หนี้รักเทพบุตรร้าย

โดย: สลิลฉัตร



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 7 : ทดแทนบุญคุณ 35%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป



เย็น, หิมะ, ต้นไม้, สีขาว, ฤดูหนาว





หญิงสาวร่างบางมาดมั่นอย่างเมยาวี ก้าวลงจากรถญี่ปุ่นที่ใช้เป็นยานพาหนะคู่กายตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยจนได้ทำงานที่นิตยสารวันแมนบิสซิเนส ทันทีที่ก้าวเข้าบ้าน หญิงสาวก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารมื้อเย็นฝีมือน้องสาวบุญธรรมที่กำลังง่วนอยู่ในครัว

“เย็นนี้มีอะไรกินบ้างจ๊ะแม่ครัวใหญ่” สาวมั่นตามกลิ่นหอมของอาหารเข้ามาในครัว ก่อนจะเอ่ยปากถามน้องสาวบุญธรรมอย่างมีนารินทร์ที่กำลังปรุงรสชาติแกงจืดในหม้อต้มใบย่อมที่ตั้งอยู่บนเตา

 “มีปลาสามรส แกงจืดเต้าหู้แล้วก็ผักผักรวมมิตรของโปรดพี่เมด้วยค่ะ” หญิงสาวหันมาแจงรายการอาหารของมื้อเย็นให้ผู้เป็นพี่สาวได้น้ำลายสอ

“สงสัยน้ำหนักพี่คงได้ขึ้นอีกแน่งานนี้” เมยาวีพูดอย่างติดตลก แล้วเดินเข้าไปโอบกอดพร้อมกับหอมแก้มมารดาที่เดินลงมาจากชั้นบนอย่างประจบ ก่อนจะเดินไปยังห้องของตนเองเพื่อทำธุระส่วนตัว

“พี่สาวเรานี่ไม่รู้จักโตจริงๆ เลยนะยัยมีน” คุณมณีมาศบ่นอย่างไม่ไม่จริงจังนัก

“ว่าแต่วันนี้ทำไมคุณพ่อยังไม่กลับมาสักทีนะคะ เลยเวลามาพักใหญ่แล้ว” มีนารินทร์เหลือบตามองดูเวลาบนผนังห้องที่บอกเวลาใกล้จะหนึ่งทุ่มแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีทีท่าว่าคุณศาสตร์จะกลับสักที

เวลาล่วงเลยมาจนสองทุ่ม เสียงรถเจ้าบ้านโชติหัตถกิจก็เลี้ยวเข้ามาเทียบบริเวณหน้าบ้าน ก่อนจะก้าวออกจากรถด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด จนทุกคนในบ้านถามด้วยความสงสัยและเป็นห่วงไม่ได้

“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณ ดูสีหน้าไม่ดีเลย” คุณมณีมาศถามสามีที่เดินตรงดิ่งเข้าห้องส่วนตัวแล้วปิดประตู ซึ่งผิดวิสัยคุณศาสตร์ที่จะชอบคุยเล่นสนุกสนานกับครอบครัว ยิ่งอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาด้วยแล้วยิ่งเป็นเวลาแสนสุขของคุณศาสตร์ก็ว่าได้ ทั้งสามยืนมองประตูห้องของบ้านโชติหัตกิจด้วยความห่วงใย

“ดูคุณพ่อเครียดๆ นะคะ เมว่าท่านอาจจะมีอะไรต้องการคิดอะไรเงียบๆ ก็ได้ค่ะ” บุตรสาวคนโตของบ้านบอกกับผู้เป็นมารดาและน้องสาวบุญธรรมเพื่อให้คลายกังวล

 

คุณศาสตร์ ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงด้วยความรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ในใจเฝ้าโทษตัวเองถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจนแทบตั้งตัวไม่ทัน จากที่ไม่เคยมีหนี้สินกลับกลายเป็นคนที่มีหนี้จากการจำนองบ้านเป็นสิบๆ ล้านภายในวันเดียว ยังไม่นับรวมหนี้ที่เขาหลงไว้ใจให้คนหน้าเนื้อใจเสือดูแลกิจการจนต้องมีหนี้สินติดค้างชำระอีกเกือบสิบล้านบาท และที่สำคัญภายในสามวันนี้จะหาเงินหนึ่งล้านเจ็ดแสนจากที่ไหนไปคืนคุณหญิงรุจา

ไม่น่าเลย ไม่น่าไปหลงเชื่อแกเลยมานพมือหนาที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของวัยห้าสิบกว่ากำผ้าปูที่นอนแน่นอย่างแค้นเคือง

 

ประธานบริษัท เคเจพี กรุ๊ป ก้าวออกจากห้องทำงาน ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรมเดอะแกรนด์เคเจพีด้วยสีหน้าดีใจ เมื่อรู้ข่าวการกลับมาของบุตรชายคนเล็ก เพราะใจจริงคุณภาวัฒน์รักและเป็นห่วงภิยวัฒน์มาก จนกลายเป็นดูเหมือนกะเกณฑ์ขีดเส้นการดำเนินชีวิตของชายหนุ่มมากจนเกินไป ทำให้บางครั้งดูเหมือนจะเผด็จการ

“อ้าวป๊า ผมว่าจะขึ้นไปหาที่ห้องทำงานอยู่พอดี” อนาคินกล่าวทักบิดา ขณะก้าวออกจากลิฟต์มาเจอกับคุณภาวัฒน์ที่ยืนรอลิฟต์อยู่พอดี

“แกมีอะไร ฉันจะรีบกลับบ้าน ไอ้น้องชายหัวดื้อของแกมันกลับมาแล้ว ฉันเลยว่าจะไปดูมันซะหน่อย”

อนาคินมองดูท่าทีร้อนรนของผู้เป็นบิดาเพราะอยากพบภิยวัฒน์แล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าจริงๆ แล้วบิดารักน้องชายของเขามากแค่ไหน

“เปล่าครับผมแค่จะมาถามป๊าว่าจะกลับพร้อมผมเลยหรือเปล่า แต่ดูท่าผมจะช้าไปกว่าใจป๊าที่ป่านนี้คงถึงบ้านก่อนแล้วใช่ไหมครับ” อนาคินกระตุกอารมณ์ผู้เป็นบิดาที่ก้าวเข้าลิฟต์ โดยที่ชายหนุ่มก็เดินตามหลังเข้าไปด้านในด้วยเช่นกัน

“แกจะพูดแหย่ให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดทำไมเจ้าคิน” ประธานบริษัท เคเจพี กรุ๊ป แสร้งเอ็ดบุตรชายคนโตเพื่อกลบเกลื่อนอาการดีใจ

ติ๊ง!

เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นพร้อมกับประตูอัตโนมัติเปิดออก สองผู้บริหารต่างวัยก้าวพ้นออกจากลิฟต์เดินตรงไปยังรถยนต์หรูแบรนด์ยุโรปที่จอดอยู่คู่กัน

“เดี๋ยวเจอกันที่บ้านนะครับป๊า” ชายหนุ่มหันมาบอกบิดา แล้วก้าวเข้าด้านในรถสปอร์ตสีขาวพาหนะคู่กายของเขา ก่อนจะสตาร์ทแล้วขับเคลื่อนออกไปด้วยความเร็ว

คุณภาวัฒน์ได้แต่โคลงศีรษะอย่างระอาในเรื่องการขับรถเร็วของบุตรชาย แม้จะบ่นแกมขอร้องตั้งไม่รู้กี่ครั้ง แต่ดูเหมือนจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะอนาคินก็ยังคงขับรถเร็วปานจะเหาะให้ได้รู้สึกเสียวไส้อยู่เช่นเดิม

“แกดูลูกชายฉันนะมั่น แต่ละคนดีๆ ทั้งนั้น” คุณภาวัฒน์เปรยอย่าระอาให้กับนายมั่นคนขับรถส่วนตัวฟังก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งยังด้านหลังคนขับ นายมั่นได้แต่ยิ้มแห้งให้ผู้เป็นนายแล้วปิดประตูรถด้านที่คุณภาวัฒน์เข้าไปนั่งแล้วอ้อมมานั่งยังประจำตำแหน่งคนขับ เพื่อพาเจ้านายสูงวัยกลับยังคฤหาสน์กิจจานุพงษ์

ด้วยความแรงบวกกับความเร็วของการขับรถ ทำให้ใช้เวลาเพียงไม่นานอนาคินก็มาถึงเคหสถานอันโอ่อ่า ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์พาหนะคู่กายก้าวออกจากรถหรูด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อเห็นมารดามายืนรอรับ

“ดูคุณแม่อารมณ์ดีเป็นพิเศษเลยนะครับ เป็นเพราะลูกชายคนโปรดกลับมาหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มเอ่ยทักกับคุณน้ำเพชรผู้เป็นมารดาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม  

“แม่ก็รักเท่ากันน่ะแหละ เพียงแต่น้องเป็นคนคิดมากกว่าเรา แม่เลยอดเป็นห่วงไม่ได้” ร่างท้วมตีแขนบุตรชายคนโตเบาๆ ก่อนจะเดินมานั่งบนโซฟาบุนวมดีไซน์อิตาลีที่สั่งนำเข้ามาตกแต่งในห้องรับแขก โดยมีชายหนุ่มตามหลังมานั่งด้วย ไม่นานชายหนุ่มนัยน์ตาเศร้าก็เดินลงมาจากห้องส่วนตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งอาการแสดงออกถึงความดีใจที่เห็นผู้เป็นพี่ชาย จนอนาคินต้องเป็นฝ่ายเอ่ยทักหนุ่มโลกส่วนตัวสูงก่อน

“ไงพ่อนักดนตรี หาทางกลับบ้านถูกแล้วหรือเรา” ชายหนุ่มมาดนักบริหารพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก ภิยวัฒน์ไม่ตอบได้แต่ยิ้มจางๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ผู้เป็นพี่ชาย      

“แล้วนี่ป๊าพวกเธอออกจากบริษัทมาหรือยัง” คุณน้ำเพชรถามบุตรชายคนโตที่นั่งเอนหลังอย่างสบายสบายอารมณ์

“ก็ตามผมออกมาติดๆ น่ะครับ เดี๋ยวก็คงถึง อ๊ะ นั่นไงครับมาพอดี” ชายหนุ่มพูดยังไม่ทันขาดคำรถของคุณภาวัฒน์ประมุขแห่งบ้านกิจจานุพงษ์ก็จอดนิ่ง ต่อจากรถสปอร์ตหรูสีขาวโฉบเฉี่ยวของอนาคินที่มาถึงก่อนหน้าเพียงไม่กี่นาที ชายวัยกลางคนมาดน่าเกรงขามก้าวลงจากรถเมื่อคนขับรถคู่ใจเดินอ้อมมาเปิดประตู

ทันทีที่เห็นบิดาก้าวเข้ามาด้านใน ภิยวัฒน์ก็ยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม ด้านคุณภาวัฒน์ก็แทบจะโผเข้าไปโอบไหล่บุตรชายคนเล็กด้วยความคิดถึง แต่ด้วยความที่ยังไว้ท่าทีทำให้ได้แต่ตีสีหน้าขรึม ทำเอาคุณน้ำเพชรรู้สึกหมั่นไส้ผู้เป็นสามียิ่งนัก

“ฉันล่ะเบื่อพวกท่ามากฟอร์มเยอะจริงๆ” คุณน้ำเพชรสะบัดเสียง พร้อมกับแจกค้อนวงใหญ่แก่ผู้เป็นสามีแล้วลุกขึ้นไปดูงานในครัว

“มีอะไรก็คุยเลยน้องชาย” อนาคินตบไหล่น้องชายเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นไปยังห้องของตน ทิ้งให้สองพ่อลูกได้มีโอกาสเปิดอกคุยกัน                                                                                 

เมื่อลับร่างของอนาคินผู้เป็นพี่ชายแล้ว ภิยวัฒน์ยิ่งรู้สึกอึดอัดที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้เป็นบิดาที่นั่งตีสีหน้าขรึม แต่เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ชายหนุ่มคงต้องตัดสินใจคุยกันแบบตรงๆ อย่างที่เคยได้ปรึกษาผู้เป็นพี่ชายก่อนที่เขาจะกลับมา

“ป๊าสบายดีนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างต้องการทำลายสถานการณ์อึดอัดตอนนี้ เขารู้ดีว่าความจริงคุณภัฒน์ผู้เป็นบิดารักเขามากไม่ต่างจากมารดาเพียงแต่ท่านติดนิสัยชอบสั่งชอบบงการก็เท่านั้น

“ก็อย่างที่แกเห็น ว่าแต่แกกลับมานี่ตกลงจะมาช่วยฉันทำงานอย่างที่ฉันต้องการใช่ไหม” คุณภาวัฒน์เปิดประเด็นความต้องการของตนที่อยากจะให้ชายหนุ่มเรียนรู้งานโดยเร็ว เพื่อสานต่อกิจการในวันข้างหน้าร่วมกับอนาคินผู้เป็นพี่ชาย

ทันทีที่ได้ยินประโยคคำถามจี้ใจของคุณภาวัฒน์ ชายหนุ่มก้มหน้ามองพื้นอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเงยหน้าหันกลับไปมองหน้าผู้เป็นบิดาอีกครั้ง

“ครับ แต่ผมมีเรื่องขอร้องป๊าเหมือนกัน” ชายหนุ่มนัยน์ตาเศร้าต่อรองน้ำเสียงราบเรียบ ทำเอาคุณภาวัฒน์ผู้เป็นบิดาที่ยิ้มด้วยความดีใจที่ชายหนุ่มยอมทำตามความตั้งใจ ถึงกับสีหน้าปรับเป็นฉงนสงสัยในของคำพูดของบุตรชาย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนผลงานนะคะ นักอ่านคือแรงใจของนักเขียน"

สลิลฉัตร


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha