าย

โดย: สลิลฉัตร



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : เหตุแห่งเงื่อนไข 70%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป



หิมะ, ฤดูหนาว, เย็น, สีขาว, ภูมิทัศน์




“มันเป็นเรื่องจริง หรือคุณจะเถียง” สายตาคมหรี่มองใบหน้าหวานที่แดงก่ำด้วยความโมโหอย่างนึกขบขันในใจใบหน้าหวานง้ำงออย่างเห็นได้ชัด

“ขอบคุณนะคะสำหรับคำสัมภาษณ์” เมยาวีลุกพรวดพร้อมกับคว้ากระเป๋าใส่กล้องแสนหนัก โดยไม่ลืมฉวยเครื่องบันทึกเสียงที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างเร็วด้วยความโกรธกรุ่น ก่อนจะเปิดประตูแล้วก้าวออกไปในทันที แม้ว่าแท้จริงแล้วงานของเธอจะยังไม่เสร็จสิ้นก็ตาม

ฮึ เมยาวี ขี้โมโห ฉุนเฉียวแต่ดูคล่องแคล่วปราดเปรียว ผู้บริหารหนุ่มคิดถึงท่าทีของสาวมั่นที่เพิ่งจะออกจากห้องเขาไปด้วยความรู้สึกชื่นชม เพราะไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่จะกล้าเสียงดังใส่เขาทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก

สาวมั่นกระฟัดกระเฟียดเดินจ้ำอ้าวกลับมายังรถของบริษัทที่จอดรอเธออยู่ด้านล่าง เมยาวีวางกระเป๋าอุปกรณ์ลงบนกระโปรงรถโครมใหญ่จนคนที่นั่งรอถึงกับตกใจ

“เป็นไรของแกไอ้เม” รุ่นพี่หนุ่มร่างท้วมที่ตามหญิงสาวมาด้วยนั้นถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าบูดบึ้งไม่สบอารมณ์ของหญิงสาว

“กลับไปแล้วจะเล่าให้ฟัง ตอนนี้กลับบริษัทก่อน ขืนอยู่นานเมได้กระแทกหน้าใครบางคนแน่” ร่างบางเปิดประตูรถก่อนจะก้าวเข้าไปนั่งด้านใน ชายหนุ่มรุ่นพี่ร่างท้วมยกกระเป๋ากล้องเข้าไปวางไว้บนเบาะด้านหลังคนขับก่อนจะก้าวเข้ามานั่งประจำที่ตำแหน่งสารถี เพื่อเตรียมพร้อมขับเคลื่อนเครื่องยนต์ออกไปจากหน้าบริษัท เคเจพี กรุ๊ป

 

รถมินิคูเปอร์สีดำมันเงาขับเลี้ยวเข้าสู่คฤหาสน์กิจจานุพงษ์ ทันที่ที่เครื่องยนต์ดับสนิท ร่างสูงโปร่งของบุตรชายคนเล็กแห่งตระกูลกิจจานุพงษ์ที่ก้าวเข้าด้านคฤหาสน์ด้วยสีหน้าและท่าทางเหนื่อยหน่ายดังเช่นทุกครั้งที่ชายหนุ่มก้าวเข้าบ้าน

ภิยวัฒน์ยกมือไหว้คุณน้ำเพชรผู้เป็นมารดาที่นั่งเอนหลังอยู่ในห้องรับแขกอย่างนอบน้อม ร่างท้วมของหญิงวัยกลางคนสวมกอดชายหนุ่มด้วยความดีใจ เพราะคุณน้ำเพชรเฝ้าเป็นห่วงบุตรชายอยู่ทุกวี่วันหลังจากชายหนุ่มหนีไปปลีกวิเวกที่เกาะล้านมาเกือบเดือน

“เป็นยังไงบ้างตาพี” คุณน้ำเพชรถามชายหนุ่มพลางลูบศีรษะอย่างรักใคร่

“ผมสบายดีครับแม่ ขอโทษที่ทำให้แม่ต้องเป็นห่วง” ชายหนุ่มพูด น้ำเสียงเศร้าแววตาฉายชัดอย่างขอลุแก่โทษผู้เป็นมารดา

“ไม่เป็นไรลูก แค่พีกลับมาแม่ก็ดีใจแล้ว” ผู้เป็นมารดาลูบศีรษะทุยที่ปกคลุมด้วยผมดำดกหนาของบุตรชาย

ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ผู้เป็นมารดา ชายหนุ่มรู้ดีว่าผู้หญิงเพียงคนเดียวที่รักและเข้าใจว่าเขาต้องการอะไรคือคุณน้ำเพชร เพราะท่านไม่เคยบังคับหรือขีดเส้นตีกรอบให้เขาทำในสิ่งที่ขัดต่อความเป็นตัวตนและความรู้สึก

หลังจากคุยกับมารดาจนหายคิดถึง ชายหนุ่มนัยน์ตาเศร้าก็ขอตัวขึ้นไปพักผ่อนก่อนจะถึงเวลาอาหารมื้อเย็นที่ทุกคนในครอบครัวจะรวมตัวกัน และเขาต้องเผชิญหน้ากับคุณภาวัฒน์ ผู้ซึ่งกำหนดกฎเกณฑ์ชีวิตเขาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งทุกวันนี้

ภิยวัฒน์เปิดประตูห้องตนเองหลังจากที่ไม่ได้เห็นมานานเกือบเดือน สภาพห้องยังเหมือนเดิม เตียงกว้างที่คลุมด้วยผ้าปูสีกาแฟตัดกับสีครีมของผนังห้องและผ้าม่าน โต๊ะทำงานสีขาวที่ยังมีกระดาษโน้ตเพลงวางอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะทำงานที่รายเรียงไปด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายสุดโปรดอย่างกีตาร์โปร่งและกีตาร์ไฟฟ้า ที่ชายหนุ่มมักจะหยิบขึ้นมาเล่นเวลาที่เขาครึ้มใจแต่งเพลงหรือแม้แต่เวลาที่เขารู้สึกเหงา

ร่างสูงล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียงกว้างกลางห้องอย่างอ่อนเพลียจากการเดินทาง ยิ่งคิดถึงตอนเย็นที่ต้องเจอกับบิดาด้วยแล้วภิยวัฒน์ก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยใจ มือหนาหยิบโทรศัพท์มือถือคู่กายดังเสมือนของสำคัญที่ชายหนุ่มต้องมีติดตัวอยู่เสมอตามที่ผู้เป็นบิดาของเขาสั่ง ทั้งที่ใจจริงชายหนุ่มอยากจะขว้างมันทิ้งทุกครั้งที่บิดาของเขาโทรมาถามว่าเขาอยู่ที่ไหนทำอะไร หรืออยู่กับใคร ออกจากกระเป๋ากางเกงยีนสีซีด ก่อนจะกดเบอร์โทรหาศิณธูร์เพื่อนสนิทของเขา

“นายอยู่ไหนหรือศิณ” น้ำเสียงทุ้มปนเศร้าถามเพื่อนในสาย

อยู่ที่ห้องซ้อมดนตรีที่บ้านนี่แหละ นายหายไปไหนมาไม่โทรมาส่งข่าวคราวให้เพื่อนฝูงรู้บ้าง” ศิณธูร์เพื่อนสนิทตั้งแต่เรียนมหาลัยปีหนึ่ง ด้วยความที่ชื่นชอบดนตรีเหมือนกันเลยทำให้สนิทกันเหมือนคนที่พูดภาษาเดียวกัน

“ไปพักสมองมานิดหน่อย ว่าแต่พรุ่งนี้นายว่างหรือเปล่าฉันว่าจะแวะไปหาที่บ้าน” ชายหนุ่มถามเพื่อความแน่ใจเพราะรู้ดีว่าปกติเพื่อนจะไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน ถ้าไม่นึกครึ้มอกครึ้มใจอยากซ้อมดนตรีหรือว่าต้องเร่งทำงานส่งต้นสังกัด ศิณธูร์ก็มักจะอยู่ไม่ค่อยเป็นที่เท่าใดนัก ดังนั้นชายหนุ่มต้องถามเพื่อความแน่ใจ

“ว่าจะเข้าบริษัท แต่ถ้านายจะมาเดี๋ยวฉันค่อยไปวันหลังก็ได้” ชายหนุ่มบอกกับเพื่อน รู้ดีกว่าหากภิยวัฒน์ปลีกวิเวกนั่นก็แสดงว่าเพื่อนของเขาต้องมีปัญหากับทางบ้านแน่นอน

“พรุ่งนี้สายๆ เจอกัน” ชายหนุ่มวางสายหลังจากนัดเพื่อนนักดนตรีและนักแต่งเพลงมือใหม่ไฟแรงอย่างศิณธูร์วางเครื่องมือสื่อสารตัวบางลงข้างกาย หลับตาเพื่อพักผ่อนชั่วขณะ แต่ดูเหมือนความวุ่นวายจะมาเร็วกว่าที่ภิยวัฒน์คิดไว้เมื่อเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเป็นระยะ      

ก๊อกๆๆ!!

ร่างสูงถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงไปเปิดประตู ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อยที่ถูกรบกวนเวลาส่วนตัว

“มีอะไรหรือ” ชายหนุ่มถามเสียงเรียบ สีหน้าไร้ซึ่งการแสดงออกถึงอารมณ์ มีเพียงแววตาที่ฉายชัดถึงความหงุดหงิดจนเด็กรับใช้ที่ขึ้นมาตามชายหนุ่มออกอาการหวาดเกรง

“คือ คุณหญิงท่านให้มาตามคุณพีไปทานของว่างน่ะค่ะ” เด็กรับใช้นั่งคุกเข่าไม่กล้ามองหน้าคุณชายคนเล็กของบ้าน ผู้ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวและออกจะนิ่งขรึมไม่ค่อยพูดจา ต่างจากผู้เป็นพี่ชายที่จะยิ้มแย้มเป็นกันเองไม่ค่อยตีหน้านิ่งเหมือนผู้เป็นน้องชาย

“อืม เดี๋ยวฉันลงไป” ชายหนุ่มตอบเพียงสั้นๆ แล้วปิดประตูห้องตามเดิม

รถเบนซ์กลางเก่ากลางใหม่ของคุณศาสตร์เจ้าของร้านเอสซีเคเจมส์ เลี้ยวเข้าลานจอดรถของตลาดหลักทรัพย์ที่กลายเป็นสถานที่ประจำ หลังจากนำเงินส่วนตัวที่พอมีในบัญชีมาลงทุนจนได้กำไรกลับไป จึงทำให้คุณศาสตร์รู้สึกย่ามใจ ในครั้งนี้เขานำเงินในบัญชีส่วนตัวทั้งหมดมาทุ่มกับการเล่นหุ้น โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือหลุมพราง

 “สวัสดีครับท่าน” ศักดิ์ชาย โบรกเกอร์วัยสามสิบซึ่งเป็นเพื่อนกับนายมานพและทำงานเป็นโบรกเกอร์มาหลายปี ยกมือไหว้คุณศาสตร์เหยื่อรายใหม่ที่นายมานพส่งมาให้เชือด

“ฉันกำลังมองหาอยู่เลย วันนี้มีหุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจบ้าง” คุณศาสตร์ถามชายหนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าคอยแนะนำข้อมูลให้กับนักลงทุนที่เข้ามาเสี่ยงเพื่อแสวงหากำไรหรืออาจจะหมดตัวได้ในพริบตา

“ขึ้นอยู่กับงบประมาณท่านครับว่าจะทุ่มเท่าไร” นายศักดิ์ชัยหยั่งเชิงหลังจากขุดหลุมพรางให้เหยื่อตายใจมาแล้วสองครั้ง

“วันนี้ฉันทุ่มหมดบัญชี น่าจะได้เกือบสิบสองล้าน” คุณศาสตร์พูดอย่างมั่นใจ หลังจากนำโฉนดที่ดินของบ้านที่อาศัยอยู่ทุกวันนี้ไปวางไว้กับทางธนาคาร เพื่อนำเงินที่ได้มาเสี่ยงลงทุนในครั้งนี้

 “งั้นท่านรอผมสักครู่นะครับผมจะเอาข้อมูลของหุ้นตัวต่างๆที่น่าสนใจมาให้ท่านครับ” โบรกเกอร์เจ้าเล่ห์ถึงกับยิ้มมุมปากที่จะได้เคี้ยวหมูที่ตุ๋นจนเปื่อย ศักดิ์ชายปลีกตัวออกมาเพื่อโทรบอกนายมานพว่าหมูเดินมาให้เชือดตามที่คิดไว้

“ฉันเองนะ ตอนนี้เจ้านายแกมาให้ฉันเชือดตามที่แกคิดไว้จริงๆ เอาไงวะจะเชือดรวดเดียวหมดหรือค่อยๆ เชือดอย่างปรานี” ศักดิ์ชายนายหน้าตลาดหุ้นเจ้าเล่ห์ถามเพื่อน

“เชือดรวดเดียวไม่ต้องเลี้ยง เพราะฉันก็จะไม่อยู่แล้ว เพราะทุกอย่างกอบโกยเข้าบัญชีฉันเกือบหมด จะเหลือก็แต่สินค้าชิ้นเล็กๆ ถือว่าให้มันพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง” น้ำเสียงฉายถึงความอำมหิตของนายมานพทำเอานายหน้านักเล่นหุ้นถึงกับขนลุก ไม่คิดว่าเพื่อนเขาจะชั่วได้ใจขนาดนี้

หลังจากวางสายแล้ว นายหน้าเจ้าเล่ห์ก็นำเอกสารหุ้นตัวที่มีกระแสความผันผวนไปแนะนำให้กับคุณศาสตร์เพื่อหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อ

“ขอโทษครับที่ให้ท่านรอ อันนี้เป็นเอกสารหุ้นในกลุ่มต่างๆ เพื่อให้ท่านได้ดูข้อมูลก่อนตัดสินใจ” ศักดิ์ชายส่งเอกสารข้อมูลของหุ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นหุ้นที่มีการผันผวนทั้งสิ้น เรียกว่านักเล่นหุ้นที่คลุกคลีมาในวงการนี้คงไม่กล้าเสี่ยงเป็นแน่

“ฉันให้ศักดิ์ชายแนะนำดีกว่า น่าจะได้ข้อมูลที่แม่นยำ” คุณศาสตร์บอกโบรกเกอร์หนุ่มด้วยความเชื่อใจ หลังจากที่เขาได้กำไรจากการแนะนำของศักดิ์ชายครั้งก่อน สร้างความเชื่อมั่นให้กับคุณศาสตร์ไม่น้อย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนผลงานนะคะ นักอ่านคือแรงใจของนักเขียน"

สลิลฉัตร


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha